Category: เศรษฐกิจ

  • ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569


    20/05/2569 | 69

    สมัครฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียง 4 สถานประกอบการเท่านั้น!

    กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ภาตใต้โครงการ 12.3-1 การสนับสนุนระบบนิเวศเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยรองรับอุตสาหกรรม 4.0

    จัดโดย กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม


    ✨ วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    🎯 กลุ่มเป้าหมาย : 

    • นิติบุคคลขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs) ภาคการผลิต
    • ในพื้นที่ : กรุงเทพฯ , นนทบุรี , สมุทรปราการ , พระนครศรีอยุธยา , ปทุมธานี , สระบุรี

    ✨ สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับ :

    1. การวินิจฉัยและวิเคราะห์ศักยภาพของสถานประกอบการ

    2. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ :

    2.1 การประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization : CFO)

    2.2 การประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product : CFP)

    2.3 การรับรองมาตรฐาน ISO 14000 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

    2.4 มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 2 ขึ้นไป (Green Industry Level 2 ขึ้นไป) หรือการยกระดับพัฒนาธุรกิจในด้านอื่นๆ ที่มุ่งสู่การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    3. การถ่ายทอดองค์ความรู้เตรียมความพร้อมในแก่บุคลากรของสถานประกอบการ จำนวน 1 ครั้ง รูปแบบ Online ผ่านระบบ Zoom Meeting

    สมัครเข้าร่วมกิจกรรม :

    ติดต่อคุณนารีรัตน์ โทร.087-5154145 Email : nareerar1859@gmail.com

    หมายเหตุ :

    – ปิดรับสมัครเมื่อผู้ผ่านการคัดเลือกครบตามจำนวน

    – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม


    image รูปภาพ

    image


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/504739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bBMb7VXIO4sp04VV20huY

  • ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569

    การปรับลดลงของดัชนีดังกล่าว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง 

    โดยในเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (Month on Month: MoM) 

    ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 20,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ 

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    อีกทั้งค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (West Coast) ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Surcharge) และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้การเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า โดยมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 38.31% ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 45.0% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year on Year: YoY)

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะสั้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคการขนส่งและภาคการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Moody’s Ratings ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย

    จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท. ในเดือนเมษายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    นางพิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

    • ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
    • เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
    • เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ
    • เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท. ในการเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZcLPQPLpxNIrg5PTsMW0P

  • กลุ่มถือบัตรคนจน เตรียมรับ 1,000 บาท 4 เดือน ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม

    กลุ่มถือบัตรคนจน เตรียมรับ 1,000 บาท 4 เดือน ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม

     
               ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน ไทยช่วยไทยพลัส เช็กให้ชัดต้องลงทะเบียนใหม่หรือไม่

    ไทยช่วยไทยพลัส

               จากกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้นกว่า 43 ล้านคนทั่วประเทศ ทั้ง กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป ประกอบด้วย

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

                – รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน (วงเงินเดิม 300 บาท บวกวงเงินเพิ่มพิเศษ 700 บาท) ต่อเนื่อง 4 เดือน

    กลุ่มประชาชนทั่วไป รับสิทธิมาตรการ 60/40 (คนละครึ่งพลัส)

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องลงทะเบียนใหม่หรือไม่ 

               – ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยระบบจะทำการอนุมัติสิทธิให้โดยอัตโนมัติทันที

    ไทยช่วยไทยพลัส

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม ? 

               – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง 60:40 ได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท นาน 4 เดือน โดยตรงเรียบร้อยแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัส

    เริ่มใช้จ่าย ไทยช่วยไทยพลัส ได้เมื่อไหร่

               – เงินจะเข้าเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เริ่มทยอยโอนเข้ารอบแรก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านธงฟ้าฯ ได้ทันที 

    ไทยช่วยไทยพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view301210.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n1lRYHB2iQOq97ZAEpBdn

  • เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส”ฉบับ 4202 ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2569 โดย …กาแฟขม 

    *** เศรษฐกิจปีนี้สาหัสจริงๆ ประเมินกันชัดๆ ล่าสุดจาก คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน(กกร.) พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ประธานกกร.รอบนี้ ถกเถียงร่วมกันแล้วคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ จากที่คาดไว้เดิมจีดีพีโต 1.6-2 %  จะเหลือเพียง 1.2-1.6 % เท่านั้น การส่งออกจะติดลบ 1.5 % เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2-3 % จากเดิมที่คาดไว้ 0.2-0.7% ด้วยปมเหตุสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง-สหรัฐ ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อการจัดหาวัตถุดิบในภาคการผลิต-ส่งออก

    *** กกร.ว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกโตได้ 2.8% ก็จริง แต่จำกัดอยู่ในบางภาค การลงทุนภาคเอกชนไปได้ การใช้จ่ายภาครัฐเร่งดี ส่งออกดีจากสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัล  AI กลุ่มเทคฯขยายตัวสูง ต่อเนื่องมายาวนานหลายไตรมาส ตามกระแสโลก แต่กระจายตัวไม่ทั่วถึงในทุกภาคการผลิต จังหวะนี้ควรจะต้องปรับตัว เร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ  และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    *** รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯควบรมว.คลัง รู้และเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจดี โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนชีวิตที่มาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเร่งกู้เงินและอนุมัติ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ออกมา เป้าหมายยิงตรงไปที่ช่วยค่าครองชีพ ช่วยการใช้จ่ายให้เศรษฐกิจหมุนเวียน กระตุกกระตุ้นยอดการขายสินค้าขึ้นมาบ้าง แต่โครงการพวกนี้ถ้าให้ดีมากกว่านี้ ต้องใส่เงื่อนไขลงไปว่าให้จับจ่ายใช้สอยได้เฉพาะสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายโดยคนไทย “ไทยทำ ไทยใช้” ว่างั้น ว่าที่จริงก็แทบทุกรายการสินค้าอุปโภค บริโภคที่ผลิตได้ด้วยมือไทย ไม่ต้องพูดถึงอาหารที่ทั้งวัตถุดิบและการปรุง การขายส่วนใหญ่เป็นไทยอยู่แล้ว

    *** เป็นปัญหาวิกฤติร่วมจริงๆ ที่ดูตัวเลขจีดีพีภาพใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ แต่ในแง่รายได้ของแรงงาน และค่าครองชีพ มีการเปรียบเทียบออกมาให้เห็น รายได้ของแรงงานมีแนวโน้มจะติดลบในปี 2569 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ โดยในอดีตรายได้แรงงาน มักจะเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด  ก่อนโควิด-19 รายได้แรงงานของไทยเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% – 4.8% แต่ในปีที่ผ่านมาการเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1% – 2% และมีโอกาสที่จะติดลบในปีนี้ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำลังซื้อ

    *** ชัดๆ แล้วโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ช่วยเหลือประชาชน รับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เน้นประคับประคอง ประชาชนทั่วไปและธุรกิจรายย่อยให้สามารถผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปได้ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท เป้าหมายบรรเทาค่าครองชีพมากกว่า 43 ล้านคน ผ่าน 3 แนวทาง

    *** กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน โดยรัฐจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเป็น 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เพิ่มอีก 700 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณ 5.6 หมื่นล้าน กลุ่มคนชั้นกลาง คนทำงาน รัฐช่วยคนที่มีกำลังซื้อน้อย โดยรัฐบาลจะใช้ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) โดยประชาชนจ่าย 40% และรัฐสมทบให้ 60% ในวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท กลุ่มร้านค้ารายย่อย มุ่งเน้นการ “ต่อลมหายใจ” และเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง

                            เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    *** ว่าก็ว่า เรื่องของเงินกู้ ที่รัฐออกพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านแก้วิกฤติประเทศ แยกออกเป็น 2 ก้อน ทำเรื่องไทยช่วยไทยวงเงิน 2 แสนล้าน ปรับเปลี่ยนพลังงานอีก 2 แสนล้าน ที่มีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกันในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินวิกฤติที่ต้องกู้หรือไม่ ในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง อาจจะเป็นประเด็นที่ตีความกันได้ การใช้จ่ายเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งทั้งก้อน 4 แสนล้าน อาจจะผ่านแค่ครึ่งเดียว 2 แสนล้านบาทแรกก็ได้ ฟังๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่โครงการต้องอาศัยช่วงเวลาบ้าง อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ แต่เป็นโครงการที่ตั้งงบประมาณปกติเอาได้ ก็ต้องจับตาดูผลการตีความจะเป็นเช่นไร…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/659516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ddtLJVXC3NpQv6rp4nqAJ

  • เจาะลึกขุมกำลัง “ดรีมทีม” เศรษฐกิจ-วิชาการ “ศุภจี” ขยับเกมใหญ่! เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ระดมบิ๊กเนมเสริมแกร่ง

    เจาะลึกขุมกำลัง “ดรีมทีม” เศรษฐกิจ-วิชาการ “ศุภจี” ขยับเกมใหญ่! เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ระดมบิ๊กเนมเสริมแกร่ง

    1.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นั่งแท่นเป็น ประธานที่ปรึกษา
    2.ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์และอดีตรัฐมนตรี
    3.รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
    4.ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร กูรูด้านเศรษฐกิจและการเมืองจีน
    5.นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์การเงินระดับแนวหน้า
    6.นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้บริหารสูงสุดจากภาคการธนาคาร
    7.นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
    8.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการเงิน การธนาคาร มีประสบการณ์การทำงานยาวนานในภาคธนาคารพาณิชย์

    9.นางสาวอาจารี ตราชูกุล อาจารย์และนักวิชาการด้านกฎหมายอาญา
    10.นางสาวอนัญญา แก้วนิล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารงานภาครัฐ
    11.นายอดิศร์ หะริณสุต ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคลาวด์และนวัตกรรมดิจิทัลระดับสากล
    12.นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ นักกฎหมายธุรกิจและที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายชั้นนำระดับสากล

    เจาะลึกขุมกำลัง

    ตั้งทีมสู้ศึกศก.โลก ไม่สนสีเสื้อ

    แหล่งข่าวเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า  การเดินเกมของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างสภาวะการทำงานแบบ “มืออาชีพ” โดยการดึงเอาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาอุดรอยรั่วและติดอาวุธทางปัญญาให้กับทีมงานรองนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสการแข่งขันและกำแพงภาษีโลกที่รุนแรง

    ที่น่าจับตาคือ การรวบรวมขุนพลเหล่านี้เป็นการก้าวข้ามสังกัดทางการเมือง ดั่งที่เธอเคยระบุว่า ต้องการคนเก่งเข้ามาช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก และเป็นการระดมสมองเพื่อรองรับมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    ภารกิจเร่งด่วน: ป้อง SME-ดันกรอบการค้าเสรี

    รายงานข่าว ระบุว่า หน้าที่หลักของคณะที่ปรึกษาชุดนี้คือการเสนอความเห็น แนะนำ และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้กำกับของรองนายกรัฐมนตรี  

    โดยคาดว่าจะเข้ามาลุยงานเร่งด่วนในด้านการค้าระหว่างประเทศ การแก้ไขผลกระทบจากมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก รวมถึงการเร่งผลักดันข้อตกลงกรอบความร่วมมือด้านดิจิทัลระดับภูมิภาค (DIFA) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนและกลุ่ม SME ไทยในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

    #ศุภจี #แต่งตั้ง #ที่ปรึกษา #รายชื่อ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #ดรีมทีมเศรษฐกิจ #กระทรวงพาณิชย์ #ทีมเศรษฐกิจ #กอบศักดิ์ภูตระกูล #วีระศักดิ์โควสุรัตน์ #เศรษฐกิจไทย #SMEไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #เนชั่นทีวี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WF7BpVwuDWarknt0OwEUG

  • ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    วันนี้ (20 พ.ค. 69) รัฐบาลไทยประกาศเดินหน้ายกระดับ ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า

    ผู้แทนจากไทยและฝรั่งเศสเตรียมลงนามในร่าง แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส (ปี ค.ศ. 2026-2028 / พ.ศ. 2569-2571) ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างสองประเทศในระยะ 3 ปีข้างหน้า

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไทยและฝรั่งเศสเตรียมลงนามร่างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย–ฝรั่งเศส

    เป้าหมายหลักของ ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส ในระยะ 3 ปี

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ร่างแผนปฏิบัติการฉบับใหม่นี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในหลายมิติ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ก้าวขึ้นเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างสมบูรณ์

    นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังเพิ่มน้ำหนักในประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนพลังงานสะอาด ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไร้คาร์บอน (Decarbonized Energy) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีสากล โดยเน้นเจาะกลุ่มสาขาแฟชั่น ภาพยนตร์ และอาหาร

    4 กรอบการทำงานภายใต้ แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส

    สำหรับกรอบการทำงานหลักที่ระบุใน แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส ฉบับนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง: การเสริมสร้างการหารือเชิงการเมือง ความมั่นคง และการร่วมจัดการประเด็นระดับโลก
    2. ด้านกลาโหม: การยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกันประเทศ
    3. ด้านเศรษฐกิจ: การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการพัฒนาความร่วมมือในระยะยาว
    4. ด้านงานวิจัยและประชาชน: ความร่วมมือด้านการวิจัย และการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน

    การเตรียมลงนามในสัปดาห์หน้า นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนา ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ และต่อยอดความสำเร็จทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพของประชาชน เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาวที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/742681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LD6Anse3c0gM-fGxgfSGg

  • กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569


    20/05/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    ​วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำข้าราชการกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมประชุม”เตรียมความพร้อมรองรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อวางแนวทางจัดสรรระบบข้อมูลและการลงทะเบียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่หน่วยงานหลัก ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุม

    โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางดังนี้:

    🔹 การบูรณาการข้อมูลเชิงรุก (Data Integration): กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ กรมการปกครองและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการพัฒนาเชื่อมโยงฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง ผู้ตกเกณฑ์ จปฐ. และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมระบบรองรับรายใหม่ โดยเน้นย้ำความถูกต้อง ชัดเจน และสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้อย่างเป็นระบบ

    🔹 ระบบความปลอดภัยและความเป็นลับขั้นสูง : ในการวางมาตรการกำกับดูแลกระบวนการจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนในพื้นที่ให้เป็นความลับขั้นสูงสุด เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

    🔹 เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่: วางแนวทางการซักซ้อมความเข้าใจแก่พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทันทีเมื่อเกณฑ์คุณสมบัติได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกระจายสวัสดิการให้ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

    การเตรียมระบบข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เราต้องใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่แม่นยำมาช่วยในการบริหารจัดการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน โดยกลไกของกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนในระดับฐานราก จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานนี้ให้สำเร็จลุล่วง โปร่งใส และสมบูรณ์ที่สุด

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/365811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d4iIekljHev9I0Ds2GV4H

  • ‘ศก.ไทย’ ความสงบก่อนพายุลูกใหญ่มาเยือน

    ‘ศก.ไทย’ ความสงบก่อนพายุลูกใหญ่มาเยือน

    ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์(18พ.ค.) ซึ่งเติบโตได้ถึง 2.8% นับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนัก และยังเป็นตัวเลขที่ทำให้ “รัฐบาล” พอจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง

        โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตการลงทุนภาคเอกชนที่โตแรงถึง 10.1% เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง จากอานิสงส์การลงทุนในดาต้าเซนเตอร์และกระแส AI ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบสามไตรมาส
        อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว ยังเป็นเพียงภาพลวงตา โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ให้มุมมองว่า สถานการณ์นี้เปรียบเสมือน “ความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถล่ม” เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้

        ดร.พิพัฒน์ มองว่า ประเด็นที่ต้องจับตาประการแรก คือ โครงสร้างการค้าที่ดูเติบโตสูงแต่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มที่ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 17.8% แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าก็พุ่งสูงถึง 21.1%  ซึ่ง ดร.พิพัฒน์ วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจไทยมากนัก นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อไตรมาสแรกแม้จะติดลบ 0.5% แต่เป็นเพียงภาพลวงตาจากช่วงเวลาก่อนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทำให้ต้นทุนพลังงานที่แท้จริงเหล่านี้กำลังจะเริ่มบดบังกำไรของภาคธุรกิจตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป

        ความน่ากังวลถัดมา คือ สภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เติบโตได้ดี แต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ กลับหดตัวต่อเนื่อง 0.7% ซ้ำร้ายรายได้เกษตรกรยังดิ่งลงถึง 6.3% สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของฐานรากเศรษฐกิจไทยที่ต้องรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ท่ามกลางพายุต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อระลอกใหม่ ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไต้หวัน หรือ เวียดนาม ที่เติบโต 13% และ 7.8% ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าไทยยังคงฟื้นตัวช้าและมีความยืดหยุ่นต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด
        แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร การบริหารนโยบายมหภาคจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน การดูแลสภาพคล่องให้ SMEs และการบริหารจัดการงบประมาณปี 2569 ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
        ดร.พิพัฒน์ ยังได้เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน บ้านที่ยังไม่ทันซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องเตรียมตัวดับไฟวิกฤติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกระลอก …เรามองว่าการเติบโตที่ 2.8% อาจเป็นกันชนได้เพียงชั่วคราว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่สะสมมานานและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก คือมรสุมลูกใหญ่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อนในอนาคต!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xBz2hsBFC3RIkxYoL3AdS

  • เชื่อมโยงเครือข่ายแมลงเศรษฐกิจไทย สู่เกษตรยั่งยืนและตลาดมูลค่าสูง | เดลินิวส์

    เชื่อมโยงเครือข่ายแมลงเศรษฐกิจไทย สู่เกษตรยั่งยืนและตลาดมูลค่าสูง | เดลินิวส์

    นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วันผึ้งโลกถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่ช่วยสะท้อนบทบาทของผึ้งและแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลผลิตพืชอาหาร รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ โดยงานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้บริโภค เพื่อผลักดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรไทย

    กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนประชาชน ผู้สนใจด้านเกษตรปลอดภัย ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแมลงเศรษฐกิจและระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในงาน “World Bee Day 2026” ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5876702/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02kJ3j3SkLmOp2CKeg13y8

  • จีนปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    จีนปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    ปักกิ่ง, 20 พ.ค. ซินหัว รายงานว่า — กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนได้จับกุมผู้หลบหนีในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลบหนีไปต่างประเทศมากกว่า 880 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้หลบหนีที่อยู่ในหมายแดงขององค์การตำรวจสากล (Interpol) 38 ราย

    วันพุธ (20 พ.ค.) ฮว่าเลี่ยปิง ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของกระทรวงฯ เปิดเผยว่าการจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2025 จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2026 ภายใต้ “ปฏิบัติการล่าสุนัขจิ้งจอก” (Fox Hunt) ซึ่งเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจของจีนที่มุ่งปราบปรามผู้หลบหนีคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจไปยังต่างประเทศ

    ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนสามารถคลี่คลายคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ 1.28 แสนคดี และสามารถกู้คืนทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3.75 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท)

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถคลี่คลายคดีกว่า 1,600 คดี และทลายเครือข่ายธนาคารใต้ดินข้ามภูมิภาคมากกว่า 100 เครือข่าย ในการปราบปรามการใช้บริษัทนอกอาณาเขตและธนาคารใต้ดิน เพื่อเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายออกนอกประเทศ

    กระทรวงฯ ยังได้เผยแพร่คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจตัวอย่าง 20 คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งครอบคลุมความผิดในด้านต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการปลอมแปลงสกุลเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GaB3rhOnpkZfZcfW75Gfi