Category: เศรษฐกิจ

  • อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล  ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด  ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

    อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

    อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

    วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

    Tag :

    ‘อภิสิทธิ์’ สับรัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ไร้ตอบโจทย์ เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดืดดร้อนอีกมาก ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’ เข้มงวดผิดที่ผิดทาง เป็นงง ‘ภูมิใจไทย’ หัก ‘เพื่อไทย’ แก้รธน. เตรียมเข้าพบ ’ศาลรัฐธรรมนูญ‘ คุยเคลียร์ปม ’สสร.‘

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน   โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่
    ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ 

    “จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

    นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

    “ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    //////

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/968826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sNPnL27N1blQZmiVBA9v2

  • สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือยูเครน และคว่ำบาตรภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจรัสเซีย โดยไม่สนใจข้อคัดค้านจากผู้นำพรรครีพับลิกันที่เตือนว่าร่างกฎหมายนี้จะบ่อนทำลายการเจรจาที่จะมีผลลัพธ์ที่เข้มงวดมากกว่า

    ร่างกฎหมายฉบับนี้ เสนอโดย ส.ส.เกรกอรี่ มีคส์ จากพรรคเดโมแครต รัฐนิวยอร์ก ในการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการฟื้นฟูมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และจะจัดสรรเงินกู้เพิ่มเติมอีก 8,000 ล้านดอลลาร์สำหรับด้านการป้องกันประเทศของยูเครน ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 226 ต่อ 195 เสียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000053138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DQFMRCtHhG-DfrqcKM_yl

  • สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายช่วยเหลือยูเครน – คว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือยูเครน และคว่ำบาตรภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจรัสเซีย โดยไม่สนใจข้อคัดค้านจากผู้นำพรรครีพับลิกันที่เตือนว่าร่างกฎหมายนี้จะบ่อนทำลายการเจรจาที่จะมีผลลัพธ์ที่เข้มงวดมากกว่า

    ร่างกฎหมายฉบับนี้ เสนอโดย ส.ส.เกรกอรี่ มีคส์ จากพรรคเดโมแครต รัฐนิวยอร์ก ในการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการฟื้นฟูมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และจะจัดสรรเงินกู้เพิ่มเติมอีก 8,000 ล้านดอลลาร์สำหรับด้านการป้องกันประเทศของยูเครน ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 226 ต่อ 195 เสียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000053138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t1S9SsHfzuyGn7c1RjIW8

  • “อภิสิทธิ์” วิจารณ์รัฐบาลแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ชี้ พ.ร.บ.กู้เงินสวนทางคลัง ห่วงภาษีทำลูกกลายเป็นคนอกตัญญู

    “อภิสิทธิ์” วิจารณ์รัฐบาลแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ชี้ พ.ร.บ.กู้เงินสวนทางคลัง ห่วงภาษีทำลูกกลายเป็นคนอกตัญญู

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/152071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-BoJeZb9JSij9vGoGbai7

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” ความหวังลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในยุคเศรษฐกิจซบเซา และวิกฤตพลังงานกดดันค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ความหวังลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในยุคเศรษฐกิจซบเซา และวิกฤตพลังงานกดดันค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กลายเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ประชาชนจำนวนมากเฝ้ารอ หวังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นที่หลายภาคส่วนกำลังเผชิญความยากลำบาก

    โดยบรรยากาศในพื้นที่ตัวเมือง และอำเภอรอบนอกของจังหวัดเชียงใหม่ ร้านค้าได้มีการนำเอาป้ายไทยช่วยไทยพลัส มาติดบริเวณหน้าร้านเพื่อบอกให้กับลูกค้าที่มาซื้อหรือใช้บริการทราบว่าร้านของตนเข้าร่วมโครงการ หวังที่จะดึงดูดลูกค้าทางหน้าใหม่และลูกค้าประจำเข้ามาใช้บริการเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กรายหนึ่ง กล่าวถึงโครงการว่า ถือเป็นนโยบายที่ดีสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาทางร้านก็เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาโดยตลอด ตอนนี้ก็คาดหวังให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขาย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น

    “เหมือนเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการที่ยังเผชิญกับความท้าทายจากกำลังซื้อที่ลดลงของลูกค้าและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหลังจากโครงการเริ่มขึ้น ก็เห็นถึงผลดี ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าหน้าใหม่ที่มาใช้บริการ ถือว่าเป็นโอกาสที่จะหาฐานลูกค้าใหม่แม้ว่าในอนาคตโครงการจะจบลงก็จะมีลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำเพราะติดใจในรสชาติของทางร้าน”

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ด้าน ปฏิญญา ศรีสุภมาตุ ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” สามารถช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระดับชุมชนได้ ส่วนตัวก็ได้เริ่มใช้แล้วส่วนหนึ่งทั้งการซื้ออาหารและของใช้จำเป็นในครัวเรือน

    สำหรับโครงการในครั้งนี้ในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ถือว่าดีกว่าครั้งที่ผ่านมา ทั้งความง่ายและระบบที่มีการพัฒนาให้ไหลลื่นไม่ล่ม ส่วนครั้งนี้ที่รัฐออกให้ 60 ประชาชนออกอีก 40 ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ได้มีอุปสรรคในการคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้ง

    “และการที่รัฐให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ส่วนตัวมองว่าก็เป็นจำนวนที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป การแบ่งออกเป็นระยะก็เป็นการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้ด้วย เพราะการใช้เงินในปัจจุบันนี้ต้องคิดมากยิ่งขึ้น จากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในเร็ววัน” ปฏิญญา กล่าว

    .jpg-9.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ ผศ.ดร.พบกานต์ อาวัชนาการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิเคราะห์ว่า

    แม้โครงการดังกล่าวอาจไม่ใช่คำตอบในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะสั้นได้ คาดว่าประชาชนน่าจะมีความพึงพอใจกับโครงการดังกล่าวถ้าดูจากยอดที่กดรับสิทธิ์และการใช้จ่ายในตลาดหรือร้านค้าที่มีมีการตื่นตัวทั้งประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ส่วนอัตราส่วนที่รัฐให้มา 50:50 หรือ 60:40 แบบไหนจะดีกว่ากันนั้น หลังจากจบโครงการต้องมีการวิเคราะห์ว่าเงินที่ประชาชนใช้เงินและเงินที่หมุนเวียนในระบบรูปแบบไหนจะดีกว่ากัน เพื่อในอนาคตจะมีการนำโครงการในลักษณะนี้กลับมาอีกครั้ง

    “หลังจากนี้ก็ต้องมีโครงการอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสภาพคล่องในการไปทำธุรกิจต่อเพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี ดังนั้นต้องออกแบบนโยบายที่ให้สินเชื่อที่ดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่ต่ำกับผู้ประกอบการรายย่อยที่คุณภาพดีมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ควรมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวภายในประเทศ และจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามา รวมถึงรัฐบาลต้องมองไปถึงการสร้างงานสร้างอาชีพให้ประชาชนด้วยเพื่อที่จะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น เพราะค่าครองชีพและราคาสินค้าน่าจะมีแนวโน้มที่จะขยับขึ้นอีก”

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    ผศ.ดร.พบกานต์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัสก็จะมาช่วยบรรเทาในระยะสั้น แต่หลังจากจบโครงการประชาชนต้องเตรียมรับมือวางแผนการเงินให้ดี ส่วนการปรับปรุงในอนาคตที่ภาครัฐควรจะให้ความสำคัญก็คือ ประชาชนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมหรือเตรียมตัวไม่ทัน อย่างประชาชนในพื้นที่ชนบทที่จะเห็นภาพไปยืนรอที่หน้าธนาคารจำนวนมาก

    “ดังนั้นการสื่อสารเกี่ยวกับนโยบายของภาครัฐ และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนโยบายได้ง่ายขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม เพราะมันจะเกี่ยวโยงกับความน่าเชื่อถือในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลด้วย รวมถึงการเพิ่มทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับประชาชน นอกจากจะเป็นการเข้าถึงนโยบายได้แล้ว ยังเป็นช่องทางที่จะให้ประชาชนหารายได้หรือโอกาสในการศึกษาหาความรู้ได้ด้วย”

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ร้านค้าในเชียงใหม่กว่า 69% ทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา ดังนั้นการที่โครงการนี้สามารถทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถเข้าร่วมได้ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ช่วยทำให้ร้านเล็กก็สามารถขายของได้ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    ดร.กอบกิจ กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะหนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง และเป็นหนี้สินเกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ แสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีหนี้สินส่วนนี้ค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อหมดโครงการก็จะกลับเข้ามาสู่สภาวะเดิมทำให้อาจจะยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลยังคงต้องแก้ไขต่อและแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    สำหรับอัตราส่วนที่รัฐบาลให้มาในครั้งนี้ที่แตกต่างกับอดีตที่ผ่านมา คิดว่าประชาชนน่าจะพึงพอใจ แต่สิ่งสำคัญก็คือประชาชนต้องมีการวางแผนการเงินถึงแม้จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามา ก็อยากจะให้วางแผนการใช้จ่ายให้ดี ใช้เฉพาะที่คิดว่าเหมาะสมจำเป็น เพราะถ้าหมดโครงการนี้เราก็จะกลับมาสู่สภาวะปกติ ดังนั้นค่าใช้จ่ายก็อาจจะไม่ได้ถูกเหมือนในช่วงที่มีโครงการ

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo11.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    “สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อเนื่องก็คือการลดหนี้สินครัวเรือน ต้องมีการสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเข้ามาเสริมด้วย รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้กับโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ให้เร็วที่สุด”

    “อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำสำหรับโครงการนี้ก็คือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแอปกระเป๋าตังค์เพื่อนำไปวางแผนเพื่อช่วยให้ประชาชนมีวินัยที่ทางการเงินที่ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเราเห็นประเทศที่พัฒนาแล้วในหลายประเทศ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันเค้าก็มีมาตรการให้ความรู้ประชาชนควบคู่กันไปด้วยว่าเมื่อได้เงินมาจะใช้เงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ให้เงินและให้ความรู้ไปพร้อมกัน” ดร.กอบกิจ กล่าว

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo10.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo13.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo14.jpg

    Thai-Helps-Thai-Plus-campaign-booms-in-Chiang Mai-aiming-to-reduce-cost-of-living-SPACEBAR-Photo15.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/thai-helps-thai-plus-campaign-booms-in-chiang-mai-aiming-to-reduce-cost-of-living&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BSxLv-L7rzhVciiTgM43I

  • สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม ‘ม.301’ สหรัฐ

    สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม ‘ม.301’ สหรัฐ

    แขกเหรื่อมาอุ่นหนาฝาคั่ง งานครบรอบ 26 ปีเนชั่นทีวีวานนี้ (4 มิ.ย.) แขกคนสำคัญที่สุดหนีไม่พ้น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล  เจอหน้ากันก็ต้องพูดคุยถึงภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล นั่นคือการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

        นายกฯ บอกว่า ตอนนี้ไทยมีความพร้อมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ทรัพยากร สาธารณูปโภค จากการที่นายกฯ เดินทางไปพบกับผู้นำหลายประเทศ พบว่ามีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยกันมาก ถึงขนาดอวดได้เลยว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้พลิกฟื้นขึ้นมาอยู่รอดเฉยๆ แต่พลิกฟื้นมาวิ่งได้เลย
        ฟังแล้วน่าภาคภูมิใจ แต่พิจารณาปัจจัยด้านต่างประเทศกันสักนิด อย่าลืมเรื่องภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วันก่อนมีข่าวว่า สหรัฐเตรียมใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974  เล่นงานบราซิล ทำการค้าไม่เป็นธรรม วันถัดมาสหรัฐจะใช้มาตรา 301 เล่นงาน 60 ประเทศที่ล้มเหลวไม่สามารถป้องกันการนำเข้าสินค้าบังคับใช้แรงงานเข้ามาขายได้ สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับแรงงานอเมริกัน ขัดต่อนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ไทยติด 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐ  พุ่งเป้าสอบสวนภายใต้ ‘มาตรา 301’ ปมเกินดุลการค้าและกำลังการผลิตส่วนเกิน

        เรื่องภาษีเกี่ยวข้องกับการส่งออก ใกล้ผ่านครึ่งปีแรกภาพรวมส่งออกไทยยังไปได้ดีเกินคาด แม้เจอสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ มาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. แต่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังไปได้ดี คาดว่าจบครึ่งปีแรกยังคงเป็นบวก ส่วนครึ่งปีหลังยังไม่แน่นอนเพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ข่าวทุกวันใกล้บรรลุดีลแล้ว แต่ถึงวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ สงครามส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอนและส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ สร้างความชัดเจนในนโยบายการค้าและการผลิต เพื่อลดข้อครหาเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม

         แม้นายกรัฐมนตรีจะมั่นใจในความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของไทยว่าอยู่ในระดับที่ “วิ่งได้” แต่หากรัฐบาลไม่สามารถเจรจาหรือปรับตัวให้ทันต่อกฎหมายการค้าที่เข้มงวดขึ้นนี้ ความได้เปรียบดังกล่าวอาจถูกบดบังด้วยกำแพงภาษีที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องหาตลาดใหม่ๆ มารองรับเพื่อกระจายความเสี่ยง การอาศัยเพียงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่ได้พูดคุยกันยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่พลิกฟื้นมาวิ่งได้ตามที่คาดหวัง แต่สามารถวิ่งได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพท่ามกลางมรสุมการค้าโลกที่ยังไม่สงบลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1237059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18zOKBZ4iwWDRK5GhEXJ6G

  • ‘อนุทิน’เร่งเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เอกชนห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

    ‘อนุทิน’เร่งเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เอกชนห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลกำลังเดินหน้าภารกิจเร่งด่วนของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ รวมทั้งจำเป็นต้องเร่งสร้างสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายในงานครบรอบ 26 ปี เนชั่น ทีวี ว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลเป็นการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่พร้อมทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร สาธารณูปโภค 

    รวมทั้งในฐานะผู้นำประเทศได้เดินทางไปพบผู้นำประเทศหลายประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่มองมุมเดิมว่าไทยมีแค่แรงงงานหรือค่าแรงถูก

    สำหรับปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบมาจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป โดยแต่ละประเทศมั่นใจไทยจึงเป็นโอกาสที่ดีมากของไทยในเศรษฐกิจปัจจุบัน

     “ตอนนี้มีคำว่า Resilience คือ การพลิกฟื้นขึ้นมา แล้วพลิกฟื้นขึ้นมาไม่ได้คือ อยู่รอดได้ แต่วิ่งได้เลย ตรงนี้คือ สภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว

    หวังเข้า OECD ยกระดับประเทศ

    รวมทั้งรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนว่ารัฐบาลจะเสริมศักยภาพให้เอกชนอย่างไร โดยรัฐบาลจะช่วยเสริมศักยภาพการเงิน ระบบการเงิน การเปิดเสรีให้มากที่สุด โดยเฉพาะการที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งไทยต้องให้ความสำคัญและเข้าร่วมให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนประเทศอื่นที่ยกระดับการพัฒนาประเทศ 

    ทั้งนี้ OECD เน้นการยกระดับความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง การยกระดับกฎระเบียบให้เป็นสากล รวมถึงนโยบายด้านภาษี การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความตั้งใจเต็มที่ของรัฐบาลนี้ที่จะทำให้สำเร็จเพื่อเปิดโอกาสการลงทุน และทำให้เกิดความมั่นใจกับนักลงทุนว่าไทยเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือและมีเครดิต 

    รวมถึงการมีต้นทุนทางการเงินในการทำธุรกิจที่มีความเหมาะสม เพื่อให้เป็นที่ดึงดูดการลงทุนเข้ามาลงทุนภายใต้กติกาสากล และมีความมั่นใจมากขึ้น

    “ผมเชื่อว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างดีทั้งสวัสดิการ การดูแลปากท้องประชาชน การเปิดรับความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมด้านต่างๆ และนานาชาติต้องหันมามองไทย และใช้ไทยสร้างโอกาสธุรกิจ” 

    ดังนั้นการทำให้ไทยเข้มแข็งขึ้นและการเป็นสมาชิก OECD ประชาชนจะเห็นไทยในมิติใหม่ที่ไม่มีใครมาชี้นิ้วว่าไทยเป็นคนขี้โกงหรือไร้การตรวจสอบ

    “คลัง”มั่นใจยังไม่เข้าภาวะ Stagflation

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังกังวลอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นจากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ โดยหลายฝ่ายกังวลปัญหาสินค้าราคาแพง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนลดลงในภาวะอัตราเศรษฐกิจไม่เติบโตที่อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation

     

    ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่ายังไม่มีสัญญาณ Stagflation ในขณะนี้เพราะการลงทุนยังขยายตัวได้ดี โดยรัฐบาลเตรียมกลไกดูแลผลกระทบเพื่อป้องกันการส่งผ่านราคา เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการดูแลภาคการขนส่ง

    นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ เช่น การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งไทยมีสัดส่วนผู้ใช้เพียง 1% เมื่อเทียบกับจีนที่มีถึง 66% เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

    CPF ชี้ผลกระทบสงครามเริ่มคลี่คลาย

    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมาแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มีแนวโน้มเบาลง 

    “ทำให้ความกังวลต้นทุนวัตถุดิบที่เคยสูงถึง 30% เริ่มลดลงมาอยู่ระดับ 10% จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตและลดแรงกดดันในการปรับขึ้นราคาสินค้า” นายประสิทธิ์ กล่าว

    นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง โดยภายใต้การบริหารจัดการที่มีเสถียรภาพจะช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนผ่านคระกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ให้ประเทศ

    “บางจาก”ห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยน่ากังวลคือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งมีลักษณะการส่งผ่านผลกระทบแบบหน่วงเวลา (Lagging) เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปัจจุบันส่วนใหญ่ยังผลิตจากต้นทุนราคาน้ำมันในช่วงที่ยังไม่ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่สิ่งที่น่าจับตามองและไม่เคยปรากฏมาก่อน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระดับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยสถานการณ์นี้จะทยอยกระทบค่าครองชีพประชาชนจึงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด และหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการรองรับที่เหมาะสมเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของ GDP ที่เคยทำได้ดีช่วงที่ผ่านมา

    ชี้ SME รอต่อท่อออกซิเจน

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์และความท้าทายของเศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศที่กระทบภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับปัจจัยภายนอกมากจากมาตรการทางการค้าและปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อทั่วโลกอยู่ระดับต่ำ เป็นปัจจัยท้าทายหลักที่เห็นได้ชัดเจนในปีนี้

    ส่วนปัจจัยภายในประเทศมี 2 ประเด็นหลักที่น่ากังวล คือ ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งแทรกซึมอยู่ต้นทุนทุกกระบวนการตั้งแต่ค่าขนส่ง วัตถุดิบไปถึงค่าพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรง และการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติที่มีราคาถูกกว่าได้เข้ามาแทนที่สินค้าผลิตในไทย เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อไม่ดีประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ของประเทศ

    ขณะที่สัญญาณอันตรายในครึ่งปีหลังและสภาพคล่อง SME แม้ช่วงครึ่งปีแรกผลกระทบภาคอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสินค้าในสต็อก แต่ช่วงครึ่งปีหลังถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่ต้องเฝ้าระวังเต็มที่

    “สถานการณ์ SME ไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนกำลังรอการ “ต่อท่อออกซิเจน” เนื่องจากเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยกู้เนื่องจากยอดขายสินค้าไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาในลักษณะ ไก่เกิดก่อนไข่ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยการผลักดันกำลังซื้อควบคู่ไปกับการสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ประธาน ส.อ.ท.กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1237069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uekphIlMYqDOPJrNJ9UQx

  • ภาพรวมการเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมภริยา

    ภาพรวมการเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมภริยา

    ภาพรวมการเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมภริยา

    เมื่อระหว่างวันที่ 27 – 29 พฤษภาคม 2569 นาย โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยภริยาและคณะผู้แทนระดับสูงของเวียดนาม ได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และภริยา

    นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนาย โต เลิม และคณะผู้แทนระดับสูงของเวียดนาม พร้อมทั้งยืนยันว่าการเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม 

    การเยือนดังกล่าวถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ให้มีความลึกซึ้ง เป็นรูปธรรม โดยร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติ รวมทั้งความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

    ทั้งสองฝ่ายได้ประเมินพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามในช่วงที่ผ่านมา โดยเห็นพ้องกันว่า       ความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างกันได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในขณะที่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้กรอบสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น บนพื้นฐานดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเยือนในทุกระดับ ทุกภาคส่วน และทุกช่องทาง เพิ่มประสิทธิภาพของกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ ตลอดจนธำรงและต่อยอดกลไกความร่วมมือ        ด้านกลาโหมและความมั่นคงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้คำมั่นที่จะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผลักดันการเจรจาและการลงนามความตกลงด้านกฎหมายระหว่างกัน และยืนยันว่าจะไม่ยินยอมให้บุคคลหรือองค์กรใดใช้ดินแดนของตนเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเร่งส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรม การเกษตรเทคโนโลยีขั้นสูง การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างสองประเทศและในภูมิภาค

    ภายหลังการหารืออย่างเป็นทางการ นาย โต เลิม และนาย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งประกอบด้วย

    1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574

    2. หนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย รับช่วงภารกิจจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดิม และจะดำเนินการตามความตกลงที่ได้ลงนามไว้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามต่อไป

    3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงและปฏิบัติการอากาศยาน ระหว่างสายการบินเวียตเจ็ท (Vietjet) กับสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย

    4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันการเมือง การบริหาร และการจัดการภาครัฐของเวียดนาม กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

    5. ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสายการบินเวียตเจ็ทและบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมธุรกิจประกันภัย กีฬา การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และกระชับมิตรภาพไทย–เวียดนามผ่านกิจกรรมด้านฟุตบอลและการบิน

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาธุรกิจไทย–เวียดนาม 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand–Viet Nam Relations”

    ในโอกาสเดียวกัน นายโต เลิม ได้เข้าพบนาย โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย โดยนายโสภณได้กล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อการเยือนไทยครั้งแรกของนายโต เลิม ในตำแหน่งใหม่ 

    ประธานรัฐสภาไทยได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จด้านการพัฒนาของเวียดนามภายหลังการดำเนินนโยบาย “โด่ยเม้ย” (Đổi mới) มากว่า 40 ปี โดยเห็นว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากนโยบายที่เหมาะสม เสถียรภาพทางการเมือง และความมุ่งมั่นของประชาชนเวียดนาม ด้านนายโต เลิม ได้ขอบคุณฝ่ายไทยสำหรับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ พร้อมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของไทยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพัฒนาอุตสาหกรรม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยชื่นชมวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของไทยที่ช่วยยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ

    ภายในกรอบการเยือนอย่างเป็นทางการดังกล่าว นายโต เลิม ยังได้พบหารือกับผู้บริหารกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยหลายแห่ง โดยแสดงความยินดีที่ภาคธุรกิจไทยยังคงขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมพื้นฐาน อุตสาหกรรมสีเขียว วัสดุใหม่ โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน อาทิ กลุ่มบริษัท SCG, Gulf Development และ Siam Piwat นอกจากนี้ นายโต เลิม ยังได้พบปะผู้แทนสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินบทบาทเป็นสะพานเชื่อมในการส่งเสริมมิตรภาพ การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสองประเทศต่อไป

    ในการเยือนครั้งนี้ นาย โต เลิม พร้อมด้วยนาง โง เฟือง ลี (ภริยา) ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรไทย ณ พระบรมมหาราชวัง

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมความสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และเกิดขึ้นภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งสองฝ่ายแสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการอันโดดเด่นของความสัมพันธ์ทวิภาคีตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

    นายโต เลิม เน้นย้ำว่า เวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้า    รายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน และเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของเวียดนาม พร้อมทั้งชื่นชมการเสด็จเยือนเวียดนามของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

    ฝ่ายเวียดนามยังได้แสดงความขอบคุณต่อพระราชวงศ์ไทยที่ได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษา         การพัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคมในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

    การเข้าเฝ้าฯ ในครั้งนี้สะท้อนถึงระดับความไว้วางใจทางการเมืองอันสูงระหว่างไทยและเวียดนาม และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของผู้นำทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ขยายความร่วมมือในทุกมิติ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม

    (จาก https://dangcongsan.vn/ – https://vnexpress.net/ – https://viettimes.vn/ – https://baochinhphu.vn/)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/a5l733qmzjjfx387jw0pwtth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MwDw3A4J2nOKjF-pa9zYu

  • “สีหศักดิ์” ในประชุม OECD 2026 ชูทักษะแรงงาน-นวัตกรรม นำไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    “สีหศักดิ์” ในประชุม OECD 2026 ชูทักษะแรงงาน-นวัตกรรม นำไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    ก่อนที่จะร่วมกล่าวใน Plenary Session หัวข้อ “Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy” การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงทั้งเป้าหมายการพัฒนา และผลกระทบที่ตามมาว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยนโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไป สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจทางภาษีเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ

    ขณะเดียวกันประเทศต่างๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวม นั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น

    สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย เรามองว่าการเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถ นำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่างๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

    เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ เชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่างๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

    จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mr.Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    #สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว #OECD2026 #เศรษฐกิจไทย #นโยบายอุตสาหกรรม #การลงทุนต่างประเทศ #กระทรวงการต่างประเทศ #MCM2026 #พัฒนาทักษะแรงงาน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378978308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lNplqylYmPPHj6Wb6OG22

  • จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ | TOPNEWS

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ | TOPNEWS

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบ

    • เผยแพร่ : 04/06/2026 20:43

    จบเห่!ท่องเที่ยวเขมร ถึงว่า”ผู้นำ”ร้อนตัวดับลือเศรษฐกิจเจ๊ง เอาเงินไปถลุงซื้ออาวุธรบไทย

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #ฮุนเซน #ฮุนมาเนต #ท่องเที่ยวเขมร
    #ไทยกัมพูชา #เศรษฐกิจกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1593230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZT1nIpTQQ7RMySGMX1muJ