Category: เศรษฐกิจ

  • อนุทิน ชี้ไทยเนื้อหอม ต่างชาติสนลงทุน มั่นใจเข้า OECD เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    อนุทิน ชี้ไทยเนื้อหอม ต่างชาติสนลงทุน มั่นใจเข้า OECD เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    วันนี้ (4 มิ.ย.69)  ที่อาคารเนชั่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมงานวันครบรอบเนชั่น ทีวี ครบรอบ 26 ปี ว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลคือ การเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย ตอนนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และทรัพยากร สาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีความพร้อม ในฐานะผู้นำประเทศที่ได้มีการเดินทางไปพบกับผู้นำประเทศต่างๆ มากมายหลายประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยไม่ได้มองในมุมมองเดิมๆ ว่าประเทศไทยมีแรงงงาน หรือค่าแรงถูก

    โดยปัจจัยสำคัญคือ เรื่องของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป แต่ประเทศต่างๆ มีความมั่นใจในประเทศไทยถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ของประเทศไทยในทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

     “ตอนนี้มีคำว่า resilience ซึ่งก็คือ การพลิกฟื้นขึ้นมา แล้วพลิกฟื้นขึ้นมาไม่ได้คือ อยู่รอดได้ แต่วิ่งได้เลย ตรงนี้คือ สภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว 

    รัฐบาลได้มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เราได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และผู้ประกอบการต่างๆ ว่ารัฐบาลจะเสริมศักยภาพให้กับเอกชนอย่างไรบ้าง รัฐบาลจะช่วยเสริมศักยภาพทางการเงิน ระบบการเงินต่างๆ การเปิดเสรีให้มากที่สุดอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่เราจะเข้าเป็นประเทศในกลุ่มสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (OECD) ซึ่งในส่วนนี้ประเทศไทยต้องมีความสำคัญมากเข้าไปร่วมให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนประเทศต่างๆ ที่จะมีการยกระดับในการพัฒนาประเทศ โดยในกลุ่ม OECD ที่มุ่งเน้นในการยกระดับเรื่องของความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การยกระดับกฎระเบียบต่างๆ สู่ความเป็นสากล แม้กระทั่งเรื่องของนโยบายด้านภาษี การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความตั้งใจเต็มที่ของรัฐบาลนี้ที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเพื่อเปิดโอกาสในการลงทุน ช่วยให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือได้ และมีเครดิต ต้นทุนทางการเงินในการทำธุรกิจต่างๆ มีความเหมาะสม ทำให้เป็นที่ดึงดูดการลงทุน ที่จะเข้ามาลงทุนภายใต้กติกาที่เป็นสากล และมีความมั่นใจมากขึ้น รวมทั้งการท่องเที่ยวก็ดีขึ้นด้วย

    “ผมเชื่อว่าการดูแลประชาชนในประเทศรัฐบาลมีการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ การดูแลปากท้องประชาชน การเปิดรับความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ แต่ในเรื่องต่างประเทศ นานาชาติเราต้องให้เขามามองประเทศไทย

    และให้ใช้ประเทศไทยในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อประเทศไทยได้เป็นสมาชิก OECD ประชาชนจะได้เห็นประเทศไทยในมิติใหม่ๆ ไม่สามารถมีใครมาชี้นิ้วว่าประเทศไทย ได้ว่าเป็นคนขี้โกง เป็นประเทศที่ไร้การตรวจสอบ เป็นประเทศที่ไม่พัฒนา ถอยหลังลงคลอง ซึ่งการเป็นสมาชิก OECD ทำให้ได้รับการรับรองว่าประเทศต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกนั้นให้การรับรองมาตรฐานของประเทศไทยมาแล้ว” นายอนุทิน กล่าว 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GEJkKQNSXTYz8EYSCLJVQ

  • งานวิจัย SDGs ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 87.6% พบเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ SDG3 ส่วน SDG1 และ SDG5 ยังมีงานวิจัยสะสมน้อย | SDG Move

    งานวิจัย SDGs ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 87.6% พบเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ SDG3 ส่วน SDG1 และ SDG5 ยังมีงานวิจัยสะสมน้อย | SDG Move

    ฐิติมา ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้จัดการงานบริการและจัดการความรู้ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKS) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่บทวิเคราะห์ “การเติบโตของผลงานวิจัยไทยภายใต้ SDGs ของประเทศไทยภายใต้กรอบ SDGs ระหว่างปี ค.ศ. 2016–2025” ชี้ว่าระหว่างปี 2564 ถึงปี 2568 หรือ 5 ปีให้หลังมานี้ ปริมาณงานวิจัยในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพิ่มขึ้นกว่า 28,944 เรื่อง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6% 

    บทวิเคราะห์ข้างต้นวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของผลงานวิจัยภายใต้กรอบ SDGs ของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 และ ปี 2564 – 2568 จากข้อมูลจำนวนผลงานตีพิมพ์ ในฐานข้อมูล Scopus และการจัดกลุ่มในฐานข้อมูล SciVal รวมถึงการสำรวจข้อมูลประเทศไทยจาก Sustainable Development Report 2025 ทั้งนี้การวิเคราะห์จำกัดเพียง 16 เป้าหมาย โดยยังขาดการวิเคราะห์ SDG17 อีกหนึ่งเป้าหมาย 

    ข้อค้นพบที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์ข้างต้น เช่น 

    • จำนวนผลงานวิจัยของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับ SDGs จำนวน 16 หัวข้อ เปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 กับ ปี 2564 – 2568 เพิ่มขึ้นจาก 33,056 เรื่อง เป็น 62,000 เรื่อง ตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นถึง 28,944 เรื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6%
    • SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ยังคงเป็นแกนหลักของงานวิจัยไทย โดยเป็นหัวข้อที่มีจำนวนผลงานวิจัยสูงที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา จาก 16,033 เรื่อง เป็น 27,586 เรื่อง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัย SDGs ทั้งประเทศ กล่าวคือ เมื่อพิจารณาสัดส่วนต่อผลงานวิจัยด้าน SDGs ทั้งหมด พบว่า SDG3 คิดเป็นประมาณ 48.5% ของผลงานทั้งหมดในช่วงแรก และ 44.5% ในช่วงหลัง ซึ่งแม้สัดส่วนในช่วงหลังจะลดลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัยด้าน SDGs ของประเทศไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์
    • SDGs ที่เติบโตเร็วที่สุด เกี่ยวข้องกับ “เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม และความยั่งยืน” เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของผลงานวิจัยแต่ละ SDGs พบว่า กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยี และความยั่งยืน โดยกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ SDG8 (179.0%) SDG12 (178.1%) SDG4 (168.8%) SDG9 (153.5%) และ SDG13 (147.6%) 
    • SDG1 และ SDG5 ยังเติบโตน้อยกว่าเป้าหมายอื่น ๆ แม้ทุก SDG จะมีจำนวนงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ SDG1 ยุติความยากจน และ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ ยังคงเป็นเป้าหมายที่มีจำนวนผลงานวิจัยสะสมน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น ๆ โดยเฉพาะ SDG5 ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 71% ซึ่งต่ำที่สุดในทุก SDGs ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่เติบโต 88% และต่ำกว่ากลุ่มผู้นำอย่าง SDG8 หรือ SDG12 ที่เติบโตเกือบ 180% อย่างมาก ขณะที่ SDG1 เติบโตตามค่าเฉลี่ยแต่ฐานยังต่ำ กล่าวคือ มีการเติบโตที่ 89% หรือ 1.89 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย แต่เนื่องจากมีฐานจำนวนงานวิจัยเดิมที่น้อยมาก ทำให้ในเชิงปริมาณยังคงตามหลังเป้าหมายอื่นอยู่มาก
    • หลังปี 2563 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบวิจัยไทย เนื่องจากก่อนหน้านั้น งานวิจัยส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มสุขภาพและวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่หลัง COVID-19 งานวิจัยเริ่มกระจายไปสู่ประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน เมืองอัจฉริยะ อุตสาหกรรมสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และนิเวศนวัตกรรมสะท้อนการมุ่งเน้นไปสู่ SDGs เชิงเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความยั่งยืนในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น

    ทั้งนี้ งานวิจัยด้าน SDGs ที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องนอกจากช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างข้อมูลและขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การบรรลุ SDGs ได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยเหล่านั้นยังเป็นประโยชน์แก่สถาบันการศึกษและมหาวิทยาลัยในไทยที่เข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ “THE Impact Rankings” ด้วย เนื่องจาก 1 จาก 4 ตัวชี้วัดที่ถูกนำมาคิดคำนวณคะแนนคืองานวิจัยด้าน SDGs

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    – THE Impact Rankings 2024: มหาวิทยาลัยไทย 10 แห่ง ทะยานติด Top 300 ของโลก
    –  THE Impact Rankings 2023: มหาวิทยาลัยไทยกว่า 9 แห่ง ติด Top 400 ของโลก 
    –  จุฬาฯ และ มจธ. ติดอันดับ Top 100 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2021
    – มหาวิทยาลัยจาก ไทย และ ปากีสถาน ส่งผลงาน SDGs เพื่อจัดอันดับ THE Impact Rankings 2022 เพิ่มเท่าตัว
    – จุฬาฯ และ มช. ติดอันดับ Top 100 ของโลกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2022
    – SDG Talk | EP.2 “ถอดรหัส SDG Index ระดับจังหวัด: เปิดวิธีการวิจัย และความท้าทายในการวัดความยั่งยืนของ Area Need”
    SDG Updates | สรุปสาระสำคัญ “เวทีนำเสนอผลการจัดทำ SDG Index ระดับจังหวัด และการขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เเละนวัตกรรม (ววน.) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Area Need 3)

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ยุติความยากจน
    #SDG2 ยุติความหิวโหย
    #SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
    #SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
    #SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
    #SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    #SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม
    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
    #SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    #SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก
    #SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แหล่งที่มา : วิเคราะห์การเติบโตของผลงานวิจัยไทยภายใต้ SDGs ของประเทศไทยภายใต้กรอบ SDGs ระหว่างปี 2016–2025 (Thai Library)

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/06/04/research-sdgs-thailand-progress/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yood-NzRuo46NoMJLvJFE

  • ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    รัฐบาล เผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านคน

    4 มิถุนายน 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน

    ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

    สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1008016/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OxxYsfV-yOA-9YcXNlnvz

  • ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เงินสะพัด 6,214 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เงินสะพัด 6,214 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างต่อเนื่อง หลังยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันนับจากเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ สะท้อนกำลังซื้อที่เริ่มกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าท้องถิ่นทั่วประเทศ

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อ และสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ระบุว่า มีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26.04 ล้านราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16.53 ล้านคน

    ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการมีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 3,614.79 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้าทั่วประเทศ

    ด้านภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมเข้าร่วมโครงการแล้ว 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไขอีก 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ มีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและเสริมสภาพคล่องให้กับภาคค้าปลีกในช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง”

    — รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า หากโครงการสามารถรักษาโมเมนตัมการใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-help-thai-plus-6040-spending-6214-million&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j5jjAXbrKcKhsfj9NZYNM

  • รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 16.5 ล้านคน

    วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน

    ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

    สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า

    นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ

    “รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว।

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/968639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Bga3_PFy7Wx1aU3yK5h0

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.31 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นทดสอบแนวต้าน 4480 ผ่านได้มีลุ้นขึ้นยาว!!
    แนวต้าน: $4,480 = 69,300 บาท
    แนวรับ: $4,400 = 68,500 บาท
    .
    ปัจจัยสำคัญอย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นโยบายของ Fed และความเสี่ยงสงครามการค้า กำลังส่งผลต่อทิศทางราคาทองคำอย่างไร? ทองคำได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น แต่ยังถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูงและดอลลาร์แข็งค่า ทำให้ราคาทองคำยังผันผวนและแกว่งตัวในกรอบระยะสั้น
    .
    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และเพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจึงหันเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มากขึ้น ทำให้ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
    .
    ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาท่าทีของ Fed ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจบางส่วนจะเริ่มชะลอตัวแล้วก็ตาม ดอกเบี้ยที่สูงและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น
    .
    นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการทองคำในระยะยาว ด้านเทคนิค นักลงทุนควรจับตาแนวต้านบริเวณ 4,480 ดอลลาร์ และแนวรับสำคัญที่ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป
    .
    โดยภาพรวม ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ทำให้ทิศทางระยะสั้นยังคงผันผวน นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งสถานการณ์โลก นโยบายของ Fed และระดับแนวรับ-แนวต้านสำคัญอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-04-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kK0ywHNbWn_MuJB8o_jMp

  • ชาวศรีสะเกษเฮลั่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพได้จริง! แม่ค้าทุเรียนภูเขาไฟ สุดปังขายหมดวันละ 1 ตัน | เดลินิวส์

    ชาวศรีสะเกษเฮลั่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพได้จริง! แม่ค้าทุเรียนภูเขาไฟ สุดปังขายหมดวันละ 1 ตัน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อขาวรายงานว่า หลังจากที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ได้เริ่มโครงการขึ้นเป็นวันที่สอง ส่งผลทำให้พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงชาวบ้าน ผู้บริโภค ต่างตื่นตัวแห่ใช้จ่ายกันอย่างคึกคัก เพราะเป็นผลดีในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง และยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย รวมถึงช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากได้เป็นอย่างดี

    โดยเฉพาะที่แผงขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ “เจ๊โบว์ ซุปเปอร์บิ๊ก” ภายในปั้มน้ำมันบางจาก สาขาสะพานขาว อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มีประชาชนแห่มาซื้อทุเรียนภูเขาไฟกันอย่างคึกคัก ทั้งซื้อเพื่อรับประทานเอง และซื้อเพื่อเป็นของฝากส่งไปยังต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยทางร้านมีบริการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางช่องทางเฟสบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ “ฑิตยา บุญพามี” และทางโทรศัพท์หมายเลข 09-3497-6020 ซึ่งทุกคนต่างบอกตรงกันว่า โครงการดังกล่าว มาได้จังหวะเวลาพอดี ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสได้รับประทานทุเรียนภูเขาไฟในราคาที่ประหยัด และเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

    นางรำไพ ผ่องแผ้ว อายุ 68 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า โครงการนี้มาแล้วรู้สึกโอเคมาก ดีกว่าไม่มี ชาวบ้านบางคนก็ไม่มีโอกาสได้กินเลย เพราะราคาแพง ไม่มีเงินซื้อ และไม่กล้าซื้อ แต่พอโครงการนี้มา ชาวบ้านได้มีโอกาสได้กินของดีๆ แบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ดีทุกอย่างสำหรับประชาชน และอยากให้มีโครงการแบบนี้ต่อไปนานๆ เพราะสามารถลดค่าครองชีพได้จริง อยากฝากถึงรัฐบาล ให้ช่วยดูแลประชาชน ทั้งในเรื่อง ค่าน้ำ ค่าไฟ และราคาน้ำมัน รวมถึงสาธารณปโภคของประชาชน อย่าให้แพงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ประชาชนเดือนดร้อน แต่ในช่วงนี้ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นมาก ไปร้านไหนก็คนแน่น คึกคักทุกร้าน พอใจมาก

    ด้าน น.ส.ฑิตยา บุญพามี อายุ 30 ปี เจ้าของแผงทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ “เจ๊โบว์ ซุปเปอร์บิ๊ก” กล่าวว่า หลังจากที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ยอมรับว่า ยอดขายมีความแตกต่างจากเดิม เพราะลูกค้าซื้อของมากขึ้น ประกอบกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ในปีนี้ราคาถูกลง และยังมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้ามาเสริมร่วมด้วย ทำให้ลูกค้าและประชาชนฮือฮามากขึ้น โดยเฉพาะโครงการดังกล่าว ออกมาในช่วงฤดูกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่เริ่มออกสู่ท้องตลาดพอดี

    เดิมร้านตนขายได้วันละครึ่งตัน หรือ 500 กิโลกรัม ได้เงินประมาณ 5-7 หมื่นบาท แต่พอโครงการไทยพลัสเข้ามา ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็นวันละ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม เป็นเงินกว่า 1 แสนบาท ยอมรับว่าโครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้สูงถึง 80 เปอร์เซ็น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาใช้จ่ายผ่านโครงการไทยพลัส

    ส่วนราคาทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ร้านตน ราคาเริ่มต้นที่ กิโลกรัมละ 99 บาท ,159 บาท และทุเรียนพร้อมทานเกรดพรีเมี่ยม ราคา กิโลกรัมละ 179 บาท นอกจากนี้ยังมีบริการทุเรียนแบบแกะเปลือกเนื้อล้วน ราคา กิโลกรัมละ 499 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้า ซื้อครบ 1,000 บาท แถมฟรีทุเรียนมูลค่า 100 บาท ฟรี โดยไม่มีการบวกเพิ่ม อย่างไรก็ตามตนรู้สึกพอใจมาก แต่อยากให้รัฐบาลเพิ่มจำนวนขึ้นอีกนิด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าเล็กๆ ได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5917839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q0ucLWcsk8rLkf744ffDB

  • 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

    ภาพการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมป้ายประท้วงที่มีข้อความกำกับว่า ALL POWER BELONGS TO THE PEOPLE บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงประเทศจีน เมื่อปี 1989 เป็นภาพที่ยากจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งประชาชนจีนเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ภาพดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่กี่ชิ้นที่ยังค้นหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี

    วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว จีน หนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ ‘การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ โดยรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมและปราบปรามนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนที่ออกมารวมตัวกันเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ให้กับประเทศ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก

    เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ

    The Momentum ชวนผู้อ่านไล่เรียงลำดับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว พร้อมสำรวจการปรับตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนทำความเข้าใจว่า บาดแผลจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินหล่อหลอมเศรษฐกิจและการเมืองจีนมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร

    กาลครั้งหนึ่ง…ประชาธิปไตยเคย (เกือบ) เบ่งบาน

    ภายหลังการอสัญกรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ พร้อมกับการสิ้นสุดช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในปี 1976 จีนตกอยู่ภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้นำคนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศผ่านการประกาศใช้ ‘นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ’ ซึ่งทำให้จีนในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ทั้งนี้ การประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

    1.สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ อันเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของเหมา เจ๋อตง และช่วงเวลาดำมืดของการปฏิวัติวัฒนธรรม

    ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ผู้นำรุ่นแรกของประเทศจีนประกาศใช้ ‘นโยบายคอมมูนประชาชน’ (People’s Commune) และ ‘นโยบายก้าวกระโดดไกล’ (Great Leap Forward) โดยทั้ง 2 นโยบายมีลักษณะแบบรวมศูนย์ เพื่อต้องการกรุยทางไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง

    อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ จนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากมากกว่า 20 ล้านคน และท้ายที่สุดเกิดการแตกหักระหว่างบรรดาผู้นำภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งทำให้จีนต้องตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยยาวนานถึง 10 ปี 

     2. สำหรับสาเหตุที่ 2 คือ กระแสการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นการเปิดการค้าแบบเสรีและลดข้อจำกัดทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การลดกำแพงภาษี การลดบทบาทของรัฐและเพิ่มบทบาทเอกชน การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกและเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียผ่านกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    จากสาเหตุข้างต้น จึงทำให้เกิดข้อสรุปจากการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 3 ของสมัชชา 11 ในช่วงปลายปี 1978 และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

    สำหรับด้านการเมือง มีการแต่งตั้งให้ จ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ หู เย่าปัง (Hu Yaobang) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหู เย่าปัง เป็นนักปฏิรูปสายเสรีนิยมคนสำคัญที่จะจุดประกายให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์เทียนอันเหมินครั้งนี้ด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปเกิดขึ้นภายในพรรคซึ่งระบุว่า ผู้นำสูงสุดจะต้องมีวาระในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วาระละ 5 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระ เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคลและเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานราชการแผ่นดิน

    ในด้านเศรษฐกิจ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สี่ทันสมัย’ (Four Modernizations) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการเปิดรับเอาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ภายในจีน

    ผลที่ตามมาจากการใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และมีการเข้ามาลงทุนจากชาวต่างชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน

    กล่าวคือ จีนเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รวมถึงมีการรับเอาแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังมีศักยภาพมากพอที่จะส่งนิสิตนักศึกษาของประเทศไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    แม้ว่าเราจะได้เห็นแนวโน้มการเริ่มผลิบานของประชาธิปไตยจากการพัฒนาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านการเมือง จึงทำให้ประเทศยังคงเต็มไปด้วยปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ซึ่งแม้ว่าหู เย่าปังจะพยายามกวาดล้างปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘ผิดพลาดต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง’

    การเสียชีวิตของหู เย่าปัง ด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนเมษายน 1989 นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตนักศึกษา บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำสายปฏิรูป แต่อีกนัยหนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวยังถูกสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งใช้เป็นพื้นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย

    การชุมนุมขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1989 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมารับฟังข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม

    การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากแรงงาน ปัญญาชน และข้าราชการ ส่งผลให้การประท้วงลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า เฉพาะในกรุงปักกิ่ง มีผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันมากกว่า 1 ล้านคน

    กระทั่งในคืนวันที่ 3 เข้าสู่วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันคน พร้อมด้วยอาวุธรบอย่างรถถัง รถหุ้มเกราะ รวมถึง ‘กระสุนจริง’ ได้เข้าปิดล้อมจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเปิดฉากปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

    รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 3,000 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 200 ราย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอาจมีมากกว่าที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูล โดยอาจสูงถึง 1 หมื่นราย

    เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นการปิดฉากความหวังในการเปิดกว้างทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตลอดช่วงทศวรรษ 1980 

    กลบบาดแผลใหญ่ ด้วยการผลักดันประเทศก้าวสู่ WTO

    ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) รวมไปถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ อย่างกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นประกาศคว่ำบาตรและจำกัดการร่วมมือกับจีน แม้ว่าจีนจะเพิ่งเปิดประเทศและมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

    ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการเรียกร้องของประชาชน และเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

    ทั้งนี้ เหล่าผู้นำภายในพรรคกลับมีมุมมองต่อสาเหตุของเหตุการณ์แตกต่างกันออกเป็น 2 กระแส โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ‘เร็ว’ เกินไป จนทำให้แนวคิดและค่านิยมจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมจีนและกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ปัญหาเกิดจากการปฏิรูปที่ ‘ล่าช้า’ เกินไป โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ คอร์รัปชัน จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

    อย่างไรก็ดี เติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นเห็นว่า จีนควรเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ภายใต้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

    ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ระบบสวัสดิการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ

    จีนพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอีกครั้ง และสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้สำเร็จในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศยิ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก

    ความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการนิยามว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่ทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งยังต้องนำพลวัตดังกล่าวของจีนมาใช้เป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน

    พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ถอดบทเรียน เพื่อความอยู่รอด

    เหตุการณ์เทียนอันเหมินไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเข้มแข็งและระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจจะสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจของตนมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภายหลังเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว พรรคยุติความพยายามในการเปิดกว้างทางการเมือง และดำเนินมาตรการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น 

    ในช่วงแรก ผู้นำสายปฏิรูปหลายคนสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง ขณะที่กลุ่มผู้นำสายอนุรักษนิยมได้รับบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น จนกระทั่งในยุคผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจและการบริหารแบบบน-ล่าง (Top-Down) ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

    ไม่เพียงแค่นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมประท้วงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรค

    และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่เคยดำเนินการสอบสวนหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ต่อสาธารณชนอย่างจริงจัง

    ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายในประเทศจีนที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ การกล่าวถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านสื่อ ตำราเรียน หรือบนโลกออนไลน์ภายในจีน ถูกควบคุมและเซนเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ ‘การปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือแม้แต่ภาพและเรื่องราวของ ‘ชายผู้ยืนขวางรถถัง’ (Tank Man) ก็ตาม

    นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจำกัดการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตปกครองตนเองพิเศษอย่างฮ่องกง จนอาจทำให้เหตุการณ์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของชาวจีนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่า หยดเลือดของนักศึกษาและประชาชนในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ ‘จีน’ กลายเป็น ‘จีน’ อย่างในทุกวันนี้

    อ้างอิง:

    – วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2557). เศรษฐกิจการเมืองจีน. กรุงเทพมหานคร: openbooks

    https://history.state.gov/milestones/1989-1992/tiananmen-square

    https://www.britannica.com/biography/Hu-Yaobang 

    https://www.bbc.com/news/world-asia-china-27404764

    https://www.amnesty.org/en/latest/campaigns/2025/05/what-is-the-tiananmen-crackdown/ 

    https://yuhuawang.scholars.harvard.edu/sites/g/files/omnuum8221/files/yuhuawang/files/how_has_tiananmen_changed_china_the_washington_post.pdf

    https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/tiananmen-square-tank-man-china/

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-37-years-of-tiaanmen-crackdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BrZaHbmD4UYtBrUF2u_pH

  • EEC ปักหมุด

    EEC ปักหมุด

    EEC ปักหมุด ‘กรีนอุตสาหกรรม’ ดึงทุนนอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังงานสะอาด


    4/06/2569 | 63 |

    ในยุคที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความยั่งยืน “พลังงานสะอาด” (Clean Energy) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่กลายมาเป็น “เงื่อนไขใหม่” และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ขับเคลื่อนทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานทั่วโลก สำหรับประเทศไทย พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ โดยปักหมุดสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry Hub) ของภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนคุณภาพจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    พลังงานสีเขียว: ปัจจัยขั้นหนึ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนข้ามชาติ

    ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากภูมิภาคยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออก ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนการผลิต ค่าจ้างแรงงาน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ปัจจัยสำคัญสูงสุดในการตัดสินใจเลือกตั้งฐานการผลิตในนาทีนี้ คือ “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน” (Renewable Energy) ที่ได้มาตรฐานสากล

    กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง, อุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง เช่น Data Center รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนมีข้อผูกพันภายใต้ปฏิญญาความยั่งยืนระดับสากล เช่น RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) สอดคล้องกับสัญญาณบวกล่าสุดจากการที่ผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทยเดินทางเยือนประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งกลุ่มทุนข้ามชาติต่างแสดงความสนใจอย่างเด่นชัดในการเข้ามาขยายการลงทุนในไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือภาครัฐต้องสามารถจัดหาและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้อย่างเสถียรและเพียงพอ

    โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ในพื้นที่ EEC

    เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ (Demand) พลังงานสีเขียวที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งผลักดันแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการสำคัญต่างๆ ดังนี้:

    1. การปลดล็อกข้อจำกัดระบบสายส่ง (Third-Party Access: TPA): สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ไฟฟ้าสะอาดเป็นหัวใจสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ภาครัฐจึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการเปิดให้เอกชนสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (TPA) พลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่ม Data Center ที่คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

    2. การอนุมัติโครงการผลิตไฟฟ้าไฮบริดและระบบพลังงานหมุนเวียน: คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการประกอบกิจการพลังงานเพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC (อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)) ซึ่งเป็นรูปแบบโรงไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมหมุนเวียน เสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และยกระดับมาตรฐานการจัดการพลังงานสู่สากล

    3. นโยบายเมืองคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon City) ของ กนอ.: การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ประกาศแนวทางยกระดับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ให้มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งช่วยสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    มาตรการเชิงรุกและการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

    นอกเหนือจากการเตรียมพร้อมทางกายภาพด้านสายส่งและโรงไฟฟ้าหมุนเวียนแล้ว รัฐบาลยังได้กำหนดเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการลงทุน (Ease of Doing Business) ประกอบด้วย:

    • มาตรการ Thailand FastPass: การเร่งรัดและช่องทางพิเศษในการอนุมัติ อนุญาต สำหรับโครงการลงทุนที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    • มาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดทำมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ “Smart and Sustainable Industry” ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยหันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น ระบบ Solar Rooftop หรือโซลาร์ลอยน้ำ

    • การปรับปรุงกฎระเบียบ: การเร่งแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Green Tariff) เพื่อตอบสนองสัญญาระดับสากลของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก

    บทสรุป

    การผลักดันพื้นที่ EEC สู่การเป็นฐานการลงทุน “กรีนอุตสาหกรรม” ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย พลังงานสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มิติการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์และเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาทเข้าสู่ประเทศ ความพร้อมด้านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, ระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid), และนโยบายสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจน จะช่วยค้ำจุนให้ประเทศไทยคงความขัดเจนในห่วงโซ่อุปทานโลก รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีทักษะสูงให้แก่แรงงานไทยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    แหล่งข้อมูลอ้างอิงและตรวจสอบความถูกต้องเชิงสถิติ:

    1. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ข้อมูลความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายสีเขียวปี 2568-2569

    2. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม. มติเห็นชอบโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในเขต EEC (สิงหาคม 2568)

    3. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รายงานการศึกษา “ระบบโครงข่ายและสายส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC” (2568)

    4. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานสถิติการส่งเสริมการลงทุนหมวดพลังงานหมุนเวียนและการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

    5. กระทรวงพลังงาน ข้อมูลทิศทางพลังงานหมุนเวียนภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP ฉบับล่าสุด)

    ความพยายามร่วมมือกันระหว่าง สกพอ. กระทรวงพลังงาน และภาคเอกชน นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/508641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YilE1YxKaff5Jxn15ivLZ

  • คาดเศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวเหลือ 2.8% ในปี 2026 เซ่นพิษวิกฤตตะวันออกกลาง

    คาดเศรษฐกิจโลกเติบโตชะลอตัวเหลือ 2.8% ในปี 2026 เซ่นพิษวิกฤตตะวันออกกลาง

    ปารีส, 3 มิ.ย. (ซินหัว) — วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

    รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

    องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

    ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jlhj3Onqs4p0QXy6QrZ58