Category: เศรษฐกิจ

  • พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยและปัญหาเชิงโครงสร้างในขณะนี้ว่า แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดยขยายตัว 2.8% และมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 15.5% เกือบสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนการเติบโตที่แข็งแรงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    “ฟังดูเหมือนเป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่า การมองตัวเลขเพียงผิวเผินอาจทำให้เราชะล่าใจ และละเลยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมอยู่ภายในประเทศ

    นายพชรกล่าวว่า การส่งออกที่เติบโตอย่างมากส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า หรือ Front Loading ก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ จึงเปรียบเสมือนการดึงอุปสงค์ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน และเมื่อผลของการเร่งส่งออกหมดลง ตัวเลขเศรษฐกิจอาจสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น

    สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP คือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการผลิตจริงของโรงงานภายในประเทศ

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 57–61% ติดต่อกันมาหลายไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2567 โดยยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

    ในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกกลับขยายตัวถึง 15.5% ทำให้ช่องว่างระหว่างตัวเลขการส่งออกกับการผลิตภายในประเทศอยู่ในระดับกว้างอย่างผิดปกติ ขณะที่อุตสาหกรรมซึ่งช่วยดึง MPI ให้เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

    นายพชรกล่าวว่า แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเคยระบุว่า แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่ควรจะเป็น

    ในภาวะปกติ หากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ดัชนี MPI ควรขยายตัวอย่างน้อย 3–5% แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น จึงสะท้อนว่าการส่งออกบางส่วนอาจเป็นเพียงการส่งผ่านสินค้า หรือ Pass-through โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทย 

    พชรเตือน GDP โตสวนทาง MPI ไทยเสี่ยงสูญเสียเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    ภาคบริการมูลค่าต่ำ ไม่อาจทดแทนภาคอุตสาหกรรม

    นายพชรกล่าวต่อว่า หลายฝ่ายอาจมองว่าหากภาคการผลิตอ่อนแอลง ภาคการท่องเที่ยวและบริการจะสามารถเข้ามาชดเชยได้ แต่ความเชื่อนี้กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าอาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป

    แม้ที่ผ่านมา ภาคบริการดูเหมือนจะสามารถทดแทนภาคอุตสาหกรรมได้ในบางช่วง แต่ภาคบริการของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยว ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญที่แตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งการไม่สามารถส่งออกได้ในลักษณะเดียวกับสินค้า การขาดแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศให้เร่งพัฒนาผลิตภาพ และการขยายตัวที่มีขอบเขตจำกัด

    ปัจจุบัน ภาคบริการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 62% ของ GDP ไทย แต่บริการส่วนใหญ่ยังเป็นบริการมูลค่าต่ำ แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาคบริการมูลค่าสูงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป และกำลังเผชิญภาวะขาดดุลดิจิทัล หรือ Digital Deficit จากค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยต้องจ่ายออกไปทุกเดือน ซึ่งเป็นภาระถาวรที่สะสมเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในแต่ละปี 

    จับตาดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกติดลบ

    นายพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้อาจไม่ใช่ GDP แต่คือดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ

    ตลอดทั้งปี 2568 ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว ไทยกลับขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนเมษายน 2569 ติดลบแล้วประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะที่เรียกว่า Premature Deindustrialization หรือการลดบทบาทของภาคอุตสาหกรรมก่อนที่ประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    “โครงสร้างในขณะนี้คือ เรายังไม่ทันจะรวยกับเขา แต่กลับสูญเสียเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไปหลายอย่างแล้ว”

    นายพชรระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าเป็น Negative Deindustrialization เพราะภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หดตัวจากการมีผลิตภาพสูงขึ้นจนใช้แรงงานน้อยลง แต่หดตัวจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่ค้าสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ภาคบริการที่เข้ามาทดแทนกลับเป็นบริการมูลค่าต่ำ ไม่สามารถสร้างวงจรการเติบโตที่พึ่งพาตนเองได้ และยังเป็นโครงสร้างที่ฟื้นตัวได้ยากเมื่อเทียบกับการลดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบอื่น  

    เตือนเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันสามด้าน

    จากข้อมูลภาคการผลิตและภาคบริการที่อ่อนแอลง นายพชรประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันสำคัญพร้อมกันอย่างน้อยสามด้าน

    ด้านแรก คือ การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าหมดไป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีน ซึ่งปัจจุบันผลิตสินค้ามากกว่า 30% ของโลก และกำลังส่งออกสินค้าราคาถูกเข้าสู่ตลาดที่ไทยเคยครองส่วนแบ่ง รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้อำนาจมาตรา 301

    ด้านที่สอง คือ ความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสภาพัฒน์ประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อเป็นเวลา 6–9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 135–145 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ไทยอาจขยายตัวเหลือเพียง 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึง 5.8%

    ด้านที่สาม คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่มองไปข้างหน้า แม้ PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2569 จะอยู่ที่ระดับ 54.1 สูงสุดในรอบสามเดือน แต่ความเชื่อมั่นต่อผลผลิตในอนาคตกลับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปีครึ่ง จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง  

    จี้เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ก่อนสายเกินไป

    นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลกำลังพยายามปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องประกอบด้วยอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐาน นักลงทุน และทรัพยากรมนุษย์ แต่การดำเนินงานในหลายด้านอาจยังขาดความสมดุล เนื่องจากระบบราชการไม่ได้ถูกออกแบบให้เอื้อต่อการบริหารจัดการที่ง่าย รวดเร็ว และคล่องตัว

    แม้ตัวเลข GDP และการส่งออกจะเติบโต แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่ภาคบริการยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงพอ ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากบวกเป็นลบอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมที่ช่วยพยุง MPI ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ไม่ใช่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    ตัวเลขที่ดูดีเหล่านี้จึงอาจกำลังซ่อนสัญญาณเตือนที่สำคัญกว่าเอาไว้

    “คำถามของไตรมาส 2 จึงไม่ใช่เพียงว่า GDP จะอยู่ที่เท่าไร แต่คือประเทศไทยกำลังสูญเสียเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีสิ่งใดเข้ามาทดแทนได้จริงหรือไม่ และนี่อาจไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน”

    นายพชรกล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน แม้จะมีการพูดถึงความซับซ้อนและความท้าทายกันอย่างมาก แต่ยังมีการพูดถึงทางออกอย่างเป็นรูปธรรมน้อยเกินไป

    “การสร้างทางออกต้องประกอบด้วยการแก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน การปรับภูมิทัศน์ของภาคอุตสาหกรรม และการสร้างบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเราไม่ได้เห็นการแก้ปัญหาในลักษณะนี้มาเป็นเวลานานแล้ว” นายพชรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d6xQnwIJWXieO7PiNQlcO

  • โบรกขยับเป้า ‘หุ้นไทย’ ปี 69 สู่ 1,680 จุด รับแรงหนุน 4 ด้าน ผลักดันเศรษฐกิจ-ตลาดทุน

    โบรกขยับเป้า ‘หุ้นไทย’ ปี 69 สู่ 1,680 จุด รับแรงหนุน 4 ด้าน ผลักดันเศรษฐกิจ-ตลาดทุน

    ‘นักวิเคราะห์’ บล. กรุงศรี ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เป็น 1,680 จุด จากเดิม 1,600 จุด มองไทยกำลังเข้าสู่ ‘การลงทุนรอบใหม่’ มีปัจจัยหนุน 4 ด้าน จากกระแสการลงทุนโลก, ความพร้อมของไทยในการดึงดูดเอฟดีไอ, นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และสถิติตลาดทุนไทยในอดีตเอื้อ

    ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า มีการปรับเพิ่มเป้าหมายตลาดหุ้นไทยปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1,680 จุด จากเป้าหมายเดิมที่ 1,600 จุด โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ PER ที่ 17.5 เท่า หลังได้แรงขับเคลื่อนสำคัญจากการที่ไทยกำลังพัฒนาเข้าสู่ทิศทาง “การลงทุนรอบใหม่” ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

    ปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่กระแสการลงทุนรอบใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยมีแรงหนุนจาก 3 ด้านคือ สงครามการค้าและ “การย้ายฐานการผลิต” กลับประเทศหรือไปยัง “ประเทศพันธมิตร” รวมถึงกระแสการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน”

    สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เอเชียก้าวเข้าสู่ “วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศจีนในช่วงปี 2546-2550 โดยคาดว่าการลงทุนรวมของเอเชียในช่วงปี 2569-2573 จะมีอัตราการเติบโตเร่งตัวขึ้นราว 3 ถึง 4 เท่า ส่งผลให้มูลค่าเม็ดเงินลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นจาก 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 สู่ระดับกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ปัจจัยต่อมา ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีความพร้อมสูงในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เนื่องจากมี “ระบบไฟฟ้า” และ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่มั่นคง มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ รวมถึงมีเม็ดเงินลงทุนที่รอการจัดสรรอีกเป็นจำนวนมาก

    ปัจจัยที่สาม นโยบายทางการเงินยังมีส่วนช่วยเกื้อหนุน โดยคาดการณ์ว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ของไทยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ราว 1.0% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 หรืออาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน

    ท้ายที่สุด จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า ทุกครั้งที่ประเทศไทยเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหญ่ ตลาดหุ้นไทยมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 82% พร้อมกับการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นขึ้น โดยมี PER Re-rating เฉลี่ยสูงขึ้น 5.3 เท่า

    สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน ในปัจจุบันแนะนำเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในระยะแรก ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มต้นน้ำและกลางน้ำ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต้องเร่งการลงทุนเพิ่ม เช่น ไฟฟ้า น้ำ และระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม

    ทั้งนี้ ได้เลือกหุ้นเด่น ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว ประกอบด้วย GULF, GPSC, AMATA, KBANK, BBL, PTT และ ADVANC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1236952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1agnaJk919oPWZibal_QV7

  • “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ในห้วงการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรีวันแรก ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ OECD นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ซึ่งมีนางสาวฟาบริตเซีย ลาเปโคเรลลา รองเลขาธิการ OECD ให้การต้อนรับ

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ก่อนที่จะร่วมกล่าวใน Plenary Session หัวข้อ “Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy” การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงทั้งเป้าหมายการพัฒนา และผลกระทบที่ตามมาว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด

    นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่าง ๆ

    อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    โดยนโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไป สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี

    แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจทางภาษีเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ

    ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว

    และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น

    สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “เรามองว่า การเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถ นำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ เพื่อรองรับอนาคต”

    ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่าง ๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

    เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

    ผู้สื่อข่าว/Pool
    “สีหศักดิ์” ชี้ไทยเข้า OECD หวังเพิ่มขีดการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ เชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่าง ๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน

    นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

    จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u93ZR8s-33yg85PwROiJl

  • ไทยช่วยไทย พลัส ควรเรียนรู้อะไรจาก คนละครึ่ง

    ไทยช่วยไทย พลัส ควรเรียนรู้อะไรจาก คนละครึ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nUtFtz4ZIAWzYTEIaxkI

  • สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

    หนึ่งในคำถามที่นักลงทุนและนักธุรกิจถามกันมากที่สุดในช่วงนี้ นั่นคือ “ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?” ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่รายล้อม

    คำตอบที่ตรงที่สุดคือ – ขึ้นอยู่กับสามตัวแปรที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ แต่ก่อนจะไปถึงสามด่านนั้น ต้องเข้าใจความจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันก่อน

    ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล จีนโต 5.0% สหรัฐฯ 2.7% ยูโรโซน 0.8% และไทยเองก็โต 2.8% แต่นั่นเป็นเพราะ สงครามตะวันออกกลางเพิ่งระเบิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ผลกระทบที่แท้จริงจึงยังไม่ทันสะท้อนเต็มที่ 

    ผู้เขียนประเมินว่าไตรมาส 2-3 จะเป็นช่วงที่ยากที่สุด จากสามแรงกดดันที่รุมพร้อมกัน ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกลุ่ม G7 ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ก่อนที่ทั้งหมดจะค่อยฟื้นตัวในไตรมาส 4 ตามรูปแบบ U-shape หากราคาน้ำมันปรับลดลงตามคาด

    ด้านภาพเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนสะท้อนความขัดแย้งที่น่าสนใจ ตัวเลขเทียบปีต่อปีดูดี มูลค่าส่งออกขยายตัวถึง 23.3% นำเข้าพุ่ง 43.9% แต่เมื่อดูในเชิงเดือนต่อเดือน ภาพกลับตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนหดตัว -2.1% การลงทุนภาคเอกชนดิ่งลง -5.0% นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -3.9% 

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นแรงสู่ 2.9% ต่อปี และมีแนวโน้มพุ่งสูงระดับ 4-5% ใน 2-3 เดือนข้างหน้า ส่วนตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่พุ่งสูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำในปีก่อนและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากสงคราม แต่อีกส่วนก็สะท้อนความต้องการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และ AI

    แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่าตัวเลขรายเดือน จะเห็นภาพที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นมาก โดยก่อนที่สงครามตะวันออกกลางจะจุดชนวนความไม่แน่นอนในปีนี้ ภาคเศรษฐกิจจริงของไทยกำลังถูก “ไฟเผาช้า” (Slow Burn) มาต่อเนื่องหลายปี

    ภาคอสังหาริมทรัพย์คือ ตัวอย่างที่ชัดที่สุด ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในกรุงเทพและปริมณฑลหดจากกว่า 130,000 หน่วยในช่วงปี 2013 – 2015 เหลือเพียง 72,700 หน่วยในปี 2025 

    ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการดิ่งจากจุดสูงสุด 35,727 ล้านบาทในปี 2019 เหลือเพียง 4,330 ล้านบาท และมีทรัพย์รอการขาย (NPA) ในตลาดสูงถึงราว 700,000 ยูนิต โดยกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีมากที่สุด ท่ามกลางยอดปฏิเสธสินเชื่อที่สูงถึง 70%

    ในภาคครัวเรือน การบริโภคกำลังเข้าสู่ K-shape อย่างชัดเจน หมวดบริการยังโตได้ดี ขณะที่สินค้ากึ่งคงทนอย่างเสื้อผ้าแทบไม่เติบโต สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงถึง 86.7% พร้อมกับโรงงานที่ปิดตัวสะสม 163 แห่งในไตรมาสแรกปีนี้เพียงไตรมาสเดียว กระทบแรงงานกว่า 6 พันคน

    ตัวเลขภาคธนาคารอาจดูนิ่งและมั่นคงในภาพใหญ่ โดยสินเชื่อรวมเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากหดตัวติดต่อกัน 7 ไตรมาส ขณะที่ NPL ภาพใหญ่ทรงตัวที่ 2.85% แต่ NPL ของธุรกิจ SMEs ในระบบธนาคารขยับขึ้นแตะ 9.16% แล้ว

    ความน่ากังวลที่สุดในครึ่งปีหลังคือ ไฟที่เคยลุกเบาๆ มาหลายปี กำลังได้รับ “เชื้อเพลิงใหม่” จากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสู่ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันที่ปั๊ม แต่กำลังส่งผ่านไปยังต้นทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ภาคปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกำลังเผชิญต้นทุนที่พุ่งขึ้นพร้อมกัน 

    ผู้ประกอบการโรงงานที่เคยแบกต้นทุนไว้ได้ด้วยส่วนต่างกำไรที่บางอยู่แล้ว บางส่วนเริ่มไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด เพราะกำลังซื้อที่แผ่วลงรับภาระเพิ่มไม่ไหว ในขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้ในไตรมาสแรกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการกู้เพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งขึ้น ไม่ใช่การกู้เพื่อขยายการลงทุน

    ภาพที่เกิดขึ้นคือ จากเดิมที่เศรษฐกิจจริงถูกกัดกร่อนช้าๆ เหมือนไฟเผาช้า (slow burn) บัดนี้กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนลูกใหม่จากต้นทุนพลังงาน ที่อาจเร่งให้กระบวนการส่งผ่านจากภาคเศรษฐกิจจริงไปสู่ภาคการเงินเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด

    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนปรับประมาณการกรณีฐานปี 2026 ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.6% หลังประเมินแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท จากกรอบเงินกู้ฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทที่ ครม. อนุมัติก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคในช่วงไตรมาส 2-3 ได้บ้าง

    กระนั้นก็ตาม ทิศทางที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังถูกกำหนดโดยสามตัวแปรชี้ขาดที่ยังรอคำตอบ

    ด่านที่หนึ่ง ราคาน้ำมันและทิศทางสงคราม ในกรณีฐาน สัญญาณล่าสุดจากทั้งประธานาธิบดี Trump และอิหร่านที่ยืนยันการเจรจาคืบหน้า เพิ่มความน่าจะเป็นที่ราคา Brent จะค่อยๆ ปรับลดลงจาก 104 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม สู่เฉลี่ย 85 ดอลลาร์ตลอดปี

    หากเป็นเช่นนั้น ต้นทุนพลังงานและปิโตรเคมีจะผ่อนคลาย กำลังซื้อของครัวเรือนไทยจะฟื้น และวัฏจักร “ไฟร้อนแรง” จะถูกตัดทิ้งก่อนลุกลามเต็มที่

    แต่หากสงครามยืดเยื้อและน้ำมันทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.4% ต้นทุนการผลิตจะกัดกร่อนผู้ประกอบการอีกระลอก การบริโภคจะหดเหลือเพียง 1.0% และ GDP อาจหล่นสู่กรณีเลวร้ายที่ 1.2%

    ด่านที่สอง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท หากชอบด้วยกฎหมายและเบิกจ่ายได้เต็มที่ จะดันการลงทุนภาครัฐสู่ 6.0% และการลงทุนเอกชนสู่ 5.5% และอาจทำให้ GDP ขยายตัวได้ 2.0% แต่หากศาลตีตกมาตรการ การลงทุนจะชะงัก

    ด่านที่สาม ความเข้มงวดของมาตรการการค้าจากสหรัฐฯ หากมาตรา 301 ถูกบังคับใช้อย่างเต็มที่ ประกอบกับหากกระแสการลงทุนในวัฏจักร AI ลดลงเร็วเกินคาด การส่งออกไทยจากที่คาดว่าจะโต 5.6% อาจกลับมาหดตัว -2.0%

    ครึ่งปีหลังของไทยจึงไม่ใช่แค่คำถามว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไหร่ แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าไฟที่คุกรุ่นในภาคเศรษฐกิจจริงมาหลายปีจะได้รับการดับก่อน หรือจะได้รับเชื้อเพลิงใหม่จากสงครามและต้นทุนพลังงานจนลุกลาม

    สัญญาณที่ต้องจับตาในไม่กี่เดือนข้างหน้ามีชัดเจน ทิศทางการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการค้ากับไทย สามสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะจบลงที่ไหน ระหว่าง U-shape ที่ค่อยๆ ฟื้น กับสถานการณ์เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำหรือ Stagflation

    ฟ้าเท่านั้นที่รู้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1236659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mJ_Iadje7viLM-267i1qn

  • ‘สีหศักดิ์’ ประกาศวิสัยทัศน์ในวงประชุม OECD ชี้ การแข่งขันยุคใหม่วัดที่ทักษะแรงงาน-นวัตกรรม ไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์การลงทุน

    ‘สีหศักดิ์’ ประกาศวิสัยทัศน์ในวงประชุม OECD ชี้ การแข่งขันยุคใหม่วัดที่ทักษะแรงงาน-นวัตกรรม ไม่ใช่แค่สิทธิประโยชน์การลงทุน

    วันนี้, 08:26น.

              การประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรีวันแรก ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายใต้หัวข้อ “Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity” การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่เหมาะสม เพื่อตลาดที่เปิดกว้าง การเติบโต และความเจริญรุ่งเรือง ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ OECD

               นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ซึ่งมีนางสาวฟาบริตเซีย ลาเปโคเรลลา (Ms.Fabrizia Lapecorella) รองเลขาธิการ OECD ให้การต้อนรับ

              การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย เรามองว่า การเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม และการเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถ นำแนวคิด และนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่างๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

              เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาท และความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย

              ทั้งนี้ เชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่างๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน นี่คือความท้าทายที่ตนเชื่อว่า หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น

              จากนั้นนายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลายประเทศ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mr.Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sNjtIpkw7ul66y723AbRE

  • เปิด 5 ช่องทาง ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ 69” รายใหม่-รายเก่าต้องทำยังไง | เดลินิวส์

    เปิด 5 ช่องทาง ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ 69” รายใหม่-รายเก่าต้องทำยังไง | เดลินิวส์

    กระทรวงการคลังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินการและขั้นตอนสำหรับประชาชนในการเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยแบ่งกลุ่มผู้รับบริการออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด

    กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม (จำนวน 13.18 ล้านคน)

    ผู้ถือบัตรรายเก่าทุกคน “จำเป็นต้องเข้ามาลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิใหม่ทั้งหมด” หากไม่ดำเนินการจะโดนตัดสิทธิการรับเงินอุดหนุนไทยช่วยไทยเดือนละ 1,000 บาทในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ทันที โดยสามารถเลือกทำรายการผ่าน 5 ช่องทางเลือกหลัก ตามคำแนะนำในภาพ “แถลงข่าว บัตรสวัสดิการ ปี 69” ระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569

    1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง : ล็อกอินเข้าแอป > เลือก Banner โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 > ยอมรับเงื่อนไข > กดปุ่มลงทะเบียน
    2. แอปพลิเคชันทางรัฐ : ล็อกอินเข้าใช้งาน > ค้นหาและเลือกบริการ “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” > ตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนและระบุเบอร์โทรศัพท์ > กดยืนยันการลงทะเบียน
    3. เว็บไซต์โครงการ : เข้าไปที่เว็บ welfare.mof.go.th หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
    4. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย : เดินทางไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย > เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” และเลือก “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569” > เสียบบัตรประชาชนที่ช่องอ่านบัตร > ตรวจสอบข้อมูลและระบุเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ > กดยืนยัน
    5. หน่วยรับลงทะเบียน ณ ธนาคารรัฐ 5 แห่ง : ผู้ลงทะเบียนสามารถนำบัตรประชาชนตัวจริงเดินทางไปให้เจ้าหน้าที่ทำการเสียบเครื่อง Smart Card Reader เพื่อกรอกข้อมูลและยืนยันข้อตกลง ณ เคาน์เตอร์ของ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    กลุ่มผู้สมัครรายใหม่ (กลุ่มตกหล่นและกลุ่มชายขอบ)

    สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน “ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ไม่ต้องเดินทางไปธนาคารและไม่ต้องเข้าแอปพลิเคชันใดๆ” เนื่องจากภาครัฐจะดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ร่วมกันตรวจสอบรายชื่อผู้ตกหล่นจากฐานข้อมูล จปฐ. และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปบริการรับลงทะเบียนข้อมูลให้แก่ประชาชนถึงในชุมชนและพื้นที่ต่างๆ โดยตรง

    ช่องทางการติดต่อและสอบถามเพิ่มเติม:

    • ระบบยืนยันสิทธิคนเก่า (Helpdesk) : โทร. 0-2640-3701
    • ข้อมูลผู้ตกสำรวจ (กระทรวงมหาดไทย) : โทร. 0-2791-7517
    • เช็กเกณฑ์คุณสมบัติและวงเงินสิทธิ (สศค.) : โทร. 08-5842-7102 ถึง 7109
    • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : โทร. 0-2109-2345

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5913898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pdiqLBJh7WvPonYlE1C7J

  • เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

    เปิดแผน ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ รัฐบาลลุยลดขนาดรัฐ ปรับฐานเงินเดือนใหม่

    มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire สำหรับข้าราชการ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านการบริหารภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป็นนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ข้อที่ 21 มีใจความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 

    ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน พร้อมจัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง รวมทั้งเปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

    การดำเนินการดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนโฉมรัฐราชการแบบเดิม ไปสู่ระบบราชการที่ทันสมัย กระชับ คล่องตัวในการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการยกระดับพัฒนาทักษะข้าราชการเดิมให้มีความเชี่ยวชาญรับโลกแห่งเทคโนโลยียมากขึ้น

    ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    สำหรับเหตุผลสำคัญเกี่ยวกับการลดจำนวนข้าราชการลง เนื่องด้วยในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ระบบกฎหมายไทยแบบเดิมที่เน้นการควบคุม (Control System) ทำให้ต้องใช้คนจำนวนมากในการอนุมัติอนุญาต แต่เมื่อนำเทคโนโลยี Agentic AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ กระบวนงานจะกระชับขึ้น ความจำเป็นในการใช้คนจึงลดลง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ถึง 8,700 คนภายในปีเดียว

    ปรับค่าตอบแทนข้าราชการใหม่

    นายปกรณ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retire ของข้าราชการอย่างเหมาะสมแล้ว รัฐบาลจะพัฒนาทักษะข้าราชการเดิม และข้าราชการบรรจุใหม่ที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ จากนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ให้กับข้าราชการยุคใหม่ต่อไป 

    “ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบและมีภาระงานที่มากขึ้น ควรได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว รัฐจะวางแผนในการส่งเสริมการจ้างงานในลักษณะใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาดเหมือนในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในสังคม และมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต” รองนายกฯ ระบุ

    ทั้งนี้ตามเป้าหมายของรัฐบาล เห็นว่า ต้องทำให้จำนวนข้าราชการในประเทศมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบราชการ สามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลดจำนวนคน แต่ต้องมีการพัฒนาทักษะ (Re-skill) ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ และสร้างระบบที่คนอยู่ต่อมีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน

    กางแผน Re-skill ข้าราชการ

    สำหรับการพัฒนาทักษะ หรือ Re-skill สำหรับข้าราชการนั้น ที่ผ่านมา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ตามแนวทางพัฒนาบุคลากรภาครัฐ พ.ศ. 2566–2570 โดยกำหนดกรอบทักษะสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่

    1. ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)
    2. การปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Governance)
    3. ภาวะผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leadership)
    4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนางาน (Digital Technology)
    5. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ (Digital Service)
    6. การใช้ประโยชน์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน (Data Utilization and Sharing)
    7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)

    ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบทบาทของบุคลากรแต่ละกลุ่ม ทั้งผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และผู้บริหาร รวมถึงแบ่งกลุ่มเป้าหมายระหว่างผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีโดยตรง และผู้ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานทั่วไป เพื่อให้การพัฒนาตรงกับภารกิจและสามารถนำไปใช้ได้จริง 

    สำหรับการขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลระบบประเมินทักษะและสมรรถนะดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รับผิดชอบหลักสูตรพัฒนาทักษะทั้งแบบ Onsite และ Online และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่รับรองหลักสูตรให้สอดคล้องกับกรอบทักษะที่ ก.พ. กำหนดต่อไป

    จำนวนข้าราชการไทยในปัจจุบัน

    ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลสถิติกำลังคนภาครัฐ จากสำนักงาน ก.พ. ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน ที่สังกัดกระทรวง กรม ทั้งในสังกัดบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลล่าสุดในปีงบประมาณ 2567 พบว่า กำลังคนภาครัฐ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,004,485 คน 

    แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,756,606 คน สัดส่วน 58.47% รองลงมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว 271,917 คน สัดส่วน 9.05% พนักงานจ้าง 223,528 คน สัดส่วน 7.44% พนักงานรัฐวิสาหกิจ 219,014 คน สัดส่วน 7.29% พนักงานราชการ 179,567 คน สัดส่วน 5.98%

    พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859 คน สัดส่วน 4.56% พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285 คน สัดส่วน 4.04% ลูกจ้างประจำ 82,111 คน สัดส่วน 2.73% และพนักงานองค์การมหาชน 13,598 คน สัดส่วน 0.45% ตามลำดับ

    สำหรับข้าราชการ จำนวน 1,756,606 คน นั้น ส่วนใหญ่สังกัดบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 84.74% และสังกัดบริหารราชการส่วนท้องถิ่น 15.26%

    ขณะที่กำลังคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน (ไม่รวมกำลังคนทุกประเภทในสังกัดกระทรวงกลาโหม และไม่รวม กำลังคนประเภทอื่น 4 ประเภท ได้แก่ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานองค์การมหาชน) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,109,541 คน ประกอบด้วย

    ข้าราชการ 1,387,895 คน สัดส่วน 65.79% และกำลังคนประเภทอื่น (ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ และพนักงานจ้าง) 721,646 คน สัดส่วน 34.21% โดยลูกจ้างชั่วคราวมีจำนวนมากที่สุด 262,791 คน รองลงมาคือพนักงานจ้าง 223,528 คน พนักงานราชการ 159,437 คน และลูกจ้างประจำ 75,890 คน ตามลำดับ

    ปิดตายขยายอายุราชการ

    ส่วนแนวคิดการขยายการเกษียณอายุของข้าราชการจากเดิม 60 ปีนั้น รองนายกฯ มองว่า ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการ เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นการยืดปัญหาออกไป ในขณะที่หลายประเทศที่ทดลองการขยายอายุราชการก็มีปัญหา ตัวอย่างเดนมาร์กหรือฝรั่งเศส ประสบปัญหาประชาชนออกมาประท้วงอย่างหนักเนื่องจากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ไม่ใช่ทำงานจนกระทั่งเจ็บป่วย

    ขณะเดียวกันการขยายอายุเกษียณยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพราะไม่มีตำแหน่งงานว่าง ดังนั้นหากจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว คงต้องพิจารณาสถานการณ์และผลกระทบต่าง ๆ ให้รอบคอบ และเป็นประโยชน์ก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O59BLEq6ggl5ESg4RRtY3

  • ‘รัสเซีย’ สกัดโดรน ‘ยูเครน’ 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ‘รัสเซีย’ สกัดโดรน ‘ยูเครน’ 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    ‘รัสเซีย’ สามารถสกัดโดรน ‘ยูเครน’ ได้ 50 ลำ ก่อนงานประชุมเศรษฐกิจที่ปูตินขนานนามว่าเป็นดาวอสแห่งรัสเซีย กำลังเริ่มต้นขึ้นในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    อเล็กซานเดอร์ โดรซเดนโก ผู้ว่าแคว้นเลนินกราด เผยในวันพุธ (3 มิ.ย.) ว่า รัสเซียยิงสกัดโดรนร่วง 50 ลำ เหนือภูมิภาคเลนินกราดทางตะวันตกเฉียงเหนือของมอสโกในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา และยังคงปฏิบัติการขับไล่การโจมตีต้องสงสัยของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่งานประชุมเศรษฐกิจประจำปีครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    ภูมิภาคเลนินกราด ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกพลังงานที่สำคัญและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ขนานนามว่าเป็น “ดาวอสแห่งรัสเซีย” โดยจัดขึ้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตั้งแต่วันพุธ (3 มิ.ย.) เป็นต้นไป

    'รัสเซีย' สกัดโดรน 'ยูเครน' 50 ลำ ก่อนเริ่มงานประชุมเศรษฐกิจในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

    การประชุมการลงทุน ครั้งที่ 5 นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองทัพเข้าสู่ยูเครนในปี 2022 เริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัสเซียโจมตียูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในกรุงเคียฟ โดยมอสโกกล่าวว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีหอพักในเมืองลูฮันสก์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเครมลิน

    ทั้งนี้ ตามกำหนดการระบุว่า ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) ในการประชุมที่จะมีประธานาธิบดีอุซเบกิสถานและแทนซาเนียเข้าร่วม รวมถึงรองประธานาธิบดีจีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียด้วย นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายขวาของสหรัฐ เจ้าหน้าที่สหรัฐ และมหาเศรษฐีค้าปลีกชาวเยอรมันเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เช่นกัน

    ทั้งนี้ เนื่องจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของรัสเซียและบ้านเกิดของปูติน เป็นเมืองเจ้าภาพ สนามบินปุลโคโวจึงจำกัดเที่ยวบินชั่วคราว ตามรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นอ้างอิงประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินของรัสเซีย Rosaviatsia ในเทเลแกรม ระบุว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 30 เที่ยวต้องล่าช้า หรือถูกยกเลิก

    อเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวกับสำนักข่าว RIA ว่า เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานประชุมนี้

    “ความท้าทายใหม่ทั้งหมดได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้จัดสรรบุคลากรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน” เขากล่าว

    รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ ยูเครนได้เพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อพยายามตัดเส้นทางรายได้ของมอสโก โดยในวันอังคารที่ผ่านมา ยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันส่งออกอิลสกีทางตอนใต้ของรัสเซียด้วยโดรน

    ด้านเซอร์เกย์ โซบยานิน นายกเทศมนตรีโพสต์ในเทเลแกรมว่า โดรนอย่างน้อย 20 ลำที่มุ่งหน้าไปยังมอสโกถูกยิงตกในช่วงกลางคืน ส่วนในภูมิภาคแทมบอฟตอนกลางของรัสเซีย อาคารต่างๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองมิชูรินสค์ได้รับความเสียหายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1236851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XgkogpeDEoLxx2LdH5qNI

  • ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

    ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

    ตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 5.72 แสนล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 8.53 หมื่นล้านบาท สะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

    เสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 ภายใต้หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” เป็นการเปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

    อาหารยังครองแชมป์หมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกเคทีซี

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี เปิดเผยว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น แต่การรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง

    นางสาววริษฐา กล่าวว่า ในมุมมองของเคทีซี “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการบริโภคในแต่ละมื้อ แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกการใช้จ่ายในร้านอาหารยังส่งผลต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิต แรงงาน เอสเอ็มอี ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานราก

    Food Economy โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนและต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจากการใช้วัตถุดิบและฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนสูง

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย

    ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทบาท “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการนำข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือด้าน Intelligence มาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ Food Economy ถือเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน โดยภาคเกษตรไทยมีแรงงานกว่า 12 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2567 มีจำนวน 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

    ตลาดร้านอาหารปี 2568 แตะ 6.57 แสนล้านบาท

    สำหรับภาคธุรกิจปลายน้ำ คาดว่าตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ารวม 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 572,000 ล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 85,320 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่คู่มือ Michelin Guide มากกว่า 482 แห่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า “Gastronomy Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะสามารถกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

    ร้านอาหารเผชิญต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อชะลอ

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเปรียบเสมือน “ดัชนีปลายทางของเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

    ปัจจุบันผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและการอยู่รอดของธุรกิจ

    เร่งปรับตัว ใช้ดิจิทัล-ข้อมูล สร้างความแตกต่าง

    นางฐนิวรรณ ระบุว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านการบริหารต้นทุน การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ของลูกค้า

    เนื่องจากการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง “ความอร่อย” แต่รวมถึง “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

    • ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
    • พัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ
    • ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัย
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ Soft Power
    • เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และตลาด

    ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

    ดันอาหารไทยสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ”

    ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า ไทยมีโอกาสต่อยอด “อาหาร” จากสินค้าเพื่อการบริโภค ไปสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง ชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว

    โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีเรื่องราว สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางได้

    โดยมองว่า “วัฒนธรรมอาหาร” ของแต่ละพื้นที่สามารถกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพราะเมื่อ “รสชาติ” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง ก็จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองและชุมชนในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/660419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JWD45XcOfgOmI5wQwsxKu