Category: เศรษฐกิจ

  • ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 2.4% ลดลง 0.2% จากประมาณการเดิม โดยระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ทั้งผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การบริโภคที่อ่อนแอลง และต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    การปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 4 ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก

    ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์

    ขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในปี 2569 เป็น 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยการปิดเส้นทางดังกล่าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 14 แล้ว และยังมีแนวโน้มเปิดใช้งานได้ยากก่อนเดือนก.ค. เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเผชิญอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งราคาน้ำมันที่แท้จริงเคยพุ่งแตะเกือบ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อีกทั้งสัดส่วนการใช้น้ำมันต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกก็ลดลงราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2523

    ภายใต้สมมติฐานหลัก ฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 1.9% และเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 0.9% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิม ขณะที่เศรษฐกิจจีนถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 4.6% จากแรงหนุนของผลประกอบการทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ดีกว่าคาด และภาคการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง

    ฟิทช์ยังประเมินว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงจนราคาน้ำมันเฉลี่ยแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง 10% และภาวะสินเชื่อตึงตัวมากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตเพียง 0.8% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนอาจขยายตัว 0.3% และจีนเติบโต 3.4%

    คาดเฟดคงดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปีนี้

    ในด้านนโยบายการเงิน ฟิทช์คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปีนี้ ก่อนกลับมาปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ก่อนเปลี่ยนทิศทางในปีหน้า

    ฟิทช์ระบุว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะสูงกว่าปี 2564 อย่างมาก แต่ภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านค่าจ้าง และการขยายตัวของนโยบายการคลัง ล้วนอยู่ในระดับที่อ่อนตัวกว่าช่วงก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอน คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ไบรอัน คูลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของฟิทช์ ระบุว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกที่เติบโตอย่างโดดเด่น กำลังช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ps7CKyTVGKLoaWbqoLBDg

  • 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    Loading…

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s2WXmdpT1js0dQ5ubf4P9

  • พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก


    พาณิชย์อัดฉีด 50 ล้านบาท! โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” แจกโค้ดส่วนลด 100.- จำนวน 5 แสนโค้ด หนุน 2,000 ร้านค้าชุมชน ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart

    กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผุดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” คัดสรรผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย บุกตลาดอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ‘Nex Gen Commerce’ และ ‘Thailand Post Mart’ อัดโปรโมชันลดค่าครองชีพ แจกโค้ดส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 โค้ด พร้อมฟรีค่าจัดส่ง หวังดันสัดส่วนรายได้ SME ทะยานสู่ 40% ของระบบเศรษฐกิจ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา SME มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันสัดส่วนนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อกระจายเม็ดเงินและการเติบโตไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง

    สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อนำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    โดยรัฐบาลและพันธมิตรได้ร่วมกันสนับสนุนสิทธิประโยชน์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ ดังนี้:

    • ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาโครงการ

    • แจกคูปองค่าจัดส่งฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า (รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท)

    • ทำการตลาดเชิงรุก ผ่านเครือข่าย Influencer และ KOL ในการรีวิวสินค้าและไลฟ์คอมเมิร์ซ (Live Commerce) เพื่อสร้างคอนเทนต์กระตุ้นยอดขาย

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท (เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท) จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 50 ล้านบาท

    “โครงการนี้ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทยด้วยกัน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับไปสู่ชุมชนและผู้ผลิตรายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ซื้อสินค้าดีมีคุณภาพในราคาที่ประหยัดลง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจากฐานรากอย่างแท้จริง” นางศุภจี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j-EbUTmMJr5Z8_WKhyio9

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.33 น.

    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,600 = 71,100 บาท
    แนวรับ: $4,400 = 68,500 บาท
    .
    ราคาทองคำจะขึ้นหรือลง หลังประกาศ Nonfarm Payroll ท่ามกลางการจับตาดอกเบี้ย FED และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง? ราคาทองคำมีแนวโน้มผันผวนตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย FED และสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือ FED มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่สูง ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น
    .
    ราคาทองคำในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลหลักจากตัวเลข Nonfarm Payroll ของสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยของ FED หากตัวเลขจ้างงานเริ่มอ่อนแอ ตลาดอาจคาดหวังการลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ทองคำอาจถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงต่อไป
    .
    ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจจำกัดแรงซื้อทองคำในระยะสั้น แม้ว่าความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่
    .
    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรับมือกับความผันผวนและโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป
    .
    โดยสรุป ราคาทองคำในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับตัวเลข Nonfarm Payroll ทิศทางดอกเบี้ยของ FED และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและมีโอกาสลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อไป ขณะที่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและการเมืองสหรัฐฯ ยังคงช่วยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-05-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33FCne42ZxR6UoVsaV4jbb

  • เปิดยุทธศาสตร์น้ำ EEC 2569”ทางรอดเศรษฐกิจไทย” | เดลินิวส์

    เปิดยุทธศาสตร์น้ำ EEC 2569”ทางรอดเศรษฐกิจไทย” | เดลินิวส์

     ทรัพยากร “น้ำ” ได้กลายเป็นสิ่งท้าทายที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จะเพิ่มขึ้นจาก 2,419 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2560 สู่ 2,700 – 2,800 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2569 และจะทะยานสูงถึง 3,088 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2580 หรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 28 เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของชุมชนเมือง

    ปี 2569 ถือเป็นปีหมุดหมายสำคัญในการทดสอบความแข็งแกร่งของระบบบริหารจัดการน้ำไทย เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาวะ เอลนีโญ” ที่คาดการณ์ว่าจะลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 ส่งผลให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ฝนตกไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงต่อภัยแล้งในบางช่วง หากไม่มีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายอาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทานจึงได้บูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำรวม 38 โครงการ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ผสมผสานโครงข่ายท่ออัจฉริยะ นวัตกรรมทางเลือก และกลไกการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์

    หัวใจสำคัญของแผนงานปี 2569 คือการสร้างความมั่นคงผ่านระบบ อ่างพวง” และโครงข่ายท่อส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid) โดยมี อ่างเก็บน้ำประแสร์” จังหวัดระยอง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบท่อผันน้ำขนาดใหญ่ไปยังอ่างเก็บน้ำหลักอื่น ๆ เช่น อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระ ทำให้สามารถกระจายน้ำและผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนได้อย่างทันท่วงที ในช่วงฤดูฝนนี้รัฐบาลได้ยกระดับศักยภาพการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จากเดิม 25 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 527 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี

    ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  ยังมีความกังวล ว่า ไทยมีความเสี่ยงฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 จากความผันผวนของสภาพอากาศและอิทธิพลเอลนีโญ จึงสั่งกรมชลประทาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ครอบคลุมเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งเกษตรกร ประชาชน และอุตสาหกรรม สำหรับพื้นที่ EEC ต้องดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ

    นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ภาคอุตสาหกรรมกรมชลประทานมีระบบ ผันน้ำซึ่งสามารถสูบและผันน้ำได้ปีละกว่า 100,000,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากมีน้ำเข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาเก็บกักในอ่างเก็บน้ำ หรือตกลงในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถสูบกลับมาเติมในอ่างเก็บน้ำประแสร์ และผันไปที่คลองใหญ่หนองปลาไหลได้ ซึ่งยืนยันว่า น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC มีปริมาณเพียงพอ นอกจากนี้สำหรับพื้นที่ ECC ยังมีโครงการชลประทานที่ขึ้นใหม่ได้แก่ โครงการผันน้ำอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ที่จะเข้ามามาช่วยในการผันน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและ EEC ซึ่งจะลดภาระการผันน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม การเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดระยองได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    นอกจากการจัดหาแหล่งน้ำดิบเพิ่มแล้ว แผนงานยังเน้นการบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์ (Demand Side) โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่ โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) ภายใต้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) กำหนดเป้าหมายให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10-15 และต้องนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้

     ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานเชิงรุกส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำทุนสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่าร้อยละ 84 ของความจุ สามารถจัดสรรน้ำให้แก่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ตามแผนโดยไม่มีรายงานการขาดแคลน แผนความมั่นคงน้ำ EEC ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อผ่านพ้นวิกฤตเอลนีโญ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างและการลงทุนด้านนวัตกรรมครั้งใหญ่ ที่จะรับประกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อไปได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืนบนพื้นฐานของความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5921567/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LT4vVdUiXxIyeIk-uET8L

  • ไทยปิดดีลอาเซียน ตั้ง’ดีฟา’เขตเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกของโลก คาดเงินสะพัด 66 ล้านล้านในปี 73 | เดลินิวส์

    ไทยปิดดีลอาเซียน ตั้ง’ดีฟา’เขตเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกของโลก คาดเงินสะพัด 66 ล้านล้านในปี 73 | เดลินิวส์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยและชาติสมาชิกในอาเซียน ได้ประสบความสำเร็จ การเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ดีฟา) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศฟิลิปปินส์  ไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา ได้ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนนำอาเซียนไปสู่การบรรลุข้อตกลงดีฟาได้ร่วมกัน

    “ดีฟ่า เป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่จัดทำขึ้นในสมาชิกอาเซียน โดยเริ่มต้นการเจรจาตั้งแต่ปี 66 และเจรจาสำเร็จในปี 69 โดยผลการศึกษาชี้ว่า ดีฟาจะช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้เติบโตสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 66 ล้านล้านบาท ได้ภายในปี 73 พร้อมยกระดับอาเซียนสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงครอบคลุมในเวทีโลก และยังตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค “

    นางศุภจี กล่าวว่า ดีฟานับเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียน เดือนพ.ย.69 โดยดีฟา ไม่ใช่เพียงความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แต่เป็นกติกาใหม่ซึ่งจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลของอาเซียน ให้การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนดำเนินได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของประเทศสมาชิกให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ดีฟายังวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเติบโตอย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค การต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อให้อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า  ในฐานะที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการเจรจา ดีฟา ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาและสร้างฉันทามติร่วมกัน จนสามารถนำการเจรจาที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคตไปสู่ความสำเร็จได้ ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนบทบาทนำของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันกำหนดกติกาเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคที่มีมาตรฐานสูง สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมความเชื่อมั่นการค้าและการลงทุนดิจิทัลระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5921369/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09AJFFniWf3Lqxr7ZdFbVo

  • กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    วันนี้, 13:50น.

              ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี โพสต์ระบุว่า แม้ผมลงสมัครผู้ว่า กทม แล้ว เรื่องราคาน้ำมันแพงซึ่งเป็นเรื่องระดับชาติผมไม่เคยทิ้ง ยังคงติดตามให้พี่น้องคนไทยเหมือนเดิมครับราคาน้ำมันไทย 2 มิย 69 เบนซิน95 แพงกว่าเวียดนาม 22 บาทต่อลิตรโซฮอล95 แพงกว่าเวียดนาม 13.60 บาทต่อลิตรดีเซล แพงกว่าเวียดนาม 7 บาทต่อลิตร คน กทมและคนไทยทั้งประเทศ เตรียมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้เลยครับ บริษัทจะทยอยปิดทนพิษน้ำมันแพงไม่ไหว สินค้าเตรียมขึ้นราคายกแผง คนไทยเตรียมตกงาน แล้วเราจะอยู่กันยังไง???

              ผู้ว่า กทม ยุคนี้จะรู้แต่เพียงลอกท่อ ทำฟุตบาท และถ่ายคลิปออกกำลังกายไม่ได้ แต่ต้องรู้เศรษฐกิจโลกเข้าใจผลกระทบชีวิตคน กทม เพื่อเตรียมนโยบายรองรับ เพราะกทม คือ หัวใจของประเทศไทยครับ ดังนั้น หาก กทม เศรษฐกิจล่ม ประเทศไทยก็ล่มไปด้วย

              เรากำลังอยู่ในโลกที่แข่งขันกันแย่งเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ หากไม่มีนโยบายเชิงรุก แต่เน้นตั้งรับเหมือนเดิมโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีอำนาจ คนไทยคงจะต้องทนลำบากมากขึ้น เพราะหากรัฐบาลแก้ไม่ถูกจุด เศรษฐกิจไทยก็เตรียมดิ่งเหวได้เลยครับ

    #เลือกผู้ว่ากทม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s89xFPXrGIjQJUuwYNtV9

  • ทุนยักษ์ ปักหมุด‘บางใหญ่-รังสิต’ พลิกโฉม ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    ทุนยักษ์ ปักหมุด‘บางใหญ่-รังสิต’ พลิกโฉม ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีก้าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญของปริมณฑล จากการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านบางใหญ่และรังสิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของทั้งสองพื้นที่ มาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการทาพิเศษ (ทางด่วน)สายใหม่ การขยายโครงข่ายถนนสายหลักและสายรอง ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน การปรับปรุงและจัดทำผังเมืองรวมของทั้งสองจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพฯเพื่อพัฒนาแบบไร้รอยต่อและเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส และศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินในหลายทำเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านนทบุรีและปทุมธานีไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของโซนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯน่าจับตาในอนาคต

    ผังเมือง-โครงสร้างพื้นฐานหนุนบางใหญ่

    “ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจพื้นที่ย่านบางใหญ่พบว่า มีการขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็วขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ (Hub) แห่งใหม่ของโซนตะวันตกกรุงเทพฯ เริ่มจุดประกายมาจากโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯพาดผ่านมาถึงใจกลางบางใหญ่ สร้างปรากฎการณ์คอนโดมิเนียมขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้าในจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรกมากถึงกว่าหมื่นหน่วย ที่มีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน

    ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์ M81) สายบางใหญ่- กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลสู่ภาคตะวันตกรับส่งการเดินทางเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ช้อปปิ้ง ในย่านบางใหญ่มากขึ้น หลายทำเลเริ่มมีการขยับการพัฒนา

    ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 กำหนดให้ บางใหญ่ เป็นย่านพาณิชยกรรม (พื้นที่สีแดง) และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้ม) ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าพื้นที่พัฒนารองรับกำลังซื้อ โดยสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม รวมถึงที่อยู่อาศัยแนวสูงได้มากขึ้น

    บางใหญ่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    บิ๊กทุนปักหมุดบางใหญ่

    เซ็นทรัล เวสต์เกต จุดพลุศูนย์การค้าระดับภูมิภาค

    ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางใหญ่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการมาของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาครองรับกลุ่มกำลังซื้อในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 1 แสนบาท และแนวโน้มขยับไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวาจากความเคลื่อไหวของโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นโดยรอบรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินแทบทั้งสิ้นและนำมาซึ่ง การเข้ามาลงทุน แหล่งช้อปปิ้งบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก

    กลุ่มทีซีซี-พราว พลิกโฉมมิกซ์ยูส-สปอร์ตคอมเพล็กซ์

      บริเวณใกล้ กันกับเซ็นทรัลเวสต์เกต ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของตระกูลสิริวัฒภักดี หรือกลุ่มทีซีซี เตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าไม่ต่ำกว่า1หมื่นล้านบาท เนื้อที่ 23 ไร่ติดสถานีบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บนที่ดินเดิมของห้างบิ๊กคิงบางใหญ่ ห้างสรรพสินค้าในตำนานของชาวบางใหญ่ ซึ่งปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2554 ประเมินว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายครบวงจรมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ

                การเปลี่ยนแปลงในย่านบางใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตระกูลลิปตพัลลภ โดยบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำที่ดินกว่า 10 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมบิ๊กซีและโฮมโปรข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังจากบิ๊กซีไม่ต่อสัญญา โดยนำมาพัฒนาเป็นโครงการ ฮารีนา-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รองรับกำลังซื้อในย่านบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมองว่าจะสร้างความเจริญไม่น้อยหากพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ

    เปิด‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’มิกซ์ยูสใหม่

     พื้นที่ห่างกันไม่มากนัก บริเวณMRT สายสีม่วง สถานีแยกนนทบุรี 1 เซ็นพัฒนา ยังพลิกโฉมเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนที่ดินเดิม สร้างกิจกรรมหลากหลายในการใช้ชีวิตแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการ วันที่3กรกฎาคม 2569  โดยมีความโดดเด่นด้วยแนวคิด Biophilic Design ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เชื่อมโยงศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตเมืองในที่เดียว

    รังสิตบูม บิ๊กทุนแห่ปักหมุด

    ปั้นเมืองแห่งอนาคต750 ไร่ รังสิต

     นอกจากโซนบางใหญ่นนทบุรี เซ็นทรัลพัฒนา ยังเดินหน้าปักหมุดโครงการมิกซ์ยูส ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี หรือกรุงเทพฯตอนเหนือซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่ซื้อสะสมมานาน จากบริษัท ไทยเมล่อนโพลีเอสเตอร์ จำกัด (โรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ในอดีต) เมื่อปี 2554 โดยซื้อต่อมาจากนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพหรือ บสก.อีกทอด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ โดยในระหว่างรอการพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนาได้ขอปรับสีการใช้ประโยชน์ของผังเมือง จากพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเดิม) เป็นพื้นที่สีแดงและได้รับอนุมัติในผังเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็น หนึ่งในแผนลงทุน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 โดยถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งอนาคต

    จิณณ์-ศุภาลัยลุยเมืองแห่งการอยู่อาศัย

    พื้นที่ไม่ห่างกัน ที่ดิน มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการมิกซ์ยูส Wellness Residencesบนเนื้อที่ 142 ไร่ ย่านรังสิต พัฒนาโดยบริษัทในเครือ THG โดดเด่นด้วยคอนเซปต์เมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รวมคอนโดมิเนียม ศูนย์การแพทย์ (รพ.ธนบุรีบูรณา) และศูนย์ดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับ บมจ. ศุภาลัย ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์ “Community Living Hub” บนที่ดินกว่า 287 ไร่ ย่านรังสิต คลอง 3 โดยดึง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้ามาตั้งแคมปัสภายในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานการศึกษาและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    เปิดโครงข่ายคมนาคมบูม นนทบุรี-ปทุมธานี

     ทางด้านความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐสายใหม่ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการในพื้นที่โซนปทุมธานี-นนทบุรี เพื่อให้โครงข่ายทางถนนและระบบราง ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดได้สะดวกมากขึ้น โดยมีโครงการลงทุนครอบคลุมในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังกล่าว จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 158,789 ล้านบาท

    สำหรับโครงการแรกที่อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คือ โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกการะยะทาง 16.2 กม.วงเงิน 24,060ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในกลางปี 2571

    ขณะที่กรมทางหลวง ลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (ถนนรังสิต – นครนายก ประมาณ กม.25+850) – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา ประมาณ กม.25+000)ระยะทางรวม 13.6 กม. เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา ของกทพ. เช่นเดียวกับโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทาง ยกระดับอุตราภิมุข (M5) ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงินลงทุน 42,055 ล้านบาท

     นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 (M9) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (หรือถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ระยะทาง 31 กม.วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกับโครงการ M9 ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามแผนจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573 ส่วนช่วงลาดหลุมแก้ว – บางปะอิน ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 8,930 ล้านบาท

    รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ คาดว่าจะเห็นชอบลงนามสัญญาภายในวันที่ 9 ก.ค.2569 คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2572

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/660651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PSHpKhB-rEXmJ0CGDbMjG

  • “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน | TOPNEWS

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/06/2026 12:48

    “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ข้อมูล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.

    โดยยอดใช้จ่ายในโครงการ มียอดใช้จ่ายรวม 9,873 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 5,747 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย 4,125 ล้านบาท

    ส่วนร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จมีจำนวนอยู่ที่ 976,286 ร้านค้า อยู่ระหว่างร้าค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข 119,467 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,602 ร้านค้า

    ปก web สืบสานงานศิลป์

    SOCAIL 16-9

    ทำไมคู่รักจึงเลือก Millennium IVF Clinic เพื่อสานฝันการเป็นคุณพ่อคุณแม่

    เปิดแล้ว! “OTOP UTTARADIT” สัมผัสมนต์เสน่ห์อุตรดิตถ์ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่แปดริ้ว

    “โสภณ” นำทีมขรก.-ลูกจ้างสภาฯกว่า 2 พันคน ทำกิจกรรมจิตอาสา “ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม” เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระราชินี”

    “ดร.สติธร” เจาะลึกเหตุ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระแสตอบรับดี ชื่นชมรัฐบาลเลือกพัฒนาต่อยอดของเดิม ตอบโจทย์ประชาชนใช้ได้จริง

    นพค.36 ตรวจเข้มกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ครบทุกด้าน เน้นความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ประชาชนเป็นหลัก

    “หมอพรทิพย์” เปิด 3 ประเด็นใหญ่ คดี “แตงโม” สะท้อนความล้มเหลว กระบวนการยุติธรรม ลั่นภาคประชาชนไม่โง่ พร้อมพิสูจน์ความจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1593542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P8uj3DoiembobzgeG2RwG

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน เมษายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล เม.ย. 69) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 หดตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 อยู่ที่ร้อยละ 31.00 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 อยู่ที่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 69 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของ เมียนมา (GDP) ปี 69 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 3 อัตราเงินเฟ้อ ปี 69 คาดว่าร้อยละ 19 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 69 คาดว่า 1,520 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี

    2561

    ปี

    2562

    ปี

    2563

    ปี

    2564

    ปี

    2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี
     2568

    ปี 2569

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    3

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    83.83

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    1,520

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    19.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/countries/mmr

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ เม.ย. 68 และ เม.ย. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน พ.ค. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน พ.ค. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน พ.ค. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน พ.ค. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,205.00MMK

    Euro

    EUR

    2,372.94 MMK

     2,443.98 MMK

    4,257.18 MMK

    4,895.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,635.90 MMK

    1,643.64 MMK

    2,863.07 MMK

    3,230.00 MMK

    Thailand

    THB

    64.44 MMK

    64.39 MMK

    112.16 MMK

    129.03 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrate,Myanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน เมษายน 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 472.627 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนเมษายน 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    เม.ย.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    155.004

    32.79 %

    2

    จีน

    201.129

    42.55%

    3

    ฮ่องกง

    54.891

    11.61 %

    4

    ไทย

    31.589

    6.68 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.14 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.49 %

    7

    ญี่ปุ่น

    1.500

    0.32 %

    รวม

    472.627  

    100%

                                                                                     https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                                                        https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,388.942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.45 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                                                                                         https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน มีนาคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน เมษายน 2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (เม.ย. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) มี.ค. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    245.249

    51.8%

    2

    Power  

    68.750

    14.55 %

    3

    Services  

    3.688

    0.78 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.53 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.11 %

    รวม

    472.627

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

                                        image.png

                                                                   https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – มี.ค. 69)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – มี.ค. 69)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    Jan-Mar

    Jan-Mar

    change

    Jan-Mar

    Jan-Mar

    change

    Jan-Mar

    Jan-Mar

    change

    5,655

    5,155

    9 %

    5,711

    5,727

    -1%

    11,366

    10,882

    4 %

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  มีนาคม 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 11,366 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 5,655 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ  9 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 5,711 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 1 %

     ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม  มีนาคม 2569 เมียนมาขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – เม.ย. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-เม.ย

    2569

    ม.ค.-เม.ย

    2568

    ม.ค.-เม.ย

    2569

    ม.ค.-เม.ย

    2568

    ม.ค.-เม.ย

    2569

    ม.ค.-เม.ย 

    มูลค่าการค้า

    2,572.94

    2,538.53

    7.03

    – 1.34

    1.19

    0.92

    การส่งออกของไทย

    1,515.37

    1,683.82

    9.81

    11.12

    1.41

    1.32

    การนำเข้าของไทย

    1,057.56

    854.71

    3.30

    – 19.18

    0.97

    0.58

    ดุลการค้าของไทย

    457.81

    829.11

    28.51

    81.10

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่าง เดือน มกราคม-เม.ย  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  2,538.53                ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 1.34 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 1,683.82            ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.12 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทยมีมูลค่า 854.71 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 19.18 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 829.11     ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

                                  image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 นโยบาย 100 วัน รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา แผนแม่บทการฟื้นตัวของเมียนมา

    นโยบาย 100 วัน รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา แผนแม่บทการฟื้นตัวของเมียนมา ช่วง 20 เม.ย. – 31 ก.ค. 69 (100 วัน) และแนวทางการพัฒนาประเทศเมียนมาระยะต่อไป ซึ่งพลเอกอาวุโสมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา แถลงต่อรัฐสภาเมียนมา เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจและรายได้ประชาชน ตลอดจนพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และพัฒนาเมียนมาสู่ประเทศที่ดีขึ้น บนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ    เช่น เรื่องความมั่นคงและสันติภาพ เปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ เจรจาหารือร่วมกันและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เรื่องการศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์ นำความรู้การเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อเป็นทักษะการทำงานและยกระดับรายได้ การพัฒนาชนบท เกษตรกร ธุรกิจ MSMEs (ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและขนาดย่อม) การส่งเสริมการผลิตในเมียนมาทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางพลังงานและการส่งเสริมพลังงานสะอาด การส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสาธารณสุข

    ผลกระทบ/โอกาส นโยบาย 100 วันและแนวทางการพัฒนาประเทศเมียนมาระยะต่อไปของรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาเป็น “โอกาสที่ดี” ในการพัฒนาเมียนมาบนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายเรื่องต่างๆ จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนชาวเมียนมาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจเมียนมา ธุรกิจต่างชาติและธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับเมียนมาหรือลงทุนทำธุรกิจในเมียนมาด้วย ทั้งนี้ ได้รับสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีแนวโน้มที่ดีในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจกิจ การผ่อนคลายกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ตามลำดับและตามความเหมาะสมต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจทั้งการค้าและการลงทุนในเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งเมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศ บนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทย โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  ภาครัฐและภาคเอกชนไทยพบหารือหน่วยงานเศรษฐกิจเมียนมา

    ภาครัฐและภาคเอกชนไทยพบหารือหน่วยงานเศรษฐกิจเมียนมา ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์เมียนมา (MOC : Ministry of Commerce) กระทรวงวางแผนแห่งชาติ การลงทุนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศของเมียนมา (MNPIFER : Ministry of National Planning, Investment and Foreign Economic Relations) และธนาคารกลางเมียนมา (CBM : Central Bank of Myanmar) โดยคณะฝ่ายไทยนำโดยอุปทูตไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงย่างกุ้ง โดยมี สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประทศ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง) และสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM : Thai Business Association of Myanmar) เข้าร่วมพบหารือด้วย ซึ่งได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจเมียนมา ได้แก่ รมว.กระทรวงพาณิชย์เมียนมา รมว.กระทรวงวางแผนและการลงทุนฯ เมียนมา และผู้ว่าธนาคารกลางเมียนมา เพื่อแสดงความยินดี ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา แสดงความเชื่อมั่นและพร้อมไปต่อของภาคเอกชนไทยในเมียนมา และหารือประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน การขนส่ง  เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-เมียนมา การลงทุนและทำธุรกิจในเมียนมา การผ่อนคลายและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ซึ่งได้รับสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีแนวโน้มที่ดีในการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการค้า การลงทุน การเงิน ตามลำดับตามความเหมาะสมต่อไป โดยมีหลักการสำคัญคือ การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในเมียนมา ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศและส่งเสริมเศรษฐกิจเมียนมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน

    ผลกระทบ/โอกาส การเยี่ยมคารวะและการเข้าพบหารือหน่วยงานเศรษฐกิจเมียนมาเป็น “โอกาสที่ดี” ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของไทยและเมียนมาที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมความเป็นมิตรประเทศและความร่วมมือการพัฒนาเรื่องต่างๆ รวมทั้งแสดงความเชื่อมั่นและพร้อมไปต่อของภาคเอกชนไทยในเมียนมา โดยขอให้เมียนมาพิจารณาผ่อนคลายและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจในเมียนมา ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจประเทศต่างๆ ในเมียนมา รวมถึงธุรกิจไทยด้วย โดยได้รับสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีแนวโน้มที่ดีในการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการค้า การลงทุน การเงิน ตามลำดับและตามความเหมาะสมต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจทั้งการค้าและการลงทุนในเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาส่งเสริมการส่งออกจากเมียนมา

    เมียนมาส่งเสริมการส่งออกจากเมียนมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมียนมา ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าของเมียนมา เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าจากเมียนมาและนำรายได้การส่งออกสินค้าจากเมียนมา (Export Earning) นำกลับเข้าเมียนมาเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นของเมียนมาต่อไป โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของเมียนมา คือ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม (Garment หรือ CMP : Cut-Make-Pack) ส่งออกเป็นสัดส่วน 25-30% ของสินค้าส่งออกเมียนมาทั้งหมด ส่งออกไปญี่ปุ่น ยุโรป เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเมียนมา คือ ก๊าซธรรมชาติ ส่งออกสัดส่วน 20-30% ของสินค้าส่งออกเมียนมาทั้งหมด ส่วนใหญ่ส่งออกไปจีนและไทย สำหรับการนำเข้าของเมียนมา สินค้านำเข้าอันดับ 1 ของเมียนมา คือ น้ำมันเชื้อเพลิง นำเข้าเป็นสัดส่วน 30-35% ของสินค้านำเข้าเมียนมาทั้งหมด ส่วนใหญ่นำเข้าจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย นอกจากนี้เมียนมานำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น ผ้าผืน เหล็ก วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร ชิ้นส่วน เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งเป็นประเภทสินค้านำเข้าที่เมียนมาให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตในเมียนมา ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เกิดการผลิต แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในเมียนมา

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการผลิตในเมียนมาและการส่งออกจากเมียนมาเป็น “นโยบายสำคัญ” ของเมียนมา เพื่อใช้ในเมียนมาและทดแทนการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยรายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) เป็นเรื่องสำคัญที่เมียนมาส่งเสริม เพื่อให้มีรายได้เข้าประเทศและมีเงินตราต่างประเทศเข้าเมียนมา ช่วยให้เมียนมาลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งมีเงินตราต่างประเทศจากรายได้การส่งออกจับคู่กับการขอใบอนุญาตนำเข้าเมียนมา   (Import License) สินค้านำเข้าเมียนมาและชำระค่าสินค้านำเข้าต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของเมียนมาแล้ว เมียนมามีการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ด้วย แต่มีสัดส่วนน้อยกว่าการนำเข้าเพื่อการผลิต เนื่องจากเมียนมาส่งเสริมให้ผลิตในเมียนมาทดแทนการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยทุกสินค้านำเข้าต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ก่อนนำเข้าสินค้าสู่เมียนมา และมีแนวทางให้จับคู่กับรายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) ประกอบการขอ Import License ด้วย

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งเมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศ บนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทย โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.4 งาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา

    งาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา สคต.ย่างกุ้ง ร่วมกับศูนย์การค้าและ Supermarket ในเมียนมา ได้แก่ Makro และ Capital เมียนมา จัดงาน Instore Promotion 2026 ธีม “Thai Best” ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. 69 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. Makro เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Selection 2026″ วันที่ 22 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 (2 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นประมาณ 100 รายการ ครอบคลุม Makro เมียนมา 2 สาขา (สาขา 1 Sat San และ สาขา 2 Insein) โดยมีพิธีเปิดงานวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 69 เวลา 10.00 น. ณ Makro สาขา 2 Insein : Kha Wae Chan

    2. Capital เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Buy 2026″ วันที่ 22 พ.ค. – 10 มิ.ย. 69 (3 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นประมาณ 100 รายการ ครอบคลุม Capital เมียนมา 6 สาขา (ย่างกุ้ง 4 สาขา ได้แก่ Dawbon, Sanchaung, North Dagon, Hmawbi รวมทั้งอีก 2 สาขา ได้แก่ เมือง Mandalay และเมือง Pyin Oo Lwin) พิธีเปิดงานวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. 69 เวลา 10.00 น. ณ Capital สาขา Dawbon 

    ในงานมีสินค้าไทยหลากหลาย เช่น ผลไม้ไทย อาหารสำเร็จรูป ขนม เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องครัว ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น โดยจัด Promotion ลดราคาสินค้า (บางรายการลดสูงสุด 30%) ซื้อสินค้าครบ 50,000 จ๊าต ได้คูปองชิงโชค จับรางวัล Lucky Draw รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายสินค้าไทย นอกจากนี้ มี Influencer ศิลปินเมียนมา ร่วมพิธีเปิดงาน และมีร้านอาหาร Thai Select สาธิตทำอาหารไทยในพิธีเปิดงานด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอาหารไทย ความเป็นไทย เชื่อมโยงกับการขายสินค้าไทยในงาน เช่น วัตถุดิบปรุงอาหารและสินค้าเครื่องปรุงรสของไทย เป็นต้น ขอเชิญท่านที่สนใจ เข้าร่วมงาน Instore Promotion ส่งเสริมสินค้าไทยในเมียนมา ที่ Makro และ Capital เมียนมา

    ผลกระทบ/โอกาส การจัดงาน Instore Promotion ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา เป็น “โอกาสที่ดี” ของสินค้าไทยในตลาดเมียนมา ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสินค้าไทย ซึ่งชาวเมียนมามีความชื่นชอบและนิยมสินค้าไทยอยู่แล้ว จึงเป็นการตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยและสินค้าไทยให้อยู่ในใจลูกค้าชาวเมียนมามากขึ้น โดยการจัดงานร่วมกับ Makro และ Capital ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและ Supermarket ชั้นนำในเมียนมา เป็นช่องทางการค้าที่มีศักยภาพและเข้าถึงลูกค้าชาวเมียนมาในวงกว้าง

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ตลาดเมียนมามีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ เพราะมีความต้องการและนิยมสินค้าไทยมาก อย่างไรก็ตาม ตลาดเมียนมา มีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะ กฎระเบียบการค้า เช่น Import License สินค้านำเข้าสู่เมียนมา อัตราแลกเปลี่ยนและ                               สภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา โดยขอให้ธุรกิจไทยติดตามและปรับกลยุทธ์รองรับ 
    ทั้งนี้ เมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่  ระบบประชาธิปไตยมากขึ้น มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดี ในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทยต่อไป 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.5 พิธีเปิดงาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา

    พิธีเปิดงาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา โดยสคต.ย่างกุ้ง ร่วมกับศูนย์การค้าและ Supermarket ในเมียนมา ได้แก่ Makro และ Capital เมียนมา จัดงาน Instore Promotion 2026 ธีม “Thai Best” ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. 69 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. Makro เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Selection 2026″ วันที่ 22 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 (2 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นประมาณ 100 รายการ ครอบคลุม Makro เมียนมา 2 สาขา (สาขา 1 Sat San และ สาขา 2 Insein) โดยมีพิธีเปิดงานวันศุกร์ที่ 22 พ.ค. 69 ณ Makro สาขา 2 Insein : Kha Wae Chan

    2. Capital เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Buy 2026″ วันที่ 22 พ.ค. – 10 มิ.ย. 69 (3 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นประมาณ 100 รายการ ครอบคลุม Capital 6 สาขา (ย่างกุ้ง 4 สาขา ได้แก่ Dawbon, Sanchaung, North Dagon, Hmawbi รวมทั้งอีก 2 สาขา ได้แก่ Mandalay และ Pyin Oo Lwin) โดยมีพิธีเปิดงานวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. 69 ณ Capital สาขา Dawbon 

    พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากท่านอุปทูต สถานทูตไทย กรุงย่างกุ้ง เป็นประธานพิธีเปิดงาน รวมทั้งมีผู้บริหาร Makro เมียนมา และ Capital เมียนมา ประธานสมาคม TBAM (สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา) ข้าราชการทีมประเทศไทยและท่านผู้สนใจให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและสนับสนุนส่งเสริมการขายสินค้าไทยในงาน โดยมี KOL ศิลปินเมียนมาใส่ชุดไทยร่วมพิธีเปิดงาน รีวิวอาหารไทย สินค้าไทย ความชื่นชอบประเทศไทยและสินค้าไทย การตกแต่งออกแบบเน้นสีธงชาติไทย เพื่อตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทย เชื่อมโยง สินค้าไทยและการเลือกซื้อสินค้าไทย ในงานมีการแสดงวัฒนธรรมไทยคือเซิ้งส้มตำ เชื่อมโยงความเป็นไทยกับอาหารไทยและสินค้าไทย รวมทั้งมีการสาธิตการทำอาหารไทย โดยร้าน Thai Select เชื่อมโยงกับเครื่องปรุงรสไทยและสินค้าไทยด้วย

    บรรยากาศในงานคึกคักผู้คนเลือกซื้อจับจ่ายสินค้าไทย ในงานมีสินค้าไทยหลากหลาย เช่น ผลไม้ไทย อาหารสำเร็จรูป ขนม เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องครัว ของใช้ในบ้าน เป็นต้น โดยจัด Promotion ลดราคาสินค้า (บางสินค้าลดสูงสุด 30%) ซื้อสินค้าครบ 50,000 จ๊าต ได้คูปองชิงโชค จับรางวัล Lucky Draw รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายสินค้าไทย ขอเชิญท่านที่สนใจ เข้าร่วมงาน Instore Promotion ส่งเสริมสินค้าไทยในเมียนมา ที่ Makro และ Capital เมียนมา

    ผลกระทบ/โอกาส การจัดงาน Instore Promotion ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา เป็น “โอกาสที่ดี” ของสินค้าไทยในตลาดเมียนมา ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสินค้าไทย ซึ่งชาวเมียนมามีความชื่นชอบและนิยมสินค้าไทยอยู่แล้ว จึงเป็นการตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยและสินค้าไทยให้อยู่ในใจลูกค้าชาวเมียนมามากขึ้น โดยการจัดงานร่วมกับ Makro และ Capital ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและ Supermarket ชั้นนำในเมียนมา เป็นช่องทางการค้าที่มีศักยภาพและเข้าถึงลูกค้าชาวเมียนมาในวงกว้าง

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ตลาดเมียนมามีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ เพราะมีความต้องการและนิยมสินค้าไทยมากอย่างไรก็ตาม ตลาดเมียนมามีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะ กฎระเบียบการค้า เช่น Import License สินค้านำเข้าสู่เมียนมา อัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา โดยขอให้ธุรกิจไทยติดตามและปรับกลยุทธ์รองรับ เช่น พิจารณาการผลิตสินค้าไทยในเมียนมา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเมียนมาเรื่องส่งเสริมการผลิตในประเทศ ทั้งนี้ เมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทยต่อไป 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                                                                     มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yj87qmzhcdjfk4dz97bh69ws&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GHRyXBrEQAp_ZFbtmnvHS