จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีก้าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญของปริมณฑล จากการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านบางใหญ่และรังสิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของทั้งสองพื้นที่ มาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการทาพิเศษ (ทางด่วน)สายใหม่ การขยายโครงข่ายถนนสายหลักและสายรอง ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงและจัดทำผังเมืองรวมของทั้งสองจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพฯเพื่อพัฒนาแบบไร้รอยต่อและเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส และศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินในหลายทำเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านนทบุรีและปทุมธานีไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของโซนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯน่าจับตาในอนาคต
ผังเมือง-โครงสร้างพื้นฐานหนุนบางใหญ่
“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจพื้นที่ย่านบางใหญ่พบว่า มีการขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็วขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ (Hub) แห่งใหม่ของโซนตะวันตกกรุงเทพฯ เริ่มจุดประกายมาจากโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯพาดผ่านมาถึงใจกลางบางใหญ่ สร้างปรากฎการณ์คอนโดมิเนียมขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้าในจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรกมากถึงกว่าหมื่นหน่วย ที่มีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน
ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์ M81) สายบางใหญ่- กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลสู่ภาคตะวันตกรับส่งการเดินทางเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ช้อปปิ้ง ในย่านบางใหญ่มากขึ้น หลายทำเลเริ่มมีการขยับการพัฒนา
ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 กำหนดให้ บางใหญ่ เป็นย่านพาณิชยกรรม (พื้นที่สีแดง) และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้ม) ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าพื้นที่พัฒนารองรับกำลังซื้อ โดยสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม รวมถึงที่อยู่อาศัยแนวสูงได้มากขึ้น
เซ็นทรัล เวสต์เกต จุดพลุศูนย์การค้าระดับภูมิภาค
ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางใหญ่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการมาของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาครองรับกลุ่มกำลังซื้อในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 1 แสนบาท และแนวโน้มขยับไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวาจากความเคลื่อไหวของโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นโดยรอบรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินแทบทั้งสิ้นและนำมาซึ่ง การเข้ามาลงทุน แหล่งช้อปปิ้งบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก
กลุ่มทีซีซี-พราว พลิกโฉมมิกซ์ยูส-สปอร์ตคอมเพล็กซ์
บริเวณใกล้ กันกับเซ็นทรัลเวสต์เกต ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของตระกูลสิริวัฒภักดี หรือกลุ่มทีซีซี เตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าไม่ต่ำกว่า1หมื่นล้านบาท เนื้อที่ 23 ไร่ติดสถานีบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บนที่ดินเดิมของห้างบิ๊กคิงบางใหญ่ ห้างสรรพสินค้าในตำนานของชาวบางใหญ่ ซึ่งปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2554 ประเมินว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายครบวงจรมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ
การเปลี่ยนแปลงในย่านบางใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตระกูลลิปตพัลลภ โดยบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำที่ดินกว่า 10 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมบิ๊กซีและโฮมโปรข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังจากบิ๊กซีไม่ต่อสัญญา โดยนำมาพัฒนาเป็นโครงการ ฮารีนา-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รองรับกำลังซื้อในย่านบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมองว่าจะสร้างความเจริญไม่น้อยหากพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ
เปิด‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’มิกซ์ยูสใหม่
พื้นที่ห่างกันไม่มากนัก บริเวณMRT สายสีม่วง สถานีแยกนนทบุรี 1 เซ็นพัฒนา ยังพลิกโฉมเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนที่ดินเดิม สร้างกิจกรรมหลากหลายในการใช้ชีวิตแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการ วันที่3กรกฎาคม 2569 โดยมีความโดดเด่นด้วยแนวคิด Biophilic Design ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เชื่อมโยงศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตเมืองในที่เดียว
ปั้นเมืองแห่งอนาคต750 ไร่ รังสิต
นอกจากโซนบางใหญ่นนทบุรี เซ็นทรัลพัฒนา ยังเดินหน้าปักหมุดโครงการมิกซ์ยูส ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี หรือกรุงเทพฯตอนเหนือซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่ซื้อสะสมมานาน จากบริษัท ไทยเมล่อนโพลีเอสเตอร์ จำกัด (โรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ในอดีต) เมื่อปี 2554 โดยซื้อต่อมาจากนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพหรือ บสก.อีกทอด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ โดยในระหว่างรอการพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนาได้ขอปรับสีการใช้ประโยชน์ของผังเมือง จากพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเดิม) เป็นพื้นที่สีแดงและได้รับอนุมัติในผังเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็น หนึ่งในแผนลงทุน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 โดยถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งอนาคต
จิณณ์-ศุภาลัยลุยเมืองแห่งการอยู่อาศัย
พื้นที่ไม่ห่างกัน ที่ดิน มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการมิกซ์ยูส Wellness Residencesบนเนื้อที่ 142 ไร่ ย่านรังสิต พัฒนาโดยบริษัทในเครือ THG โดดเด่นด้วยคอนเซปต์เมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รวมคอนโดมิเนียม ศูนย์การแพทย์ (รพ.ธนบุรีบูรณา) และศูนย์ดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับ บมจ. ศุภาลัย ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์ “Community Living Hub” บนที่ดินกว่า 287 ไร่ ย่านรังสิต คลอง 3 โดยดึง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้ามาตั้งแคมปัสภายในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานการศึกษาและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
เปิดโครงข่ายคมนาคมบูม นนทบุรี-ปทุมธานี
ทางด้านความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐสายใหม่ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการในพื้นที่โซนปทุมธานี-นนทบุรี เพื่อให้โครงข่ายทางถนนและระบบราง ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดได้สะดวกมากขึ้น โดยมีโครงการลงทุนครอบคลุมในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังกล่าว จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 158,789 ล้านบาท
สำหรับโครงการแรกที่อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คือ โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกการะยะทาง 16.2 กม.วงเงิน 24,060ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในกลางปี 2571
ขณะที่กรมทางหลวง ลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (ถนนรังสิต – นครนายก ประมาณ กม.25+850) – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา ประมาณ กม.25+000)ระยะทางรวม 13.6 กม. เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา ของกทพ. เช่นเดียวกับโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทาง ยกระดับอุตราภิมุข (M5) ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงินลงทุน 42,055 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 (M9) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (หรือถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ระยะทาง 31 กม.วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกับโครงการ M9 ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามแผนจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573 ส่วนช่วงลาดหลุมแก้ว – บางปะอิน ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 8,930 ล้านบาท
รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ คาดว่าจะเห็นชอบลงนามสัญญาภายในวันที่ 9 ก.ค.2569 คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2572
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/660651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PSHpKhB-rEXmJ0CGDbMjG
