Category: เศรษฐกิจ

  • ‘กอบศักดิ์’ ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ‘กอบศักดิ์’ ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงจากแรงขายหุ้นชิปและเทคโนโลยีที่ปรับขึ้นมามากก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขจ้างงานที่ดีกว่าคาดอาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการจ้างงานรองรับฟุตบอลโลก ไม่ใช่สัญญาณเศรษฐกิจร้อนแรงจนต้องกังวล

    แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเผชิญแรงเทขายจนดัชนี Nasdaq ดิ่งเกือบ 5% แต่ทว่า ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคว่า สื่อสังคมออนไลน์ วิเคราะห์การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยระบุว่า

    'กอบศักดิ์' ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ตลาดตกเพราะกลุ่ม Semiconductors !!!
    เมื่อคืน หุ้นอเมริกา ตกแรงโดยเฉพาะ Nasdaq -4.79%ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขึ้นมามาก
    iShare Semiconductor ETF ในคืนเดียว -10.44%ถือว่าคืนกำไรที่ขึ้นมาเยอะมากในปีนี้เพราะหลังจากหักที่ลงมา 2 วัน iShare Semiconductor ETF ก็ยังบวก 79% จากต้นปีส่วน Dow Jones -735 จุด หรือ-1.42% หุ้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่เทคใน Dow เมื่อคืนก็ยังพอไปได้ท้ายสุด คนบอกว่าจ้างงานดี 172,000 คนเกินคาดกลัวเฟดขึ้นดอกเบี้ย 

    แต่ความจริง ที่ตัวเลขจ้างงานดีเกินกว่าตลาดประมาณไว้อาจจะแค่ชั่วคราวเท่านั้นเพราะปีนี้ บอลโลก จัดที่อเมริกาเริ่ม กลางเดือนนี้ต้องจ้างงานคนมารับในภาคท่องเที่ยวแต่พอจบงานในเดือนกรกฎาคม ก็จะกลับเป็นปกติมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1237275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uoj9NKTIqvlXKwLwTex1T

  • “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ลุยแฉต่อ “ระบบอากง” โชว์แผนผังผลประโยชน์ เปิดชื่อไอ้โม่ง “ปร.” อยู่เบื้องหลังใช้อำนาจ โยกย้ายขรก.กรุงเทพมหานคร | TOPNEWS

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ลุยแฉต่อ “ระบบอากง” โชว์แผนผังผลประโยชน์ เปิดชื่อไอ้โม่ง “ปร.” อยู่เบื้องหลังใช้อำนาจ โยกย้ายขรก.กรุงเทพมหานคร | TOPNEWS

    ในการแถลงข่าว นายคริสได้นำเสนอแผนผังที่อ้างว่าเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับกระบวนการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตที่ร้องเรียนต่อพรรคว่า ผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งเป็น ผอ.เขต จะถูกเชิญไปพูดคุยในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าพบ

    นายคริสกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ไม่เข้าร่วมระบบหรือไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 4 ล้านบาท จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง ขณะที่ผู้ที่ยอมจ่ายอาจได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

    ประธานพรรคเศรษฐกิจยังตั้งข้อสังเกตว่า หากตำแหน่งผู้อำนวยการเขตต้องใช้ต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาท ผู้ดำรงตำแหน่งอาจต้องแสวงหาผลประโยชน์คืนจากพื้นที่รับผิดชอบ โดยระบุว่ามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในหลายฝ่ายของสำนักงานเขต อาทิ ฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม

    นายคริสยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่น การเรียกเก็บเงินจากการออกใบอนุญาตก่อสร้าง การให้บริการรถดูดส้วม การอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร การจัดการขยะ และการดำเนินการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ พร้อมเปิดคลิปเสียงของประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง

    นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับรายได้จากผลประโยชน์ในแต่ละฝ่าย โดยระบุว่าฝ่ายโยธาเป็นหน่วยงานที่สร้างผลประโยชน์สูงที่สุด ขณะที่ฝ่ายอื่น ๆ ก็มีรายได้จากการรับงานหรือกิจกรรมที่ถูกร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน

    นายคริสยังพาดพิงถึงกระบวนการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้อำนวยการเขต โดยอ้างถึงคำสั่งโยกย้ายข้าราชการเมื่อปี 2568 ที่ภายหลังถูกคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร (ก.พ.ค. กทม.) วินิจฉัยให้ยกเลิก เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดเลือก

    พร้อมกันนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหลังมีคำวินิจฉัยดังกล่าว บุคคลบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดิม และต่อมาถูกแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง จึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mn2kzaW4Ujrrbt1ZabS8p

  • ประธานพรรคเศรษฐกิจ กางผังแฉ “ระบอบอากง” ชี้ “ชัชชาติ” ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ | one31.co.th

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กางผังแฉ “ระบอบอากง” ชี้ “ชัชชาติ” ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Pb0g0VEcCZxZiUoiftp2D

  • อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธา ตลาดหุ้นทรุด ค่าเงินอ่อน ต่างชาติลดถือครองพันธบัตร : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธา ตลาดหุ้นทรุด ค่าเงินอ่อน ต่างชาติลดถือครองพันธบัตร : อินโฟเควสท์

    นักลงทุนทั่วโลกกำลังลดความเชื่อมั่นต่ออินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว หลังตลาดหุ้นร่วงลงหนักที่สุดในโลกในปี 2569 ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของประเทศ

    เพียง 5 เดือนหลังจากดัชนี Jakarta Composite Index ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงแล้ว 36% กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดในบรรดาดัชนีกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กติดตาม ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากกว่า 7% และนักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรอินโดนีเซียออกไปคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนคือแนวนโยบายที่มีลักษณะประชานิยมและการแทรกแซงเศรษฐกิจมากขึ้นของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องในประเทศที่เคยได้รับการมองว่าเป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. 2567 ปราโบโวได้ประกาศเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 8% ต่อปี เปิดตัวโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ ขยายบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติดานันทารา (Danantara) ขณะที่มาตรการล่าสุดในการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญโดยตรงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ได้จุดชนวนแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอย่างหนัก

    จอร์จ บูบูราส หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K2 Asset Management กล่าวว่า กระแสการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชียขณะนี้คือการขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยเขาได้ถอนการลงทุนทั้งหมดออกจากประเทศตั้งแต่ปี 2567 หลังจากลงทุนมานานหลายทศวรรษ

    นักลงทุนจำนวนมากมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2568 เมื่อศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเธอถูกมองว่าเป็นผู้รักษาวินัยทางการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะยังคงบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนและดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างชาติ

    ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าวินัยทางการคลังดังกล่าวยังคงได้รับการรักษาไว้หรือไม่ โดยถัง ยวี่ซวน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนประจำภูมิภาคเอเชียของ เจ.พี. มอร์แกน ไพรเวต แบงก์ (J.P. Morgan Private Bank) ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเป็นความเสี่ยงตามแบบฉบับของตลาดเกิดใหม่ และมักทำให้นักลงทุนทั่วโลกชะลอการลงทุนจนกว่าจะมองเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

    ค่าเงินรูเปียห์กลายเป็นตัวสะท้อนความกังวลของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยอ่อนค่าลงราว 14% นับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง และเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียในปี 2569 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ค่าเงินรูเปียห์ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ตลาดออปชันบ่งชี้ว่ายังมีโอกาสอ่อนค่าต่อไป โดยนักลงทุนให้น้ำหนักราว 45% ที่ค่าเงินจะอ่อนค่าถึง 19,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายในเดือนธ.ค. และมีโอกาส 27% ที่จะอ่อนค่าถึง 20,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายใน 1 ปีข้างหน้า

    แกรี ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของออลสปริง โกลบอล อินเวสต์เมนต์ส (Allspring Global Investments) ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า มุมมองเชิงลบต่อค่าเงินรูเปียห์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาคและความน่าเชื่อถือของนโยบาย โดยเฉพาะด้านการคลัง

    แรงกดดันยังลุกลามไปยังตลาดพันธบัตร โดยนักลงทุนต่างชาติได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลง 8.6 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือราว 9% นับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนที่ถือครองพันธบัตรในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐติดลบมากกว่า 8% ในปี 2569 เทียบกับผลตอบแทนบวก 1.6% ของตลาดตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะเข้าแทรกแซงตลาดหลายครั้งก็ตาม

    อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือการที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียถือครองพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 27% ของพันธบัตรทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ราจีฟ เด เมลโล ผู้จัดการพอร์ตของ GAMA Asset Management มองว่า การเข้าซื้อพันธบัตรที่เริ่มต้นจากการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อาจกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

    ความกังวลยังขยายไปถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยอินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนจากสถาบันจัดอันดับหลักในช่วงปี 2555-2560 หลังจากยกระดับวินัยทางการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันนักลงทุนบางส่วนกังวลว่าความสำเร็จดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน หากความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายอ่อนแอลง

    ชาไมลา ข่าน หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และเอเชียแปซิฟิกของยูบีเอส แอสเซท แมเนจเมนต์ (UBS Asset Management) ระบุว่า การได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนเป็นเรื่องยาก แต่สามารถสูญเสียได้ง่าย พร้อมเรียกร้องให้อินโดนีเซียรักษานโยบายที่เคยสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศไว้ต่อไป

    ในช่วงต้นปี 2569 นักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลัง MSCI ส่งสัญญาณว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากดัชนีของ MSCI มีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

    แม้ประเด็นที่ MSCI หยิบยกขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนยุคของปราโบโว แต่มาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลและปรับปรุงกฎเกี่ยวกับสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงขายได้ อานา อิซาเบล กอนซาเลซ เอนซินาส ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Farringdon Asset Management ซึ่งเริ่มขายหุ้นอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2568 ระบุว่า เธอยังไม่มั่นใจว่ามาตรการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นจะมีความโปร่งใสเพียงพอในการแก้ไขปัญหาหลักได้

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของปราโบโวยังคงยืนยันว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า และใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยปราโบโวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อเดือนมี.ค.ว่า ตลาดยังไม่เข้าใจแนวทางของเขา และทุกนโยบายที่ดำเนินการล้วนมุ่งประโยชน์ต่อประชาชนอินโดนีเซีย

    นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแล้ว นักลงทุนยังวิตกต่อความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายจริง ทั้งแผนควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ การใช้จ่ายภาครัฐ และการปราบปรามการทุจริต ซึ่งยังมีรายละเอียดหลายด้านที่ไม่ชัดเจน โมฮิต มีร์ปูรี หุ้นส่วนของ SGMC Capital ระบุว่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้ตลาดไม่ใช่แนวคิดของนโยบาย แต่เป็นความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังมีทางเลือกอื่นในการลงทุน ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI, อินเดียที่ยังดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากแนวโน้มการเติบโตและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงบราซิลที่ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานที่สูงขึ้น

    แม็กซองซ์ วีโซ ผู้ก่อตั้ง Arkevium Capital กล่าวว่า บริษัทมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียต่ำกว่าตลาด และนักลงทุนจำนวนมากกำลังลดการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าปัญหาภายในประเทศเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่สงครามอิหร่านเป็นเพียงตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

    แม้บรรยากาศการลงทุนจะเผชิญแรงกดดัน แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าแนวโน้มระยะยาวของอินโดนีเซียเสียหายอย่างถาวร เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตมากกว่า 5% หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประเทศยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีประชากรราว 280 ล้านคนที่ยังอายุน้อย เพิ่มจำนวนต่อเนื่อง และมีกำลังซื้อสูงขึ้น

    สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านวินัยทางการคลังที่น่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และความโปร่งใสที่มากขึ้นเกี่ยวกับกองทุน Danantara รวมถึงบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ

    นักลงทุนมองว่า ความสามารถของอินโดนีเซียในการสร้างความชัดเจนและคาดการณ์ทิศทางนโยบายได้อีกครั้ง จะเป็นตัวกำหนดว่า เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาได้เร็วเพียงใด และแม้รัฐบาลของปราโบโวจะมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่ท้ายที่สุดยังต้องได้รับการสนับสนุนจากตลาดการเงิน

    บูบูราสระบุว่า อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาพันธมิตรสำคัญอย่างผู้ถือครองพันธบัตร และตราบใดที่ความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา กระแสการขายสินทรัพย์อินโดนีเซียก็น่าจะดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-BS2tJp3GIrVmYz8xpXvx

  • “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    วันนี้ (6 มิ.ย.2569) นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวพร้อมแผนผังเครือข่ายผลประโยชน์ที่หยั่งรากลึก เป็นรากฝอยชอนไชอยู่ทั่วกลไกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ฝ่ายโยธา สำนักการตลาด สภา กทม. งบประมาณกลาง ไปจนถึงงานอีเวนต์ ซึ่งนายคริสเรียกว่าเป็นรัฐบาลเงา ที่เกาะกินเมืองหลวงมายาวนาน พร้อมตั้งคำถามตรงถึ งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของตนได้อย่างไร

    นายคริส กล่าวว่า ศูนย์กลางของเครือข่ายนี้คือบุคคลที่เรียกว่าอากง ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งคนสนิทของบุคคลดังกล่าวเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ผ่านสายสัมพันธ์แบบระบบคนกันเอง โดยมีบุคคลรหัส ปร. ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่เรียกผู้ที่ต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต ไปพบยังเซฟเฮาส์ย่านสุทธิสาร และผู้ที่ต้องการตำแหน่งจะต้องทำให้บุคคลดังกล่าวพอใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือสิ่งตอบแทนอื่น

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    นายคริส กล่าวต่อว่า มีผู้ช่วย ผอ.เขต รายหนึ่งที่ถูกเรียกและไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงิน แจ้งข้อมูลมาว่า ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งตำแหน่งสูงถึงหลักล้านบาท จนตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้ที่ต้องการเป็น ผอ.เขต จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ และมองว่าคำตอบอยู่ที่การคืนทุนผ่านกลไกของสำนักงานเขต

    นายคริส กล่าวอีกว่า ในหนึ่งสำนักงานเขตมีหน่วยงานหลัก 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายโยธา และหลังเปิดรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเพียง 3 วัน ก็มีประชาชนแจ้งเข้ามาจำนวนมาก

    ในส่วนของฝ่ายเทศกิจ นายคริสอ้างว่า ยังพบการเรียกเก็บส่วยจากแม่ค้าริมทางเท้าเช่นเดิม ผู้ที่ไม่จ่ายถูกไล่ที่ ขณะที่มีเรื่องร้องเรียนว่าปล่อยให้ผู้ค้าต่างด้าวเข้ามาใช้พื้นที่แทนผู้ค้าคนไทย ด้านฝ่ายรักษาความสะอาดนำรถและอุปกรณ์ตัดต้นไม้ของ กทม. ไปรับงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยใช้ทรัพยากรของหลวง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน แต่ภาระค่าบำรุงรักษากลับตกอยู่กับ กทม. ซึ่งระบุว่ามีทั้งทะเบียนรถและอัตราค่าบริการเป็นหลักฐาน และพร้อมส่งมอบให้สื่อมวลชนตรวจสอบ

    นายคริส กล่าวว่า ส่วนฝ่ายโยธามีพยานหลักฐานเป็นคลิปเสียงและวิดีโอ ที่สะท้อนว่าประชาชนผู้ยื่นเอกสาร แม้จะปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน อาจต้องรอเป็นเวลานาน หรือในกรณีเลวร้ายอาจถูกเรียกรับเงินที่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมของรัฐ เพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ทั้งนี้ ได้เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมที่หมายเลข 02-055-6765

    นายคริส ยังแสดงลำดับเหตุการณ์ที่ชี้ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง โดยระบุว่าปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ปี 2566 ทว่ากลับนิ่งเฉย กระทั่งเรื่องวนกลับมาอีกครั้งในปี 2569 เริ่มจากหนังสือเลื่อนขั้นข้าราชการลงวันที่ 29 ก.ย.2568 จำนวน 25 ราย ต่อมาวันที่ 25 พ.ย.2568 มีผู้เพิ่งเลื่อนเป็นผู้ตรวจการ 2 ราย ได้เลื่อนต่อเป็น ผอ.เขต ทันที

    กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.2569 มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการ กทม. (ก.พ.ค.กทม.) ว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและกฎก.ก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ซึ่งก.พ.ค.กทม.วินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 16 เม.ย.2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ นายชัชชาติยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ย้ายบุคคลทั้ง 17 รายเข้าสังกัดสำนักปลัด แต่ในวันเดียวกันกลับมอบหมายให้บุคคลกลุ่มนี้ ไปรับผิดชอบงานในแต่ละเขตเสมือนเป็น ผอ.เขต เช่นเดิม

    จนตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีหรือไม่ พร้อมระบุว่ามีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ ปฏิบัติตนในลักษณะ ผอ.เขต และเมื่อมีการสรรหาใหม่ในวันที่ 30 เม.ย.2569 ผลกลับได้บุคคลเดิมกลับสู่ตำแหน่ง ผอ.เขต เดิม ในเขตเดิม ก่อนที่นายชัชชาติจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 18 พ.ค.2569 โดยนายคริสหยิบยกกรณีเขตสะพานสูงและเขตพระนคร ขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ

    “ผมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตั้งคำถาม แต่เสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยข้อมูลการแต่งตั้ง และเลื่อนขั้นข้าราชการทั้งหมด เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ วางหลักเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.เขต ที่โปร่งใสและวัดผลได้ และตัดดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อให้การเลื่อนตำแหน่งกลับมายึดระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบคนกันเอง” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่านายชัชชาติรับรู้รายละเอียดการจ่ายเงินและการเลื่อนขั้นทั้งหมด แต่ในฐานะผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบ วันนี้ตนนำเรื่องนี้มาเตือนว่า คนสนิทที่นายชัชชาติเลือกมากับมือ กำลังแอบอ้างร่มเงาของท่าน เพื่อทำมาหากินแทนการทำงานให้ประชาชนหรือไม่ และย้ำว่าคนกรุงเทพมีสิทธิรู้ว่าเมืองของตนถูกบริหารอย่างไร ก่อนตัดสินใจในวันที่ 28 มิ.ย.นี้

    อ่านข่าว :

    “ชัชชาติ” ท้าเปิดหลักฐานซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้านบาท

    “ชัชชาติ” ปัดระบบอากง ยันไร้ผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมรับทุกการตรวจสอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506771&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jibNf7JKeaSJk9AMZtl_5

  • “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือสำคัญในการวัดอุณหภูมิกำลังซื้อของระชาชน และเป็นกลไกเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่หลายภาคส่วนยังรอการฟื้นตัวอย่างเต็มศักยภาพ

    สาระสำคัญของมาตรการไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ หากประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในรายได้และอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจรายย่อย ร้านค้าชุมชน และ ผู้ประกอบการท้องถิ่น จะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบโดยตรง

    เศรษฐกิจฐานรากถือเป็นเส้นเลือดฝอยของระบบ “เศรษฐกิจไทย” แม้อาจไม่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในทันที แต่เป็นกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความเข้มแข็งของชุมชนทั่วประเทศ การกระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับล่าง จึงมีความหมายมากกว่าการกระตุ้นตัวเลขจีดีพีในระยะสั้น

    สิ่งที่น่าพิจารณาคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังมีลักษณะไม่สมดุล บางภาคธุรกิจเติบโตจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น การดำเนินมาตรการที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนตัวเล็กจึงเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะต้องวัดจากประสิทธิภาพในการกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระบบ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เม็ดเงินดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด

    ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะแรงงาน การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็ก และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าและบริการในชุมชน

    “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากภายใน เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ มีงานทำ และมีกำลังซื้อที่มั่นคง เศรษฐกิจฐานรากก็จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังรออยู่ข้างหน้า การสร้างการเติบโตที่กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง คือ คำตอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสามารถเปลี่ยนพลังซื้อของคนไทย ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,207 วันที่ 7 – 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/660687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0otepyHamdRpDWJd5CYuUd

  • จีน-ลาวกระชับสัมพันธ์ครบ 65 ปี ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน | เดลินิวส์

    จีน-ลาวกระชับสัมพันธ์ครบ 65 ปี ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ให้การต้อนรับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ในโอกาสเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของผู้นำจีน เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

    ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากทางรถไฟจีน-ลาว และขยายความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม

    นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีมิตรภาพลาว-จีน ซึ่งทั้งสองประเทศคาดหวังว่า จะช่วยกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว.

    เครดิตภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f7y_OCO84ylWK8BycUOF0

  • พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ

    พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ

    พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ณ ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดตราด โดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พร้อมด้วยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด, นายอำเภอ, เทศบาลเมืองตราด, บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม ตราด จำกัด, ภาคธุรกิจตราด, ผู้นำชุมชน, เครือข่ายโอท็อป (OTOP), ภาคประชาชน และสำนักงานพัฒนาชุมชนทั้ง 7 อำเภอ เข้าร่วมระดมความคิดเห็นอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกันวางแนวทางยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การค้นหาแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ โดยมีประเด็นไฮไลต์ที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้

    • ถอดบทเรียนความสำเร็จระดับประเทศ: ที่ประชุมได้หยิบยกโมเดลการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่าง “ดอนกอยโมเดล” จังหวัดสกลนคร ที่เปลี่ยนผ้าครามพื้นถิ่นให้มีมูลค่าสูง และกรณีศึกษา “ส้มซ่า บ้านวังส้มซ่า” จังหวัดพิษณุโลก ที่ใช้เวลา 12 ปี ฟื้นฟูสมุนไพรท้องถิ่นจนขึ้นทะเบียน GI และสร้างเรื่องเล่า (Storytelling) เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน
    • แนวคิดการพัฒนาแบบ “เบา เร็ว ประหยัด”: โครงการนี้จะใช้หลัก Placemaking และ Tactical Urbanism ซึ่งเน้นการปรับปรุงพื้นที่ด้วยต้นทุนต่ำแต่ทำได้รวดเร็ว โดยยึดคาถาสำคัญคือ “ลอกโครงสร้างความสำเร็จ ไม่ลอกเลียนแบบหน้าตา” เพื่อให้ย่านสร้างสรรค์ของแต่ละอำเภอสะท้อนอัตลักษณ์ที่แท้จริงจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา “ทำซ้ำรูปแบบเดียวกันจนไร้เสน่ห์”
    • เปิดไอเดีย “ของดี” จาก 7 อำเภอ: ตัวแทนแต่ละพื้นที่ได้ร่วมนำเสนอศักยภาพเบื้องต้นอย่างน่าสนใจ เช่น อำเภอเมืองตราด เสนอย่านบ้านไม้โบราณคลองบางพระและจุดเช็กอินกิโลเมตรสุดท้ายของถนนสุขุมวิท, อำเภอแหลมงอบ ชูวิถีชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรมและงอบน้ำเชี่ยว, อำเภอเขาสมิง ชูหอยนางรม GI แม่น้ำเวฬุ, อำเภอบ่อไร่ นำเสนอวัฒนธรรมล้านนาและขนมฮาลาวา, อำเภอเกาะช้าง ชูทุเรียนชะนี GI และน้ำตกธารมะยม, อำเภอเกาะกูด เล็งพื้นที่อ่าวใหญ่-อ่าวสลัดชูสมุนไพรลูกสำรอง และ อำเภอคลองใหญ่ ชูความเป็นพหุวัฒนธรรมและอาหารท้องถิ่น

      การขับเคลื่อนต่อจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกอำเภอกลับไปลงพื้นที่จัดทำ Focus Group ร่วมกับคนในชุมชนภายในเวลา 1 เดือน โดยใช้หลัก 4 ขั้นตอน คือ “คุยให้สนิท ปรึกษาหารือ ชวนกันทำ และทุกคนได้รับประโยชน์” โดยมีบริษัท อำเภอพอเพียง จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) เป็นพี่เลี้ยงร่วมลงพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนมีความสุขและร่วมเป็นเจ้าของพื้นที่ในการพัฒนาอย่างแท้จริง

      ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดหวังว่าจะเกิดการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ขนาดเล็กอย่างน้อย 1 จุดในแต่ละอำเภอ ที่สามารถสร้างรายได้ให้หมุนเวียนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงทั้ง 7 จุดเข้าด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายสร้างสรรค์ภายใต้แบรนด์ร่วมของจังหวัดตราดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2937703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jRvBmfsJSgZTifEApuLCD

  • ทำใจค่าครองชีพแพง เงินเฟ้อพ.ค.เพิ่ม 2.79% แนวโน้มสูงต่อเนื่อง

    ทำใจค่าครองชีพแพง เงินเฟ้อพ.ค.เพิ่ม 2.79% แนวโน้มสูงต่อเนื่อง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u7ZNqialBW8B1xn2Ey5Uo

  • เมืองกวางโจวเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573

    เมืองกวางโจวเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองกวางโจว ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (15th Five-Year Plan for Economic and Social Development of Guangzhou) โดยตั้งเป้าหมายยกระดับเมืองกวางโจวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับโลก พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมืองกวางโจวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 6 ล้านล้านหยวนภายในปี 2578 หรือเกือบสองเท่าของปี  2566 ภายใต้แนวคิด “สร้างเมืองกวางโจวยุคใหม่” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

    แผนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการสร้างเศรษฐกิจคุณภาพสูง โดยเมืองกวางโจวเตรียมเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่เกือบ 600 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านหยวน ครอบคลุมทั้งท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง พื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) และโครงการพัฒนาเมืองใหม่ เพื่อยกระดับบทบาทของเมืองกวางโจวให้เป็นศูนย์กลางคมนาคม การค้า และการลงทุนของภูมิภาคอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงที่สุดของจีน

    สิ่งที่น่าจับตามองคือ การที่เมืองกวางโจวประกาศชัดเจนว่าจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมชีวการแพทย์ พลังงานใหม่ ระบบกักเก็บพลังงาน เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) และอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตในระดับเลขสองหลักต่อปี พร้อมผลักดันให้เมืองกวางโจวเป็นฐานการผลิตจอแสดงผลและเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของประเทศ รวมถึงเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เกิน 1 ล้านล้านหยวนต่อปี

    สำหรับประเทศไทย การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของเมืองกวางโจวถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยกำลังส่งเสริมในพื้นที่ EEC เช่นเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านชิ้นส่วน วัตถุดิบ และบริการทางเทคโนโลยี  อาจมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ของจีนมากขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากรในเมืองกวางโจว คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อความต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้านำเข้าคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่จีนตอนใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ผลไม้สด อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง สินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของเมืองกวางโจว ทั้งท่าเรือหนานซา เครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการกระจายสินค้าระหว่างไทยกับจีน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และยกระดับความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ซึ่งจะเอื้อต่อการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกวางตุ้งและพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า ที่มีประชากรกว่า 86 ล้านคนและมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในการขยายตลาด สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    แผนพัฒนาฉบับใหม่ของเมืองกวางโจว ซึ่งสอดคล้องกับแผนระดับมณฑลและระดับประเทศของจีน สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนก็ตาม จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจีนตอนใต้

    ทั้งนี้ การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเมืองกวางโจว จะช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า และเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะยาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูง สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้ประกอบการไทยจึงควรใช้ประโยชน์จากช่องทางการค้าและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับคู่ค้าในภูมิภาคดังกล่าวต่อไป

    ———————————

    แหล่งข้อมูลhttps://www.gz.gov.cn/xw/xwfbh/content/post_10834877.html

    https://epaper.nfnews.com/nfdaily/html/202605/30/content_10171885.html

    รูปภาพ: https://www.sohu.com/a/1029496568_362042

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wlo661bbmog9rm15wqu5lpqb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xezDkK0_qGYwc8gF-E5LG