Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

    รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.17 น.

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย สะท้อนกำลังซื้อฟื้นทั่วประเทศ

    7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

    ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cW7FXN3qg0oeE51joeREe

  • โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

    โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

    7 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความหลากหลายทางเพศ 2026” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,238 คน (ส ารวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.61 รู้ว่าเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่ ร้อยละ 32.39 ไม่รู้ สำหรับความคิดเห็นต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ปัจจุบันกลุ่มตัวอย่างมองว่าคนไทยเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ร้อยละ 79.32 เมื่อถามถึงระดับการยอมรับในสังคมรอบตัว ณ วันนี้พบว่าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.30 และเห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจในสังคมต่อไป ร้อยละ 65.27

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าสังคมไทยก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่าทุกคนควรได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันยังคาดหวังให้ภาครัฐเดินหน้าสร้างความเข้าใจ ขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย สะท้อนว่าความเท่าเทียมในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับ แต่กำลังก้าวไปสู่การได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้ก้าวผ่านจุดที่เป็นเพียงการยอมรับไปสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้เชิงประจักษ์และการผลักดันความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ในเทศกาล Pride Month และมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม

    อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการยอมรับในสังคมรอบตัวจะอยู่ในเกณฑ์สูงและคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่อคติทางเพศยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคมนำมาสู่โจทย์ท้าทายที่ประชาชนส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้าง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง ทั้งการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย รากฐานเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความพร้อมของสังคม ไปสู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cHb1U1C8-XP8EXCSZciir

  • ดาวโจนส์ปิดตลาด วิเคราะห์ก่อนเปิดตลาด 08/06/69

    ดาวโจนส์ปิดตลาด วิเคราะห์ก่อนเปิดตลาด 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JdlEVblZHA1M6gsyAr4-4

  • 4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    By

    มิถุนายน 6, 2026

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    สรุปข่าว
    • ตลาดปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) ส่งสัญญาณผสมกันทั้งขาขึ้นขาลงสินทรัพย์หลายตัวมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่างกันออกไปเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ต่างกันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
    • นักลงทุนที่ลงทุนเฉพาะในกลุ่ม S&P 500 ผ่านกองทุนหรือ DR ในปีที่ผ่านมาได้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่การโฟกัสในสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงเจ็บตัวหนักเมื่อเกิดการปรับฐานได้เช่นกัน
    • กลยุทธ์ DCA และปรับสมดุลพอร์ตทุก 6 เดือนในพอร์ตแบบ 60/30/10 คือกลยุทธ์ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในหลายรอบตลาดและเหมาะกับนักลงทุนไทยทุกระดับ

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    บทความนี้เน้นกลยุทธ์การจัดพอร์ตระยะยาวรวมถึงพูดภาพรวมโมเมนตัมของตลาดที่เกิดขึ้นทั้งกับ S&P 500 และทองคำ แต่ Bitcoin และหุ้นไทยอาจจะยังต้องการตัวจุดชนวนครั้งใหม่อยู่

    ทำไมการกระจายความเสี่ยงถึงสำคัญ?

    หากเราลองดูในหลาย ๆ ตลาดทั้งหุ้น, ทองคำหรือคริปโตเองก็ดี เราจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของตลาดแต่ละอันนั้นมีความผันผวนและต่างกันไปในแต่ละตลาด ซึ่งหากเราโฟกัสหรือพุ่งเป้าลงทุนที่สินทรัพย์ประเภทเดียว แล้วเกิดมันร่วงแรงขึ้นมา นั่นคือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตของเรานั้นคือชะตาที่ขึ้นกับสินทรัพย์ที่เราเทหน้าตักตัวเดียว

    บทความนี้เขียนมาสำหรับคนที่อยากจัดพอร์ตให้ “นอนหลับได้” แม้ตลาดจะผันผวนไม่ต้องมีเงินหลักล้าน เริ่มต้นได้เลยตั้งแต่หลักพันบาท

    วิธีกระจายความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    วิธีที่ 1: กระจายสัดส่วน 60/30/10 โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

    นี่คือกลยุทธ์ที่ใช้ได้กับทุกสินทรัพย์เพียงแต่ปรับสัดส่วนตามความเหมาะสมตัวอย่างอาจเป็นการลงทุนในหุ้น 60%, ตราสารหนี้/พันธบัตร 30% และทองคำหรือสินทรัพย์ทางเลือกอีก 10%

    ในฝั่งหุ้นเราแบ่งเป็น 2 ส่วน — หุ้นไทย (SET50/SET100 index fund) และหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะ S&P 500 อีกเพราะ SET ไทยยังติดกับดักในการเติบโตขณะที่ S&P 500 ทำ All Time High ต่อเนื่อง

    ฝั่งตราสารหนี้ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือพันธบัตรรัฐบาลเป็นตัวช่วยกันกระแทกเมื่อหุ้นร่วง ดอกเบี้ยไทยปัจจุบัน 2.5% ยังพอให้ผลตอบแทนบวกได้

    วิธีที่ 2: DCA Bitcoin 5–10% — สะสมทีละน้อย อย่า All-in

    Bitcoin ราคากำลังลงมาทดสอบ $60,000 ในช่วงนี้หากเทียบกับราคา ATH ที่ราว $120,000 นับได้ว่าราคาลงมาแล้ว 50% การเก็บติดพอร์ตไว้ก็อาจเป็นทางเลือกให้นักลงทุนได้พิจารณาแต่อาจไม่เกิน 5–10% ของพอร์ต

    ตัวอย่างการ DCA Bitcoin สำหรับพอร์ต 100,000 บาท เราตั้งซื้อ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ ครบปีก็จะเป็นจำนวนเงิน 52,000 บาท โดยสามารถเลือกหาดูแพลตฟอร์มที่ลงทะเบียนถูกต้องกับ ก.ล.ต. ในไทยเช่น Bitkub หรือ Upbit ในการเลือกพิจารณา

    ข้อควรระวัง: Bitcoin ยังผันผวนสูง ปีที่ผ่านมาเคยร่วงกว่า 30% ใน 3 สัปดาห์ อย่าลงเงินที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และห้ามใช้ leverage ใดๆ ในสัดส่วนนี้

    วิธีที่ 3: S&P 500 ผ่าน DR— ลงทุนอเมริกาได้ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ

    S&P 500 ที่ทำ ATH ต่อเนื่อง แต่ทำไมนักลงทุนไทยยังต้องลงทุนตรงนี้? เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10–12% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินฝากประจำไทยที่ 1–2% อย่างมาก

    สำหรับนักลงทุนไทย ช่องทางที่ง่ายที่สุดคือ DR ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่อ้างอิงกับ ETF ต่างประเทศ ทำให้ซื้อ S&P 500 ผ่านบัญชีหุ้นไทยปกติได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศเพิ่ม

    ทางเลือกที่มีในไทย:

    SP500US80 ของ Krungthai — DR ที่อ้างอิง 1 หุ้น S&P 500 ETF ต่อ DR 1,000 หน่วย เริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

    กองทุน SCBS&P500 ของไทยพาณิชย์ — ลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF บริหารโดย BlackRock ระดับความเสี่ยง 6

    แอพ AomWise จาก Yuanta รวมทุกสินทรัพย์ไว้ในแอพเดียว ทั้งกองทุนรวม DR และ ETF ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน และตั้ง DCA ลงทุนอัตโนมัติได้ทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน

    ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงค่าเงิน USD/THB ถ้าบาทแข็งค่า ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาเป็นบาทจะลดลงสามารถพิจารณากองทุนแบบ Hedged ถ้ากังวลเรื่องนี้

    วิธีที่ 4: ทองคำ 10–15% สินทรัพย์หลุมหลบภัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในปี 2569

    ทองคำปัจจุบันอยู่ใกล้จุดสูงสุด แต่ยังมีช่วงขาขึ้นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะวิ่งทะลุเกิน $5,000 ได้ภายในสิ้นปี ด้วยแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังซื้อทองเพิ่มต่อเนื่อง และดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

    3 ช่องทางลงทุนทองสำหรับคนไทย:

    Gold ETF บนตลาดหลักทรัพย์: SPDR Gold Shares (GLD) หรือ iShares Gold Trust ที่สามารถซื้อผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับ DR ราคาติดตาม spot gold โดยตรง ค่าธรรมเนียมต่ำราว ๆ 0.15-0.40% ต่อปี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการถือทองผ่าน ETF

    Gold Saving Account: หลายธนาคารไทยมีบัญชีทองคำออนไลน์ เริ่มต้นซื้อได้ตั้งแต่ 0.001 กรัม สะดวกรวดเร็วไม่ต้องจัดการกับทองคำที่เป็นรูปธรรม

    ทองแท่ง: เหมาะกับผู้ที่ต้องการ “ถือจริง” แต่มีค่า premium ในการซื้อขายสูงกว่าราว 2-3% และต้องจัดการเรื่องความปลอดภัยซึ่งสามารถดูราคาปัจจุบันได้ที่ goldtraders.or.th


    ตลาดผันผวนไม่ใช่ศัตรู มันคือธรรมชาติของการลงทุน สิ่งที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนไม่ใช่ตลาด แต่คือ “อารมณ์” ที่ทำให้ซื้อตอนราคาสูงและขายตอนราคาต่ำ

    พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงดีจะช่วยสร้างความสบายใจให้เราได้มากขึ้นในช่วงที่บางอย่างร่วง เพราะอีกอย่างกำลังขึ้น Bitcoin อาจปรับฐาน แต่ทองคำยังสูง หุ้นไทยอาจซึม แต่ S&P 500 ทำ ATH นั่นคือพลังของการกระจายความเสี่ยง

    ⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน กรุณาศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

    ที่มา : SET, Yuanta, CIMB, InnovestX, CoinGecko, GoldTraders

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/06/06/how-can-thai-investors-survive-volatile-market/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BwT-x25A3oDsCxvqaIDXj

  • ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้าขนาดใหญ่ใน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่มีการปลอมใบอนุญาต มอก. ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง นำเข้าสินค้าที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมเข้ามาจำหน่าย 

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสินค้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. และแสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำนวน 33,383 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นการดำเนินการด้านความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ซึ่งจะมุ่งไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งระบายสินค้าคุณภาพต่ำ และผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด จึงเร่งปราบปรามกวาดล้างสินค้าด้อยคุณภาพดังกล่าว โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทั้งไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง พาวเวอร์แบงก์ จะต้องไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้ารายหนึ่ง ว่าเป็นผู้เสียหายที่ถูกแอบอ้างนำใบอนุญาต มอก. ของตนไปใช้ สมอ. จึงได้ขยายผล ในทางลับอย่างต่อเนื่อง จนได้พบพิกัดของคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งนี้

    จึงได้รายงานต่อคณะกรรมการฯ ทราบและลงพื้นที่ตรวจสอบทันที เบื้องต้นพบว่าคลังสินค้าดังกล่าวจดทะเบียนในรูปบริษัท มีกรรมการบริษัทเป็นชาวจีน และยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แต่ได้มีการแอบอ้างใช้ใบอนุญาตของผู้นำเข้ารายอื่นนำสินค้าเข้ามา จากการตรวจสอบภายในคลังสินค้าดังกล่าว พบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. 

    และแสดงเครื่องหมาย มอก. แต่ไม่ได้รับใบอนุญาต ได้แก่ หม้อไฟฟ้าเอนกประสงค์ จำนวน 1,219 หน่วย เตาไฟฟ้า จำนวน 906 หน่วย ปลั๊กพ่วง จำนวน 10,617 หน่วย รางปลั๊กไฟ จำนวน 899 หน่วย สวิตช์ไฟฟ้า จำนวน 180 หน่วย เต้ารับ จำนวน 250 หน่วย แบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือช่าง จำนวน 144 หน่วย Adapter จำนวน 1,414 หน่วย และไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม และเครื่องนวด จำนวน 17,754 หน่วย รวมจำนวนทั้งสิ้น 33,383 หน่วย มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท 

    จึงยึดอายัดไว้ทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งโทษของผู้ประกอบการรายนี้ คือ นำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแสดงเครื่องหมายมาตรฐานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M9cvQ2T44L0_OX9Uog8mi

  • เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    Loading…

    เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-195&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21nzEkwwAvMppCHT9ylnJK

  • สรุป 5 ประเด็นใหญ่ ‘ปูติน’ ผู้นำรัสเซียพูดอะไรในเวที SPIEF 2026

    สรุป 5 ประเด็นใหญ่ ‘ปูติน’ ผู้นำรัสเซียพูดอะไรในเวที SPIEF 2026

    ในเวที ‘ดาวอส รัสเซีย 2026’ ปูตินส่งสารชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อำนาจทางเศรษฐกิจค่อยๆ เคลื่อนจาก ‘ตะวันตก’ สู่กลุ่ม ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ใน BRICS พร้อมยืนยันว่า ‘รัสเซียยังไม่ถูกโดดเดี่ยว’ แม้ต้องเผชิญสงครามและมาตรการคว่ำบาตร

    เวทีประชุมเศรษฐกิจ ‘SPIEF 2026’ หรือ “ดาวอส รัสเซีย” ซึ่งเป็นงานประชุมเศรษฐกิจนานาชาติประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียได้รับการ “จับตามอง” มากเป็นพิเศษจากทั่วโลกในปีนี้ เมื่อถูกยูเครนยิงโดรนถล่มโรงกลั่นในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิ.ย. เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น และยังเป็นการโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ในขณะที่รัสเซียกำลังถูกจับตามองอยู่แล้วในฐานะมหาอำนาจทรัพยากรของโลกที่พึ่งพาได้ในยามที่ทั่วโลกปั่นป่วนจากสงครามในตะวันออกกลางมานานกว่า 3 เดือน  

    ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การปรากฎตัวของประธานาธิบดีปูตินในงานประชุม SPIEF 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ซึ่งแม้ว่าแกนหลักของสารจากผู้นำสูงสุดของรัสเซียจะยังคงเป็นประเด็นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวิสัยทัศน์อนาคต แต่ระหว่างช่วงการตอบคำถาม Q&A ในเวทีหลักก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองและการตอบกลับ “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน 

    จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ เวทีหลักของงาน SPIEF ในปีนี้ ปูตินใช้เวลาในการกล่าวสุนทรพจน์นานถึง 45 นาที ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่นานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในงานนี้ แม้จะไม่นานถึงชั่วโมงเหมือนเมื่อปี 2022 และ 2023 ก็ตาม ใน ขณะที่เซสชั่นหลักครั้งนี้ซึ่งยังประกอบด้วยประธานาธิบดีชาฟคัต มีร์ซิโยเยฟ แห่งอุซเบกิสถาน, ประธานาธิบดีซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน แห่งแทนซาเนีย และรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีน ซึ่งมีการกล่าวสุนทรพจน์บนเวที และมีช่วงเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบหลังจากนั้น กินเวลานานหลายชั่วโมง

    ผู้สื่อข่าว “กรุงเทพธุรกิจ” ซึ่งเข้าร่วมการประชุม SPIEF 2026 รายงานสรุปไฮไลท์เวทีการปรากฎตัวของปูตินจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ดังนี้    

    1. BRICS นำศก.ซีกโลกใต้แซงหน้า ‘G7’ ไปแล้ว

    ปูตินใช้ช่วงต้นของการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีใหญ่ในงาน SPIEF 2026 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ตอกย้ำว่ากลุ่มประเทศ “บริกส์” (BRICS) ได้แซงหน้ากลุ่มประเทศ “G7” ไปแล้ว โดยศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวจากประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) ที่นำโดยบริกส์

    ปูตินระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงเศรษฐกิจ” ที่เห็นได้จากการขยายตัวของประชากร ชนชั้นกลาง ภาคอุตสาหกรรม และตลาดภายในประเทศของหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา โดยย่ำว่า “นี่ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย”

    ผู้นำรัสเซียยกตัวเลขว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 49% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมาจากกลุ่มบริกส์ ขณะที่จี 7 คิดเป็นสัดส่วนเพียง 18% ส่วนในระหว่างปี 2020-2025 ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเฉลี่ย 4.1% ต่อปีนั้น ในจำนวนนี้มาจากแรงหนุนของกลุ่มบริกส์ถึง 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จี 7 มีส่วนเพียง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ปัจจุบันบริกส์มีสัดส่วนจีดีพีโลกตามกำลังซื้อ (PPP) อยู่ที่ 40% เมื่อเทียบกับจี 7 ที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 29% โดยบริกส์แซงหน้ามาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว และช่องว่างดังกล่าวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินยังอ้างการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ว่ากลุ่มบริกส์จะยังเติบโตมากกว่า 4% ต่อปีในระยะข้างหน้า ขณะที่จี 7 มีแนวโน้มเติบโตเพียงประมาณ 1.1% ต่อปี

    “ศูนย์กลางของการค้าโลกและระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว” ปูตินกล่าว พร้อมย้ำว่าการเติบโตของซีกโลกใต้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า และจะส่งผลให้การค้า การลงทุน และเงินทุนทั่วโลกค่อยๆ เคลื่อนตัวตามไปยังภูมิภาคเหล่านี้มากขึ้น

    2.  ‘รัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว’

    หนึ่งในช่วงที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดเกิดขึ้นระหว่างช่วงถามตอบ Q&A เมื่อผู้ดำเนินรายการหยิบจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 130 ประเทศในเวที SPIEF 2026 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับข้อกล่าวหาของชาติตะวันตกที่ว่ารัสเซียกำลังถูกโดดเดี่ยวว่า “นี่ดูเหมือนประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวหรือไม่?”

    ปูตินตอบทันทีว่า “การโดดเดี่ยวไม่เคยเกิดขึ้น” พร้อมกล่าวว่าความพยายามแยกรัสเซียออกจากเศรษฐกิจโลกเริ่มต้นจากรัฐบาลสหรัฐในอดีต ก่อนที่หลายประเทศในยุโรปจะดำเนินตาม แต่ในทางปฏิบัติรัสเซียยังคงรักษาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเอาไว้ได้

    ผู้นำรัสเซียชี้ว่าแค่มองไปรอบห้องประชุมก็สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดย SPIEF 2026 มีผู้แทนจากกว่า 130 ประเทศเข้าร่วมทั้งจากเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา

    ขณะที่ “สหรัฐ” เองก็มีผู้แทนเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึง “ร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์”(Rodney Mims Cook Jr.) ประธานคณะกรรมการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งมาร่วมประชุมพร้อมกับตัวแทนจากภาคธุรกิจของอเมริกา และนับเป็นการเข้าร่วมของคนในรัฐบาลสหรัฐครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี

    นอกจากนั้น ปูตินยังยกตัวอย่างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอยู่ แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ในระดับตึงเครียด โดยระบุว่ารัสเซียยังคงส่งออกก๊าซ LNG สู่ตลาดโลก และแอลเอ็นจีล็อตแรกจากหนึ่งในโครงการใหม่ได้ถูกส่งไปยังสหรัฐแล้วด้วย ขณะเดียวกันรัสเซียยังคงส่งออกยูเรเนียมให้แก่ลูกค้าในบางประเทศซึ่งรวมถึงสหรัฐเช่นกัน โดยปูตินระบุว่า “ชาวอเมริกันเป็นคนมีเหตุผล หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็จะทำ”

    3. โลกกำลังสร้าง ‘ระเบียบการค้าใหม่’ ที่ไม่ต้องผ่านตะวันตก

    อีกหนึ่งประเด็นที่ปูตินให้ความสำคัญบนเวที SPIEF 2026 คือ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก ซึ่งเขามองว่ากำลังค่อยๆ ลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตกลง

    ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า ในอดีตแม้แต่การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคยูเรเชียด้วยกันเองก็ยังต้องอาศัยระบบการชำระเงิน การประกันภัย การขนส่ง และกลไกทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้ประเทศที่สาม ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมและสร้างความพึ่งพาทางการเมืองไปพร้อมกัน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกันมากขึ้น ขณะที่เส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์สายใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคยูเรเชีย ไม่ว่าจะเป็นระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ (North-South Corridor) เส้นทางขนส่งข้ามอาร์กติก (Trans-Arctic Transportation Route) หรือเครือข่ายขนส่งผ่านทะเลแคสเปียน เอเชียกลาง ทะเลดำ และตะวันออกกลาง

    ปูตินยกตัวเลขว่า สัดส่วนของกลุ่ม BRICS ในการส่งออกสินค้าโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และในปีล่าสุดคิดเป็นเกือบ 25% ของการส่งออกทั่วโลกแล้ว ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก BRICS เองก็เพิ่มขึ้นจนสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    4. ยังมั่นใจเศรษฐกิจแม้เผชิญสงคราม-คว่ำบาตร

    อีกหนึ่งคำถามสำคัญในช่วง Q&A คือ รัสเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่ประเทศยังเผชิญทั้งสงคราม มาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียเพิ่งเผชิญภาวะการลงทุนลดลง 2.3% ในปีก่อนหน้า แต่กลับประกาศเป้าหมายการลงทุนและการพัฒนารอบใหม่ที่มีความทะเยอทะยาน พร้อมถามว่ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างไรท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้

    ปูตินยอมรับว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานย่อมสร้างความเสียหายและไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ย้ำว่านักลงทุนรายใหญ่และธุรกิจระยะยาวไม่ได้ตัดสินใจจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดประกอบกัน

    ผู้นำรัสเซียระบุว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตร แต่ตลาดภายในประเทศยังคงเติบโต ขณะที่ความเป็นอยู่ของประชาชนปรับตัวดีขึ้น โดยรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมที่วางไว้ หนึ่งในตัวเลขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เป้าหมายลดระดับความยากจนลงเหลือ 7% ภายในปี 2030 ซึ่งรัสเซียระบุว่าสามารถลดลงมาอยู่ที่ 6.7% ได้แล้วในปี 2026 หรือเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้หลายปี

    นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียยังยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดในบางช่วงเพื่อควบคุมภาวะเศรษฐกิจ แต่ยอมรับว่า “อัตราดอกเบี้ยในระดับสูง” อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในระยะสั้น

    ปูตินย้ำความเชื่อมั่นด้วยว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันทางอากาศควบคู่กันไป พร้อมยืนยันว่าประเทศยังคงเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือจากต่างประเทศ โดยความเสี่ยงจากสงครามและการคว่ำบาตรยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ แต่รัฐบาลเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและศักยภาพของตลาดภายในประเทศยังเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนที่มองการเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป

    5. ตอบจม.เซเลนสกี ‘ผมจะไม่พบคนที่เขียนจดหมาย’

    แม้ SPIEF จะเป็นเวทีเศรษฐกิจ แต่ช่วงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับ “สงครามยูเครน” และช่วงที่ผู้ดำเนินรายการหยิบยกจดหมายเปิดผนึกของประธานาธิบดียูเครน “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” ขึ้นมาในช่วง Q&A ซึ่งจดหมายเรียกร้องให้มีการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย พร้อมถามว่า “ปูตินพร้อมจะพบกับผู้นำยูเครนหรือไม่”

    ปูตินตอบว่าเขาได้เห็นจดหมายดังกล่าวแล้ว แต่ยืนยันว่าเขาไม่เคยปฏิเสธการพบปะโดยหลักการ หากการหารือมีสาระสำคัญและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

    “ผมไม่ได้ปฏิเสธการพบปะ แต่จะไม่พบเพียงแค่มาพบกัน”

    ปูตินกล่าวว่าการเจรจาระดับผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “เตรียมข้อตกลง” โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายล่วงหน้าแล้วเท่านั้น พร้อมอ้างถึงประสบการณ์จากการเจรจาในอดีต รวมถึงข้อตกลงมินสค์ (Minsk Agreements) ซึ่งเขามองว่าถูกใช้เพื่อซื้อเวลาให้ยูเครนเสริมกำลังทางทหาร

    อย่างไรก็ตาม ช่วงที่สร้างเสียงฮือฮามากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผู้ดำเนินรายการถามย้ำว่า “นั่นหมายความว่า เขาจะไม่พบกับเซเลนสกีใช่หรือไม่” 

    “ผมจะไม่พบกับคนที่เขียนจดหมายนั้น” ปูตินตอบอย่างชัดเจน พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้างว่ากองกำลังยูเครนโจมตีหอพักวิทยาลัยในลูฮันสก์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระบวนการเจรจาหยุดชะงัก

    นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าเขายังคงให้ความเคารพต่อทรัมป์ในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” และมองว่า “สหรัฐสามารถมีบทบาทในฐานะผู้รับประกันข้อตกลงใดๆ ในอนาคตได้ แต่ประเด็นสำคัญทั้งหมดจะต้องได้รับการแก้ไขโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1237290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aWc1rTVeSMJjNDA9J8bDk

  • แฉจุฬาคอนเนกชัน พรรคเศรษฐกิจขย่ม‘ชัชชาติ’ระบอบอากงมี‘ปร.’มือขวา

    แฉจุฬาคอนเนกชัน พรรคเศรษฐกิจขย่ม‘ชัชชาติ’ระบอบอากงมี‘ปร.’มือขวา

    เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เดือด! พรรคเศรษฐกิจแฉ  “ระบอบอากง” บงการแต่งตั้ง-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต 4 ล้าน แฉพิกัดลับสุทธิสารซุก “จุฬาคอนเนกชัน-ปร.” บดบังอำนาจ “ชัชชาติ” มาตั้งแต่ปี 2566 ก่อนถอนทุนคืนจากหาบเร่แผงลอย จี้เคลียร์ด่วนก่อนเลือกตั้ง

    เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยนายคริสกล่าวว่า มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทในการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ออกมาชี้แจงและดำเนินการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

    นายคริสกล่าวว่า สิ่งที่นำมาเปิดเผยไม่ใช่การโจมตีทางการเมืองหรือการดิสเครดิตบุคคลใด แต่ต้องการสะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังคงเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แม้ว่านายชัชชาติจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีภาพลักษณ์โปร่งใสก็ตาม แต่ “ระบอบอากง”  เปรียบเสมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเงา ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางและจัดการงานสำคัญภายใน กทม. ขณะที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งต่างๆ เท่านั้น ทั้งนี้ “อากง” เป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่า “จุฬาคอนเนกชัน”

    นอกจากนี้ นายคริสยังกล่าวถึงบุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “ปร.” เป็นอดีตผู้อำนวยการเขต ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาของ “อากง” และมีบทบาทดูแลหน่วยงานสำคัญ 4 ฝ่าย  ได้แก่ ฝ่ายโยธา, ฝ่ายเทศกิจ, ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

    เขายังกล่าวว่า ได้รับข้อมูลร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลายรายว่า การแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตมีการเรียกรับเงิน หรือ “ค่าเก้าอี้” สูงถึง 4 ล้านบาท  โดยผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าพบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในระหว่างการพูดคุย โดยหากไม่มีการจ่ายเงิน ก็อาจไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้อำนวยการเขตในหลายพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างถึง เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    นายคริสเผยว่า เมื่อมีการลงทุนจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งบางรายจึงพยายามเรียกคืนผลประโยชน์ ผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแล เช่น การค้าขายบนทางเท้า, การอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร หรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต่างๆ

    สำหรับฝ่ายโยธา นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า แม้ กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตก่อสร้างแบบออนไลน์ เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีการร้องเรียนเรื่องการถ่วงเวลาและการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้าง

    นายคริสยืนยันว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรมีมาตั้งแต่ปี 2566 และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่านายชัชชาติเกรงใจบุคคลหรือกลุ่มใดหรือไม่ จึงปล่อยให้มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตจำนวนมาก จนเกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ หากนายชัชชาติกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดระบอบอากงให้หมดไป เพราะตราบใดที่ระบอบนี้ยังอยู่ การทุจริตในสำนักงานเขตก็จะยังคงอยู่ และประชาชนก็จะยังได้รับผลกระทบต่อไป

    นอกจากนี้ นายคริสยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อขยายขอบเขตการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับหัวหน้าไปจนถึงผู้อำนวยการเขต เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ขณะเดียวกันข้อมูลส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเดินหน้ายื่นต่อ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบต่อไป

    ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า หากได้รับเลือกตั้งจะเร่งตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตภายในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมาย ให้ผู้จ่ายสินบนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป และยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบทุกกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตโดยไม่ละเว้นผู้ใด

     ส่วนประเด็นนโยบายยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะของกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากปัจจุบัน กทม.มีต้นทุนในการจ้างเอกชนกำจัดขยะสูงมาก ขณะที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้  หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1009518/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A6_pd4khK6F7uXnigd6OL

  • ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เปิดพื้นที่ฟรีจัด ‘ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย’ หนุนผู้ประกอบการไทย สร้างงาน-สร้างรายได้ | เดลินิวส์

    ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เปิดพื้นที่ฟรีจัด ‘ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย’ หนุนผู้ประกอบการไทย สร้างงาน-สร้างรายได้ | เดลินิวส์

    ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น ถึงเวลาที่ไทยต้องช่วยไทยเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ขอร่วมเคียงข้างชุมชนและผู้ประกอบการไทยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้ามาวางขายหน้าร้านเซเว่นฯ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แคมเปญ “ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย” ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายจากผู้ประกอบการไทย ตลาดนัดเซเว่นฯจัดขึ้นเพื่อขานรับโครงการรัฐ “ไทยช่วยไทย” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยการนำสินค้าของกิน ของใช้ สินค้าชุมชน และของดีประจำจังหวัดมาจำหน่ายบริเวณพื้นที่หน้าร้านเซเว่นฯ ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้านผู้บริโภคก็ได้จับจ่ายสินค้ามากมายในราคาพิเศษ

    สำหรับ “ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย” เปิดตลาดทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 14.00 – 20.00 น. ตลอดเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ใกล้บ้าน โดยได้นำร่องเชิญผู้ประกอบการมาร่วมจำหน่ายสินค้าจำนวน 65 สาขา 6 ภูมิภาคทั่วไทย ซึ่งผู้บริโภคจะได้พบกับ สินค้า SME, OTOP, วิสาหกิจชุมชน และร้านค้าท้องถิ่น รวมถึงของดีประจำจังหวัด ทั้งของกิน ของใช้ และสินค้าชุมชนหลากหลายประเภท

    นางสาวนิชาภา เจริญสุข แม่ค้าร้านถั่วต้ม กล่าวถึงการมาออกบูทขายสินค้าที่ตลาดนัดเซเว่นฯ “ปกติเป็นแม่ค้าขายลูกชิ้น และเป็นลูกค้าประจำที่ร้านเซเว่นฯ อยู่แล้ว น้องพนักงานร้านชวนให้มาลองขายของกับโครงการตลาดนัดเซเว่นฯ ไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองเอาสินค้าใหม่ ๆ มาขาย อย่างวันนี้นำถั่วต้ม มันนึ่ง และนางเล็ดทำเองมาขาย คนที่มาซื้อของเซเว่นฯ ก็แวะมาซื้อสินค้าของเราด้วย ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเอง แล้วทำเลใกล้บ้าน ไม่เสียค่าเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ก็ช่วยลดต้นทุน อีกทั้งร้านเซเว่นฯ ยังจัดเตรียมเต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้ ให้เราด้วย สะดวกสบายมากค่ะ”

    นอกจากนั้น เซเว่น อีเลฟเว่น ยังร่วมแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของคนไทย ด้วยการจัดโปรโมชันราคาพิเศษ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมัน น้ำดื่ม ผงซักฟอก สบู่ และยาสระผม พร้อมรับของพรีเมียมน่ารัก ๆ ฟรี เมื่อช้อปครบยอดที่กำหนด ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจมาชม ชิม ช้อป ที่ตลาดเซเว่นฯ สามารถติดตามรายละเอียดสาขา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ก 7-Eleven Thailand

    ในวันที่เศรษฐกิจมีความผันผวน พลังน้ำใจและความร่วมด้วยช่วยกันเป็นสิ่งสำคัญในการพยุงให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าต่อได้ เซเว่น อีเลฟเว่น ดำเนินตามปณิธานองค์กร Giving & Sharing” ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอาชีพ ยกระดับ และสร้างโอกาส ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ส่งต่อกำลังใจให้ธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน.

    #7ElevenTH #7ElevenThailand #ตลาดนัดเซเว่นไทยช่วยไทย #ไทยช่วยไทยเซเว่นลดแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923236/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PXF9tH_2Vok3fkRPCI05Y

  • “ต่อศักดิ์” อดีตปธ.ที่ปรึกษา “ชัชชาติ” โต้พรรคเศรษฐกิจ แฉ “ระบอบอากง” ยันไม่เกี่ยวข้องซื้อขายตำแหน่งขรก. | TOPNEWS

    “ต่อศักดิ์” อดีตปธ.ที่ปรึกษา “ชัชชาติ” โต้พรรคเศรษฐกิจ แฉ “ระบอบอากง” ยันไม่เกี่ยวข้องซื้อขายตำแหน่งขรก. | TOPNEWS

    เมื่อถามว่า นายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 66 ถึงนายปารุต อรหัตมานัส อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า นาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรก ๆ ตอนหลังเขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ซึ่งจากการแถลงวันนี้เห็นว่าระมัดระวังมากขึ้นเยอะ ตนเองคิดว่าการหาเสียงจะต้องสร้างสรรค์

    ส่วนที่นายคริส ระบุว่าระบอบอากงไม่ใช่นายต่อศักดิ์แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้จะทำระบอบอากง AI พูดเรื่อง AI ให้หมด ทั้งนี้นายคริส อ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮ้าส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์ นายต่อศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้ว ในการประชุมยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น

    ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์ นายต่อศักดิ์ แจงว่า “ไม่มี จะกล้าไปเหรอ เมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสารจะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

    เมื่อถามว่า นายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมืองถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก

    ส่วนกังวลหรือไม่หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไปเป็นเรื่องของคุณเอง

    เมื่อถามว่าเหตุใดเขาถึงโจมตีระบอบอากงและทำให้เข้าใจว่าเป็นเอง นายต่อศักดิ์ จึงกล่าวว่า อาจจะเพราะอายุเยอะ ดูแลน้อง ๆ ทุกคน หากจะไปฟ้องร้องก็คงว่ากันไปตามคดี

    ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่านายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ “อากง” เป็นคนใจดีดูแลหลาน ๆ ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dw40Q6Vpdd0Zt4N08euYT