‘อนุทิน’เร่งเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เอกชนห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

‘อนุทิน’เร่งเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง-เอกชนห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

รัฐบาลกำลังเดินหน้าภารกิจเร่งด่วนของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ รวมทั้งจำเป็นต้องเร่งสร้างสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายในงานครบรอบ 26 ปี เนชั่น ทีวี ว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลเป็นการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่พร้อมทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร สาธารณูปโภค 

รวมทั้งในฐานะผู้นำประเทศได้เดินทางไปพบผู้นำประเทศหลายประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่มองมุมเดิมว่าไทยมีแค่แรงงงานหรือค่าแรงถูก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบมาจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป โดยแต่ละประเทศมั่นใจไทยจึงเป็นโอกาสที่ดีมากของไทยในเศรษฐกิจปัจจุบัน

 “ตอนนี้มีคำว่า Resilience คือ การพลิกฟื้นขึ้นมา แล้วพลิกฟื้นขึ้นมาไม่ได้คือ อยู่รอดได้ แต่วิ่งได้เลย ตรงนี้คือ สภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว

หวังเข้า OECD ยกระดับประเทศ

รวมทั้งรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนว่ารัฐบาลจะเสริมศักยภาพให้เอกชนอย่างไร โดยรัฐบาลจะช่วยเสริมศักยภาพการเงิน ระบบการเงิน การเปิดเสรีให้มากที่สุด โดยเฉพาะการที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งไทยต้องให้ความสำคัญและเข้าร่วมให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนประเทศอื่นที่ยกระดับการพัฒนาประเทศ 

ทั้งนี้ OECD เน้นการยกระดับความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง การยกระดับกฎระเบียบให้เป็นสากล รวมถึงนโยบายด้านภาษี การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความตั้งใจเต็มที่ของรัฐบาลนี้ที่จะทำให้สำเร็จเพื่อเปิดโอกาสการลงทุน และทำให้เกิดความมั่นใจกับนักลงทุนว่าไทยเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือและมีเครดิต 

รวมถึงการมีต้นทุนทางการเงินในการทำธุรกิจที่มีความเหมาะสม เพื่อให้เป็นที่ดึงดูดการลงทุนเข้ามาลงทุนภายใต้กติกาสากล และมีความมั่นใจมากขึ้น

“ผมเชื่อว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างดีทั้งสวัสดิการ การดูแลปากท้องประชาชน การเปิดรับความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมด้านต่างๆ และนานาชาติต้องหันมามองไทย และใช้ไทยสร้างโอกาสธุรกิจ” 

ดังนั้นการทำให้ไทยเข้มแข็งขึ้นและการเป็นสมาชิก OECD ประชาชนจะเห็นไทยในมิติใหม่ที่ไม่มีใครมาชี้นิ้วว่าไทยเป็นคนขี้โกงหรือไร้การตรวจสอบ

“คลัง”มั่นใจยังไม่เข้าภาวะ Stagflation

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังกังวลอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นจากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ โดยหลายฝ่ายกังวลปัญหาสินค้าราคาแพง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนลดลงในภาวะอัตราเศรษฐกิจไม่เติบโตที่อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation

 

ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่ายังไม่มีสัญญาณ Stagflation ในขณะนี้เพราะการลงทุนยังขยายตัวได้ดี โดยรัฐบาลเตรียมกลไกดูแลผลกระทบเพื่อป้องกันการส่งผ่านราคา เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการดูแลภาคการขนส่ง

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ เช่น การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งไทยมีสัดส่วนผู้ใช้เพียง 1% เมื่อเทียบกับจีนที่มีถึง 66% เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

CPF ชี้ผลกระทบสงครามเริ่มคลี่คลาย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมาแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มีแนวโน้มเบาลง 

“ทำให้ความกังวลต้นทุนวัตถุดิบที่เคยสูงถึง 30% เริ่มลดลงมาอยู่ระดับ 10% จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตและลดแรงกดดันในการปรับขึ้นราคาสินค้า” นายประสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง โดยภายใต้การบริหารจัดการที่มีเสถียรภาพจะช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนผ่านคระกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ให้ประเทศ

“บางจาก”ห่วงเงินเฟ้อครึ่งปีหลัง

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยน่ากังวลคือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งมีลักษณะการส่งผ่านผลกระทบแบบหน่วงเวลา (Lagging) เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปัจจุบันส่วนใหญ่ยังผลิตจากต้นทุนราคาน้ำมันในช่วงที่ยังไม่ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่สิ่งที่น่าจับตามองและไม่เคยปรากฏมาก่อน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระดับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยสถานการณ์นี้จะทยอยกระทบค่าครองชีพประชาชนจึงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด และหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการรองรับที่เหมาะสมเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของ GDP ที่เคยทำได้ดีช่วงที่ผ่านมา

ชี้ SME รอต่อท่อออกซิเจน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์และความท้าทายของเศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศที่กระทบภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปัจจัยภายนอกมากจากมาตรการทางการค้าและปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อทั่วโลกอยู่ระดับต่ำ เป็นปัจจัยท้าทายหลักที่เห็นได้ชัดเจนในปีนี้

ส่วนปัจจัยภายในประเทศมี 2 ประเด็นหลักที่น่ากังวล คือ ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งแทรกซึมอยู่ต้นทุนทุกกระบวนการตั้งแต่ค่าขนส่ง วัตถุดิบไปถึงค่าพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรง และการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติที่มีราคาถูกกว่าได้เข้ามาแทนที่สินค้าผลิตในไทย เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อไม่ดีประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ของประเทศ

ขณะที่สัญญาณอันตรายในครึ่งปีหลังและสภาพคล่อง SME แม้ช่วงครึ่งปีแรกผลกระทบภาคอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสินค้าในสต็อก แต่ช่วงครึ่งปีหลังถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่ต้องเฝ้าระวังเต็มที่

“สถานการณ์ SME ไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนกำลังรอการ “ต่อท่อออกซิเจน” เนื่องจากเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยกู้เนื่องจากยอดขายสินค้าไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาในลักษณะ ไก่เกิดก่อนไข่ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยการผลักดันกำลังซื้อควบคู่ไปกับการสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ประธาน ส.อ.ท.กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1237069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uekphIlMYqDOPJrNJ9UQx