Category: เศรษฐกิจ

  • แม่น้ำไรน์แห้งขอด วิกฤตระดับน้ำต่ำคุกคามเศรษฐกิจเยอรมนี

    แม่น้ำไรน์แห้งขอด วิกฤตระดับน้ำต่ำคุกคามเศรษฐกิจเยอรมนี

    แม่น้ำไรน์แห้งขอดผิดฤดู วิกฤตขนส่งทางน้ำถล่มเศรษฐกิจเยอรมนีซ้ำเติม

    ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ของเยอรมนีดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนฤดูกาลปกติ ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางแม่น้ำซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของภาคอุตสาหกรรมยุโรปหยุดชะงักอย่างหนัก ขณะที่รัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่เร่งประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังลุกลาม

    วิกฤตน้ำแล้งมาเร็วกว่าที่คาด

    ในสภาวะปกติ แม่น้ำไรน์รับภาระการขนส่งสินค้าทางน้ำภายในประเทศเยอรมนีถึงร้อยละ 80 และมีสินค้าผ่านมากถึง 285 ล้านตันต่อปี แต่ขณะนี้พื้นแม่น้ำบางส่วนใกล้โรงถลุงเหล็กของไทส์เซนครุปป์ในเมืองดุยส์บวร์กเริ่มแห้งโล่ง จนเรือบรรทุกสินค้าสามารถขนของได้เพียงเศษเสี้ยวของปริมาณปกติ

    รัฐมนตรีคมนาคม สเตฟเฟน บิลเกอร์ เรียกประชุมผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม บริษัทเดินเรือ และท่าเรือ ณ เมืองบอนน์เมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่า “ที่ที่เคยมีเรือบรรทุกสินค้านับพันตัน วันนี้เราเห็นแต่สันดอนทรายโผล่พ้นน้ำ”

    ภาคอุตสาหกรรมรับแรงกระแทกหนัก

    ท่าเรือดุยส์บวร์กในเขตอุตสาหกรรมรูห์ร รายงานว่าความสามารถในการบรรทุกสินค้าลดเหลือเพียงหนึ่งในสามของระดับปกติ ในภาคน้ำมัน เรือบรรทุก 110 เมตรสามารถบรรทุกได้เพียง 300-400 ตัน ส่งผลให้ราคาขนส่งพุ่งสูงถึง 200 ยูโร (ราว 7,700 บาท) ต่อตันสำหรับเส้นทางจากคาร์ลสรูเออไปยังท่าเรืออัมสเตอร์ดัม รอตเตอร์ดัม และแอนต์เวิร์ป

    บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างบาสเอฟ ผู้ผลิตสารเคมี และโคเวสโตร ต่างได้รับผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต ขณะที่เชลล์หันไปเพิ่มการใช้คลังสำรองและเบี่ยงสินค้าไปทางรถไฟและท่อส่ง

    นักเศรษฐศาสตร์เตือนผลกระทบอาจรุนแรงกว่าปี 2018

    เยนส์ ชวาเนน หัวหน้าสมาคมการเดินเรือภายในประเทศเยอรมนี ระบุว่าภัยแล้งครั้งนี้มาเร็วผิดปกติ และปี 2026 อาจกลายเป็น “เหตุการณ์รอบศตวรรษ” พร้อมเรียกร้องให้เร่งขุดลอกร่องน้ำบริเวณแม่น้ำไรน์ตอนล่างและตอนกลาง

    นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี คาร์สเตน เบรซสกี เตือนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงกว่าภัยแล้งปี 2018 ซึ่งฉุด GDP เยอรมนีลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากระดับน้ำต่ำสุดในปีนี้มาถึงก่อนกำหนดปกติซึ่งมักเกิดในเดือนกันยายน-ตุลาคม และยังไม่มีการคาดการณ์ฝนตกในเร็วๆ นี้

    เรือบรรทุกตู้สินค้าลำหนึ่งแล่นผ่านบริษัท Thyssenkrupp Steel Europe AG ในเมืองดุยส์บวร์ก บนแม่น้ำไรน์

    เรือบรรทุกตู้สินค้าลำหนึ่งแล่นผ่านบริษัท Thyssenkrupp Steel Europe AG ในเมืองดุยส์บวร์ก บนแม่น้ำไรน์

    ท้องแม่น้ำไรน์ที่แห้งขอดไปบางส่วน ใกล้กับโรงไฟฟ้าในเมืองดุยส์บวร์ก

    ท้องแม่น้ำไรน์ที่แห้งขอดไปบางส่วน ใกล้กับโรงไฟฟ้าในเมืองดุยส์บวร์ก

    Carsten Brzeski นักเศรษฐศาสตร์จาก ING ระบุว่า ภาวะภัยแล้งในปี 2018 ได้ฉุดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีลงประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ และกล่าวว่าผลกระทบดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งขึ้นในปีนี้

    Carsten Brzeski นักเศรษฐศาสตร์จาก ING ระบุว่า ภาวะภัยแล้งในปี 2018 ได้ฉุดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีลงประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ และกล่าวว่าผลกระทบดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งขึ้นในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/rhine-river-low-water-germany-economy-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WTLahhRmvQJkVsAYO_x2b

  • ‘ไทย-เมียนมา’ รื้อเศรษฐกิจชายแดน หนุนคืนเวทีอาเซียน

    ‘ไทย-เมียนมา’ รื้อเศรษฐกิจชายแดน หนุนคืนเวทีอาเซียน

    ‘มิน ออง ไลง์’ ชวนธุรกิจไทยลงทุน ‘เมียนมา’ ชูโครงสร้างพื้นฐาน-โครงการใหม่ ดันการค้าทะลุ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ไทยยันเดินหน้าความร่วมมือทวิภาคี ควบคู่แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์

    มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวเปิดงานประชุมธุรกิจ ไทย-เมียนมา 2026 ภายใต้หัวข้อ “บทใหม่แห่งความเป็นหุ้นส่วนไทย-เมียนมา” (A New Chapter in Thailand Myanmar Partnership) เมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) ว่า ขณะนี้เมียนมาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เส้นทางประชาธิปไตย นำประเทศสู่ความก้าวหน้า และพัฒนาเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น และเสริมว่าไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนานกว่า 78 ปี ทั้งสองประเทศยังได้ยกระดับสู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” (Natural Strategic Partnership) ตั้งแต่ปี 2018 

    ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของเมียนมา และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในอาเซียน ขณะที่ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 22 ของไทย ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 240,000 ล้านบาท และตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าให้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 390,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ไทยยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 5 ของเมียนมา มูลค่าลงทุนกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 130,000 ล้านบาท

    เมียนมา กำลังให้ความสำคัญการเชื่อมโยงชายแดนและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการค้าชายแดนผ่านด่านสำคัญ เช่น ด่านแม่สอด-เมียวดี และด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก โดยได้เปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ที่แม่สอดแล้ว และมีแผนเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

    ในการส่งเสริมการค้า ผู้นำเมียนมาชูจุดเด่นว่า ประเทศมีตำแหน่งที่ตั้งเป็น “สะพานเชื่อมทางบก” ระหว่างอาเซียน เอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ มีโครงการสำคัญอย่างท่าเรือน้ำลึกทวายจุดส่งออกที่ใกล้ที่สุดของไทยสู่เอเชียตะวันตก 

    มิน อ่อง ไลง์ กล่าวว่า ประเทศได้เริ่มใช้การแลกเปลี่ยนทางการค้าด้วยเงิน จัต-บาท มาตั้งแต่ปี 2022 เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างกันมากที่สุด ทั้งบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองการลงทุน และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนด้วย

    ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายของเมียนมา เล็งส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงาน, อุตสาหกรรมการผลิต, การเกษตรและแปรรูป, คมนาคมและโลจิสติกส์, อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว

    ‘ไทย-เมียนมา’ รื้อเศรษฐกิจชายแดน หนุนคืนเวทีอาเซียน

    มิน ออง ไลง์ ยังกล่าวถึงโครงการพัฒนาใหม่อย่างโครงการยานาบอน (Yadanabon) พื้นที่พัฒนาบนภูเขาที่มีสภาพอากาศดี ตอนนี้มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ที่พร้อมพัฒนา พร้อมเชิญชวนนักธุรกิจไทยเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

    สำหรับทิศทางความสัมพันธ์ในอนาต มิน ออง ไลง์ กล่าวว่า ไทยและเมียนมาเน้นย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างรูปธรรม บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝั่ง

    ‘ไทย-เมียนมา’ รื้อเศรษฐกิจชายแดน หนุนคืนเวทีอาเซียน

    สีหศักดิ์ย้ำต้องเจรจาดึงเมียนมาเข้าอาเซียน

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวสรุปผลการหารือกับเมียนมานอกรอบงานประชุมธุรกิจไทย-เมียนมา ยืนยันการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับเมียนมาเป็นเรื่องสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ละทิ้งประเด็นที่น่าห่วงกังวล

    “การหารือกับเมียนมาครอบคลุมทุกมิติ ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ทั้งเห็นพ้องว่าต้องพัฒนาความร่วมมือทุกมิติ และใช้กลไลที่มีระหว่างกันให้เป็นประโยชน์ เช่น กลไลคณะกรรมธิการร่วมด้านการค้า โดยไทยและเมียนมายังมีประเด็นต้องหารือร่วมหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการค้า ความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด รวมถึงมลพิษทางน้ำและอากาศ” 

    ด้านความมั่นคง คือ ทำให้ชายแดนไทย-เมียนมาเป็นชายแดนแห่งสันติภาพให้ประชาชนอยู่อย่างปลอดภัย การค้ากลับสู่ปกติ และยกระดับความเป็นอยู่ตามแนวชายแดน ต่อมาคือการปราบอาชญากรรมตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น รวมถึงปราบยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ที่เป็นภัยต่อภูมิภาคและต่อโลก 

    ในการปราบปรามยาเสพติด ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติด สารขั้นต้นและเคมีภัณฑ์ และไทยพร้อมส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน ขณะที่การปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ร่วมมือด้านข่าวกรอง และตัดเส้นทางการเงิน

    ด้านปัญหามลพิษข้ามพรมแดน อย่างปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน จะร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ไทย เมียนมา และลาว รวมถึงระดับทวิภาคี ที่สำคัญไทยพร้อมให้ความร่วมมือเพิ่มขีดความสามารถทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนด้วย

    ปัญหามลพิษทางน้ำทั้งสองประเทศจะตั้งคณะกรรมการทางเทคนิค แก้ปัญหาบนพื้นฐานหลักการทางวิทยาศาสตร์และความร่วมมือ คณะกรรมการที่จัดตั้งจะพบกันเร็วๆ นี้ และคาดว่า จะลงพื้นที่ที่มีปัญหาเพื่อดูสถานการณ์และหารือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งไทยยังเสนอขุดลอกแม่น้ำสาย และแม่น้ำรวกเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้วย

    ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นหาลู่ทางการค้าการลงทุน หวังเพิ่มพูนการค้า และเล็งผลักดันมูลค่าการค้าสู่ระดับ 12,000 ล้านดอลลาร์ตามที่ผู้นำเมียนมากล่าว ซึ่งด่านการค้าเมวดี-แม่สอดถือเป็นด่านการค้าสำคัญ สามารถต่อยอดสู่การสร้าง “Trilateral Highway” โครงการทางหลวงเมกะโปรเจ็กต์เชื่อม 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา และอินเดีย 

    เส้นทางนี้จะกลายเป็นช่องการค้าหลัก นอกจากการค้าทวิภาคีกับเมียนมาแล้ว ยังส่งเสริมการค้ากับอินเดียได้ด้วย ส่วนแรงงานไทยและเมียนมา จะต่ออายุบันทึกความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้แรงงานเมียนมาทำงานต่ออย่างถูกกฎหมาย

    ไทยอยากเห็นสันติภาพเมียนมา

    สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ย้ำกับเมียนมาว่า ไทยต้องการเมียนมากลับสู่อาเซียน เมียนมาสำคัญต่อเอกภาพอาเซียน ไทยมีแนวทาง “เจรจากับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม” และการกลับสู่อาเซียน ฝ่ายเมียนมาต้องตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วยเช่นกัน

    “ไทยอยากเห็นเมียนมามีสันติภาพ เสถียรภาพ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่เมียนมาต้องทำตาม” นายสีหศักดิ์ ย้ำ

    โดยสรุปสิ่งที่ไทยย้ำกับเมียนมา ได้แก่ การคาดหวังว่าความรุนแรงจะลดลง พลเรือนไม่ได้รับกระทบ มีกระบวนการพูดคุยที่เปิดกว้างกับทุกฝ่ายอย่างน่าเชื่อถือ มีความช่วยเหลือมนุษยธรรม รวมถึงประเด็น นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้ง ล่าสุดในสัปดาห์นี้มีรายงานว่านางซูจี พบกับผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

    นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวยินดีที่เมียนมามีพัฒนาการด้านนี้ดีขึ้นและหวังว่าทางเมียนมาจะเปิดโอกาสให้ เทเรซ่า ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์และทูตพิเศษอาเซียนประจำเมียนมาได้เข้าพบกับเธอ

    ไม่มีฝ่ายใดชนะด้วยกำลังทหาร

    สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารของรัฐบาลเมียนมา และคำถามที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความพยายามของไทยในการสร้างความเป็นธรรมให้กับเมียนมานั้น

    นายสีหศักดิ์ ย้ำว่าไม่มีฝ่ายใดชนะได้ด้วยกำลังทหาร นี่เป็นจุดยืนหลักที่ไทยย้ำกับเมียนมา และแนะว่าต้องหา “ชัยชนะทางการเมือง” ซึ่งทางออกเดียวที่ไทยมองเห็น คือ เปลี่ยนจากการสู้รบมาเป็นการหาทางออกผ่านการเจรจาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1246410&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jhUUXEyQJtKT6B44dYgMO

  • สัญญาณศก.ฟื้น!! หลังดัชนีเชื่อมั่น มิ.ย.กระเตื้อง นายกฯ สั่งเร่งเครื่องดันส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    สัญญาณศก.ฟื้น!! หลังดัชนีเชื่อมั่น มิ.ย.กระเตื้อง นายกฯ สั่งเร่งเครื่องดันส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 และกลับเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล การกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

    “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น และมาตรการของรัฐบาลเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับดีขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจใช้จังหวะที่ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นตัว เดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย การต่อยอดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นกระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยี ดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

    “แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สิน รัฐบาลจึงจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าและพลังงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน” น.ส.รัชดา กล่าว

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการดูแลประชาชน

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/627708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SGfN8mOWairM1n-tz6W2O

  • ‘ศุภจี’ เผยโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. ต้องดูกันอีกยาวมีงบเหลือเท่าไหร่

    ‘ศุภจี’ เผยโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. ต้องดูกันอีกยาวมีงบเหลือเท่าไหร่

    6 สิงหาคม 2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กล่าวถึง การพิจารณาโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะต้องดูว่า เงินที่เรามีอยู่ในวงเงินที่จำกัดขณะนี้ ต้องดูการผ่านงบประมาณในช่วงสุดท้าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไร ซึ่งได้มีการพูดคุยกับทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่าเราจะพยายามช่วยผลักดัน ซึ่งคงคล้ายกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ต้องดูให้มาตรการดังกล่าวส่งผลประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งรายเล็ก รายย่อย ไม่ใช่กระจุกอยู่ส่วนเดียว เรื่องของระบบก็น่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว เพราะเรามีโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    เมื่อถามว่า หากผ่านกระบวนการรับฟังแล้วสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ได้เลยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ ต้องดูกันอีกยาว เพราะขณะนี้นายสุรศักดิ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ก็เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา นายเอกนิติก็ต้องดูเรื่องของงบประมาณ และตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็ต้องดูในเรื่องความสมเหตุสมผล เพราะตนต้อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ต้องสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทั่วถึง

    เมื่อถามย้ำว่า มีโอกาสที่โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส จะได้ใช้ช่วงปลายปีนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ ว่า สุดท้ายแล้วจะใช้โครงการในลักษณะแบบใดและมีงบประมาณเท่าไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1045449/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z35pGlmDHWSHlNjQimXTw

  • ‘อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย’ เปิดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา ชูบทใหม่ความร่วมมือ ดันโอกาสลงทุน-การค้า 2 ประเทศ

    ‘อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย’ เปิดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา ชูบทใหม่ความร่วมมือ ดันโอกาสลงทุน-การค้า 2 ประเทศ

    การเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไม่ได้มีเพียงมิติความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถูกต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เมื่อ สมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ จัดการประชุม Thai-Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “A New Chapter in Thailand-Myanmar Business Partnership” เพื่อเปิดบทใหม่ของความร่วมมือทางธุรกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    เวทีดังกล่าวถือเป็นการรวมตัวของนักธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด “New Business, New Opportunities, New Growth” หรือ “ธุรกิจใหม่ โอกาสใหม่ และการเติบโตใหม่” ซึ่งมุ่งผลักดันการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

     นายพิษณุ สุวรรณะชฎ นายกสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ กล่าวว่า สมาคม ได้เตรียมการจัดเวทีดังกล่าวล่วงหน้าเพื่อใช้โอกาสการเยือนไทยของผู้นำเมียนมาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศได้พบปะหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

    “ไทย-เมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีมายาวนาน ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมีการค้าการลงทุนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ การทำให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย กฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเมียนมา เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ” นายพิษณุ กล่าว

    กิจกรรมช่วงเช้า เวลา 09.00 น. จะเริ่มด้วยการเสวนาหัวข้อ “Business Opportunities in Myanmar” หรือ “โอกาสทางธุรกิจในเมียนมา” นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจ ศักยภาพของตลาด และโอกาสการลงทุนในสาขาต่างๆ

    จากนั้น เวลา 09.45 น. จะจัด Business Clinic for Potential Investors in Doing Business in Myanmar เปิดให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่สนใจเข้าไปดำเนินธุรกิจในเมียนมา ได้รับคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการลงทุน กฎหมาย การจัดตั้งธุรกิจ สิทธิประโยชน์ และข้อควรรู้ในการดำเนินกิจการ โดยความร่วมมือของ สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM) และสหพันธ์สภาหอการค้า และอุตสาหกรรมแห่งเมียนมา (UMFCCI)

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ช่วงเวลา 14.30-15.00 น. เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จะร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ต่อผู้ประกอบการไทย และเมียนมา เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ต่ออนาคตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศ

    ภายหลังการปาฐกถา จะมีเวทีเสวนาอีก 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

    Building a Future-Ready Regulatory Environment for Successful and Sustainable Business in Myanmar ว่าด้วยการพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    Reimagining Thailand-Myanmar Connectivity: From Existing Links to Future Opportunities นำเสนอแนวทางยกระดับความเชื่อมโยงด้านคมนาคม โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการค้าในอนาคต

    Unlocking the Next Frontier of Thailand-Myanmar Business Partnership: New Sectors, New Opportunities, New Growth เปิดมุมมองต่ออุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนรูปแบบใหม่ และโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายพิษณุ กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจับคู่ธุรกิจ แต่ยังต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการลงทุนในเมียนมา ทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ และแนวโน้มเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถประเมินโอกาส และวางแผนการลงทุนได้อย่างรอบด้าน

    สำหรับ สมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 และดำเนินงานมาเป็นเวลา 19 ปี ทำหน้าที่เป็นกลไกเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย และเมียนมา ทั้งในระดับภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

    โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติในเมียนมา การสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การจัดสัมมนาส่งเสริมการค้า และการลงทุน รวมถึงกิจกรรมด้านศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ปัจจุบัน สมาคมมีคณะกรรมการบริหารวาระปี 2569-2571 จำนวน 20 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

    ประกอบด้วยกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง 14 คน นำโดย นายพิษณุ สุวรรณะชฎ นายกสมาคม พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ขณะที่กรรมการโดยตำแหน่งอีก 6 คน มาจากกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนบทบาทของสมาคมในการส่งเสริมความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ

    การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของภาคธุรกิจต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-เมียนมา หลังการเดินทางเยือนไทยของผู้นำเมียนมา

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CT-T8jg6it_svF2IpI6mB

  • ไทย-เมียนมา ลงนามMOU 3 ฉบับ เสริมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนสองประเทศ

    ไทย-เมียนมา ลงนามMOU 3 ฉบับ เสริมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนสองประเทศ

    06 สิงหาคม 2569, 16:32น.

               เวลา 11.25 น. ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือเต็มคณะร่วมกับ นายมิน ออง ไลง์ (H.E. Mr. Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ 

              ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา พร้อมเสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

              ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา พร้อมยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

                ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ

                 ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

               ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือในเวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

              1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน

              2. ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา

              3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ 

              ผลลัพธ์จากการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือในวันนี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย–เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา ทั้งยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่จะกระชับความร่วมมือไทย–เมียนมาในทุกมิติ

     

    #ไทยเมียนมา

    #MOU3ฉบับ

    #เมียนมาเยือนไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UgZR_Aprzj61bkkJhC4lU

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 7 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 7 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165731&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m_SMfY8Cqx0IjpioHVMIk

  • แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเซอร์เบีย และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และโอกาสทางการค้าของไทย

    แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเซอร์เบีย และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และโอกาสทางการค้าของไทย

    แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเซอร์เบีย และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และโอกาสทางการค้าของไทย

    โดย

    thumn@ditp.go.th

    •

    ลงเมื่อ

    06 สิงหาคม 2569 20:56

    สคต. ณ กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) (TTC, Budapest (Hungary))

    3

    บูดาเปสต์ – ข่าว ส.ค 69 – แนวโน้มการฟื้นตัว ศก. RS, BiH และโอกาสทางการค้าของไทย.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xz2s6rwrej3ttgxchzer5br1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30udmVs9XSsI8-q9leTZaE

  • “มท.2” เยี่ยมชาวสุรินทร์​ ลงพื้นที่​ อ.สังขะ ติดตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส​ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    “มท.2” เยี่ยมชาวสุรินทร์​ ลงพื้นที่​ อ.สังขะ ติดตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส​ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    “มท.2” เยี่ยมชาวสุรินทร์​ ลงพื้นที่​ อ.สังขะ ติดตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส​ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน


    6/08/2569 | 14 |

    วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ โดมอเนกประสงค์โรงเรียนสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบนโยบาย ติดตามและเยี่ยมชมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และร้านค้า OTOP พร้อมพบปะเยี่ยมเยียนประชาชน รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมรับฟังนโยบาย

    สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ครั้งที่ 3 พบว่า อำเภอสังขะ มียอดจำหน่ายสะสมอยู่ที่ 71,653 บาท คิดเป็นอันดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 อำเภอของจังหวัดสุรินทร์

    ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคสินค้าภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ผลิตสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    #พลพีร์สุวรรณฉวี #มท2 #รมชมหาดไทย #กระทรวงมหาดไทย #ไทยช่วยไทยพลัส #จังหวัดสุรินทร์ #OTOP #ELands #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #พัฒนาพื้นที่ #น้ำท่วม2569 #เคเบิลใต้ดิน #สุรินทร์ #กรมประชาสัมพันธ์ #สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ #สวทสุรินทร์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/529293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q6gmu-Xg6igtuXB3yjzpw

  • “อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย” เปิดงานธุรกิจไทย-เมียนมา ชูฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    “อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย” เปิดงานธุรกิจไทย-เมียนมา ชูฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ณ ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

    นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับประธานาธิบดีเปิดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 และได้พบกับผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศในวันนี้

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ไทยและเมียนมาพร้อมก้าวไปสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ในฐานะผู้นำรัฐบาล มีความเชื่ออยู่เสมอว่า ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจะเป็นเช่นไร หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้ประชาชนยังอยู่ดีกินดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มั่นคง มีงานทำ มีรายได้ และมีความหวังในอนาคต เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด ธุรกิจต้องเดินหน้า และนั่นคือสิ่งที่เรามุ่งหวังและทำร่วมกัน

    ปัจจุบันเมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยมีมูลค่าทางการค้าระหว่างกันกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีศักยภาพที่จะขยายให้เติบโตได้อีกมาก ขณะเดียวกัน การลงทุนของไทยในเมียนมาก็ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต คมนาคม โลจิสติกส์ การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ในการหารือระหว่างตนกับประธานาธิบดีในวันนี้ เราได้เห็นพ้องที่จะเดินหน้าความร่วมมือในหลายเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการค้า เรามีความยินดีที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่สองที่แม่สอด-เมียวดี ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

    พร้อมกันนี้ ทั้งสองประเทศจะพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าชายแดนให้กับประชาชน และจะทำให้บรรยากาศการค้าของทั้งสองประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้

    และประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเร็ว

    ขณะที่ด้านการลงทุน ภาคเอกชนไทยมีความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมา และพร้อมขยายการลงทุนในทุกสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ด้านพลังงานจะเดินหน้าสานต่อโครงการความร่วมมือที่มีอยู่ และเร่งรัดกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งสองประเทศ

    นอกจากนี้ จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้นต่อไป

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกในวันนี้กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประเทศที่ได้รับโอกาสก่อน ภาคเอกชนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่โอกาสเหล่านี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ หอการค้า และผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ด้านนายมิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ตนขอขอบคุณและขอความสวัสดีอันเป็นมงคลอย่างยิ่งต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ผู้แทนรัฐบาล นักธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เข้าร่วมประชุมในฟอรัมธุรกิจเมียนมา-ไทยที่จัดขึ้นในวันนี้

    ในโอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ตนรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ในงานทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุด

    และทางฝั่งเมียนมาก็ได้ส่งออกก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทางน้ำ สินค้าเกษตร และสิ่งทอไปยังประเทศไทยเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำเข้าสินค้าเพื่อการลงทุน เครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์กระดาษ สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงยารักษาโรคจากประเทศไทยเป็นหลักเช่นกัน

    ในส่วนของการค้าระหว่างสองประเทศ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการค้าระหว่างสองประเทศในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในห่วงโซ่ระดับภูมิภาค

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อว่า ประเทศของเราทั้งสองมีแนวชายแดนติดต่อกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ตั้งแต่ท่าเรือและท่าข้ามแม่น้ำในลุ่มน้ำโขง จุดเชื่อมต่อสามประเทศ ไปจนถึงน่านน้ำทะเลอันดามันทางตอนใต้ ไม่เพียงเท่านั้น การค้าชายแดนเมียนมา-ไทยยังถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในภาคการค้าของทั้งสองประเทศ

    จุดผ่านแดนต่าง ๆ เช่น เมียวดี-แม่สอด ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่สำคัญของการค้าชายแดนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ในอีกด้านหนึ่ง เรายังเห็นถึงความจำเป็นที่ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมมือกันป้องกันการค้าผิดกฎหมาย รวมถึงการกำกับดูแลด่านการค้าต่าง ๆ เนื่องจากการค้าผิดกฎหมายทำให้ทั้งสองประเทศต้องสูญเสียรายได้แผ่นดิน

    อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากสินค้าอุปโภคบริโภคและยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทะลักเข้าสู่ตลาด จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่และนักธุรกิจร่วมมือกันช่วยป้องกันและขัดขวางปัญหาเหล่านี้

    พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 5 ในเมียนมา โดยมีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ประเทศไทยยืนหยัดในฐานะคู่ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ในสาขาสำคัญของเมียนมามาอย่างยาวนาน เช่น ภาคพลังงาน ภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม และการขนส่ง ตนขอเชิญชวนให้ฝ่ายไทยเข้ามาลงทุนในภาคต่าง ๆ

    ในโลกปัจจุบันที่มีการเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น และมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน บทบาทของเส้นทางการค้าและเส้นทางเศรษฐกิจที่ช่วยเชื่อมโยงและบูรณาการภายในภูมิภาคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศเมียนมาครอบครองทรัพยากรธรรมชาติและผืนแผ่นดินที่มีคุณค่ายิ่ง มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ

    “ประเทศเมียนมาวางตัวเป็นเหมือนสะพานเชื่อมทางบก (Land Bridge) ที่เชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้เข้าด้วยกัน ในทางภูมิศาสตร์ การเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เราตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการขนส่งทางน้ำในอนาคต เรามีศักยภาพที่ดีในการสนับสนุนการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งระหว่างตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น” นายมิน อ่อง หล่าย กล่าว

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    นายมิน อ่อง หล่าย ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงกำลังส่งเสริมและดำเนินโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา เขตเศรษฐกิจพิเศษจอกพยู เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และโครงการท่าเรือน้ำลึก โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกทวายซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทย และเป็นจุดขนส่งสินค้าที่ใกล้ที่สุดสำหรับประเทศไทยในการส่งออกไปยังเอเชียใต้และเอเชียตะวันตก

    นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีพื้นฐานมาจากภาคเกษตรกรรม และมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงโอกาสที่ดีมากมายสำหรับอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการปัจจุบันของประเทศ เราเปิดรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และเกษตรกรรมอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรม การขนส่งสาธารณะ การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตแบตเตอรี่ การผลิตเหล็กกล้า การผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์มูลค่าสูง การผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

    รวมถึงส่งเสริมการผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นสูงและเคมีพื้นฐาน การผลิตเฟอร์นิเจอร์ เคมีภัณฑ์ และยางรถยนต์ ซึ่งนักธุรกิจไทยจะมีโอกาสอย่างมากในการเข้ามาลงทุนในสาขาเหล่านี้

    ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าในด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพที่มีมาตรฐาน จึงขอเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนและร่วมมือกันในธุรกิจบริการทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน

    การเชื่อมโยงทางกฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทางหลวงสามประเทศ อินเดีย-เมียนมา-ไทย ไม่เพียงแต่สำหรับการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนและดำเนินงานทางเศรษฐกิจของอาเซียนด้วย ดังนั้น ในพื้นที่ชายแดน เช่น เมียวดี ท่าขี้เหล็ก และเกาะสอง จึงมีโอกาสลงทุนในเขตเศรษฐกิจชายแดนและธุรกิจการขนส่งอีกมาก

    “ในส่วนของรัฐบาลเรา ได้พยายามสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มั่นคงและโปร่งใสทางกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งมั่นปรับปรุงขั้นตอนให้สะดวกสบาย และมอบการสนับสนุนผ่านนโยบายที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างเมียนมาและไทย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนและเน้นย้ำให้เข้ามาลงทุนได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย” นายมิน อ่อง หล่าย กล่าว

    นายมิน อ่อง หล่าย เปิดเผยว่า เพื่อคุ้มครองการผลิตและการลงทุนภายในประเทศ เมียนมาได้ประกาศใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 4 ฉบับอย่างเต็มรูปแบบแล้วในปี 2024

    ปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมการค้าและอำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของสินค้า เรากำลังปฏิรูปทางเศรษฐกิจเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น เช่น การลดอัตราภาษีสำหรับการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และธุรกิจต่อเนื่อง

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย” เปิดงานธุรกิจไทย-เมียนมา ชูฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหมุนเวียนของธุรกิจ SMEs และการทำงานร่วมกับนักธุรกิจจากองค์กรความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ให้เติบโตยิ่งขึ้น เพราะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    สุดท้ายนี้ ตนขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันผ่านเวทีการประชุมในวันนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยพัฒนาและต่อยอด ไม่เพียงแต่ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การเชื่อมโยงระหว่างประชาชน แต่ยังรวมถึงความร่วมมือข้ามสาขาที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

    “ขออวยพรให้มิตรภาพระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอให้ผลลัพธ์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจนำพาความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกท่าน” นายมิน อ่อง หล่าย ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PHP_sUxQQe5Nw1CqOv1Ft