Category: เศรษฐกิจ

  • ‘เอกนิติ’ ชูเร่งลงทุน-ปั๊มขีดแข่งดันดันศก.ไทย รับงบประมาณมีจำกัดลุยงัด5Tปูพรมโตยาว

    ‘เอกนิติ’ ชูเร่งลงทุน-ปั๊มขีดแข่งดันดันศก.ไทย รับงบประมาณมีจำกัดลุยงัด5Tปูพรมโตยาว

    ‘เอกนิติ’ ยอมรับศักภาพเศรษฐกิจไทยถอยหลัง เร่งวางรากฐานปูพรมสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ชูปั๊มลงทุนเพิ่มเป็น 30% ของจีดีพี-อัปขีดความสามารถแข่งขันติดTop20-ปั้นจีดีพีโตทะลุ 3% พลัส เร่งอัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รับ ‘ภาคการคลังภาระหนัก’ งบประมาณมีจำกัด เร่งงัดยุทธศาสตร์ 5T ย้ำต้องใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า

    7 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในหัวข้อ New Horizons of Fiscal Policy : Empowering People, Building Resilience ขอบฟ้าใหม่ของนโยบายการคลัง : สร้างโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างภูมิคุ้กันเศรษฐกิจ ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยถอยหลังเหลือ 2% ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการวางรากฐานและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว ภายใน 12 ปี ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่เป้าหมายระยะสั้นภายใน 4 ปี รัฐบาลต้องเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย การเพิ่มระดับการลงทุนของประเทศเป็น 30% ของจีดีพี จากปัจจุบันเหลือ 23% ของจีดีพี เพราะเมื่อประเทศไม่มีการลงทุนใหม่ก็ไม่มีปัจจัยที่จะสนับสนุนการเติบโต จึงทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมาเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติด Top20 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 รวมถึงเร่งยกระดับศักยภาพเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3% พลัส จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.8-2.9% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักซ์เตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

    ดังนั้น โจทย์ของอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยจึงไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกแบบมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ การดึง Local Supply Chain ในประเทศให้เกิดขึ้น

    “การลงทุนจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่ีอนเศรษฐกิจของไทยจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในอุตสาหกรรมใหม่ และลงทุนในคน เพื่อเป็นการคว้าโอกาส ซึ่งไทยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เราสามารถค้าขายได้กับทุกคนทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เรามีวัตถุดิบที่เพียงพอ เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี วันนี้เห็นชัดว่าลมพัดมาแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการเป็นลมใต้ปีกเพื่อให้ลมพัดไปตรงจุดจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันภาคการคลังมีภาระหนักมาก ด้วยเพราะงบประมาณไม่ได้มีเหลือเยอะมากเหมือนในอดีต เงินทุกบาทจึงสำคัญมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเน้นการดำเนินนโยบายในการบริหรเศรษฐกิจแบบตรงเป้า ใช้เงินให้คุ้มค่า ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

    อย่างไรก็ดี มองว่าหากไม่เร่งดำเนินการอะไรเลย เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ก็จะมีแต่ถอยหลัง วันนี้ทุกคนอาจจะเหนือ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาตรงนี้แล้วและมีความตั้งใจอยากทำให้ประเทศดีขึ้น การลุกขึ้นมาทำอะไรวันนี้อาจจะไม่ง่าย แต่เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนอยากเห็นประเทศดีขึ้น การรวมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ก็จะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังมีความหวัง การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดี เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลานที่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ขอบฟ้าใหม่

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 FPO Symposium ภายใต้แนวคิด FPO’s New Horizons Data In Dept Reshape Fiscal Policy ว่า ยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัดมาก ประเทศไทยอยู่บนความท้าทายที่การคลังมีปัญหา โดยเปรียบเทียบกับวิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตภาคการเงิน แต่ในปัจจุบันภาคการเงินมีความเข้มแข็ง ขณะที่ภาคการคลังกลับต้องแบกรับภาระหนัก

    “ยอมรับภาคการคลังเหนื่อย ทำอย่างไรจะใช้เครื่องมือที่มีให้มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมีความท้าทายด้วยวิกฤตบนความไม่แน่นอน”นายวินิจ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1046122/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BubeCVoI7mdPpwPl-ya0h

  • กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    7/08/2569 | 47 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาข้าราชการที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ของกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมทั้งมอบใบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกท่าน โดยได้รับการต้อนรับจากผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่สถาบันการพัฒนาชุมชน

    สำหรับการจัดโครงการดังกล่าว กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นข้าราชการใหม่ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวมทั้งสิ้น 110 คน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาข้าราชการใหม่ให้มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการทำงานในบทบาทนักพัฒนา รวมถึงการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ในการทำงานเคียงคู่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

    ในโอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมทั้งมอบโอวาทและแนวทางปฏิบัติราชการอันทรงคุณค่าแก่บรรดา “ต้นกล้าพัฒนากร” ทุกท่าน ตระหนักเสมอว่าบทบาทของ ‘พัฒนากร’ คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ ขอให้นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมตลอดหลักสูตรนี้ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นทุ่มเท กล้าคิด กล้าทำ บนพื้นฐานของความถูกต้อง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งต้องเรียนรู้ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/402853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZCgH9klnMd8g8l6l5j_K-

  • ‘รัชดา’ ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สัญญาณเศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลเร่งลดค่าครองชีพ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว

    ‘รัชดา’ ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สัญญาณเศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลเร่งลดค่าครองชีพ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j_ySuLHPBD24C5JqL0i2

  • คลังย้ำคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    คลังย้ำคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nI_9GXEXB1aI7MceSEDQi

  • จ.สุรินทร์ จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 5/2569

    จ.สุรินทร์ จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 5/2569

    จ.สุรินทร์ จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 5/2569


    7/08/2569 | 21 |

    วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้นายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 5/2569 ณ ห้องประชุมข้าวสารหอม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ โดยมีคณะกรรมการ กรอ. จังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของจังหวัด ประกอบด้วย สภาวะเศรษฐกิจจังหวัดสุรินทร์ แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2569 สถานการณ์การค้าและการลงทุน สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม สรุปผลการจัดงานมหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง ประจำปี 2569 รวมถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ประจำปี 2569

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามความคืบหน้า 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขอแก้ไขกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. 2556 และกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสุรินทร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 รวมทั้งความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ทางระบายน้ำล้นอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเฉนียง เทศบาลเมืองนอกเมือง และองค์การบริหารส่วนตำบลคอโค

    ที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 42 “สุรินทร์เกมส์” และการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 9 “เมืองช้างเกมส์” พ.ศ. 2570 ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อจังหวัดสุรินทร์และประชาชนในพื้นที่


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/529608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l6KjSvVsQhGr6xOZhzyw6

  • นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

    นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

    นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน เปิดโอกาสผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 7 สิงหาคม  ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน

    ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจบางประเภทต้องปรับตัวหรือทยอยลดบทบาทลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการด้วย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสามารถในการปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ โดยรัฐบาลตระหนักว่า SME ไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดที่กว้างขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกระดับศักยภาพของ SME ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร ในการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    “โครงการ SME National Awards และการขยายผลสู่ SME Provincial Champion Awards หรือรางวัลสุดยอด SME จังหวัด ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยไม่ได้มุ่งเพียงการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ ค้นหาและส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น”

    นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่น ความพยายาม และความสามารถในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน โดยระบุว่า ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่เติบโต แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารธุรกิจอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

    นายกรัฐมนตรียังแสดงความหวังว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลจะนำความสำเร็จในวันนี้ไปต่อยอดสู่การเติบโตในระดับที่สูงขึ้น พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เข้มแข็ง และผลักดันให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ของผู้ประกอบการไทย ด้วยการลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่น รวม 15 รางวัล ประกอบด้วย

    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม ครั้งที่ 18 (The Best of the Best SME Thailand Award) จำนวน 1 รางวัล
    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (ระดับภาคธุรกิจ) จำนวน 3 รางวัล
    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 3 ปีซ้อน จำนวน 5 รางวัล
    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 5 ปีซ้อน (Hall of Fame) จำนวน 2 รางวัล
    – รางวัลสุดยอดธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้ SME Provincial Champion Awards จำนวน 4 รางวัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5838422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uAh26kesZJcfGpBbiMb00

  • “เอกนิติ” ตั้งเป้าขยายลงทุน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน บูสศก.ไทยโต 3% พลัสใน 4 ปี : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” ตั้งเป้าขยายลงทุน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน บูสศก.ไทยโต 3% พลัสใน 4 ปี : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ New Horizons of Fiscal Policy : Empowering People, Building Resilience ขอบฟ้าใหม่ของนโยบายการคลัง : สร้างโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ ว่า ต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ถอยหลังลงมาเหลือ 2% ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการวางรากฐานและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว ภายใน 12 ปี ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่เป้าหมายระยะสั้นภายใน 4 ปี รัฐบาลต้องเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย การเพิ่มระดับการลงทุนของประเทศเป็น 30% ของ GDP จากปัจจุบันที่เหลืออยู่เพียง 23% ขอ GDP เพราะเมื่อประเทศไม่มีการลงทุนใหม่ ก็จะขาดปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต จึงทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมาเรื่อย ๆ

    “พอเราไม่มีการลงทุน จะเอาอะไรไปโต เศรษฐกิจก็ถดถอยลงเรื่อย ๆ เราจึงต้องการให้การลงทุนมาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายเอกนิติ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติด Top20 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 รวมถึงเร่งยกระดับศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.8-2.9% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักซ์เตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

    ดังนั้น โจทย์ของอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยจึงไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกแบบมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ การดึง Local Supply Chain ในประเทศให้เกิดขึ้น

    “การลงทุนจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมใหม่ และลงทุนในบุคลากร เพื่อเป็นการคว้าโอกาส ซึ่งไทยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เราสามารถค้าขายได้กับทุกคนทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก เรามีวัตถุดิบที่เพียงพอ เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี วันนี้เห็นชัดว่าลมพัดมาแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการเป็นลมใต้ปีก เพื่อให้ลมพัดไปตรงจุดจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า ปัจจุบันภาคการคลังมีภาระหนักมาก ด้วยเพราะงบประมาณไม่ได้มีเหลือมากเหมือนในอดีต เงินทุกบาทจึงสำคัญมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเน้นการดำเนินนโยบายในการบริหรเศรษฐกิจแบบตรงเป้า ใช้เงินให้คุ้มค่า ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

    “หากวันนี้ เราไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ก็จะมีแต่ถอยหลัง วันนี้ทุกคนอาจจะเหนื่อย แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จึงมีความตั้งใจอยากทำให้ประเทศดีขึ้น และเชื่อว่าหากคนไทยทุกคนอยากเห็นประเทศดีขึ้น การร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ก็จะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังมีความหวัง การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดี เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลานที่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ขอบฟ้าใหม่” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

    นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนาหัวข้อ “Building Resilience: From Vision to Mission” ในงานสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2569 โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของโลก ที่ประกอบด้วย 3S ได้แก่ Security (ความมั่นคง), Stability (เสถียรภาพ) และ S-Curve (เครื่องยนต์การเติบโตใหม่)

    โดยเรื่องแรก Security ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริบทการค้าโลก จากเดิมที่ยึดถือหลัก Efficiency First หรือการเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่ต้นทุนถูกที่สุด เช่น จีน แต่ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับ Security หรือความมั่นคงมาเป็นอันดับหนึ่ง

    โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้เกิดการกระจายความเสี่ยงมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงใน 3 ด้านหลัก คือ อาหาร (Food Security), สุขภาพ (Health Security) และพลังงาน (Energy Security) ซึ่งประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สามารถเชื่อมต่อได้กับทุกฝ่าย หรือที่เรียกว่า Trust Connector

    เรื่องที่สอง Stability ในขณะที่คนไทยกังวลปัญหาหนี้สาธารณะ และเสถียรภาพทางการคลัง แต่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ มองว่านี่คือจุดแข็งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในระดับเดียวกัน เพราะบางประเทศระดับหนี้สาธารณะขึ้นไปสูงถึง 100% ต่อจีดีพี นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของค่าเงินบาทน้อยกว่าค่าเงินของหลายสกุลในภูมิภาค สิ่งเหล่านี้จึงเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

    เรื่องที่สาม S-Curve ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจในประเทศ จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต โดยผลิตสินค้าที่โลกยุคใหม่ต้องการ

    นายสันติธาร ยังมองว่า 4 เทรนด์ใหญ่ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย
    1.Green Energy & Future Mobility พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเร่งตัวเร็วขึ้นจากวิกฤตราคาพลังงาน
    2.AI & Digital Economy ประเทศไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
    3.Trust Connector การวางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เชื่อมโยงความขัดแย้งของโลก ซึ่งไทยมีความโดดเด่นมาก
    4.Health & Longevity การตอบโจทย์สังคมสูงวัย ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่คนแก่ แต่รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย

    “ความท้าทายของประเทศไทย จึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเก่าอย่างรถยนต์สันดาปหรือปิโตรเคมี ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับ 4 เทรนด์นี้ได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อให้เครื่องยนต์ตัวที่ 3 (S-Curve) กลับมาทำงาน และพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำในปัจจุบัน” นายสันติธาร ระบุ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xr5EomZNQx9lkrmHTyViC

  • จับตา ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จะได้ไปต่อไหม อาจเลือกปรับสูตร ไม่ใช่ 60/40

    จับตา ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จะได้ไปต่อไหม อาจเลือกปรับสูตร ไม่ใช่ 60/40

              คลังเตรียมประเมิน ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ในเดือนกันยายน พร้อมรับฟังเสียงประชาชนที่เสนอให้ปรับรูปแบบร่วมจ่ายจาก 60/40 เป็น 50/50

    ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2

              วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้า โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หลังได้รับเสียงตอบรับที่ดี และอาจจะมี ไทยช่วยไทย เฟส 2 ตามมา

    มาตรการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอย่างไรบ้าง

              – คลังเผย ไทยช่วยไทย ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เกือบ 1 แสนล้านบาท

              – เงินกระจายสู่ต่างจังหวัดประมาณ 84-85% ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16%

              – ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายพื้นที่

    ไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 

              – คลังจะนำข้อเสนอเรื่องการต่ออายุ ไทยช่วยไทย ไปพิจารณา แต่จะรอผลประเมินหลังสิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายน 2569 ก่อน

              – หากมีการเดินหน้าต่อ ยืนยันว่า รัฐบาลมีงบประมาณรองรับเม็ดเงินหมุนเวียนเกือบ 1 แสนล้านบาท

    ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2

    ภาพจาก tete_escape / shutterstock.com

    จับตาอาจกลับไปใช้ 50/50 เหมือน คนละครึ่ง

              – มีประชาชนสะท้อนว่าการร่วมจ่าย ไทยช่วยไทย พลัส แบบ 60/40 คำนวณค่อนข้างยาก หลายคนเสนอให้กลับไปใช้รูปแบบ 50/50 คล้ายโครงการ คนละครึ่งพลัส

              – กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อเสนอไปพิจารณาในการออกแบบมาตรการในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view302948.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zt_aVCP06trfo_EhY65lQ

  • พะเยา ประชุมเตรียมความพร้อมจัดศึกเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 3 มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    พะเยา ประชุมเตรียมความพร้อมจัดศึกเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 3 มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    พะเยา ประชุมเตรียมความพร้อมจัดศึกเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 3 มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว


    7/08/2569 | 54 |

    พะเยา ประชุมเตรียมความพร้อมจัดศึกเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 3 มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

          นางสาวอรอาภา โลห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 3 จังหวัดพะเยา ณ ห้องประชุมภูกามยาว ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดพะเยา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานและมอบหมายภารกิจความรับผิดชอบแก่คณะทำงานฝ่ายต่างๆ 
        การประชุมครั้งนี้เป็นการวางมาตรการรองรับรอบด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ได้แก่ การประสานงานและอำนวยการแข่งขัน การจัดตั้งกองอำนวยการร่วม ณ บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา การรักษาความสงบเรียบร้อยและการจราจรโดยกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข การป้องกันอุบัติเหตุและสาธารณภัย การจัดเตรียมสถานที่และระบบไฟฟ้าโดยเทศบาลเมืองพะเยาและสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมสินค้าชุมชน สินค้า OTOP เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 
         สำหรับการแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ Waterjet Pro Tour สนามที่ 3 เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดพะเยา และสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา (กว๊านพะเยา) ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับจังหวัดพะเยาต่อไป 

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/529657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XPiGQSBN3dTrLr7qq6R86

  • การใช้จ่ายผ่านระบบ UPI ในอินเดียเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    การใช้จ่ายผ่านระบบ UPI ในอินเดียเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    การใช้จ่ายผ่านระบบ UPI ในอินเดียเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    การชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินดิจิทัล Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งด้านปริมาณและมูลค่าการทำธุรกรรม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Economy) และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

    ข้อมูลจาก National Payments Corporation of India (NPCI) ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม 2569 UPI มีการทำธุรกรรมรวม 23.66 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้นจาก 22.72 พันล้านรายการ ในเดือนมิถุนายน 
    และสูงกว่าสถิติเดิมที่ 23.2 พันล้านรายการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวมอยู่ที่ 29.88 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 313.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่ารวม 25.08 ล้านล้านรูปี นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการเปิดให้บริการ UPI เมื่อปี 2559

    ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า UPI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินดิจิทัลอินเดีย โดยปัจจุบันรองรับธุรกรรมแบบเรียลไทม์มากที่สุดในโลก คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของธุรกรรม
    การชำระเงินแบบทันที (Instant Payments) ทั่วโลก ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) โดยเฉพาะในเมืองรอง (Tier-2 และ Tier-3) รวมถึงพื้นที่ชนบท ซึ่งมี
    การใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากการเติบโตภายในประเทศแล้ว UPI ยังขยายการให้บริการไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสามารถใช้งานได้ในประมาณ 10 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ ภูฏาน เนปาล 
    ศรีลังกา ฝรั่งเศส มอริเชียส กาตาร์ และประเทศคู่ความร่วมมืออื่น ๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ การชำระเงินของนักท่องเที่ยว และส่งเสริมบทบาทของอินเดียในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัลของโลก

    ผู้บริหารของ PayNearby ระบุว่า การเติบโตของ UPI ในระยะต่อไปควรมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่น ความตระหนักรู้ และความสะดวกในการใช้งานในระดับรากหญ้า เพื่อให้การขยายตัวของระบบการชำระเงินดิจิทัลสามารถนำไปสู่การยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

    ข้อคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงนิวเดลี

    1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของระบบการชำระเงิน Unified Payments Interface (UPI) สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอินเดียที่หันมาใช้การชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นรูปแบบหลักในการจับจ่ายใช้สอย โดยมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่ชนบท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอินเดียในฐานะตลาดเกิดใหม่มีการพัฒนาและยอมรับเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology: FinTech) ในระดับสูง และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง 

    2. ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอินเดีย หรือมีแผนดำเนินธุรกิจค้าปลีกในตลาดอินเดีย ควรเตรียมความพร้อมในการรองรับการชำระเงินผ่านระบบ UPI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม และยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้า ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพใน
    การแข่งขันและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    https://www.ibef.org/news/upi-records-highest-ever-monthly-transaction-volume-in-july

    https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/upi-reaches-new-milestone-in-july-with-highest-ever-transaction-value-of-rs-29-88-lakh-crore/articleshowprint/132792336.cms?val=3728

    https://newsonair.gov.in/upi-records-highest-ever-monthly-transaction-volume-in-july/#:~:text=India’s%20Unified%20Payments%20Interface%20(UPI,worth%2029.88%20lakh%20crore%20rupees.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lhev0ynquyx7cd216syav1ch&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LV0cPipLVDmEO7FzNNQ0k