Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ดร.โจ้-พรรคเศรษฐกิจ’ เห็นใจพี่น้องหาบเร่ จะดึงแม่ค้าเข้าระบบ ‘จัดโซน’ ให้ลงทะเบียนขาย

    ‘ดร.โจ้-พรรคเศรษฐกิจ’ เห็นใจพี่น้องหาบเร่ จะดึงแม่ค้าเข้าระบบ ‘จัดโซน’ ให้ลงทะเบียนขาย

    ‘ดร.โจ้-พรรคเศรษฐกิจ’ เห็นใจพี่น้องหาบเร่ เห็นด้วย ดึงแม่ค้าเข้าระบบ ‘จัดโซนนิ่ง’ ให้ลงทะเบียนค้าขาย

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดงาน ‘วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’ กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากภาคประชาสังคม นักกิจกรรม ผู้ที่อยู่ในวงการสิทธิมนุษยชน และว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมตั้งคำถามว่า กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร

    บรรยากาศเวลา 18.00 น. เข้าสู่เวทีไฮไลต์ “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครพรรคประชาชน, นายจุฬาบุตร ค้าทันเจริญ แคนดิเดตรองผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ, นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ และนายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ ดำเนินรายการโดย นายสุผจญ กลิ่นสุวรรณ ทั้งนี้ น.ส.ทวิดา กมลเวชช ทีมชัชชาติ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมตามกำหนดการเดิม

    ในช่วงหนึ่ง มีการจับคู่ดีเบต ตอบทีละคำถาม โดยเมื่อจับได้คำถามที่ว่า ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะเพิ่มโอกาสอย่างไร ให้หาบเร่ประกอบอาชีพ

    นายคมสัน หรือ ดร.โจ้ กล่าวว่า หาบเร่มีปัญหามากพอสมควร แนวทางแก้ไขปัญหาจะไม่ทำแบบผู้ว่าฯ อีกท่าน ที่ไม่ให้ขายเลย หรืออีกท่านที่ปล่อยให้ขายเต็มที่

    “เข้าใจว่า กทม.มีเสน่ห์จากสตรีทฟู้ด ชาวต่างชาติเขาแฮปปี้ เอ็นจอย เพราะบ้านเขาไม่มีแบบนี้ อย่างไรแล้วเราต้องเข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องหาบเร่ ซึ่งจะมีเรื่องร้องเรียนมาเสมอ ว่าต้องลงไปเดินบนถนน

    “อย่างน้อยๆ เราจะไม่ยกเลิกเสียทั้งหมด ในส่วนของบนทางเท้า เราจะอนุญาตให้ขาย บนพื้นที่ที่มีฟุตปาธ 1.5 เมตรขึ้นไป แต่ถ้าต่ำกว่า 1 เมตร เราไม่อนุญาต
    “พ่อค้าแม่ค้าต้องมีการเข้าระบบเพื่อให้ กทม.ทราบว่า ใครขายอะไรอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มีมาตรการด้วย เช่น ทำพื้นที่สกปรก จะสามารถตามได้ว่าคือพ่อค้าคนไหน ถ้าหากไม่ปรับปรุงก็ตัดคะแนน” นายคมสันเผย

    นายคมสันกล่าวต่อว่า เราต้องยอมรับความจริงว่าพ่อค้าแม่ค้าเป็นคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน กทม.เช่นกัน ดังนั้น ตนจะไม่ปล่อยให้ใช้ชีวิตตามยถากรรม เราจะเข้าไปส่งเสริม
    “1.5 เมตรขึ้นไป ไม่ใช่จะไปตั้งโต๊ะอะไรก็ได้ จะมีการกำหนด เช่น อาจจะวางได้แค่ครึ่งเมตร อยากส่งเสริม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเคารพกฎกติกา” นายคมสันกล่าว

    ด้าน นายจุฬาบุตร แคนดิเดตรองผู้ว่าฯ ตัวแทน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช หรือ บิ๊กหยม ผู้สมัครผู้ว่าฯ เบอร์ 12 จากพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นเราต้องคำนึงก่อนว่าแต่ละจุดมีหาบเร่แผงลอยจำนวนเท่าไหร่ 6 เดือนก็ทราบได้แล้ว ไม่ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี จากนั้นใช้ข้อมูลคนที่ต้องเดินทาง จุดไหนคนเยอะมากกว่าปกติ ฟุตปาธรองรับไม่ได้

    “ฟุตปาธกว้าง เราแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าแคบ ต้องมาดูว่าพนักงานออฟฟิศเดินสวนไป-มา มีคนใช้พื้นที่จุดนั้นกี่คน คำนวณได้ว่าควรให้ตั้งร้านหรือไม่ ซึ่งไม่ควรให้ตั้งในจุดที่แคบเกินไป” นายจุฬาบุตรชี้

    นายจุฬาบุตรกล่าวว่า ประการที่ 2 คือ เห็นด้วยว่า ‘ต้องจัดโซนนิ่ง’ แผงลอยแบบตั้งร้าน หรือเข็นได้ อย่างเทศกาลสงกรานต์ กทม.ก็จัดเป็นบล็อกให้มาลงทะเบียนค้าขาย ส่วนร้านตั้งควรเข้าไปอยู่ในฟู้ดคอร์ตที่ กทม.จัดให้ แต่เก็บค่าเช่าน้อยมากๆ จนเขาสามารถอยู่รอดได้ เหมือนที่สิงคโปร์ทำได้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5776534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S1-I2m8muWZ5GUSmbWEIP

  • เศรษฐกิจไทย โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง ครัวเรือนเผชิญ รายได้ลด-ค่าครองชีพสูง

    เศรษฐกิจไทย โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง ครัวเรือนเผชิญ รายได้ลด-ค่าครองชีพสูง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T331Af4FKxjienOIAczx8

  • สัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด

    สัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด

    สัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด

    หลังจากตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนต่างชาติไหลออกและความกังวลต่อเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณบวกทยอยปรากฏ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การลดลงของความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยดึงเม็ดเงินต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

    นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategy, Fund Management) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาในภาพรวมของตลาดทุนไทย พบว่า มีความเสถียรภาพมากขึ้นกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยบวกจากการปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP จากร้อยละ 1.1 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.1

    อีกทั้งภาครัฐยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาวินัยทางการคลังเพื่อคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลดน้อยลงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

    “แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ แต่เริ่มมีท่าทีลดการขายหุ้นไทยลงและเปลี่ยนมาเป็นการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดแทน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีปัญหาภายในเฉพาะตัว”

    หุ้นไทยสิ้นปีไม่พ้น 1600 จุด

    นอกจากนี้ แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัญญาณอ่อนค่าลง อาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียและตลาดหุ้นไทยมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันการฟื้นตัวของตลาดอาจยังเป็นการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก
     
    ในทางกลับกันหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการขยายตัวของ GDP ที่มากกว่าร้อยละ 2 จะเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจอย่างแท้จริงในระยะยาว

    สำหรับเป้าหมายดัชนีที่เหมาะสมในปี 2569 นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 จุด ถึง 1,600 จุด และอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีกในอนาคตหากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลวางไว้ เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI และโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/662201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xqCsc8LWSBz8j3-xSI7yG

  • SME ร้านอาหาร ชงปรับเกณฑ์ไทยช่วยไทยพลัส หวั่นกระทบผู้ประกอบการในระบบ

    SME ร้านอาหาร ชงปรับเกณฑ์ไทยช่วยไทยพลัส หวั่นกระทบผู้ประกอบการในระบบ


    SME ร้านอาหาร ค้าปลีก และนักวิชาการ ตั้งคำถามไทยช่วยไทยพลัส หวั่นผู้ประกอบการในระบบเสียเปรียบ ถอดบทเรียน 3 ประเทศเอเชีย ชี้ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อขยายฐานภาษี ไม่ใช่ขยายศก.นอกระบบ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเดินหน้าใช้เทคโนโลยีและนโยบายเศรษฐกิจเพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Tax, e-Receipt, Digital Payment และมาตรการส่งเสริมการทำธุรกิจในระบบ (Formalization) เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี แต่ยังรวมถึงการสร้างเศรษฐกิจที่โปร่งใส เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน ยกระดับคุณภาพการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังเผชิญคำถามจากหลายภาคส่วนว่า เงื่อนไขบางประการของโครงการอาจกำลังสร้างแรงจูงใจในทิศทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    อย่างไรก็ตาม การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรคำนึงถึงการกระจายประโยชน์อย่างสมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด และช่วยประคับประคองทั้งผู้ประกอบการฐานรากและผู้ประกอบการในระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีของประเทศ

    “ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าของผู้ผลิตไทย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย การออกแบบมาตรการที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับผู้ประกอบการในระบบได้มากขึ้น จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐกล่าว

    นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เห็นว่าควรพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีอย่างถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของมาตรการ เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี อันจะส่งผลดีต่อการจ้างงาน การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างวัฒนธรรมการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสในระยะยาว” นายจรัญกล่าว

    ร้านอาหารสะท้อนผลกระทบ ยอดขายลดซ้ำเติมเศรษฐกิจซบเซา

    นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารระดับ SME เผชิญภาวะยอดขายชะลอตัวต่อเนื่องมาแล้ว 2-3 ปี จากทั้งกำลังซื้อที่อ่อนตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงกำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้ววันละ 5 พันบาท ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเสียโอกาสและได้รับผลกระทบด้านยอดขายเพิ่มเติม จึงเสนอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีเข้าร่วม
    “ตนมองว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านยอดขายอาจมากกว่านี้ แต่ไม่ได้เข้าระบบภาษีจึงสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ อยากให้รัฐบาลเล็งเห็นว่าเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ทำให้ยอดขายของตนยิ่งตกลงไปอีก เนื่องจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้สิทธิ์กับร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วม” นายวรันทร กล่าว

    นักวิชาการชี้ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่การขยายฐานภาษี

    แหล่งข่าวในแวดวงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มของประเทศพัฒนาแล้วและหลายประเทศในเอเชียในช่วงที่ผ่านมา คือการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการขยายเศรษฐกิจในระบบ

    กรณีของไต้หวันในโครงการ Triple Stimulus Vouchers รัฐบาลใช้ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าสมัยใหม่เป็นกลไกสำคัญในการกระจายคูปองและกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิต SME และเกษตรกรเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้

    เกาหลีใต้ใช้โครงการ Consumption Coupons ผ่านเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ทั่วประเทศ โดยเมื่อพบปัญหาการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย รัฐบาลเลือกกำหนดประเภทสินค้า แทนการตัดผู้ประกอบการออกจากระบบโครงการ

    ขณะที่สิงคโปร์ดำเนินโครงการ CDC Vouchers เพื่อช่วยเหลือร้านค้าชุมชน แต่ยังเดินหน้าขยายระบบชำระเงินดิจิทัลและการจัดเก็บภาษีควบคู่กันไป

    “แม้แต่ละประเทศจะเลือกวิธีการต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ใช่ขยายเศรษฐกิจนอกระบบ” แหล่งข่าวระบุ

    ร้านสะดวกซื้อคือสปอนเซอร์รายใหญ่ของ SME ไทย

    แหล่งข่าวในแวดวงวิชาการยังชี้ว่า การมองร้านสะดวกซื้อเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่อาจไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจทั้งหมดปัจจุบันร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยมากกว่า 3,000-4,000 ราย คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาทต่อปี

    ในอีกมุมหนึ่ง ร้านสะดวกซื้อคือสปอนเซอร์รายใหญ่ของ SME ไทย เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ดังนั้น เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่องทางเหล่านี้ได้รับผลกระทบ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ค้าปลีก แต่ส่งต่อไปยังผู้ผลิตรายย่อย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

    คำถามสำคัญ : รัฐกำลังให้รางวัลกับใคร?

    นักวิชาการมองว่า ประเด็นสำคัญของไทยช่วยไทยพลัสในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของรายใหญ่หรือรายเล็ก แต่เป็นเรื่องของการออกแบบแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

    หากมาตรการของรัฐทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า “ยิ่งอยู่ในระบบ ยิ่งเสียเปรียบ” หรือ “ยิ่งเติบโต ยิ่งหมดสิทธิ” ก็อาจส่งผลต่อความพยายามในการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทยพลัสยังเหลือเวลาดำเนินการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และยังมีผู้ลงทะเบียนไม่ครบตามเป้าหมาย ทำให้หลายฝ่ายมองว่ายังมีโอกาสที่รัฐบาลจะพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ควบคู่กับการขยายฐานภาษี สร้างการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระบบในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nSEi7_a0B9IWopnnGnHYM

  • InnovestX ขยับเป้า SET แตะ 1,600 จุดแม้ Q3 ส่อวูบแต่เชื่อฟื้นแรง Q4 แนะเขย่าพอร์ตดักเก็บ 5 หุ้นเด่น : อินโฟเควสท์

    InnovestX ขยับเป้า SET แตะ 1,600 จุดแม้ Q3 ส่อวูบแต่เชื่อฟื้นแรง Q4 แนะเขย่าพอร์ตดักเก็บ 5 หุ้นเด่น : อินโฟเควสท์

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) มองว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงในไตรมาส 3/69 จากความไม่แน่นอนของการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านที่ยังต้องรอระยะเวลา 60 วัน เพราะอาจมีบางข้อตกลงที่อิหร่านไม่สามารถยอมรับได้ เช่น ข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ เป็นต้น ประกอบกับ El Nino ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและซัพพลายเชน แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนี SET จะฟื้นตัวในไตรมาส 4/69 หลังรับรู้ปัจจัยกดดันต่างๆ ไปมากแล้ว

    INVX ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ปี 69 เป็น 1,550-1,600 จุด จากเดิม 1,500-1,550 จุด เพื่อสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด และประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 20% ส่วนปี 70 มองดัชนี SET มีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 1,720 จุด ได้

    หุ้นเด่นสำหรับไตรมาส 3/69 ได้แก่ CENTEL, CPN, GULF, HANA และ WHA เป็นต้น

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research ของ INVX กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ระหว่างแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงเดิมและแรงขับเคลื่อนใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยมองว่าโลกยังเผชิญ 3 แรงดึงสำคัญ ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็น 3 แรงส่งใหม่จากการลงทุนด้าน AI การคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ก้าวผ่านช่วงชะลอตัว และสร้างโอกาสการลงทุนรอบใหม่ในระยะข้างหน้า

    นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ INVX กล่าวว่า ภาพของเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในลักษณะ U-Shape Recovery โดยอาจชะลอตัวในช่วงไตรมาส 2/69 และไตรมาส 3/69 จากต้นทุนการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก สัญญาณอ่อนตัวของภาคการผลิตยุโรป ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่ลดลง และการเติบโตแบบ K-shaped growth ในจีนที่ภาคการผลิตและส่งออกดี แต่การใช้จ่ายในประเทศซบเซา ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/69 จากแรงสนับสนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

    สำหรับประเทศไทย INVX ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 69 จาก 1.4% เป็น 1.6% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามพัฒนาการของมาตรการดังกล่าว รวมถึงกระแสการลงทุนด้าน AI และการบังคับใช้มาตรา 301 ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด

    นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน INVX กล่าวว่า แม้ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุส หลังจากการทำข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน ระหว่างสหรัฐและอิหร่านและรอบใหญ่ของวัฏจักรการลงทุนใน AI รวมถึงความคาดหวังจากการเลือกตั้งของสหรัฐในเดือนพ.ย. 69 จะเป็นประเด็นสนับสนุนตลาดและทำให้ความเสี่ยงขาล่างไม่สูงนัก แต่ความเสี่ยงที่ตลาดจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จะเป็นผลมาจากผลของปรากฎการณ์ El Nino ที่รุนแรงขึ้นและแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ

    นายศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์ Head of Proprietary Trading ของ INVX กล่าวว่า นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว InnovestX ยังมองว่าการกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำระดับโลกจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางสภาวะที่เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี DR23 ได้ขยายจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิง สู่ 85 หลักทรัพย์ ครอบคลุม 4 ประเทศ และ 6 ตลาดหลักทรัพย์สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น สะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงโอกาสการลงทุนระดับโลกได้สะดวกมากขึ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ปัจจุบัน DR23 ครอบคลุมธีมการลงทุนสำคัญของโลก ทั้ง AI และเซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล การเงินดิจิทัล เฮลท์แคร์ พลังงาน และ ETF ชั้นนำระดับโลก ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงเมกะเทรนด์การเติบโตระยะยาวได้ด้วยเงินบาท ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทยที่มีอยู่เดิม ในช่วงเวลาที่การกระจายการลงทุนมีความสำคัญมากขึ้น DR23 จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เชื่อมโยงกับโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด ‘เข้าถึงการลงทุนระดับโลก ได้ง่าย ด้วย DR23

    InnovestX มองว่าในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังพยายามหลุดพ้นจากแรงกดดันและความไม่แน่นอน นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และการมองหาโอกาสจากเมกะเทรนด์ระยะยาว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงและการเติบโตของพอร์ตการลงทุนในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/604895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ckzOMilXGUUP7iXm3Jxo

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของมาตรการในการช่วยบรรเทาค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจค้าปลีกและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสจากมาตรการดังกล่าวต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างธุรกิจในระบบและนอกระบบ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5-2.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังประเมินว่ากำลังซื้อของครัวเรือนฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกันจากภาระหนี้และต้นทุนค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีบทบาทสำคัญต่อการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    อย่างไรก็ตาม การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรคำนึงถึงการกระจายประโยชน์อย่างสมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด และช่วยประคับประคองทั้งผู้ประกอบการฐานรากและผู้ประกอบการในระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีของประเทศ

    “ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าของผู้ผลิตไทย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย การออกแบบมาตรการที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับผู้ประกอบการในระบบได้มากขึ้น จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐ กล่าว

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ประเทศไทยมี MSME จำนวน 3.23 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของกิจการทั้งหมดในประเทศ และมีการจ้างงานรวมกว่า 12.93 ล้านคน หรือคิดเป็น 70.4% ของการจ้างงานภาคธุรกิจเอกชน ขณะที่สำนักงานประกันสังคมระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกันตนมาตรา 33 มากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคธุรกิจที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ

    ด้าน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้นควบคู่กันไป

    “SME ที่อยู่ในระบบคือกลุ่มที่ปฏิบัติตามกติกาของประเทศอย่างครบถ้วน ต้องรับภาระภาษี การจัดทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงมาตรฐานและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้ประกอบการนอกระบบจำนวนหนึ่งไม่ได้มีต้นทุนในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน” นายแสงชัย กล่าว

    นายแสงชัย ระบุว่า ปัจจุบัน SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มจาก 18% ในช่วงปลายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกของปี 2569

    “สิ่งสำคัญคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนธุรกิจ การเข้าสู่ระบบภาษี หรือการใช้ระบบดิจิทัลทางการเงิน เพราะหากธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้องไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐอย่างเหมาะสม อาจลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบในอนาคต” นายแสงชัย เผย

    นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า งบประมาณทุกบาทของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาจากภาษีของประชาชนและภาคธุรกิจในระบบ ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายจึงไม่ควรวัดเพียงยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่าสามารถขยายฐานภาษี เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในระบบ และสร้างผลตอบแทนเชิงโครงสร้างให้แก่เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด

    สอดคล้องกับแนวทางของ OECD ที่เสนอให้ประเทศไทยใช้นโยบายการคลังอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และลดช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจในระบบกับเศรษฐกิจนอกระบบ

    สำหรับโจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในระยะต่อไป จึงอาจไม่ใช่เพียงการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหรือยอดใช้จ่ายในระยะสั้น แต่คือการทำให้เม็ดเงินดังกล่าวช่วยรักษาการจ้างงาน ขยายฐานภาษี สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dXEzGkTP-Z46qfIC33lnN

  • รสรินทร์ จี้เปิดด่านช่องมหาราช ฟื้นเศรษฐกิจอุตรดิตถ์ 60 ล.

    รสรินทร์ จี้เปิดด่านช่องมหาราช ฟื้นเศรษฐกิจอุตรดิตถ์ 60 ล.

    รสรินทร์ จี้เปิดด่านช่องมหาราช ฟื้นเศรษฐกิจอุตรดิตถ์ 60 ล.

    “รสรินทร์” สส.อุตรดิตถ์ วอนรัฐเร่งเปิดด่านประเพณีช่องมหาราช ชายแดนไทยลาว หลังโดนปิดเซ่นปมกัมพูชา ทำชาวบ้าน 3 อำเภอ สูญรายได้กว่า 60 ล้านบาท กระทบหนัก

    24 มิถุนายน 2569 น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ พรรคโอกาสใหม่ ได้ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคงเร่งเปิด ด่านช่องมหาราช ชายแดนไทยลาว ในพื้นที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ อย่างเร่งด่วน หลังถูกสั่งปิดยาวนานกว่า 10 เดือน จากผลกระทบความขัดแย้งฝั่งกัมพูชา จนส่งผลกระทบให้เกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าใน 3 อำเภอ ต้องเผชิญวิกฤต เศรษฐกิจชายแดน และสูญเสียรายได้หมุนเวียนไปแล้วเกือบร้อยล้านบาท 

    ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ และกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้หารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้มีการผ่อนปรนและเร่งเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดน (ด่านประเพณี) ช่องมหาราช ชายแดนไทย-ลาว ตำบลบ่อเบี้ย อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายหลังถูกสั่งปิดมานานร่วม 10 เดือน จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก

    น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคโอกาสใหม่

    “ด่านประเพณีช่องมหาราชแห่งนี้ ถูกทางการสั่งปิดไปตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ด่านช่องมหาราชเป็นพื้นที่พรมแดนติดต่อระหว่างไทย-ลาว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในฝั่งกัมพูชาแต่อย่างใด การเหมารวมปิดด่านชายแดนแห่งนี้จึงส่งผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่” น.ส.รสรินทร์ ระบุถึงสาเหตุของปัญหา

    สส.พรรคโอกาสใหม่ กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน ทำให้ประชาชนขาดรายได้จากการค้าระหว่างพรมแดน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำปาด อำเภอฟากท่า และอำเภอบ้านโคก พื้นที่ทั้ง 3 อำเภอ พึ่งพารายได้หลักจากการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างชายแดน ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยปกติมีรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ตกเดือนละกว่า 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชน

    “ผ่านมาแล้ว 10 เดือนที่ด่านถูกปิดลง ทำให้เกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าสูญเสียรายได้รวมไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท ทุกวันนี้ชาวบ้านยังมีความหวังให้ด่านกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูรายได้ให้กลับมาดังเดิม” น.ส.รสรินทร์ กล่าว

    ในช่วงท้ายของการหารือ น.ส.รสรินทร์ ได้เรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง และทางจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้เร่งบูรณาการหาแนวทางเปิดด่านประเพณีช่องมหาราชโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และบรรเทาปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุตรดิตถ์ต่อไป

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979237&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IlRhC6wW90_NK6PpNy0Ng

  • เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนความเปราะบาง SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2% หลังวิกฤตพลังงานคลี่คลาย แต่เตือนครัวเรือน-SMEs ยังติดหล่มหนี้สูง

    เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนความเปราะบาง SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2% หลังวิกฤตพลังงานคลี่คลาย แต่เตือนครัวเรือน-SMEs ยังติดหล่มหนี้สูง

    SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ K-shaped กระจุกตัวในภาคธุรกิจที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ท่ามกลางรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ระดับสูง

     
     
    SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง

    เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ

    ราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี

    SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ (1) ต้นทุนพลังงานและการผลิต กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น (2) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้ และ (3) ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น

    การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง

    SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด

    ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ – ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือนจะเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ แม้มีแรงพยุงจากภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท

    SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ดี แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป

    สำหรับปี 2570 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่

    ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐ

    ที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว

    นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค

    ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ AI, FDI และ Megatrends

    ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ความผันผวนของ Supply chain และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย อัตรากำไร และสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้บริโภคในภาวะที่อุปสงค์ยังเปราะบาง

    SCB EIC มองว่าแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SME รวมทั้งธุรกิจที่มีความสามารถในการปรับตัวลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตได้ตามกระแส

    การเปลี่ยนแปลงหลักของโลก จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของอุปสงค์อย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ โอกาสการเติบโตยังอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI, การลงทุนจากต่างประเทศ และ Megatrends เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data center พลังงานสะอาด อาหาร และ Healthcare ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างต้นทุน และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    เศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอลง ท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น

    SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง

    ภาพมุมสูงตึกระฟ้าและเส้นขอบฟ้าเมืองกรุงเทพมหานคร 1

    อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q22026?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

    ภาพ: artem evdokimov / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-fragile-debt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DsSRv_Gybpk1eE-A5-b6q

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2569

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2569

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7-0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดว่าจะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs ปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม เฉลี่ยที่ร้อยละ 2.8 และ 1.4 ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.4 ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    24 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7-0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดว่าจะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs ปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม เฉลี่ยที่ร้อยละ 2.8 และ 1.4 ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.4 ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    24 มิถุนายน 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20260624-NVHKxr00.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CfAgXJuko5JkgzuqzSoiQ

  • “ยศชนัน”เปิด 3 ความท้าทายประเทศวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    “ยศชนัน”เปิด 3 ความท้าทายประเทศวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และภาคประชาชน ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งใช้ ววน. เป็นพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวง อว. กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศ ตามแผนใหม่ ววน. ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575’” ว่างานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่คือ “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนประเทศสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน ชี้ประเทศไทยหมดเวลาพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่า วิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าต้องถูกประกอบเข้ากับความต้องการของตลาดโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลัง

    ส่วนการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จะมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนสัญญาณอ่อนของโลกให้กลายเป็นโอกาสของสตาร์ทอัพไทย โดยยึด 3 ความท้าทายระดับชาติ ได้แก่

     1.สงครามเทคโนโลยีและ AI

    2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ

    3.สังคมสูงวัยและช่องว่างระหว่างวัย

    พร้อมกับยกระดับ อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การเกษตร เร่งแก้ปัญหา ‘คนทำเยอะแต่สัดส่วน GDP น้อย’ ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม, สุขภาพและการแพทย์ มุ่งทลายคอขวดด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ได้สิทธิ สปสช., อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งสร้างนักออกแบบวงจรยุคใหม่เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่, เศรษฐกิจระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างชุมชนใหม่ แปรรูปสินค้า และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว

     “ปัจจุบันงบประมาณ ววน. ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ประเทศรายได้สูงควรมีงบวิจัยอย่างน้อย 50,000 – 100,000 ล้านบาท จึงมีความพยายามเชื่อมโยงงบประมาณกับหน่วยงานต่างประเทศและภาคเอกชนเพื่อขยายฐานงบประมาณให้ใหญ่ขึ้น” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

    นอกจากนี้ในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการจัดทำแผนที่ทักษะ (Skill Map) เพื่อดูช่องว่างของทักษะระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ถูกแทรกแซงจากปัญญาประดิษฐ์จะต้องได้รับการเพิ่มทักษะทันที พร้อมทั้งเตรียมร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการตั้งกองทุนวิจัยฐานภารกิจ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ขั้นสูง เพื่อจับคู่ขอรับทุนจาก ววน. “ววน.ต้องเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน โดยกระทรวง อว. จะเป็นกระดูกสันหลังในทุกมิติ

    ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า โลกในปัจจุบันบทบาทของ ววน. ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาอีกต่อไป แต่เป็น “Game Changer” ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับประเทศไทย หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับผลิตภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความท้าทายใหม่ของโลก

        “เป้าหมายคือการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ได้ 5 เท่าของการลงทุน เช่น หากลงทุน 20,000 ล้านบาทต่อปี ควรเกิดผลกระทบโดยตรงประมาณ 100,000 ล้านบาทบาทต่อปี”ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล กล่าว

    ทั้งนี้ ร่างกรอบแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2571–2575 มุ่งสร้างการเปลี่ยนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้างเทคโนโลยีของตนเอง เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก แข่งขันได้ ประชาชนได้ประโยชน์ และประเทศพร้อมรับอนาคต เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ การสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การสร้างฐานรากแห่งอนาคตผ่านการลงทุนในคนการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ และโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจและสังคม

    ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้าน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนด้าน ววน. ฉบับเก่า ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำเร็จของแผนฯ ที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5972408/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H6NQe1Y-QvI7qyx918X6z