Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการค้าต่างประเทศขนทัพกูรูด้านเศรษฐกิจติดปีก SMEs ไทย  ชี้ช่องคว้าชัยชนะบนกติกาการค้าโลกยุคใหม่

    กรมการค้าต่างประเทศขนทัพกูรูด้านเศรษฐกิจติดปีก SMEs ไทย ชี้ช่องคว้าชัยชนะบนกติกาการค้าโลกยุคใหม่

    กรมการค้าต่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “Winning in trade Under the New World Order การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่” ดึงผู้ประกอบการร่วมงานอย่างล้นหลามเกือบ 500 คน มั่นใจช่วยยกระดับธุรกิจไทย ปรับกลยุทธ์รับมือภูมิรัฐศาสตร์ และคว้าโอกาสใหม่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดสัมมนา หัวข้อ “Winning in Trade Under the New World Order การค้าที่ต้องชนะในกติกาโลกใหม่” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือระเบียบโลกใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ซึ่งมีผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้นำเข้า-ส่งออก นักลงทุน ตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 450 คน

    งานสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า และแนวโน้มการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างเท่าทัน พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายในงานฯ มีการเสวนา ในหัวข้อ “คว้าโอกาส สู่ชัยชนะ : ภายใต้ระเบียบโลกใหม่” โดยอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับ 3 กูรูเศรษฐกิจแถวหน้า ได้แก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายสัทธา วนลาภพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เพื่อร่วมตกผลึกแนวทางการขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นางอารดากล่าวเพิ่มเติมว่า “ช่วงบ่ายมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Smart Synergy Workshop” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการลงมือปฏิบัติและเจาะลึกการใช้งาน 4 ระบบดิจิทัลสำคัญของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างมืออาชีพ ได้แก่ ระบบ SMART-I (ออกหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้า) ระบบ TCWMD (บริหารการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) ระบบ ROVERs PLUS (รับรองถิ่นกำเนิด) และระบบ SMART C/O (ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า) โดยมีทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากกรมการค้าต่างประเทศ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด”

    นอกจากนี้ ภายในงาน ยังจัดแสดงนิทรรศการภารกิจของกรมการค้าต่างประเทศ และการแสดงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Agri Plus Award 2026 รวมถึงบูธคลินิกให้คำปรึกษา ทั้งด้านการค้า การเงิน การลงทุน โลจิสติกส์ และการส่งออก ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีหน่วยงานพันธมิตร 5 แห่ง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมให้บริการปรึกษาฟรีแบบครบวงจร

    “กรมการค้าต่างประเทศมั่นใจว่าผลจากการจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้รับองค์ความรู้และข้อมูลเชิงลึกไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างภาพจำและความเข้าใจที่ถูกต้องในบทบาทของภาครัฐที่พร้อมเคียงข้างและสนับสนุนภาคเอกชน ตลอดจนเกิดเครือข่ายความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นางอารดากล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยด้านการค้าต่างประเทศหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ สามารถสอบถามได้ทางสายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th หรือ Facebook เพจ “กรมการค้าต่างประเทศ DFT”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1031157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUlCjWJH3yzC2aJNmKAVv

  • “จีน” ชี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากกว่าไหลออก สะท้อนเศรษฐกิจยังแกร่ง

    “จีน” ชี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากกว่าไหลออก สะท้อนเศรษฐกิจยังแกร่ง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานวันนี้ (25 มิ.ย. 2569) ว่า นายหลิงจี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองผู้แทนการค้าระหว่างประเทศของจีน เปิดเผยว่า เงินลงทุนจากต่างประเทศในจีนมีทั้งกระแสไหลเข้าและไหลออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในภาพรวม ยอดเงินทุนไหลเข้ายังคงมากกว่าเงินทุนไหลออก

    นายหลิงกล่าวในงานแถลงข่าวว่า จีนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของการลงทุนข้ามชาติของนานาประเทศทั่วโลกมาโดยตลอด

    ทั้งนี้ มูลค่าการใช้เงินทุนต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.34 ล้านล้านบาท แม้จะมีความผันผวนเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

    สำหรับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-พฤษภาคม มูลค่าการใช้เงินทุนจากต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงของจีนปรับตัวลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงดังกล่าวชะลอตัวลง 4.6 จุด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่โครงสร้างการลงทุนจากต่างประเทศยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายหลิงระบุว่า เสถียรภาพโดยรวมของเงินทุนต่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความน่าดึงดูดของจีนในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ยอดสะสมรวมของเงินทุนต่างประเทศในจีนยังคงเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

    โดยภาพรวม การลงทุนจากต่างประเทศในจีนยังคงมีเสถียรภาพ ทั้งในด้านขนาดการลงทุน การดำเนินงาน ผลตอบแทน และความคาดหวังของนักลงทุน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/841628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CheBDU-dSZErTFKaX6tUd

  • เข้มขลัง!! ไม่เอาท์ใช้ได้ ‘คาถาสู้ตุ๋นลงทุน’ เศรษฐกิจฝืดยิ่งต้องใช้ | เดลินิวส์

    เข้มขลัง!! ไม่เอาท์ใช้ได้ ‘คาถาสู้ตุ๋นลงทุน’ เศรษฐกิจฝืดยิ่งต้องใช้ | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ กับ “ภัยหลอกลงทุน” ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคนี้ซึ่งล่าสุดที่เพิ่งเป็นกระแสก็เป็นกรณีการหลอกลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่มีการออกมาให้ข้อมูลโดยหน่วยงานรัฐเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสังคมไทยก็คงต้องติดตามต่อไปว่า…ที่สุดแล้วกรณีนี้จะมีบทสรุปเช่นไร อย่างไรก็ตาม ว่าด้วย “ภัยหลอกลงทุน” นั้น เคยมีมุมวิเคราะห์จากนักวิชาการ ที่ได้เคยฉายภาพและอธิบายไว้กับ ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับ “กลยุทธ์-กลวิธี” ที่มิจฉาชีพมักจะใช้ “หลอกล่อเหยื่อ” ให้ติดกับดัก …

    ถึงแม้วิธีบางอย่างที่ใช้ไม่ใช่กลโกงแบบใหม่

    หากเป็น “อุบายดั้งเดิม?” แต่ยังคง “ใช้ได้ผล”

    จะมีกลโกงกลลวงใดนั้น ลองมาพิจารณากัน

    จากเกริ่นนำข้างต้นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ระบุไว้นั้น เรื่องนี้ไม่เกินความจริงเลย โดยเฉพาะเมื่อพลิกแฟ้มย้อนดูสถิติทางคดีของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยออกมาเปิดเผยตัวเลขสถติไว้ก็ยิ่งน่าตกใจ เมื่อพบว่า… ถึงแม้ “คดีหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” จะรั้งอันดับ 4 จากจำนวนคดีทั้งหมด แต่กลับคว้าแชมป์อันดับ 1 ในแง่มูลค่าความเสียหายรวม จนแซงหน้าคดีการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ไปแบบขาดลอย โดยเรื่องนี้เคยเป็นปรากฏการณ์ทำให้สังคมไทยเกิดเสียงอื้ออึง ซึ่งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้คดีหลอกลงทุนในลักษณะนี้ “มีตัวเลขสูงลิ่ว” ทั้งจำนวนเหยื่อต่อคดี และมูลค่าความเสียหาย โดยเรื่องนี้ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล นักวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยมีการถอดรหัสกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้ยังคงมีเหยื่อนั้น มีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ทั้งนี้ หากพิจารณาย้อนดูถึงวิวัฒนาการของภัยอมตะ” ชนิดนี้แล้ว ผศ.ดร.ภูษิต มีการสะท้อนว่า… จุดขายหลัก ๆ ของมิจฉาชีพประเภทนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังคงใช้วิธีการเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คือ “ใช้วิธีชูคำหวาน” เช่น “ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูง” โดย “อุบายคลาสสิก” นี้ยังใช้ได้ผลเสมอตั้งแต่ในอดีต เช่น ยุค แชร์แม่ชม้อย เมื่อปี 2520-2528 ที่เป็นการหลอกลงทุนรถขนน้ำมัน ถัดมาคือ แชร์บลิสเชอร์ เมื่อปี 2534 ที่มีการใช้ระบบสมาชิกไทม์แชร์ริ่งและเร่งรัดให้หาสมาชิกเพิ่มเพื่อรับส่วนแบ่ง จนมาถึงกรณี ยูฟันด์เมื่อปี 2558 ที่เป็นการสร้างสกุลเงินจำลอง ตามมาถึงกรณีของ Forex-3D”

    นอกจากนี้นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… และเมื่อนำรูปแบบกับวิธีการที่มิจฉาชีพเหล่านี้ใช้มาพิจารณาจะพบว่า… ขบวนการต้มตุ๋นเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หากแต่ “มีกลยุทธ์ช่ำชอง” เพื่อจะเข้าหาเหยื่อแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน รวมถึง “มีขั้นตอนที่แยบยล โดยเฉพาะการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากออฟไลน์สู่โลกออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว ผ่านอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งทำเพจปลอมขึ้น ใช้เฟซบุ๊กอวตาร หรือแม้แต่ยิงโฆษณามุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ล็อกเป้าเอาไว้ เช่น คนที่กำลังมองหางาน มองหารายได้เสริม หรือกำลังประสบปัญหาการเงิน ซึ่งคนเหล่านี้กำลังอยู่ในสภาวะเปราะบางทางอารมณ์ และพร้อมที่จะเปิดรับทางเลือกใหม่ ๆ ได้ง่าย…

    แต่สิ่งที่น่ากังวลและน่าเป็นห่วงในมุมมองของ ผศ.ดร.ภูษิต นั้น นักวิชาการคนเดิมระบุว่า… คือเรื่อง “อายุของเหยื่อ” ที่จากเดิมจำกัดอยู่แค่เพียงวัยผู้ใหญ่ หรือคนทำงานที่มีเงินเก็บ แต่ปัจจุบันมีการขยายฐานของเหยื่อลามไปถึง เด็ก วัยรุ่น และนักศึกษา โดยอุบายที่มักนำมาใช้หลอกล่อเหยื่อช่วงวัยนี้คือ การใช้เทคโนโลยีและกระแสนิยมยุคใหม่ เช่น หลอกให้ร่วมลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลปลอม หรือหลอกชวนให้ลงทุนในเกม NFT ซึ่งทำให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากสูญเงิน เพราะหลงเชื่อภาพลวง

    นอกจากนี้ยังนำ “ความร่ำรวยแบบรวดเร็ว” มาใช้เป็นตัวล่อเหยื่ออายุน้อยให้ติดกับดัก ซึ่งหลายคนตกเป็นเหยื่อจากปัจจัยนี้ ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ ซึ่งระยะหลังพบเหยื่อกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ โดยมิจฉาชีพที่ล็อกเป้ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้เข้ากับ “ความต้องการของเหยื่อ” ซึ่งผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณส่วนใหญ่มักต้องการความมั่นคงในชีวิต มิจฉาชีพจึงมักเข้ามาในรูปแบบ หลอกลงทุนเกี่ยวกับฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ โครงการออมเงินระยะยาว ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง เนื่องจากรู้ว่า… ผู้สูงอายุมักกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคต และปรารถนาที่จะมีเงินไว้ดูแลตัวเองยามเจ็บป่วย โดยไม่พึ่งพาลูกหลานและครอบครัว…

    และในส่วนของ “วิธีเข้าถึงเหยื่อ” โดยกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพมักนิยมนำมาใช้นั้น อาทิ แปลงร่างมิจฉาชีพเป็นมิตรภาพ โดยจะเข้ามาสร้างปฏิสัมพันธ์กับเหยื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการแสดงความปรารถนาดี เห็นอกเห็นใจในเหยื่อ จากนั้นก็จะ “สร้างโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ” ด้วยการโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา กินอาหารราคาแพง ขับรถสปอร์ต หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้เหยื่อเห็นความสำเร็จทางการเงิน จากนั้นจะทำทีพร้อมแบ่งปันเคล็ดลับ หรือชี้ช่องทางรวยนี้ให้เหยื่อ โดยเมื่อเหยื่อสนใจก็จะเข้าสู่ขั้นตอน “จูงใจด้วยตัวเลขผลตอบแทนสูงควบคู่การใช้ประโยคเชิญชวนฮิตที่คุ้นหู เช่น ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมาก, ลงทุนไว ได้ผลตอบแทนเร็ว ที่กลลวงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเหตุผลในสมอง โดยในสมองของเหยื่อจะถูกแทนที่ด้วยความหวังที่จะหลุดพ้นจากวิกฤติทางการเงินที่เป็นอยู่… เป็น “กลยุทธ์” ที่นำมาใช้หลอกล่อ “เหยื่อ”

    ส่วน “วิธีป้องกัน” ให้ไม่เสี่ยงเป็นเหยื่อนั้น ผศ.ดร.ภูษิต เคยให้แนวทางเพื่อป้องกันตัวจากมิจฉาชีพและภัยประเภทนี้ผ่าน “หลักระวัง ล.ลิง 10 ตัว” ได้แก่ ตัวแรก ล่อใจ ที่ต้องไม่หลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง, ตัวที่สอง ลวงหลอก” จากคำชวนเชื่อและสร้างเงื่อนไขเรื่องเวลาเพื่อบีบบังคับให้รีบตัดสินใจ, ตัวที่สามคือ ลาภลอย ที่มักใช้คำพูดสวยหรูว่าเพื่อสร้าง Passive Income โดยไม่ต้องทำงานหนัก, ตัวที่สี่ ลึกซึ้งที่มิจฉาชีพมักจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความใกล้ชิดในการชักชวนเหยื่อ, ตัวที่ห้า ลับเฉพาะ โดยสร้างความรู้สึกจากข้อเสนอให้ดูเป็นความลับที่มอบให้เป็นพิเศษเฉพาะบุคคลเท่านั้น ตัวที่หก เลือกให้ข้อมูลแค่บางมุม” โดยจะเปิดเผยแต่ด้านดี แต่จะจงใจปิดบังหรือเบี่ยงเบนประเด็นความเสี่ยงทั้งหมด

    ตัวที่เจ็ด เลื่องลือโดยการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนดังเพื่อสร้างความมั่นใจและลดกำแพงความสงสัย, ตัวที่แปด ลึกลับ มักนิยมใช้คำศัพท์เทคนิคทางการเงินที่ดูหรูหรา ซับซ้อน หรือเข้าใจยาก เพื่อทำให้ดูเหมือนมีความเชี่ยวชาญ, ตัวที่เก้า ลังเล ด้วยการเล่นกับความรู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาส เพื่อรวบรัดตัดตอนให้เหยื่อโอนเงินทันที และตัวสุดท้ายคือ ลองลงทุนที่เปิดโอกาสให้ทดลองลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาจริงงวดแรก ๆ เหยื่อจะหลงกล และยอมทุ่มเงินลงไปมากขึ้น…นี่เป็น “หลัก ล.ลิง 10 ตัว” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “กลยุทธ์ทางจิตวิทยา” ที่มิจฉาชีพมักจะนำมาใช้… อย่างไรก็ดี แต่ก็มีหลายคนเกิดปุจฉาตามมา ที่ผ่านมาก็ “มีคำเตือนมีการให้ข้อมูล” เป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับ “ภัยหลอกลงทุน”

    แต่เหตุใดยังคงมีเหยื่อหน้าใหม่เกิดขึ้นซ้ำ

    จนหลายคนมองเป็น “ซอมบี้ที่ฆ่าไม่ตาย!”.

    ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5972589/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y0oCeX4XqGCUwho_UlQhC

  • นายกฯ แจงสภาขอโอนงบปี 69 กว่าหมื่นลบ. เตรียมรองรับเหตุฉุกเฉิน-แก้วิกฤตเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ แจงสภาขอโอนงบปี 69 กว่าหมื่นลบ. เตรียมรองรับเหตุฉุกเฉิน-แก้วิกฤตเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำเสนอร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีหลักการให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328,065,100 บาท โดยในปีงบประมาณ 69 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม จากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    ทั้งนี้ รัฐบาลภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้จ่ายจบกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้งบกลางที่ตั้งไว้จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ รวมทั้งอาจมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นจากสถานการณ์สาธารณภัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 69 จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายบางรายการที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรรตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ไปตั้งเป็นงบกลาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว รวมทั้งกรณีมีเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ หรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการคือ

    1. เพื่อนำรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ของหน่วยรับงบประมาณที่คาดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้จำนวนทั้งสิ้น 10,328,065,100 บาท ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
    2. เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวม ทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ 69 และเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

    “รัฐบาลเห็นว่า กฎหมายการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีความสอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งจะทำให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่เสนอต่อสภาฯ ประกอบด้วย

    1. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่าย ที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
    2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็น และต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ 69

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ซึ่งเมื่อร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย มีผลใช้บังคับ หน่วยรับงบประมาณจะสามารถขอรับการจัดสรรงบกลาง เพื่อนำไปดำเนินภารกิจที่มีความเร่งด่วน ฉุกเฉินหรือจำเป็นได้

    “รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกในการรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการดำเนินภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า โปร่งใส และก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/605347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EUJCcmsV0HapgRtTq3j7c

  • สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก

    สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสำคัญไม่แตกต่างกัน ผู้คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตสดใส ย่อมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข หากมองในทางเศรษฐกิจ ยิ่งผู้คนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตสมบูรณ์พร้อมมากเท่าไหร่ แรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ยิ่งมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน หากผู้คนยังประสบปัญหาทางจิตใจ ปัญหาสุขภาพจิตก็อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายตามมา และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจความสำคัญของสุขภาพจิตที่มีต่อเศรษฐกิจ ตามรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่เศรษฐกิจโลกมากถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการสูญเสียผลผลิต (Productivity Loss) เนื่องจากเมื่อผู้คนที่ควรเป็นแรงงานหลักประสบปัญหาทางสุขภาพจิต ผลผลิตที่ควรได้ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย นอกจากตลาดแรงงานจะได้รับผลกระทบแล้ว ผู้คนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตยังมักจะสูญเสียความสามารถในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการตัดสินใจทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และเงินออมของครัวเรือน

    องค์การอนามัยโลกได้รายงานเพิ่มเติมว่า สุขภาพจิตนับเป็นสาเหตุอันดับสองที่ก่อให้เกิดความพิการในระยะยาว และสร้างแรงกดดันต่อสังคมในด้านการต้องจัดหาบริการทางสาธารณสุขรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ รองรับ แต่ทว่าในปัจจุบัน หลายประเทศยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตค่อนข้างน้อย โดยค่าเฉลี่ยของงบประมาณด้านสุขภาพจิตทั่วโลกกลับอยู่ที่เพียงร้อยละ 2 ของงบประมาณสาธารณสุขทั้งหมดเท่านั้น

    หากเรามองผู้คนเป็นแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมองว่าการทุ่มเทงบประมาณเพื่อดูแลปัญหาสุขภาพจิตคือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การลงทุนในคนก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างสูงสุด ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่า การลงทุนในสุขภาพจิตเป็นการลงทุนในผู้คน ชุมชน และเศรษฐกิจที่ทุกประเทศไม่ควรละเลย อีกทั้งการดูแลปัญหาสุขภาพจิตยังสามารถทำได้โดยมีต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้ลุกลามบานปลาย ตัวอย่างเช่น การจัดโครงการดูแลสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานในประเทศที่มีรายได้น้อย อาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 34 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความเสียหายในอนาคตจากการที่รัฐบาลดูแลคนในประเทศได้ไม่ดีเพียงพอ

    ปัญหาสุขภาพจิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองคาพยพทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลเลือกลงทุนในคนและใส่ใจแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตควบคู่ไปกับสุขภาพกาย ประชาชนจะสามารถเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงและปัญหาสังคมต่าง ๆ ลงทุนศาสตร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ภาครัฐและสังคมร่วมมือกันแก้ไข เพื่อให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] World Health Organization. (n.d.). Economic Aspects of the Mental Health System: Key Messages to Health Planners and Policy-Makers. https://iris.who.int/server/api/core/bitstreams/3fd7abab-ab50-419c-b40a-ac8a5142cfcd/content

    [2] World Health Organization. (September 2, 2025). Over a billion people living with mental health conditions – services require urgent scale-up. https://www.who.int/news/item/02-09-2025-over-a-billion-people-living-with-mental-health-conditions-services-require-urgent-scale-up

    [3] World Health Organization. (n.d.). Mental health. https://www.who.int/health-topics/mental-health#tab=tab_1

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/mental-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aza8Rr-eLhxtWcMgXa-v2

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น  – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น

    วันที่นำเข้าข้อมูล 25 มิ.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 มิ.ย. 2569

    | 19 view

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะผู้แทนสำรองของเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย (Alternate SOM) เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation: MJ) ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามและญี่ปุ่นเป็นประธานร่วม

    ไทยย้ำความสำคัญของการผลักดันการส่งเสริมโครงการความร่วมมือในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยครอบคลุมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม รวมถึงประเด็นท้าทายที่เร่งด่วนของอนุภูมิภาค ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและคุณภาพน้ำ มลพิษทางอากาศ และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยังย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนลียีและนวัตกรรม และการเสริมการประสานงานกับกรอบความร่วมมือระหว่างยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) กับ MJ และกลไกความร่วมมือแม่โขงอื่น ๆ

    ที่ประชุมทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – ญี่ปุ่น ค.ศ. 2024 และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มีความผันผวนสูง อาทิ การส่งเสริมความเชื่อมโยงทางกายภาพ กฎระเบียบ และดิจิทัล การส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และการรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ ทั้งยังหารือเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรี MJ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

    ก่อนการประชุม ประเทศลุ่มน้ำโขงเข้าร่วมการประชุม ACMECS Caucus เพื่อแลกเปลี่ยนท่าทีของประเทศลุ่มน้ำโขงเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา โดยไทยแจ้งพัฒนาการของการเตรียมการจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation: Mekong – ROK) ซึ่งไทยจะเป็นประธานร่วมในวันที่ 26 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-mekong-japan-som-jun-26-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VvWJkbBOYF8Z51xpP6Qhi

  • เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้วางกลยุทธ์ 6 เครื่องยนต์สร้างรายได้จากการขาย-รายได้ประจำฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้วางกลยุทธ์ 6 เครื่องยนต์สร้างรายได้จากการขาย-รายได้ประจำฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบาง และต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อถดถอย และด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สามารถยืนหยัดสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างมั่นคง สะท้อนจากตัวเลขผลประกอบการปี 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีรายได้อยู่ที่ 14,686 ล้านบาท กำไร 1,455 ล้านบาท ทรงตัวจากปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 14,621 ล้านบาท และกำไร 1,467 ล้านบาท

    สะท้อนจากแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของไทยที่ถูกออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์ ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ ที่อยู่อาศัย (Residential) อุตสาหกรรม (Industrial) และพาณิชยกรรม (Commercial Mixed-Use) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากรวมกิจการกับบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)เมื่อปี 2562 โดยนอกจากจะทำให้บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงจากพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย ยังเป็นการรวมประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกในตลาดประเทศไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอสังหาฯแบบครบวงจรของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีธุรกิจอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป

    ทั้งนี้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีการดำเนินธุรกิจทั้งหมด 6 ธุรกิจที่เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโต ผสมผสานระหว่างธุรกิจที่สร้างรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยแนวราบ, แนวสูง และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทั้งอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, อาคารสำนักงานและโรงแรม และรีเทล ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบจากภาวะผันผวนของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

    โดยมีธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ บและมีโซลูชันการบริการครบวงจรตั้งแต่การจัดหาที่ดินถึงการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้รอบด้าน พร้อมรองรับ 2 กระแสหลักทั้งการขยายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเข้ามาในอาเซียน รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้บริษัทยังมีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมในรูปแบบโครงการมิกซ์ยูที่ผสมผสานพื้นที่อาคารสำนักงานและรีเทลเข้าด้วยกัน ได้แก่ One Bangkok, Park Ventures, Sathorn Square, The PARQ, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge

    สำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัยมีโปรดักท์ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ตั้งแต่บ้านระดับลักชัวรี ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์อย่าง The Grand, Grandio, Gramour, Gute’ และ Goldina

    ด้วยจุดแข็งของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด จึงมีเครือข่ายระดับสากลที่ผนึกความร่วมมือทั้งด้านองค์ความรู้และประสบการณ์ รวมถึงเชื่อมโยงฐานลูกค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะในธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ดึงศักยภาพของเครือข่ายมาต่อยอดสู่การให้บริการลูกค้าข้ามชาติได้อย่างไร้รอยต่อ

    นอกจากนี้การผนึกกำลังกันภายในเครือที่ครอบคลุมถึงการผนวก One Bangkok เข้ามาอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มการดำเนินงานเดียวกัน เป็นการผสานทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการปล่อยเช่า การบริหารสินทรัพย์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เช่าไว้ในระบบเดียวกันอย่างครบวงจร

    ทั้งนี้จากแนวทาง Multi-Asset Class Portfolio ที่ขับเคลื่อนจาก 6 เครื่องยนต์ธุรกิจ ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยสามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินงานได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด โดยในปีนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15,000 ล้านบาท จากการวางธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการจาก 3.8 ล้านตารางเมตรเพิ่มเป็น 4 ล้านตารางเมตร รวมถึงขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ในอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA – The Eastern Gateway) และเตรียมพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ในจังหวัดชลบุรี

    สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานและรีเทล หลังจากผนวกกับโครงการวัน แบงค็อก ได้หนุนให้บริษัทมีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วย 7 โครงการมิกซ์ยูส มีพื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบจะเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่า 7,300 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/867797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-ymnSc2APXtTlKlD0cGvM

  • คณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาจากประเทศต่าง ๆ เข้าพบและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจกับ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    คณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาจากประเทศต่าง ๆ เข้าพบและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจกับ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    การใช้งานคุกกี้ของ ธปท.

    ธปท. มีการใช้คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์ รวมทั้งมีการใช้คุกกี้อื่น (อาทิ คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ คุกกี้เพื่อวิเคราะห์การประเมินผลใช้งานและการโฆษณา) เพื่อช่วยปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือการให้บริการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น โดยหากท่านคลิก “ยอมรับการใช้งานคุกกี้ทุกประเภท” ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้อื่นนอกจากคุกกี้ที่จำเป็นด้วย ซึ่งท่านสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้เพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ของ ธปท.

    คุกกี้ที่จำเป็น คุกกี้อื่น ทางเลือก
    ยอมรับ ยอมรับ
    ยอมรับ ปฏิเสธ

    คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการใช้งานหรือการให้บริการพื้นฐานของเว็บไซต์ ธปท. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

    คุกกี้อื่นเพื่อการใช้งานเว็บไซต์และเพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ธปท. จดจำผู้ใช้งาน และตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้ รวมทั้งช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ นอกจากนี้ คุกกี้ดังกล่าวยังทำให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ของท่านในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ธปท. และใช้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และการนำเสนอบริการบนเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260625.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4JWK8MxEoHCuBDRaZsgC

  • มัลลิกาลุยตลาดตรอกหม้อ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ฟื้นตลาดเก่า ดันเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม

    มัลลิกาลุยตลาดตรอกหม้อ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ฟื้นตลาดเก่า ดันเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม

    วันนี้ (25 มิถุนายน) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการพัฒนาตลาดเก่าและย่านประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร

    ดูภาพข่าว ▼ 

    บรรยากาศภายในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนขอถ่ายภาพและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.มัลลิกา ตลอดเส้นทางการลงพื้นที่ ส่งผลให้การค้าขายในช่วงเช้ามีความคึกคักเป็นพิเศษ

    ทั้งนี้ ตลาดตรอกหม้อเป็นหนึ่งในตลาดเก่าแก่ของย่านพระนคร มีประวัติยาวนาน เชื่อมโยงกับชุมชนดั้งเดิมและวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าพื้นบ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของย่านเมืองเก่าไว้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ดร.มัลลิกากล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีตลาดเก่าและชุมชนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทั้งการพัฒนาภูมิทัศน์ การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม การส่งเสริมอาหารท้องถิ่น สตรีทฟู้ด งานศิลปะ และการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    “ตลาดไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขาย แต่เป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมือง หากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนกรุงเทพฯ ได้อีกจำนวนมาก” ดร.มัลลิกากล่าว

    ทั้งนี้ นโยบายของ ดร.มัลลิกา คือการผลักดันตลาดและย่านการค้าสำคัญในทั้ง 50 เขตให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมร่วมสมัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ค้าและประชาชน ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่มีชีวิตชีวา น่าเดิน น่าเที่ยว และน่าลงทุนตลอดทั้งปีด้วย

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 1ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 2ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 3ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 4ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 5ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 6ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 7ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 8ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 9ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 10

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mallika-trok-mor-creative-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Knj2FIlxiZPWx-nwQwjP

  • ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันดัชนีพุ่ง 182 จุด แตะ 51,848 จุด

    ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันดัชนีพุ่ง 182 จุด แตะ 51,848 จุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26SoU1nnziTbfun1yIUcoZ