ทั้งนี้ กับ “ภัยหลอกลงทุน” ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคนี้ซึ่งล่าสุดที่เพิ่งเป็นกระแสก็เป็นกรณีการหลอกลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่มีการออกมาให้ข้อมูลโดยหน่วยงานรัฐเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสังคมไทยก็คงต้องติดตามต่อไปว่า…ที่สุดแล้วกรณีนี้จะมีบทสรุปเช่นไร อย่างไรก็ตาม ว่าด้วย “ภัยหลอกลงทุน” นั้น เคยมีมุมวิเคราะห์จากนักวิชาการ ที่ได้เคยฉายภาพและอธิบายไว้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับ “กลยุทธ์-กลวิธี” ที่มิจฉาชีพมักจะใช้ “หลอกล่อเหยื่อ” ให้ติดกับดัก …
ถึงแม้วิธีบางอย่างที่ใช้ไม่ใช่กลโกงแบบใหม่
หากเป็น “อุบายดั้งเดิม?” แต่ยังคง “ใช้ได้ผล”
จะมีกลโกง–กลลวงใดนั้น ลองมาพิจารณากัน
จากเกริ่นนำข้างต้นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ระบุไว้นั้น เรื่องนี้ไม่เกินความจริงเลย โดยเฉพาะเมื่อพลิกแฟ้มย้อนดูสถิติทางคดีของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยออกมาเปิดเผยตัวเลขสถติไว้ก็ยิ่งน่าตกใจ เมื่อพบว่า… ถึงแม้ “คดีหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” จะรั้งอันดับ 4 จากจำนวนคดีทั้งหมด แต่กลับคว้าแชมป์อันดับ 1 ในแง่มูลค่าความเสียหายรวม จนแซงหน้าคดีการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ไปแบบขาดลอย โดยเรื่องนี้เคยเป็นปรากฏการณ์ทำให้สังคมไทยเกิดเสียงอื้ออึง ซึ่งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้คดีหลอกลงทุนในลักษณะนี้ “มีตัวเลขสูงลิ่ว” ทั้งจำนวนเหยื่อต่อคดี และมูลค่าความเสียหาย โดยเรื่องนี้ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล นักวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยมีการถอดรหัสกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้ยังคงมีเหยื่อนั้น มีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
ทั้งนี้ หากพิจารณาย้อนดูถึง“วิวัฒนาการของภัยอมตะ” ชนิดนี้แล้ว ผศ.ดร.ภูษิต มีการสะท้อนว่า… จุดขายหลัก ๆ ของมิจฉาชีพประเภทนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังคงใช้วิธีการเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คือ “ใช้วิธีชูคำหวาน” เช่น “ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูง” โดย “อุบายคลาสสิก” นี้ยังใช้ได้ผลเสมอตั้งแต่ในอดีต เช่น ยุค “แชร์แม่ชม้อย“ เมื่อปี 2520-2528 ที่เป็นการหลอกลงทุนรถขนน้ำมัน ถัดมาคือ “แชร์บลิสเชอร์“ เมื่อปี 2534 ที่มีการใช้ระบบสมาชิกไทม์แชร์ริ่งและเร่งรัดให้หาสมาชิกเพิ่มเพื่อรับส่วนแบ่ง จนมาถึงกรณี “ยูฟันด์” เมื่อปี 2558 ที่เป็นการสร้างสกุลเงินจำลอง ตามมาถึงกรณีของ “Forex-3D”

นอกจากนี้นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… และเมื่อนำรูปแบบกับวิธีการที่มิจฉาชีพเหล่านี้ใช้มาพิจารณาจะพบว่า… ขบวนการต้มตุ๋นเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หากแต่ “มีกลยุทธ์ช่ำชอง” เพื่อจะเข้าหาเหยื่อแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน รวมถึง “มีขั้นตอนที่แยบยล” โดยเฉพาะการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากออฟไลน์สู่โลกออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว ผ่านอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งทำเพจปลอมขึ้น ใช้เฟซบุ๊กอวตาร หรือแม้แต่ยิงโฆษณามุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ล็อกเป้าเอาไว้ เช่น คนที่กำลังมองหางาน มองหารายได้เสริม หรือกำลังประสบปัญหาการเงิน ซึ่งคนเหล่านี้กำลังอยู่ในสภาวะเปราะบางทางอารมณ์ และพร้อมที่จะเปิดรับทางเลือกใหม่ ๆ ได้ง่าย…
แต่สิ่งที่น่ากังวลและน่าเป็นห่วงในมุมมองของ ผศ.ดร.ภูษิต นั้น นักวิชาการคนเดิมระบุว่า… คือเรื่อง “อายุของเหยื่อ” ที่จากเดิมจำกัดอยู่แค่เพียงวัยผู้ใหญ่ หรือคนทำงานที่มีเงินเก็บ แต่ปัจจุบันมีการขยายฐานของเหยื่อลามไปถึง เด็ก วัยรุ่น และนักศึกษา โดยอุบายที่มักนำมาใช้หลอกล่อเหยื่อช่วงวัยนี้คือ การใช้เทคโนโลยีและกระแสนิยมยุคใหม่ เช่น หลอกให้ร่วมลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลปลอม หรือหลอกชวนให้ลงทุนในเกม NFT ซึ่งทำให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากสูญเงิน เพราะหลงเชื่อภาพลวง
นอกจากนี้ยังนำ “ความร่ำรวยแบบรวดเร็ว” มาใช้เป็นตัวล่อเหยื่ออายุน้อยให้ติดกับดัก ซึ่งหลายคนตกเป็นเหยื่อจากปัจจัยนี้ ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ ซึ่งระยะหลังพบเหยื่อกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ โดยมิจฉาชีพที่ล็อกเป้ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้เข้ากับ “ความต้องการของเหยื่อ” ซึ่งผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณส่วนใหญ่มักต้องการความมั่นคงในชีวิต มิจฉาชีพจึงมักเข้ามาในรูปแบบ หลอกลงทุนเกี่ยวกับฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ โครงการออมเงินระยะยาว ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง เนื่องจากรู้ว่า… ผู้สูงอายุมักกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคต และปรารถนาที่จะมีเงินไว้ดูแลตัวเองยามเจ็บป่วย โดยไม่พึ่งพาลูกหลานและครอบครัว…
และในส่วนของ “วิธีเข้าถึงเหยื่อ” โดยกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพมักนิยมนำมาใช้นั้น อาทิ “แปลงร่างมิจฉาชีพเป็นมิตรภาพ“ โดยจะเข้ามาสร้างปฏิสัมพันธ์กับเหยื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการแสดงความปรารถนาดี เห็นอกเห็นใจในเหยื่อ จากนั้นก็จะ “สร้างโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ” ด้วยการโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา กินอาหารราคาแพง ขับรถสปอร์ต หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้เหยื่อเห็นความสำเร็จทางการเงิน จากนั้นจะทำทีพร้อมแบ่งปันเคล็ดลับ หรือชี้ช่องทางรวยนี้ให้เหยื่อ โดยเมื่อเหยื่อสนใจก็จะเข้าสู่ขั้นตอน “จูงใจด้วยตัวเลขผลตอบแทนสูง” ควบคู่การใช้ประโยคเชิญชวนฮิตที่คุ้นหู เช่น ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมาก, ลงทุนไว ได้ผลตอบแทนเร็ว ที่กลลวงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเหตุผลในสมอง โดยในสมองของเหยื่อจะถูกแทนที่ด้วยความหวังที่จะหลุดพ้นจากวิกฤติทางการเงินที่เป็นอยู่… เป็น “กลยุทธ์” ที่นำมาใช้หลอกล่อ “เหยื่อ”
ส่วน “วิธีป้องกัน” ให้ไม่เสี่ยงเป็นเหยื่อนั้น ผศ.ดร.ภูษิต เคยให้แนวทางเพื่อป้องกันตัวจากมิจฉาชีพและภัยประเภทนี้ผ่าน “หลักระวัง ล.ลิง 10 ตัว” ได้แก่ ตัวแรก “ล่อใจ“ ที่ต้องไม่หลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง, ตัวที่สอง “ลวงหลอก” จากคำชวนเชื่อและสร้างเงื่อนไขเรื่องเวลาเพื่อบีบบังคับให้รีบตัดสินใจ, ตัวที่สามคือ “ลาภลอย“ ที่มักใช้คำพูดสวยหรูว่าเพื่อสร้าง Passive Income โดยไม่ต้องทำงานหนัก, ตัวที่สี่ “ลึกซึ้ง” ที่มิจฉาชีพมักจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความใกล้ชิดในการชักชวนเหยื่อ, ตัวที่ห้า “ลับเฉพาะ“ โดยสร้างความรู้สึกจากข้อเสนอให้ดูเป็นความลับที่มอบให้เป็นพิเศษเฉพาะบุคคลเท่านั้น ตัวที่หก “เลือกให้ข้อมูลแค่บางมุม” โดยจะเปิดเผยแต่ด้านดี แต่จะจงใจปิดบังหรือเบี่ยงเบนประเด็นความเสี่ยงทั้งหมด
ตัวที่เจ็ด “เลื่องลือ” โดยการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนดังเพื่อสร้างความมั่นใจและลดกำแพงความสงสัย, ตัวที่แปด “ลึกลับ“ มักนิยมใช้คำศัพท์เทคนิคทางการเงินที่ดูหรูหรา ซับซ้อน หรือเข้าใจยาก เพื่อทำให้ดูเหมือนมีความเชี่ยวชาญ, ตัวที่เก้า “ลังเล“ ด้วยการเล่นกับความรู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาส เพื่อรวบรัดตัดตอนให้เหยื่อโอนเงินทันที และตัวสุดท้ายคือ “ลองลงทุน” ที่เปิดโอกาสให้ทดลองลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาจริงงวดแรก ๆ เหยื่อจะหลงกล และยอมทุ่มเงินลงไปมากขึ้น…นี่เป็น “หลัก ล.ลิง 10 ตัว” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “กลยุทธ์ทางจิตวิทยา” ที่มิจฉาชีพมักจะนำมาใช้… อย่างไรก็ดี แต่ก็มีหลายคนเกิดปุจฉาตามมา ที่ผ่านมาก็ “มีคำเตือน–มีการให้ข้อมูล” เป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับ “ภัยหลอกลงทุน”
แต่เหตุใดยังคงมีเหยื่อหน้าใหม่เกิดขึ้นซ้ำ
จนหลายคนมองเป็น “ซอมบี้ที่ฆ่าไม่ตาย!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5972589/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y0oCeX4XqGCUwho_UlQhC
