Category: เศรษฐกิจ

  • ชวนเที่ยว “ของดีศรีราชา 2569”  จัดเต็ม ยกทัพของอร่อย    | เนชั่นทั่วไทย | 07 ส.ค. 69

    ชวนเที่ยว “ของดีศรีราชา 2569” จัดเต็ม ยกทัพของอร่อย | เนชั่นทั่วไทย | 07 ส.ค. 69

    ชวนเที่ยว “ของดีศรีราชา 2569” จัดเต็ม ยกทัพของอร่อย | เนชั่นทั่วไทย | 07 ส.ค. 69

    ศรีราชาจัดใหญ่! งาน “ของดีศรีราชา จังหวัดชลบุรี” ขนสินค้า OTOP-เกษตรเด่นปักหมุดสนามบินเครือสหพัฒน์ ชูไฮไลต์ “สับปะรดศรีราชา” รสหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ ไม่กัดลิ้น หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ส่งเสริมท่องเที่ยว ถึง 14 ส.ค. นี้

    Key Points

    • เปิดงาน “ของดีศรีราชา 2569″ จัดเต็มถึง 14 ส.ค. นี้: อำเภอศรีราชาจัดงาน “ของดีศรีราชา จังหวัดชลบุรี” อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 บริเวณสนามบินเครือสหพัฒน์ ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่าย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ตรงสู่ชุมชน
    • นายอำเภอชวนอุดหนุน OTOP และผลผลิตชุมชน: นางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนสินค้าโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการสืบสานวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปกับการสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VPT_cMkjv1GM-MRPi6jCr

  • ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 31 ก.ค. อยู่ที่ US$ 275.5 พันล้าน : อินโฟเควสท์

    ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 31 ก.ค. อยู่ที่ US$ 275.5 พันล้าน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศ วันที่ 31 ก.ค.69 อยู่ที่ 275.5 พันล้านดอลลาร์ จากวันที่ 24 ก.ค.69 อยู่ที่ 272.6 พันล้านดอลลาร์

    ขณะเดียวกัน ฐานะฟอร์เวิร์ดสุทธิของไทย วันที่ 31 ก.ค.69 อยู่ที่ 24.7 พันล้านดอลลาร์ จากวันที่ 24 ก.ค.69 อยู่ที่ 24.6 พันล้านดอลลาร์

    เงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาท วันที่ 31 ก.ค.69 อยู่ที่ 9,204.2 ล้านบาท จากวันที่ 24 ก.ค.69 อยู่ที่ 9,210.9 ล้านบาท

    24 ก.ค. 31 ก.ค.
    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (ล้านบาท) 9,210.9 9,204.2
    (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 272.6 275.5
    ฐานะสุทธิ Forward (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 24.6 24.7
    สินเชื่อสุทธิที่ให้กับรัฐบาล (พันล้านบาท) 172.1 125.3
    สินเชื่อสุทธิที่ให้กับสถาบันการเงิน(พันล้านบาท) -5,050.8 -4,857.9
    ฐานเงิน( พันล้านบาท) 3,072.5 3,095.2

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26UUfOoT6p5zmh9IU56_ca

  • จับตาเศรษฐกิจภูมิภาค พาณิชย์เผยอีสานธุรกิจใหม่โต 46.7% ใต้เลิกพุ่ง 69.5%

    จับตาเศรษฐกิจภูมิภาค พาณิชย์เผยอีสานธุรกิจใหม่โต 46.7% ใต้เลิกพุ่ง 69.5%

    สนค. เปิดภาพเศรษฐกิจภูมิภาคเดือนมิถุนายน 2569 พบการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วประเทศกลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ขณะที่อีสานธุรกิจใหม่พุ่ง 46.7% แต่ภาคใต้เลิกกิจการทะยาน 69.5%

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแต่ละภูมิภาคมีทิศทางแตกต่างกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเพิ่มขึ้น 2.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.23% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ปัจจัยด้านค่าครองชีพยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดย สนค.ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานในเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้น 1.23%

    สำหรับการจดทะเบียนนิติบุคคล เดือนมิถุนายน 2569 ทั่วประเทศมีการจดทะเบียนจัดตั้ง 7,979 ราย เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุด 46.7% รองลงมาคือภาคเหนือเพิ่มขึ้น 28.9% ภาคกลางเพิ่มขึ้น 9.3% และกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น 12.7% ขณะที่ภาคใต้ลดลง 13.8%

    อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยทั่วประเทศมีจำนวน 1,760 ราย เพิ่มขึ้น 19.9% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค โดยภาคใต้มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 69.5% ตามด้วยภาคเหนือ 45.5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 31.3% ภาคกลาง 8.0% และกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6.1%

    ด้านยอดขายของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นข้อมูลเดือนเมษายน 2569 ภาพรวมประเทศหดตัว 5.1% แต่ยังมีบางภูมิภาคที่ขยายตัว โดยภาคกลางขยายตัวสูงสุด 17.8% ภาคเหนือขยายตัว 2.9% และภาคใต้ขยายตัว 2.5% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลหดตัว 10.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหดตัว 3.1%

    ส่วนรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเดือนพฤษภาคม 2569 ทั่วประเทศอยู่ที่ 223,641 ล้านบาท ลดลง 1.1% โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวสูงสุด 4.5%

    ขณะที่รายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นข้อมูลเดือนมีนาคม 2569 ยังคงหดตัวในทุกภูมิภาค โดยภาพรวมประเทศลดลง 4.6% ภาคเหนือหดตัวมากที่สุด 11.8% รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10.6% ภาคตะวันตก 11.1% ภาคกลาง 7.6% ภาคตะวันออก 5.9% และกรุงเทพฯ และปริมณฑล 11.1%

    ภาคกลางยอดขายพุ่ง 17.8% แต่รายได้เกษตรกรยังติดลบ

    สำหรับภาคกลาง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.60% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 49.4 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอยู่ที่ 1,760 ราย เพิ่มขึ้น 9.3% ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการ 310 ราย เพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่ยอดขายสถานประกอบการเดือนเมษายนขยายตัวถึง 17.8% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงที่สุดในทุกภูมิภาค

    ส่วนรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 52,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่รายได้เกษตรกรยังหดตัว โดยภาคกลางลดลง 7.6% ภาคตะวันออกลดลง 5.9% และภาคตะวันตกลดลง 11.1%

    ด้านมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดนิทรรศการ “เส้นทางตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนมีดี : SUNS Day Trip” นำสินค้าชุมชนจาก 16 ผู้ประกอบการใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย อุบลราชธานี น่าน และสตูล มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และยกระดับมูลค่าสินค้าชุมชน

    เหนือธุรกิจใหม่พุ่ง 28.9% แต่เลิกกิจการเพิ่ม 45.5%

    ภาคเหนือมีดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้น 2.10% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.37% ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 49.5 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมี 893 ราย เพิ่มขึ้น 28.9% ขณะที่การจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 272 ราย เพิ่มขึ้น 45.5% ด้านยอดขายสถานประกอบการขยายตัว 2.9% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนอยู่ที่ 18,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5%

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรภาคเหนือยังหดตัวถึง 11.8% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคเกษตร แม้กิจกรรมทางธุรกิจและการท่องเที่ยวบางส่วนยังขยายตัว

    อีสานธุรกิจจัดตั้งใหม่โตสูงสุด 46.7%

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในเดือนมิถุนายน โดยมี 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 46.7% ขณะที่การจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 252 ราย เพิ่มขึ้น 31.3% ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 51.3 เพิ่มขึ้นจาก 51.1 ในเดือนก่อน และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีกว่าหลายภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม ยอดขายสถานประกอบการเดือนเมษายนหดตัว 3.1% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 9,749 ล้านบาท ลดลง 0.4% ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 10.6%

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดตาก โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ตรวจสอบ 4 แห่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การถือครองที่ดิน และโรงงานแปรรูปและรับซื้อบุก พร้อมเตรียมขยายผลตรวจสอบบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุนในพื้นที่อำเภอแม่สอดอีกกว่า 234 ราย เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินีและสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

    ใต้สัญญาณเปราะบาง เลิกกิจการพุ่ง 69.5%

    ภาคใต้ยังเผชิญแรงกดดันมากกว่าภูมิภาคอื่นในด้านการจดทะเบียนธุรกิจ โดยเดือนมิถุนายนมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 742 ราย ลดลง 13.8% ขณะที่การจดทะเบียนเลิกกิจการ 200 ราย เพิ่มขึ้นถึง 69.5% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.10% สูงที่สุดในทุกภูมิภาค ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.28% ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.1 ปรับขึ้นจาก 48.7 ในเดือนก่อนหน้า และกลับมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ด้านยอดขายสถานประกอบการเดือนเมษายนขยายตัว 2.5% ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 71,673 ล้านบาท ลดลง 1.8% และรายได้เกษตรกรเดือนมีนาคมลดลง 6.1%

    สำหรับการช่วยเหลือภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใน 4 จังหวัดแหล่งปลูกมะพร้าว ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวแกงที่เผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยประสานโรงงานแปรรูปและล้งเพิ่มการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ตั้งเป้ารับซื้อรวมประมาณ 9 ล้านลูก เพื่อระบายผลผลิตและป้องกันสินค้าตกค้าง พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาเป็นรายวัน และขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอการนำเข้า โดยเน้นใช้วัตถุดิบและรับซื้อมะพร้าวภายในประเทศก่อน

    “ไทยช่วยไทย” เติมเงินเศรษฐกิจฐานราก 4.3 หมื่นล้าน

    ด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แคมเปญ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเดือนแรกสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 43,218 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิ 25.68 ล้านราย และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้ารายย่อยกว่า 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จึงเดินหน้าขยายผลไปยังผู้ประกอบการผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” โดยคัดเลือกผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart พร้อมสนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านค่าธรรมเนียมการขาย คูปองส่งฟรี และโค้ดส่วนลด 100 บาท เพื่อดึงดูดผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขายออนไลน์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งกระจายรายได้กลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า โดยมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนรายได้ของ SME ไทยเพิ่มจาก 35% เป็น 40% ของระบบเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาพรวมข้อมูลเดือนมิถุนายนสะท้อนว่าเศรษฐกิจภูมิภาคยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่น ขณะที่บางภูมิภาคมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังมีแรงกดดันจากค่าครองชีพ รายได้ภาคเกษตร และการเลิกกิจการ โดยเฉพาะภาคใต้ที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้นสูง ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ขยายตัวโดดเด่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bIuQ6bNbODO7YIJwfKv6f

  • ส่อง 5 วาระ SME ไทย ชง ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    ส่อง 5 วาระ SME ไทย ชง ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    ประเทศไทยมีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจรายเล็กมองว่า มาตรการเฉพาะหน้า ไม่เพียงพออีกต่อไป หากแต่ต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    นี่จึงเป็นที่มาของ “สมุดปกน้ำเงิน” ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นต่อรัฐบาลผ่าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” โดยมีผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคเอกชนกว่า 1,400 คนเข้าร่วม

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า สมุดปกน้ำเงินไม่ได้เป็นข้อเสนอขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็น การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการสำรวจข้อมูลต่อเนื่องหลายเดือน ก่อนสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

    เปิด 5 ข้อเสนอปฏิรูป MSME

    สาระสำคัญของสมุดปกน้ำเงินอยู่ที่ 5 วาระเร่งด่วน ที่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลผลักดัน ได้แก่

    1. เปิดตลาด สร้างโอกาสทางการค้า เร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ MSME เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้มากขึ้น

    2. ปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนากลไกสินเชื่อและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดด้านหลักประกันและเงื่อนไขการกู้ยืม เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนและขยายธุรกิจ

    3. เร่งใช้ AI และนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขัน ผลักดันการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    4. ปฏิรูปกฎหมายและกติกาธุรกิจ ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการให้โปร่งใส ลดภาระการดำเนินธุรกิจ และสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด

    5. เตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจอนาคต สนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ดัน “MSME Plus” วาระแห่งชาติ

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายเล็กไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

    ด้วยเหตุนี้ สมาพันธ์ SME ไทย จึงเสนอให้รัฐบาลประกาศ “MSME Plus” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยในทุกมิติ และผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

    “MSME ไม่ใช่เพียงธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นฐานสำคัญของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกชุมชน หากรัฐบาลผลักดัน MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ” ดร.ณพพงศ์ กล่าว

    การส่งมอบสมุดปกน้ำเงินครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่เป็นความพยายามเชื่อมโยง “เสียงของผู้ประกอบการ” ไปสู่ “การกำหนดนโยบายของประเทศ” เพื่อให้การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยเริ่มต้นจากการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ MSME ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RAfjb1CKDUZPQOFGjbUdG

  • ออมพลัส เงินออมประชาชน 16,511 ล้าน สู่ทุนประเทศ

    ออมพลัส เงินออมประชาชน 16,511 ล้าน สู่ทุนประเทศ

    ออมพลัส เปลี่ยน ‘เงินออมคนไทย’ สู่พลังเศรษฐกิจประเทศ

    เมื่อการเก็บเงินของประชาชน ไม่ได้จบแค่ผลตอบแทน แต่กลายเป็นทุนให้ประเทศเดินต่อ

    ในวันที่คำว่า ‘เงินออม’ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นสำหรับคนจำนวนไม่น้อย เพราะรายได้ต้องรับมือกับค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การทำให้ประชาชน ‘เริ่มออม’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างวินัยส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่มีความหมายต่อประเทศในระยะยาว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยชี้ว่า เงินออมเป็นหนึ่งในเกราะสำคัญสำหรับรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่การสร้างวินัยทางการเงิน การจัดการรายรับรายจ่าย และการออมอย่างสม่ำเสมอ เป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

    โจทย์จึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้การออมเป็นเรื่องที่ “เริ่มง่าย ทำต่อได้ และมีเป้าหมาย” มากขึ้น

    นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง “พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส” เครื่องมือการออมที่กระทรวงการคลังออกแบบมาเพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมเงินออมของประชาชนเข้ากับตลาดทุนและการบริหารหนี้ของภาครัฐ

    และผลตอบรับจากการเปิดขายครั้งแรกกำลังสะท้อนว่า แนวคิดนี้อาจเดินมาถูกทาง

    จากเงิน 100 บาท สู่เงินทุนของประเทศ

    ออมพลัสถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นความพยายามทำให้ “การลงทุนภาครัฐ” เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น

    การจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 แบ่งเป็น 2 ช่องทางหลัก คือ วอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ Bond Connect Platform ผ่านธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming

    สำหรับช่องทางวอลเล็ต สบม. สามารถเริ่มต้นซื้อได้เพียง 100 บาท ส่วน Bond Connect เริ่มต้นที่ 1,000 บาท โดยรุ่นที่เปิดขายมีอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี

    นั่นหมายความว่า การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับผู้ลงทุนรายใหญ่หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนอีกต่อไป

    เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Financial Inclusion หรือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนได้กว้างขึ้น

    ผลตอบรับรอบแรก ‘ล้น’ กว่าที่ตลาดคาด

    สัญญาณที่น่าสนใจเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดจองผ่าน Bond Connect Platform ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569

    จากวงเงินจำหน่ายเพียง 2,000 ล้านบาท กลับมียอดจองซื้อสูงถึง 16,511.654 ล้านบาท หรือประมาณ 8 เท่าของวงเงินที่เปิดขาย สะท้อนความต้องการของประชาชนและนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลอย่างชัดเจน

    ขณะที่ผลการจัดสรรพันธบัตรออมพลัสครั้งที่ 1 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท สามารถกระจายให้ประชาชนและนักลงทุนรายย่อยได้ถึง 22,703 ราย แบ่งเป็นผู้ได้รับจัดสรรผ่านวอลเล็ต สบม. 1,590 ราย และ Bond Connect 21,113 ราย

    ตัวเลขนี้จึงมีความหมายมากกว่าการ ‘ขายหมด’

    เพราะมันกำลังบอกว่า เมื่อรัฐออกแบบผลิตภัณฑ์การออมที่เข้าถึงง่าย มีผลตอบแทนที่ชัดเจน และมีช่องทางซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย ความต้องการของคนไทยในการนำเงินไปออมและลงทุนยังมีอยู่

    เพียงแต่เครื่องมือดังกล่าวต้อง ‘เข้าถึงได้’ และตอบโจทย์พฤติกรรมทางการเงินของคนยุคใหม่

    Small Lot First จุดเปลี่ยนจาก ‘ใครเร็วกว่าได้ก่อน’ สู่การกระจายโอกาส

    ประเด็นสำคัญอีกเรื่องของออมพลัสรอบนี้คือ วิธีการจัดสรรผ่าน Bond Connect Platform ที่ใช้หลัก Small Lot First

    หลักคิดคือไม่ได้ปล่อยให้ผู้ที่จองวงเงินจำนวนมากได้รับสิทธิ์ก่อนทั้งหมด แต่ทยอยจัดสรรให้ผู้ลงทุนในวงกว้างก่อน เพื่อกระจายโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้มากที่สุด

    ในรอบแรก ผู้ลงทุนผ่าน Bond Connect ได้รับการจัดสรรสูงสุดต่อรายก่อนขั้นตอน Random ที่ 117,000 บาท

    สำหรับเงินส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรร ผู้จองซื้อได้รับเงินคืนในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลจัดสรร

    นี่จึงเป็นอีกมิติที่ทำให้ออมพลัสแตกต่างจากการลงทุนที่ผู้มีเงินทุนจำนวนมากอาจมีความได้เปรียบจากขนาดเงินลงทุน

    ออมพลัส ‘พลัส’ อะไร?

    กระทรวงการคลังวางแนวคิดของออมพลัสไว้หลายด้าน โดย…

    พลัสที่ 1 –  พลัสการออม

    ทำให้ประชาชนสามารถทยอยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องรอการเปิดขายเป็นครั้งคราว โดยกระทรวงการคลังมีแนวทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการออมตามกำลังของตัวเองได้

    พลัสที่ 2 – พลัสช่องทาง

    จากเดิมที่พันธบัตรรัฐบาลอาจถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านขั้นตอนเฉพาะ ออมพลัสขยายช่องทางไปยังเป๋าตัง ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และ Streaming รวมถึงการใช้บัญชีหุ้นไทยผ่าน Bond Connect

    พลัสที่ 3 –  พลัสตลาดรอง

    พันธบัตรที่ซื้อผ่าน Bond Connect สามารถเข้าสู่ตลาดรองได้ ทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการบริหารพอร์ตมากกว่าการถือไว้จนถึงวันครบกำหนดเพียงอย่างเดียว โดยราคาซื้อขายในตลาดรองจะสะท้อนกลไกตลาด

    พลัสที่ 4 – พลัสโอกาส

    การใช้ Small Lot First ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นหัวใจของการทำให้ตลาดทุนเข้าถึงคนในวงกว้างมากขึ้น

    แล้ว ‘เงินออม’ ไปช่วยประเทศอย่างไร?

    นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องออมพลัส เพราะเมื่อประชาชนซื้อพันธบัตรรัฐบาล เงินที่ระดมได้จะเข้าสู่การบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ ผ่านกลไกการกู้เงินของรัฐบาล หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ

    ประชาชนออม → ซื้อพันธบัตรรัฐบาล → รัฐระดมเงิน → นำไปบริหารภาระทางการคลังและการลงทุนตามกรอบงบประมาณ → เงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ดังนั้น การซื้อพันธบัตรรัฐบาลจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเงินไปพักไว้เพื่อรับดอกเบี้ย แต่เป็นการนำเงินออมภายในประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเงินทุนของรัฐบาล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินทุกบาทที่ประชาชนนำมาลงทุนในออมพลัส ไม่เพียงสร้างผลตอบแทนและความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ยังเป็นพลังที่ประชาชนและรัฐบาลร่วมกันนำไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศ

    นี่จึงเป็นภาพของ “การออมเพื่อประเทศ” ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์นี้

    ออมพลัส เหมาะกับใคร?

    ออมพลัสไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เหมาะกับคนที่ต้องการวางเงินในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและมีกรอบเวลาการลงทุนชัดเจน

    1. คนที่ต้องการเริ่มลงทุน
    โดยเฉพาะคนที่ยังไม่พร้อมรับความผันผวนของหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง การเริ่มต้นด้วยพันธบัตรรัฐบาลอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้เรื่องการลงทุน

    2. คนที่ต้องการกระจายเงินออม
    หากมีเงินฝากอยู่แล้วและต้องการแบ่งเงินบางส่วนไปยังตราสารหนี้ การมีพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตสามารถช่วยกระจายประเภทสินทรัพย์ได้

    3. คนที่มีเป้าหมายทางการเงินระยะกลาง-ยาว
    รุ่นอายุ 3 ปีและ 10 ปีเหมาะกับผู้ที่สามารถวางแผนถือเงินตามระยะเวลาที่กำหนดได้ โดยเฉพาะเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในระยะสั้น

    4. ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนแบบคาดการณ์ได้
    ออมพลัสรอบแรกกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปีสำหรับรุ่น 3 ปี และ 2.80% ต่อปีสำหรับรุ่น 10 ปี

    พันธบัตร ‘ออมพลัส’ ข้อดีมีอะไร และต้องระวังอะไร?

    ข้อดี

    ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ
    พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล จึงมีความน่าเชื่อถือสูงเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ภาคเอกชน

    ดอกเบี้ยคงที่
    ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถประมาณกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น

    เข้าถึงง่ายขึ้น
    ซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลและบัญชีหุ้นได้ โดย Bond Connect กำหนดขั้นต่ำ 1,000 บาท

    มีตลาดรอง
    ผู้ลงทุนผ่าน Bond Connect สามารถนำพันธบัตรไปซื้อขายในตลาดรองได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าการออมที่ต้องถือจนถึงวันครบกำหนด

    ช่วยสร้างวินัยการออม
    การนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีอายุ 3 หรือ 10 ปี ทำให้ผู้ลงทุนต้องคิดถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวมากขึ้น

    ข้อควรระวัง

    เงินไม่ควรเป็นเงินที่จำเป็นต้องใช้ทันที
    โดยแม้จะมีตลาดรอง แต่ราคาซื้อขายก่อนครบกำหนดสามารถเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยได้

    ผลตอบแทนไม่ได้สูงที่สุดในตลาด
    จุดเด่นของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ความมั่นคงและความแน่นอนของกระแสเงินสด ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุด

    ต้องดูระยะเวลาการลงทุน
    รุ่น 10 ปีเหมาะกับเงินที่สามารถวางไว้ได้ระยะยาว ผู้ลงทุนควรพิจารณาสภาพคล่องของตัวเองก่อนตัดสินใจ

    อย่าสับสนระหว่าง ‘ดอกเบี้ยคงที่’ กับ ‘ราคาคงที่’
    เพราะหากนำพันธบัตรไปขายในตลาดรองก่อนครบกำหนด ราคาที่ได้รับอาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุน ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น

    จาก ‘ออมเงิน’ สู่ ‘ลงทุนเพื่อประเทศ’

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของออมพลัสจึงไม่ใช่เพียงอัตราดอกเบี้ย 1.80% หรือ 2.80% แต่คือการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “มีเงินเหลือแล้วค่อยออม” ไปสู่ “กันเงินส่วนหนึ่งไว้ออมและลงทุนอย่างเป็นระบบ”

    และเมื่อเงินออมของประชาชนถูกส่งผ่านกลไกพันธบัตรรัฐบาล เงินก้อนเล็กจากคนจำนวนมากก็สามารถรวมกันกลายเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ของประเทศ

    ผลตอบรับครั้งแรกกำลังสะท้อนว่าแนวคิดนี้มีตลาดรองรับอย่างชัดเจน เพราะเพียง Bond Connect วงเงิน 2,000 ล้านบาท ก็มีผู้สนใจจองซื้อกว่า 16,511 ล้านบาท หรือมากกว่า 8 เท่าของวงเงิน

    คำถามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่า “ออมพลัสจะขายหมดหรือไม่” แต่คือ ออมพลัสจะเปลี่ยนเงินออมของคนไทยให้กลายเป็นวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวได้มากแค่ไหน

    เพราะหากคนไทยจำนวนมากขึ้นเริ่มกันเงินบางส่วนจากรายได้มาออมอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับบัญชีของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเพิ่มฐานเงินออมภายในประเทศ และเพิ่มช่องทางให้ภาครัฐระดมทุนจากประชาชนในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

    จาก “เงินออมของคนหนึ่งคน” จึงอาจกลายเป็น “เงินทุนของประเทศ” ได้ และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘ออมพลัส’

    รอบต่อไป จับตา ‘วงเงิน’ และการเข้าถึงรายย่อย

    หลังผลตอบรับรอบแรกที่เกินความคาดหมาย กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายรอบถัดไปในเดือนกันยายน 2569 โดยกำหนดช่วงวันที่ 4-15 กันยายนสำหรับวอลเล็ต สบม. และวันที่ 7-9 กันยายนสำหรับ Bond Connect ตามข้อมูลที่ประกาศไว้ ขณะที่รายละเอียดวงเงินและอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    จุดที่ต้องติดตามจึงมีทั้ง วงเงินจำหน่าย อัตราดอกเบี้ย และการออกแบบสัดส่วนการจัดสรร เพราะยอดจองที่สูงถึงกว่า 16,500 ล้านบาท จากวงเงินเพียง 2,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าความต้องการของรายย่อยอาจมีมากกว่าปริมาณพันธบัตรที่เปิดขายอยู่หลายเท่า

    หากภาครัฐเพิ่มวงเงินหรือเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ออมพลัสอาจไม่ได้เป็นเพียง “พันธบัตรรัฐบาลตัวใหม่” แต่สามารถพัฒนาไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการออมของคนไทย ที่เชื่อมระหว่างความมั่นคงทางการเงินของประชาชนกับความสามารถในการระดมทุนของประเทศได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/aomplus-saving-bond&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19U1KCqpJeSWpIddThhBfG

  • ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    (5 ส.ค.69) ผู้แทนการค้าไทย (นายชุตินทร คงศักดิ์) และคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย (ITCC) ได้หารือในประเด็นการยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า หากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ก็จะสามารถเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าไทยเห็นว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจควรมุ่งเน้นการสร้างการค้าแบบเกื้อหนุน (Complementary Trade) มากกว่าการแข่งขันทางการค้า (Competitive Trade) เนื่องจากทั้งสองประเทศมีศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนภาคการเกษตรและอาหาร ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

    คณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย เสนอว่าควรให้มีการผลักดันการเชื่อมโยงการชำระเงินดิจิทัล ระหว่าง Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย เนื่องจาก ระบบ UPI เป็นที่ยอมรับสูงในหลายประเทศ จึงเห็นว่าการเชื่อมโยงกับไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลังและธนาคารกลางของสองประเทศ

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดอุปสรรคทางการค้าคือมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ในขั้นตอนด้านศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และสินค้าที่ยังไม่ผ่านการอนุญาตนำเข้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทบทวนและปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (ASEAN–India Free Trade Agreement)

    ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าไทยรับทราบประเด็นที่ฝ่ายหอการค้าอินเดีย-ไทย เสนอ เพื่อการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย พร้อมระบุว่าการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียของผู้บริหารระดับสูงของไทย รวมถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 18 (18th BRICS Summit) ในห้วงเดือนกันยายน ๒๕๖๙ จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน การขยายตลาด และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ghv6P9jzc-WK54Mz8RPqk

  • สรุปราคาทองคำ 7 ส.ค.2569  ปิดตลาด +700บาท ผันผวน 27 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 7 ส.ค.2569 ปิดตลาด +700บาท ผันผวน 27 ครั้ง

    วันนี้ (7 ส.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” ทองโลกมีการปรับตัวขึ้น หลังตลาดเริ่มมีความกังวลสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐอเมริกา รอบใหม่ ในขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติ Saudi Aramco ประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบ Arab Light สำหรับการส่งมอบในเดือนหน้าแก่ลูกค้าในเอเชียลง 50 เซนต์ต่อบาร์เรล เหลือ ต่ำกว่าราคามาตรฐานภูมิภาค 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีส่วนช่วยให้ราคาน้ำทันดิบ Brent ปรับตัวลง และอาจหนุนให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเฟด อาจมีทิศทางลดลงในอนาคต เป็นบวกต่อทองคำเช่นกัน

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามวันนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ วิเคราะห์ราคาทองโลกสามารถปรับตัวขึ้นยืนเหนือแนวรับใหม่ที่ 4,250 ดอลลาร์ จึงประเมินว่า ทองโลกอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,315 และ 4,330 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,230 ดอลลาร์ ทองโลกอาจกลับมา Sideways อีกครั้ง

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 7 ส.ค.2569

    ครั้งที่ 27 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,250 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,450 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,900.52 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    ครั้งที่ 26 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,200 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,855.04 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    ครั้งที่ 25 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,100 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,764.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    ครั้งที่ 24 ลบ 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 23 บวก 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,150 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,809.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    ครั้งที่ 22 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 21 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 20 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 6567,850 บาท

    ครั้งที่ 18 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 17 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 13 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    ครั้งที่ 11 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,800 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,000 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,460.88 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,800 บาท

    ครั้งที่ 9 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,750 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,950 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,415.40 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,750 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,369.92 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,700 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,324.44 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,650 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,600 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,800 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,263.80 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,600 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    ครั้งที่ 4 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,172.84 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,500 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,172.84 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,500 บาท

    ครั้งที่ 1 ไม่เปลี่ยนแปลง

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    อ่านข่าว:

    จับตา “ทองคำ” ขาขึ้นทำนิวไฮรอบ 7 สัปดาห์ เปิดเป้า 5,250 ดอลลาร์ “ทองไทย”ลุ้นแตะ 82,200 บาท

    สรุปราคาทองคำ 4 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50บาท ผันผวน 11 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +200 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 65,050 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QjFSt5j8wq9ZryjxtEkum

  • ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ลงทะเบียนวันไหน ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ลงทะเบียนวันไหน ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน เริ่มเมื่อไหร่ ได้สิทธิ์คนละกี่บาท ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 1” กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 ทำให้ประชาชนและร้านค้าจำนวนมากต่างตั้งตารอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ว่าจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนวันไหน เริ่มใช้สิทธิ์เมื่อไหร่ และจะได้เงินคนละกี่บาท

    ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางของโครงการเฟส 2 รวมถึงสถานะทางการเงินของรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจ

    ปัจจุบัน ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดลงทะเบียนหรือวันเริ่มโครงการที่แน่นอน เนื่องจากต้องรอให้เฟสแรกสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 เสียก่อน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ช่วยให้การค้าขายคล่องตัว และกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง รัฐบาลพร้อมนำกลับมาพิจารณาต่อยอดอย่างแน่นอน

    ได้สิทธิ์คนละกี่บาท และจะปรับเป็นสูตร 50:50 หรือไม่?

    สำหรับวงเงินสิทธิ์และเงื่อนไขการร่วมจ่าย (เช่น การปรับจากเดิม 60:40 ไปเป็น 50:50) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด รัฐบาลจำเป็นต้องประเมินที่มาของเงินทุนอย่างรอบคอบ ทั้งจากงบประมาณปกติ หรือการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ

    นายกฯ ชี้แจงว่า แม้จะมีข้อห่วงใยเรื่องภาระหนี้สินจากการกู้เงิน แต่ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% ซึ่งหากนำมาอัดฉีดลงระบบแล้วสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าต้นทุนดอกเบี้ย ก็นับเป็นมาตรการที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ช่วยกระจายรายได้และดันตัวเลข GDP ให้เติบโต

    เช็กสถานะการเงินรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

    นอกจากโครงการคนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัสแล้ว นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า สถานะเงินคงคลังและทางการเงินของรัฐบาลในปัจจุบันยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กันไปในหลายมิติ ได้แก่:

    • ลดภาระค่าครองชีพ: ปรับลดและจัดแยกประเภทค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

    • ควบคุมพลังงาน & Data Center: จัดระเบียบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ใหม่ กำกับการใช้น้ำและไฟฟ้าไม่ให้กระทบต่อส่วนรวม

    • ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ: เร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้คนไทย

    สรุป: โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาโครงสร้างงบประมาณและเงื่อนไขที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากเฟส 1 สิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 นี้ สำหรับผู้ที่รอลงทะเบียน แนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/955315/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DSKgfYaivJhWMhLuZPkP0

  • รัฐบาลรอประเมินผลมาตรการกลุ่ม “พลัส” ก่อนเคาะแพคเกจกระตุ้นศก.รอบใหม่ หนุน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รับไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลรอประเมินผลมาตรการกลุ่ม “พลัส” ก่อนเคาะแพคเกจกระตุ้นศก.รอบใหม่ หนุน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รับไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อพิจารณาภาพรวมของมาตรการทั้งหมดอย่างรอบคอบ โดยรัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้เงินจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประมาณรายจ่ายปกติ เพราะต้องประเมินให้ชัดว่า เม็ดเงินที่ใช้ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระจายประโยชน์ได้ทั่วถึง และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อฐานะการคลัง

    นางศุภจี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ มาตรการต้องไม่ใช่เพียงการอัดฉีดระยะสั้น แต่ต้องช่วยสร้างรายได้จริงให้ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ร้านค้า ผู้ประกอบการท้องถิ่น และประชาชนที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนลงพื้นที่และกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจได้เป็นวงกว้าง

    “เรื่องนี้ต้องดูอย่างระมัดระวัง ขอให้ดูให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายตัวให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด” นางศุภจี กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับของมาตรการที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อเสนอของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่ต้องการให้ดูผลลัพธ์ของมาตรการในกลุ่ม “พลัส” ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเดินหน้าแพ็กเกจชุดใหม่

    สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทย พลัสและไทยช่วยไทย พลัส นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องประกาศหรือเริ่มพร้อมกันทั้งหมด เพราะแต่ละมาตรการมีวัตถุประสงค์ ช่วงเวลา และกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ต้องพิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจได้ประโยชน์สูงสุดจริง

    นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการด้านท่องเที่ยวควรเดินในช่วงที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นสูงสุดต่อการเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และบริการเกี่ยวเนื่อง

    ส่วนมาตรการช่วยเหลือที่เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วน หรือมาตรการที่มุ่งดึงศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศออกมาใช้ให้เต็มที่ อาจต้องเดินในอีกจังหวะหนึ่ง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ค่าครองชีพ รายได้ประชาชน และแรงซื้อในระบบ

    ทั้งนี้ ประเด็นทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาในคณะทำงานของนายเอกนิติ เพื่อกลั่นกรองรายละเอียด ทั้งวงเงิน แหล่งเงิน กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และผลต่อเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง

    *ลุ้น “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัด หลายตัว ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น มูลค่าการค้า การส่งออก การลงทุน รวมถึงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

    สำหรับความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ภายหลังโครงการเฟสแรกจะสิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ รัฐบาลพร้อมพิจารณาสานต่อนโยบาย หากพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ส่วนข้อเสนอการปรับเงื่อนไขเป็น 50:50 จาก 60:40 นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะกำหนดรายละเอียด เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของงบประมาณและฐานะการคลังของรัฐบาล รวมไปถึงแหล่งเงินจะมาจากงบประมาณปกติหรือการใช้พ.ร.ก.กู้เงินฯ ด้วย

    นายอนุทิน กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระประชาชน การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน การจัดระเบียบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการเร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/627921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2et6fw4YscnmJ0zB0Kg-jG

  • ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเปรู

    ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเปรู

    เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางเคโกะ ฟูจิโมริ ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการให้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี รอบที่ 2 ของเปรู โดยเอาชนะนายโรแบร์โต ซานเชซ จากพรรค Juntos por el Perú อย่างเฉียดฉิว ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 และมีการทบทวนบัตรลงคะแนนที่มีการพิพาทจากหลายฝ่าย โดยนางเคโกะ ฟูจิโมริ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569  และ ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเปรูอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    นางเคโกะ ฟูจิโมริ นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี อัลแบร์โต ฟูจิโมริ เอาชนะนายโรแบร์โต ซานเชซ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลชุดก่อนหน้าของนายเปโดร กัสติโย ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 50.135 ต่อร้อยละ 49.865 หรือมีคะแนนแตกต่างกันเพียง 50,000 คะแนน ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีการลงคะแนนเสียงที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเปรู การลงสมัครรับเลือกตั้งของนางเคโกะ ฟูจิโมริ ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งได้ชัยชนะและถือเป็นการสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผู้สมัครรับเลือกตั้งจากฝ่ายขวาในลาตินอเมริกา ที่รวมถึงโคลอมเบีย ชิลี คอสตาริกา โบลิเวีย เอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา  

              นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเคโกะ ฟูจิโมริ 

              รัฐบาลเปรูที่ผ่านมาหลายทศวรรษดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญต่อการเปิดตลาด ส่งผลให้เปรูสามารถเติบโตและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรดี ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างปี 2565 – 2567 ทำให้เปรูมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จากรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของเปรู ทำให้เปรูสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยในปี 2567 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.5 และในปี 2568 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.4 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่อยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี เปรูยังต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น การขาดดุลงบประมาณที่ร้อยละ 2 ของ GDP การจ้างงานนอกระบบในระดับสูง อัตราการเกิดอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การคอรัปชัน การทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย เป็นต้น  

    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเคโกะ ฟูจิโมริ ให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีการกำหนดแผนงาน 100 มาตรการ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุน การพัฒนาเกษตรกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ และการพัฒนาสังคม และการศึกษา โดยหนึ่งในภารกิจหลัก คือ การฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองของเปรูจากการมีประธานาธิบดี 8 คนในระยะเวลา 10 ปี 

    ความมั่นคง

    ความมั่นคงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญลำดับต้นของรัฐบาลชุดนี้ โดยมีการดกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องจำนวน 25 มาตรการ เพื่อมุ่งปรับปรุงสถานการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ ในประเทศ เช่น 

    1) การใช้เรือนจำทางทหารเป็นเรือนจำชั่วคราวในการรองรับจำนวนผู้ก่ออาชญากรรม เพื่อเป็นการควบคุมการก่ออาชญากรรมอย่างทันท่วงที 

    2) การสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่ห่างไกล ป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์

    3) การควบคุมพื้นที่ชายแดนโดยกองกำลังทหาร เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองของอาชญากรรมข้ามชาติ 

    4) การปรับปรุงสถานีตำรวจสำคัญทั่วประเทศจำนวนกว่า 200 แห่ง เพื่อความทันสมัยและการพัฒนาความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รวมถึงการเพิ่มอัตราค่าตอบแทนเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็น 2 เท่า อย่างค่อยเป็นค่อยไป การกำหนดชั่วโมงการทำงานอย่างชัดเจน การชำระหนี้) 

    5) การปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ โดยการฟื้นฟูหน่วยตำรวจสืบสวน เพื่อเสริมสร้างระบบข่าวกรองด้านอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดวินัยในทันที รวมถึง การบูรณาการระบบต่อต้านข่าวกรองของหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพ  การจัดตั้งหน่วยข่าวกรองด้านการเงินพิเศษ (Special Financial Intelligence) และอาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime Unit) ให้มีการดำเนินการงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

    เศรษฐกิจและการลงทุน

    รัฐบาลกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุน จำนวน 25 มาตรการ ในด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือร้อยละ 1 ของ GDP ภายในปี 2574 ในด้านการลงทุน มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เช่น การยกเลิกขั้นตอนทางราชการที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น จำนวนกว่า 500 รายการสำหรับบริษัท การลดระยะเวลาทางกฎหมายลงร้อยละ 40 สำหรับการอนุมัติโครงการลงทุน เป็นต้น 

              นอกจากนี้ รัฐบาลกำหนดแผนดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนจากต่างประเทศที่มีเป้าหมาย 5 – 7 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พร้อมการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนเกี่ยวกับความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของกฎหมายสำหรับนักลงทุนระยะยาว

              ในส่วนของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รัฐบาลจะสานต่อการดำเนินโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ Zafranal mining megaproject[1] และให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนทางสังคม การดำเนินโครงการเหมืองถ่านหิน  Tía María บนพื้นฐานมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมขั้นสูง การขยายและการปรับปรุงการดำเนินงานของหน่วยงานด้านเหมืองแร่ หรือ Cerro Verde mining unit นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยทางภาคเหนือ กลาง และภาคใต้ของประเทศ โดยจะจัดมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับการการดำเนินงาน

    เกษตรกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

              แผนการพัฒนาเกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น 

                1) การจัดสรรเงินทุนโดยตรงจากรัฐบาลสำหรับการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร

                2) การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณสำหรับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำขนาดใหญ่สำหรับเกษตรกร

                3) การขยายระบบชลประทาน และการให้การอุดหนุนด้านการชลประทานเฉพาะแก่เกษตรกรรายย่อย 

                4) การก่อสร้างถนนและทางเท้าในพื้นที่ชนบทระยะทางรวม 500 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรม

                5) การริเริ่มโครงการประกันภัยภิบัติทางการเกษตร ที่ให้มีการจ่ายค่าชดเชยในทันทีที่เกิดเหตุภัยแห้งและการเกิดน้ำแข็งปกคลุมดิน      

    แผนการพัฒนาพลังงาน เช่น 

    1) การปรับโครงสร้างทางการเงินของ Petroperú[2] เพื่อเพิ่มสภาพคล่องผ่านการเลือกขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ในเชิงกลยุทธ์ (มีภาระหนี้สินรวมประมาณ 5 – 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง) 

    2) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 20 สำหรับกระบวนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

    3) การอุดหนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย 

    4) การส่งเสริมการเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับชุมชนห่างไกลที่สุดในพื้นที่อเมซอน 

    5) การป้องกันไฟดับในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ผ่านการให้ประมูลการให้บริการจากต่างประเทศ

    สุขภาพและการพัฒนาสังคม 

    แผนการพัฒนาภาคสุขภาพ เช่น

    1) การนำระบบแพทย์ทางไกลมาใช้เพิ่มขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญมีการเชื่อมต่อระบบกับสถานีตำรวจและสถานีสาธารณสุขในชนบท รวมถึงการกระจายศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งผ่านสถาบันเฉพาะทางในแคว้นทางตอนเหนือ กลาง และใต้ของประเทศ 

    2) การสร้างหน่วย/สถานพยาบาลเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (category II-E hospitals) ตามการจัดประเภทสถานบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเปรู โดยมีแผนการสร้างฯ จำนวน 15 แห่ง ตามเขตพื้นที่สำคัญที่อยู่ห่างไกล

    3) การส่งเสริมโภชนาการและการแพทย์สำหรับเด็กอายุ 1,000 วันแรกของชีวิตทารก

    4) การจัดหายาในร้านยาสาธารณะโดยผ่านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในห่วงโซ่การจัดจำหน่าย

              แผนการพัฒนาสังคม รัฐบาลจะเสนอโครงการสร้างศูนย์ดูแลเด็กสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสำหรับมารดาที่ต้องทำงานในพื้นที่รอบเมือง  และการจัดการแก้ปัญหาทุพโภชนาการเรื้อรังและโรคโลหิตจางในเด็กผ่านการบริโภคอาหารเสริมวิตามินที่ดำเนินการแจกจ่ายโดยรัฐบาล

    การศึกษา

    แผนการพัฒนาการศึกษา เช่น

    1) การสร้างและปรับปรุงโรงเรียนของภาครัฐบาลทั้งหมด จำนวนกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ

    2) การปรับปรุงห้องเรียนที่เชื่อมต่อระบบดิจิทัล และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

    3) การสร้างห้องปฏิบัติการสำหรับหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาการเขียนโปรแกรม และวิทยาศาสตร์ในเครือข่ายโรงเรียนในแคว้นหลักของประเทศ 

    4) การสร้างความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

    5) การแจกจ่ายอุปกรณ์พกพาที่มีเนื้อหาการศึกษาติดตั้งล่วงหน้าอย่างครอบคลุม โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต

    6) การเพิ่มทุนการศึกษาในระดับวิชาชีพและระดับมหาวิทยาลัย สำหรับผู้มีรายได้น้อย[3]

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ.

    การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดี เคโกะ ฟูจิโมริ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาค โดยมีการกำหนดแผนการดำเนินงานตามนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน เช่น ความแตกแยกของรัฐสภา การปรับกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนกับพรรคการเมือง และผู้มีอิทธิพลและบทบาทในสังคม เป็นต้น 

    การพัฒนาประเทศที่ส่งเสริมการเปิดตลาดเพื่อการค้าและการลงทุน จะเป็นโอกาสสำหรับคู่ค้าของเปรู รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่ 

    • สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เปรูต้องการเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ภาคเหมืองแร่ 

    • กฎระเบียบที่สามารถคาดการณ์ได้ 

    • การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคมผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 

    • ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในสังคม

    • การให้ความสำคัญทางการค้ากับคู่ค้าทั้งฝั่งเอเชียและสหรัฐอเมริกา เช่น การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ส่งเสริมความร่วมมือด้านข่าวกรองและการต่อต้านอาชญากรรมร่วมกัน การใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือและความตกลงทางการค้าในการขยายการค้าและการลงทุน

    • การให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โคลอมเบีย ชิลี เม็กซิโก เป็นต้น  

    สคต.ฯ เห็นว่านโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ของเปรูจะเป็นโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ดังนี้ 

    • เหมืองแร่และพลังงาน: การดำเนินโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ Zafranal และ Tía María จะสร้างความต้องการเพิ่มขึ้นในส่วนของเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้างและอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน  

    • โครงสร้างพื้นฐาน: การขยายท่าเรือ การสร้างถนนและนิคมอุตสาหกรรม และการปรับปรุง/พัฒนาหน่วยงานต่าง ๆ รัฐบาลเปรูเปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเข้าร่วมประมูลงาน และยังเป็นโอกาสสำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง 

    • ธุรกิจการเกษตร: โครงการปรับปรุงระบบชลประทานและห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตรกรรม จะสร้างความต้องการเพิ่มขึ้นในส่วนของสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตร สินค้าทุนทางการเกษตร และความรู้/ความเชี่ยวชาญในการแปรรูปอาหาร 

    _____________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    สิงหาคม 2569


    [1] The Zafranal Project is a large copper-gold mining project in southern Peru, in the Arequipa region. It is designed as an open-pit mine with a conventional concentrator and is expected to produce copper-gold concentrate over a mine life of about 19 years. it is one of Peru’s strategic mining projects and has been discussed as a priority for investment and permitting. Teck Resources Ltd., a major Canadian mining and resource company, says it is intended to help meet growing copper demand tied to economic development and the energy transition

    [2] รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันและปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู มีหน้าที่หลักในการขนส่ง กลั่น จำหน่าย และการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั่วประเทศ 

    [3] A global Law firm, particularly known for handling high-profile cross-border transactions, international arbitration, and complex regulatory matters – https://www.hsfkramer.com/en_US/notes/latamlaw/2026-posts/the-return-of-fujimorismo-perus-new-government-and-its-economic-ambitions?__cf_chl_f_tk=9hmth4GRYTEySF27UbTMwREon_kdSEujZ9.YZ0IuRzs-1783454360-1.0.1.1-CK1eMqQUV5Ven.hf6vgUr82RBZygCESxVOPj0MErbpw  

    The official website of Fuerza Popular (Popular Force), the Peruvian political party founded and led by Keiko Fujimori – https://fuerzapopular.com.pe/wp-content/uploads/2026/02/Plan-de-Gobierno-Reforzado_V2.pdf

    Chilean local newspaper – https://www.emol.com/noticias/Internacional/2026/07/01/1204416/keiko-fujimori-propuestas-gobierno.html  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f0fg8fim1442jijlwx4o2ufe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08e-ymKTLtkTYldCUn9JTt