Category: เศรษฐกิจ

  • นครปฐมดัน ‘กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ’ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ตั้งเป้าเงินสะพัด 10 ล้านบาท

    นครปฐมดัน ‘กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ’ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ตั้งเป้าเงินสะพัด 10 ล้านบาท

    จังหวัดนครปฐม เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการยกระดับสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดงาน ‘สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026’ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจังหวัดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนกว่า 100 ราย เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดโอกาสทางการตลาด

    7 ส.ค. 2569 – นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งผลิตกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผลไม้ และสินค้าเกษตรคุณภาพที่สำคัญของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการผลิตกับตลาด กระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    “จังหวัดนครปฐมต้องการผลักดันให้ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยใช้จุดแข็งด้านสินค้าเกษตรคุณภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม งานนี้จึงไม่ใช่เพียงงานจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงการผลิต การตลาด การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวอโรชา กล่าว

    ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดมีเป้าหมายผลักดันตราสัญลักษณ์ “นครปฐมการันตี” ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและของดีประจำจังหวัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนครปฐม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศในอนาคต

    นอกจากนี้ การจัดงานยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ร้านจำหน่ายของฝาก ตลาดชุมชน และธุรกิจบริการภายในจังหวัด ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจตลอดช่วงการจัดงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้เกษตรกรสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขยายเครือข่ายทางการค้า และต่อยอดการจำหน่ายสินค้าในระยะยาว

    นางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การจัดงานปีนี้มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดผ่านการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นนำผลผลิตออกสู่ตลาด และสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าเกษตรนครปฐมในวงกว้าง

    “เราไม่ได้มองงานนี้เป็นเพียงตลาดนัดสินค้าเกษตร แต่เป็นเวทีสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรพบผู้บริโภคโดยตรง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เรียนรู้ความต้องการของตลาด และต่อยอดการจำหน่ายทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางพลัศริญญา กล่าว

    ภายในงานรวบรวมกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าเกษตรคุณภาพจากผู้ผลิตทั่วจังหวัด พร้อมการประกวดกล้วยไม้ระดับ “แชมป์ชนแชมป์” การจำหน่ายผลไม้สดจากสวนและสินค้าชุมชน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิ การแข่งขันกินผลไม้ “ศึกชิงเจ้าตัวตึง” การแข่งขันส้มตำผลไม้ลีลา การประกวดออกแบบแฟชั่นจากกล้วยไม้ไทย และการแข่งขันเรียงร้อยกล้วยไม้ถวายองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์

    เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานลักษณะนี้ช่วยเชื่อมโยงภาคการผลิต ภาคการตลาด และภาคการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ทำให้สินค้าเกษตรของจังหวัดเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น พร้อมกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้า สร้างนวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    งาน “สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ ชิมอาหารท้องถิ่น และร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1046062/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-m0hOde6EA2Z2zDnCMcau

  • KTB-KTC-SC เจาะลึกมุมมองเศรษฐกิจ-อสังหาฯ เสริมศักยภาพลูกค้า

    KTB-KTC-SC เจาะลึกมุมมองเศรษฐกิจ-อสังหาฯ เสริมศักยภาพลูกค้า

    ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดย Krungthai WEALTH ร่วมกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC และ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC จัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ “STILL : A Timeless Moment” เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้า Krungthai WEALTH ในการเยี่ยมชมโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่บนทำเลศักยภาพ พร้อมเปิดมุมมองด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ

    โดยมี นางลัดดาวัลย์ เมฆสุภะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีม Markets Solutions and Innovation ธนาคารกรุงไทย พร้อมด้วย นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต บมจ.บัตรกรุงไทย และ นางกนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูงและลูกค้าต่างประเทศ บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ ณ โครงการ STILL Sukhumvit 20

    ​กิจกรรมครั้งนี้ ลูกค้า Krungthai WEALTH ได้รับฟังมุมมองเศรษฐกิจจากผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS พร้อมวิเคราะห์โอกาสการลงทุนเชิงลึกในอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงระดับลักชัวรี่บนทำเลศักยภาพ ซึ่งยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนที่มองหาการรักษามูลค่าและต่อยอดความมั่งคั่ง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถพิจารณาอสังหาริมทรัพย์ได้ทั้งในฐานะที่อยู่อาศัยคุณภาพและทางเลือกในการลงทุนที่สร้างมูลค่าในระยะยาว

    ​ทั้งนี้ ยังได้เยี่ยมชมโครงการ STILL Sukhumvit 20 เพื่อสัมผัสศักยภาพของคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ เพื่อประกอบการวางแผนการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ ยังร่วมรับประทานอาหารกลางวันสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก เชฟแรนดี้ ชัยชัช นพประภา แห่ง Fillets Bangkok ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิด Experience Marketing ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและประสบการณ์เฉพาะบุคคล ควบคู่กับการได้รับเอกสิทธิ์ผ่านบัตรเครดิต KTC-Krungthai WEALTH เมื่อชำระค่าจองโครงการ STILL Sukhumvit 20 ผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษ 2 ต่อ ได้แก่ รับเงินคืน 600,000 บาทต่อยูนิต (เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ จากโครงการ STILL Sukhumvit 20 ) และรับคะแนน KTC FOREVER หรือ KTC ROYAL ORCHID PLUS (ROP) เพิ่ม 10 เท่า เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป ระหว่าง วันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

    ​กิจกรรม “STILL : A Timeless Moment” สะท้อนความมุ่งมั่นของ Krungthai WEALTH ในการผสานองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเข้ากับความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อส่งมอบมุมมองการลงทุน ข้อมูลเชิงลึก และประสบการณ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ พร้อมสร้างคุณค่าที่มากกว่าการดูแลด้านการเงิน ในฐานะพันธมิตร ที่พร้อมเคียงข้างลูกค้าในทุกก้าวของชีวิต ภายใต้แนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/852560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WTPhwx0c6boqIqc5z2cTq

  • “ไทย” ชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนสู่ผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ชูผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร

    “ไทย” ชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนสู่ผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ชูผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร

    “ไทย” ชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนสู่ผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ชูผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร


    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ แสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยเน้นย้ำว่า อาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนในการเป็นแหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ดร.กิริฎา เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งจัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน ซึ่งไทยได้สะท้อนมุมมองต่อศักยภาพของอาเซียนด้านการค้าและการลงทุน โดยระบุว่า แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว

    ดร.กิริฎา ได้เน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค อีกทั้งอาเซียนควรมุ่งสู่การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (Co-creation) ระหว่างประเทศสมาชิก โดยใช้จุดแข็งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงและเติมเต็มซึ่งกันและกันจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอนาคตให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z55uFUDocTBvmdUg7qEgQ

  • “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง  สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    วันนี้ ( 7 ส.ค.2569) เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ประกาศปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีก 20 สตางค์ จาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่วันนี้ (7 ส.ค.2569) ส่งผลให้ราคาไข่ไก่ขายปลีกปรับเพิ่มประมาณ แผงละ 6 บาท ถือเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบ 2 ปี

    “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง  สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    แม้ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา บรรยากาศการซื้อขายจะชะลอตัวจากวันหยุดยาว ทำให้ผู้ค้ามีสต็อกคงเหลือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าสู่ต้นเดือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินตามปกติ ความต้องการบริโภคได้เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ในระบบตลาดลดลงอย่างชัดเจน

    “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง  สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    “ไข่ไก่” ขึ้นราคา 4 บาท/ฟอง สูงสุดในรอบ 2 ปี มีผลวันนี้ (7 ส.ค.69)

    สำหรับราคาไข่ไก่เบอร์ (ขายส่ง)

    • ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคา 4.80 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 144 บาท
    • ไข่ไก่เบอร์ 1 ราคา 4.60 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 138 บาท
    • ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 4.40 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 132 บาท
    • ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคา 4.20 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 126 บาท
    • ไข่ไก่เบอร์ 4 ราคา 4.00 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 120 บาท
    • ไข่ไก่เบอร์ 5 ราคา 3.80 บาทต่อฟอง หากซื้อยกแผง 30 ฟอง ราคาจะอยู่ที่ 114 บาท

    อ่านข่าว:

    “ไข่ไก่” ปรับราคาขึ้นฟองละ 20 สตางค์ พาณิชย์ชี้ขึ้นตามต้นทุนคาดส.ค.ราคาลง

    “ไข่ไก่” ปรับขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีผล 6 ก.ค.นี้

    “ไข่ไก่” ปรับราคาหน้าฟาร์มขึ้น 20 สตางค์ เป็นฟองละ 3.50 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bJoVUtVtvA2ztsHKA2xQ1

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 11.19 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 70 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 44.98 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 35.99 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.62 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.99 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L2Kw3P8LiZ9Pq5Mwe2JDW

  • ม่านเศรษฐกิจเปิด แต่เงินยังไม่ไหล

    ม่านเศรษฐกิจเปิด แต่เงินยังไม่ไหล

    การเยือนไทยพร้อมคณะธุรกิจของมิน อ่อง หล่าย สะท้อนความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ รศ. ดร.นิสิต พันธมิตร ชี้ว่า โอกาสจะยังไม่เปลี่ยนเป็นการลงทุนจริง หากเมียนมาไม่ปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ กฎนำเข้า-ส่งออก และวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคาร

    การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแขกของรัฐบาล ไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงพิธีการ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาในช่วงที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญปัญหาร่วมกัน ทั้งการค้าชายแดน พลังงาน แรงงาน ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติ

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนการกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งหรือไม่ แต่คือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้เพียงใด โดยเฉพาะในบริบทที่ระบบการเงิน กฎการค้า และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเมียนมายังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุน

    การเยือนเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ไทยเสนอแนวทาง Calibrated Re-Engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างระมัดระวังและเป็นขั้นเป็นตอน โดยให้เหตุผลว่า การพูดคุยโดยตรงยังจำเป็นต่อการแก้ปัญหาที่กระทบทั้งไทย เมียนมา และภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังยืนยันถึงความสำคัญของกระบวนการสันติภาพและฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม การยกระดับความสัมพันธ์ย่อมมาพร้อมคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ไทยจะได้รับคืออะไร และการเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเมียนมากลับเข้าสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติหรือไม่

    THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษ รศ. ดร.นิสิต พันธมิตร นักเศรษฐศาสตร์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงความหมายทางเศรษฐกิจของการเยือนครั้งนี้ โอกาสของภาคธุรกิจไทย และข้อจำกัดที่ยังขวางการฟื้นตัวของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    จากม่านปิดสู่ ‘เศรษฐกิจแบบม่านเปิด’

    นิสิตมองว่า การที่มิน อ่อง หล่ายเดินทางมาพร้อมตัวแทนภาคธุรกิจจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงส่วนประกอบของพิธีการ แต่เป็นความพยายามส่งสัญญาณว่า เมียนมาต้องการกลับมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

    “ผมเรียกตอนนี้ว่าเป็นเศรษฐกิจแบบม่านเปิด”

    คำว่า ‘ม่านเปิด’ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจเมียนมากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่หมายถึงภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นช่องทางเจรจาและความเป็นไปได้ใหม่ หลังเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่องมาหลายปี

    นิสิตตั้งข้อสังเกตว่า การรวบรวมคณะธุรกิจขนาดใหญ่ให้เดินทางมาพร้อมกันภายในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาต้องการให้ภาคธุรกิจมีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นความสัมพันธ์กับไทย

    แต่การเปิดม่านทางการทูตยังไม่เท่ากับการเปิดระบบเศรษฐกิจ การพบกันของผู้นำและการจัดเวทีธุรกิจสามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกได้ ทว่าไม่สามารถทดแทนระบบการเงินที่เชื่อถือได้หรือกฎระเบียบที่ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ได้

    คอขวดไม่ใช่การขาดโอกาส แต่คือเงินเข้าออกไม่ได้

    นิสิตประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยไม่ได้ขาดความสนใจในเมียนมา ไทยมีทั้งเงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน

    สิ่งที่ยังขาดคือระบบที่ทำให้เงิน สินค้า และผลตอบแทนจากการลงทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างถูกต้องและเป็นปกติ

    อ.นิสิตมองว่า ภาคธุรกิจไทยมีความพร้อม แต่ผลลัพธ์จากการเยือนจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อเมียนมาปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเงินที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน

    ข้อจำกัดสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างระหว่างช่องทางทางการกับตลาดจริง การขอใบอนุญาตนำเข้า ตลอดจนกฎที่เชื่อมการนำเข้าสินค้าเข้ากับรายได้จากการส่งออก

    เมื่อผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเงินตราต่างประเทศได้เพียงพอ การนำเข้าวัตถุดิบ น้ำมัน และเครื่องจักรก็เกิดขึ้นได้ยาก ภาคการผลิตจึงไม่สามารถเดินได้เต็มที่ และยิ่งทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง กลายเป็นวงจรที่กดทับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

    อีกคำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะสามารถนำเงินทุนและกำไรกลับออกจากเมียนมาได้หรือไม่

    สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ธุรกรรมบางส่วนอาจยังอาศัยช่องทางไม่เป็นทางการ แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการคว่ำบาตร และหลักธรรมาภิบาล การใช้ช่องทางดังกล่าวไม่ใช่ทางเลือกที่ยอมรับได้

    สิ่งที่นักลงทุนต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำเชิญให้กลับเข้าไปลงทุน แต่คือความชัดเจนว่า จะนำเงินเข้าอย่างไร ชำระค่าสินค้าผ่านช่องทางใด และสามารถนำรายได้หรือกำไรกลับออกมาได้ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้หรือไม่

    หากคำถามพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ ข้อตกลงที่ประกาศบนเวทีก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโครงการลงทุนจริง

    ความเชื่อมั่นต้องมาก่อนเทคโนโลยีการเงิน

    เบื้องหลังข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศคือปัญหาที่ลึกกว่า คือความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อระบบธนาคาร

    นิสิตอธิบายว่า ความผันผวนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงกฎทางการเงินบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกถือเงินสดหรือทำธุรกรรมนอกระบบ มากกว่านำเงินเข้าสู่ธนาคาร

    “ทุกคนต้องเชื่อมั่นในระบบก่อน แต่ตอนนี้ความเชื่อมั่นในระบบมันสูญเสียไป”

    เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าจะสามารถถอนหรือใช้เงินฝากได้ตามต้องการ เงินก็ไม่ไหลเข้าสู่ระบบธนาคาร เมื่อธนาคารไม่มีฐานเงินฝากเพียงพอ ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและสนับสนุนการค้าก็ลดลงตามไปด้วย

    การพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลหรือการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนอาจช่วยให้ธุรกรรมสะดวกขึ้น แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินได้

    โจทย์สำคัญของธนาคารกลางเมียนมาจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมค่าเงิน แต่คือการทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า กฎจะมีความต่อเนื่อง เงินฝากจะสามารถใช้ได้ และผู้ประกอบการจะได้รับการปฏิบัติภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

    โอกาสของไทยยังมี แต่ต้องไม่ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป

    นิสิตมองว่า เศรษฐกิจไทยและเมียนมามีลักษณะเกื้อกูลกัน หรือเป็น Complementary Economies

    ไทยมีเงินทุน เครื่องจักร ทักษะด้านการผลิต ระบบบริการ และความรู้เกี่ยวกับตลาด ขณะที่เมียนมามีแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ และความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    โอกาสจึงมีตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร โรงงานประกอบชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม ไปจนถึงการค้าปลีก การท่องเที่ยว การศึกษา การแพทย์ และบริการสุขภาพ

    ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สะสมมานาน และความเข้าใจสภาพตลาดมากกว่านักลงทุนจากประเทศที่อยู่ห่างไกล

    นิสิตกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการเมียนมาต้องการสื่อถึงภาคธุรกิจไทยคือ “อย่าทิ้งเราไปไหน” เพราะหากสถานการณ์เปิดมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ยังรักษาเครือข่าย บุคลากร และความเข้าใจพื้นที่ไว้ จะสามารถกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจได้เร็วกว่าผู้เล่นรายใหม่

    แต่การรักษาความสัมพันธ์ไม่ควรถูกตีความว่าไทยต้องเร่งลงทุนโดยลดมาตรฐานการประเมินความเสี่ยง

    เมียนมาในปัจจุบันมีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน หลายพื้นที่ยังมีผู้ควบคุมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม การรับรองจากรัฐบาลกลางเพียงฝ่ายเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องประเมินทั้งความปลอดภัย เส้นทางขนส่ง คู่ค้า ความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร และความสามารถในการบังคับใช้สัญญา

    Engage ได้ แต่ต้องกำหนดผลลัพธ์ให้ชัด

    สำหรับนิสิต ไทยไม่สามารถเลือกว่าจะมีเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านหรือไม่ ทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันผ่านพรมแดน แรงงาน การค้า พลังงาน และความมั่นคง การตัดช่องทางพูดคุยจึงไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไป

    “ความเห็นต่างได้ แต่ประเทศต้องไปต่อ”

    อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการพูดคุยไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ไทยลดทอนคำถามเรื่องความรับผิดชอบ หรือรีบนำความสัมพันธ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่มีเงื่อนไข

    คำว่า Calibrated Re-Engagement จะมีความหมายก็ต่อเมื่อไทยสามารถชี้ให้เห็นได้ว่า การกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร

    กฎเงินตราต่างประเทศมีความแน่นอนขึ้นหรือไม่ การค้าชายแดนเข้าสู่ระบบมากขึ้นหรือไม่ นักลงทุนสามารถโอนรายได้อย่างถูกกฎหมายได้หรือไม่ และความร่วมมือในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ยาเสพติด ความมั่นคงชายแดน และมลพิษข้ามพรมแดนมีผลในทางปฏิบัติเพียงใด

    ตัวชี้วัดเหล่านี้สำคัญกว่าจำนวนคณะธุรกิจ จำนวน MOU หรือภาพพิธีต้อนรับ เพราะเป็นสิ่งที่จะบอกได้ว่า การเยือนครั้งนี้ช่วยเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจริง หรือเป็นเพียงการเปิดพื้นที่ทางการทูตให้รัฐบาลเมียนมา

    ม่านเปิดแล้ว แต่ระบบหลังม่านยังต้องพิสูจน์ตัวเอง

    การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของมิน อ่อง หล่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และเปิดช่องให้ไทยนำปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

    แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากระดับของพิธีต้อนรับ หรือมูลค่าความร่วมมือที่ประกาศในระหว่างการเยือน

    สำหรับภาคธุรกิจ ตัวชี้วัดคือเงินสามารถเข้าและออกได้หรือไม่ กฎการค้ามีความชัดเจนเพียงใด และระบบธนาคารสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือยัง

    สำหรับรัฐบาลไทย ตัวชี้วัดคือการ Engage ช่วยลดปัญหาข้ามแดน อาชญากรรม และความไม่แน่นอนตามแนวชายแดนได้จริงหรือไม่ โดยไม่ทำให้ไทยกลายเป็นเพียงพื้นที่สำหรับฟื้นสถานะทางการเมืองของรัฐบาลเมียนมา

    ม่านทางเศรษฐกิจอาจเริ่มเปิดแล้ว แต่ก่อนที่เงินทุนจะกลับเข้าไป เมียนมาต้องพิสูจน์ว่า พร้อมสร้างกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ในระบบได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/myanmar-economy-open-money-not-flowing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04izJi-KKD8blSdBSs72hU

  • มท.2 พลพีร์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเยี่ยมชม ให้กำลังใจ และแนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ OTOP

    มท.2 พลพีร์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเยี่ยมชม ให้กำลังใจ และแนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ OTOP

    มท.2 พลพีร์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเยี่ยมชม ให้กำลังใจ และแนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ OTOP


    6/08/2569 | 47 | |

    มท.2 พลพีร์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเยี่ยมชม ให้กำลังใจ และแนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการ OTOP

    วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสุรินทร์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติราชการตรวจติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นางอรุณรัตน์ ชิงชนะ ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนาการจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน กลุ่ม องค์กร เครือข่าย พัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในช่วงเช้าคณะเดินทางไปยัง ปราสาทตาควาย ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก เพื่อลงพื้นที่รับฟังข้อมูลการขอขยายเขตไฟฟ้าบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350

    และเดินทางต่อไปยังหอประชุมที่ว่าการอำเภอกาบเชิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย พร้อมเยี่ยมชมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” พร้อมทั้งเยี่ยมชมร้านค้าผลิตภัณฑ์ OTOP โดยได้เดินพบปะพูดคุยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้ง มอบคำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ OTOP

    ต่อมาช่วงบ่ายเดินทางไป ณ โดมอเนกประสงค์โรงเรียนสังขะ อำเภอสังขะ เพื่อมอบนโยบายและตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน พร้อมทั้งเยี่ยมชมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” และบูธจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนงานบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานให้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงการให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ OTOP ผ่านการผลักดันความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee พร้อมทั้งผลักดันให้มีการพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมหรือค่า GP (Gross Profit) ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้กับผู้ประกอบการ OTOP ในการทำตลาดออนไลน์อย่างยั่งยืน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/402386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BVbQlhgeEDcegnxuywqZc

  • ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)  เครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    7/08/2569 | 41 |

    ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้พึ่งพาเพียงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหรือทรัพยากรธรรมชาติแบบเดิม แนวคิด Soft Power หรือ “อำนาจละมุน” ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายประเทศใช้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและแผ่อิทธิพลบนเวทีโลก สำหรับประเทศไทย ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมอันเข้มแข็งที่รอการเจียระไนเพื่อเปลี่ยนจาก “ความประทับใจ” ให้กลายเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” อย่างเป็นระบบ

    ทุนวัฒนธรรม 5F: รากฐานแข็งแกร่งของไทย

    ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านกรอบแนวคิด 5F ที่เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ:

    • Food (อาหารไทย): ต้มยำกุ้ง ผัดไทย หรือข้าวเหนียวมะม่วง ไม่เพียงแต่เป็นรสชาติที่คนทั่วโลกหลงรัก แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงห่วงโซ่อุปทานภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism)

    • Film (ภาพยนตร์และซีรีส์): อุตสาหกรรมบันเทิงไทย โดยเฉพาะซีรีส์วาย (Y-Series) และภาพยนตร์ไทย ได้สร้างกระแสความนิยมแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก เกิดเป็นเศรษฐกิจแฟนดอม (Fandom Economy) ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล

    • Fashion (แฟชั่น): ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์พื้นบ้านได้รับการประยุกต์เข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวบนเวทีแฟชั่นระดับสากล

    • Fighting (มวยไทย): ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นทั้งกีฬาและค่ายฝึกอบรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจสุขภาพจากทั่วโลกให้เข้ามาเรียนรู้ในประเทศไทย

    • Festival (เทศกาลและประเพณี): เทศกาลสงกรานต์และลอยกระทง หมุดหมายหมุนเวียนที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในระดับหมื่นล้านบาทต่อปี

    กลไกการเปลี่ยนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจ

    การขับเคลื่อน Soft Power ให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยกลไกหลัก 3 ประการ:

    1. การสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Value Creation): แปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าและบริการที่มีมาตรฐาน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การทำ Storytelling ให้สินค้าชุมชน หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์และเกมที่แทรกซึมวัฒนธรรมไทย

    2. การเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว (Tourism Integration): ใช้คอนเทนต์และวัฒนธรรมเป็นตัวนำทาง เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงในประเทศไทย เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

    3. การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม (Ecosystem & Infrastructure): การสร้างนิเวศที่เอื้อต่อคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ทั้งการสนับสนุนแหล่งทุน การปลดล็อกข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และการทำการตลาดเชิงรุกในต่างประเทศ

    ทิศทางและอนาคตของเศรษฐกิจไทย

    การผลักดัน Soft Power ไม่ใช่เพียงเรื่องของความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามดักแอกประเทศรายได้ปานกลาง หากมีการบริหารจัดการอย่างมีทิศทาง มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม Soft Power จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างโอกาส สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/529103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WUYeTwgNQZ2jcjkRJAp-U

  • ผวาหนี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทะลัก70% จี้รัฐเร่งแก้ก่อนพังทั้งระบบ

    ผวาหนี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทะลัก70% จี้รัฐเร่งแก้ก่อนพังทั้งระบบ

    แม้ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่สัญญาณจากภาคธุรกิจรายเล็กกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างชัดเจน เมื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ “วิกฤติสภาพคล่อง” รอบใหม่ จากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากอยู่ในภาวะ “ประคองตัว” มากกว่าการเติบโต ขณะที่ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเตือนหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงาน ซึ่งพึ่งพาเอสเอ็มอีมากถึง 70% ของภาคเอกชนไทย

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฐานรากกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนักทุกมิติ ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูง รายได้ที่ลดลง และภาระหนี้สินที่รุมเร้า ซึ่ง SME ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในไทย

    หนี้ SME ไตรมาส2วิกฤติ เข้าไม่ถึงแหล่งทุน

    จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SME มีความต้องการเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 90.4% ขณะที่มีเพียง 6.0% ที่ต้องการลงทุนเพิ่ม และ 3.6% ต้องการนำไปใช้หนี้เดิม โครงสร้างแหล่งกู้ยืมเงินในไตรมาส 2/2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบไตรมาส 1 ที่เผชิญวิกฤติด้านพลังงาน ดังนี้ 1.ในระบบสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 30.2% เป็น 37.6% 2.ในและนอกระบบร่วมกัน ลดลงจาก 47.0% เป็น 41.1%  และ 3. นอกระบบสถาบันการเงิน ลดลงเล็กน้อยจาก 22.8% เหลือ 21.3%

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือกำแพงสินเชื่อ พบว่า สาเหตุหลักที่ SME ยื่นกู้ในระบบไม่ผ่านมา จากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน (33.3%), เอกสารไม่สะท้อนธุรกิจจริง (26.7%) และกระแสเงินสดไม่เพียงพอ (20%)

    70%SME“ทรงตัว”รอวันทรุด

    นายแสงชัย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสุขภาพธุรกิจพบว่า กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มทรงตัว ซึ่งรวมถึงธุรกิจช่วงขาลงแต่พอพยุงได้ และกลุ่มที่มีรายได้พอจ่ายหนี้แต่ไม่พอลงทุน มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 70.5% ในไตรมาส 2/2569 

    ขณะที่ กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่องและต้องพึ่งพาหนี้ใหม่เพื่อประคองตัวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐแต่ SME ยังต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อไม่แน่นอน การแข่งขันที่รุนแรง

    นายแสงชัย กล่าวว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาผ่าน 5 ก. เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

    1. กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้กฎหมายกับสถาบันการเงินที่ทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคิดดอกเบี้ยผิดนัดและการออกแบบโปรแกรมสินเชื่อตามหลัก Market Conduct ไม่ให้มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม

    เร่งดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

    2. กลยุทธ์ตัดตอนนอกระบบ ออกแบบนวัตกรรมการเงิน เพื่อดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบที่มีหลักประกัน และเติมทุนหมุนเวียนซัพพลายเชนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจริง

    3. เกณฑ์ยืดหยุ่น ปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แทนการผลัก SME ไปใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 25-36% ต่อปี ซึ่งเป็นกับดักที่ยากจะทำกำไรมาชดเชยได้

    4. กระบวนการสะดวกรวดเร็ว ใช้ Credit Scoring และเทคโนโลยีช่วยประเมินความเสี่ยงที่เป็นธรรม หากปฏิเสธสินเชื่อต้องมีเหตุผลชัดเจนและมีกระบวนการบ่มเพาะเพื่อให้กลับมาขอใหม่ได้

    5. กลไกพัฒนา จัดกลุ่ม SME ตามอาการทางการเงินและมีระบบพี่เลี้ยง (Mentor) ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนและหลังกู้ พร้อมเสริมทักษะ AI นวัตกรรม และสร้างแบรนด์เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    ถึงเวลารัฐต้อง “Action Show”

    นายแสงชัย ย้ำว่า ขีดความสามารถ SME ไม่ได้ขึ้นกับทักษะเท่านั้น แต่ต้องเข้าถึงแหล่งทุนที่เพียงพอและรวดเร็ว หากรัฐยังปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังอาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อการจ้างงาน ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักถึง 70% ของภาคเอกชนทั่วประเทศ

    “ถ้าไม่ใช่ ทำใหม่ ถ้าไม่ดีพอ ทำเพิ่ม ถ้าดีแล้ว ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก หมดเวลา Talk Show ถึงเวลา Action Show ให้เอสเอ็มอีรอดจริง” นายแสงชัย กล่าว

    สำหรับข้อเสนอ Roadmap 5 ก. ของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จึงไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ แต่เป็นข้อเสนอปฏิรูประบบการเงินสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ตั้งแต่บังคับใช้กฎหมาย ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ การปรับเกณฑ์สินเชื่อ การใช้เทคโนโลยีประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างระบบพี่เลี้ยงเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแผนลงทุนในอนาคต พบว่า เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยมีเพียง 16.5% ที่มีแผนลงทุนเพิ่มเติมชัดเจน ขณะที่ส่วนใหญ่ 38.9% ระบุว่าแผนลงทุนขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจ ส่วน 29.2% เลือกคงระดับลงทุนเดิมไว้ และ 15.4% ระบุว่าไม่มีแผนลงทุน

    ในอนาคต SME ต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยทำธุรกิจ ซึ่งจะไม่ใช่เพียงออร์เดิร์ฟ หรืออาหารเสริม แต่ต้องเป็นอาหารจานหลัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจอยู่รอดจากวิกฤติพลังงาน สงครามการค้า และภัยพิบัติธรรมชาติ

    จี้รัฐส่งเสริม AI Literacy – ยกระดับคน

    ในส่วนข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ ต้องเร่งส่งเสริม AI Literacy และยกระดับพลเมืองสู่ระดับ AI Citizenship เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานทักษะสูง ผ่านมาตรการสนับสนุนเชิงรุก ประกอบด้วย

    1.ด้านการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี 2. โครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ระบบพี่เลี้ยง พัฒนากลไกที่ปรึกษาด้าน AI ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละธุรกิจ 4. ธรรมาภิบาล รัฐต้องนำการเปลี่ยนแปลงอย่างโปร่งใส รวดเร็ว เพื่อส่งมอบปัญญาให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

    สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเวลานี้ไม่ใช่เวทีเสวนา หรือมาตรการระยะสั้น แต่คือลงมือแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME กำลังหลักเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักประเทศ สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ฟื้นสภาพคล่อง และกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง สะท้อนโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเร่งตอบให้ได้ ก่อนที่วิกฤติสภาพคล่องจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eAHqkWf0yrPKDwUxsZRi

  • “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” อัพเป้า GDP ไทย ปี 69 โต 1.6% รับแรงหนุนมาตรรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” อัพเป้า GDP ไทย ปี 69 โต 1.6% รับแรงหนุนมาตรรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทายมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สม่ำเสมอ อุปสงค์ภายในประเทศยังคงซบเซา และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันความเชื่อมั่น

    จาก Standard Chartered Global Research ล่าสุด ธนาคารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.6% จากเดิม 1.4% สะท้อนการเติบโตที่ดีกว่าคาดในช่วงต้นปี และแรงสนับสนุนระยะสั้นจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าจะยังชะลอตัว โดยการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมยังมีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มในไตรมาส 3 ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการได้ปรับลดราคาห้องพักเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ ทั้งนี้ จากต้นปีจนถึงปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมอยู่ที่ 69.0%

    “เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปีด้วยแรงส่งที่ลดลง และมีตัวช่วยไม่มาก มาตรการกระตุ้นทางการคลังระยะสั้นจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ แต่ไม่เพียงพอ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่มั่นคงขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างทันท่วงที จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น” ดร.ทิม กล่าว

    ดร.ทิม กล่าวว่า สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะอยู่ที่เฉลี่ย 1.9% ในปี 2569 และ 1.5% ในปี 2570 ซึ่งยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังซบเซา ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายต่อไป โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ร้อยละ 1.00 จนถึงสิ้นปี 2570

    ธนาคารยังคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะลดลงมาอยู่ที่ 0.2% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 1.5% ในปี 2570 โดยผลการดำเนินงานจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด แนวโน้มด้านการคลังยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม เนื่องจากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณปีงบประมาณ 2570 อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านขาลงต่อการเติบโตในไตรมาส 4

    ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อค่าเงินบาท โดยเงินบาทอ่อนค่าลงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโดยรวมสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐานที่ยังซบเซา อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำ เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับกระแสเงินตราต่างประเทศจากภาคท่องเที่ยว ธนาคารคาดการณ์ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 32.50 ณ สิ้นปี 2569, 33.50 ณ สิ้นปี 2570 และ 34.50 ณ สิ้นปี 2571

    ดร.ทิม กล่าวว่า แม้เงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจช่วยสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยวในระยะสั้นผ่านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นได้ สิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยคือการตอบสนองเชิงนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น สนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่อาจอ่อนแอกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความเป็นไปได้ของความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทย ฐานะการคลังภาครัฐที่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมาตรการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ดำเนินอยู่ น่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านขาลงได้ในระหว่างที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/852252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw250_jfBtwg0c0wUloX7WCc