Category: เศรษฐกิจ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 09.54 น.


    กลยุทธ์:  ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,220 = 65,400 บาท
    แนวรับ: $4,120 = 64,500 บาท
    .

    สรุปข่าวทองคำวันนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีเงินเฟ้อ PCE และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payroll) ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ หลังจากตัวเลข CPI และ PPI ก่อนหน้าออกมาสูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง หาก PCE และตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง อาจเพิ่มโอกาสที่ Fed จะคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องหรือกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ

    .

    ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับมุมมองที่ Fed อาจมีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น (Hawkish) หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแสดงความแข็งแกร่งในหลายภาคส่วน โดยมีการประเมินว่าอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว นอกจากนี้ ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง ยังช่วยลดความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้แรงซื้อทองคำชะลอตัวลง

    .

    อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวใกล้โซนแนวรับสำคัญบริเวณ 4,120 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,500 บาท หากยังไม่หลุดระดับดังกล่าว มองเป็นจังหวะทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัว โดยมีกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” ที่บริเวณ 4,120 ดอลลาร์ (64,500 บาท) และพิจารณาทำกำไรบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ (65,400 บาท) ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามตัวเลข PCE, Nonfarm Payroll และท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-23-6-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HbDhWChRLuGLlBfzcRqpm

  • เจาะบทบาท ส.ก. หนุนเศรษฐกิจฐานราก เปิดพื้นที่ทำกิน-ดันซอฟต์พาวเวอร์

    เจาะบทบาท ส.ก. หนุนเศรษฐกิจฐานราก เปิดพื้นที่ทำกิน-ดันซอฟต์พาวเวอร์

    ด้านการบริหารจัดการตลาด แม้งบประมาณของสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครจะถูกปรับลดในบางส่วน แต่ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียภายในตลาด ขณะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญยังเสนอให้ทบทวนการกำหนดพื้นที่อนุญาตให้ตั้งสถานบริการ หรือ Zoning ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน หลังผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการในช่วงที่ผ่านมา

    ปกป้องอาชีพคนไทย-เตรียมพร้อมสังคมสูงวัย

    อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการคุ้มครองอาชีพสงวนของคนไทย โดยมีการเสนอให้กรุงเทพมหานครประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวที่ประกอบอาชีพซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอาชีพของคนไทย เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน

    นอกจากนี้ ส.ก. ยังมองไกลไปถึงการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการผลักดันหลักสูตรฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย พร้อมสร้างช่องทางตลาดรองรับสินค้าและบริการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีรายได้เสริมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ดัน 50 เขตสู่เมืองสร้างสรรค์ ปลุกพลังซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น

    คณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของกรุงเทพมหานคร ยังได้เสนอแนวทางพัฒนา “ย่านสร้างสรรค์” ครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยใช้จุดเด่นด้านอาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    ตัวอย่างที่ถูกผลักดัน ได้แก่ การพัฒนาชุมชนกุฎีจีนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้สื่อสังคมออนไลน์ประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนการจ้างงานผ่านโครงการ “Made in Bangkok (MIB)” ซึ่งมุ่งสร้างรายได้ให้คนในชุมชนโดยตรง

    กองทุนชุมชนเข้มแข็ง กลไกกระจายงบสู่ฐานราก

    ในด้านการบริหารงบประมาณ สภากรุงเทพมหานครยังเดินหน้าพิจารณาร่างข้อบัญญัติกองทุนชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระจายงบประมาณลงสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น

    แม้หลายโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา แต่ ส.ก. ยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้น เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    จาก “สภาเมือง” สู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

    บทบาทของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของสภาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหรือระบบระบายน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระดับชุมชน สร้างพื้นที่ทำกิน และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ

    อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาปากท้องของคนเมืองให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ยังต้องอาศัยทั้งการทำงานในสภาและการลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนอย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้ว “เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเสียงของคนตัวเล็กได้รับการรับฟังและถูกผลักดันให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/863923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aOjUyv4wlZNqfQbtfKIgD

  • “เอกนิติ” ดัน 4 ปีไทยติด TOP20 เศรษฐกิจโลก – 12 ปีเป็น ปท.รายได้สูง

    “เอกนิติ” ดัน 4 ปีไทยติด TOP20 เศรษฐกิจโลก – 12 ปีเป็น ปท.รายได้สูง

    กรอ.ชุดใหม่ จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่แยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ

    • เครื่องยนต์ที่ 1: New Economy & Infrastructure Engine สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    • เครื่องยนต์ที่ 2: Trade & Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Powerการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่

    • เครื่องยนต์ที่ 3: People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรมUpskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น

    • เครื่องยนต์ที่ 4: Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น

    “ถ้ามองเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล กองหลังคือเสถียรภาพการคลัง และเศรษฐกิจมหภาค กองกลาง คือ พลังงาน น้ำ กฎระเบียบ เทคโนโลยี และคน กองหน้า คืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และภาคเอกชนที่จะทำประตูให้ประเทศ กรอ. คือ เวทีที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจไทยเล่นเป็นทีมเดียวกัน” นายเอกนิติกล่าว

    ที่ประชุมยังเห็นชอบในการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะเพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะ 6 เดือน และ 1 ปี และ 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก ๆ 2 เดือน 

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก ซึ่งวันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชน ต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nmTVw78fzFoUH4mswmSwd

  • เกาหลีใต้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสงครามอิหร่าน | เดลินิวส์

    เกาหลีใต้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสงครามอิหร่าน | เดลินิวส์

    ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง และสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก หลายฝ่ายต่างกังวลว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 94% อย่างเกาหลีใต้ จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูง การหยุดชะงักของเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันจากเงินเฟ้อล้วนเป็นความจริงที่ถาโถมเข้าใส่ค่าเงินวอน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์ล่าสุดกลับแสดงให้เห็นสิ่งตรงกันข้าม เกาหลีใต้ไม่ได้พังทลายลงภายใต้แรงกดดัน แต่กำลัง “ดูดซับ” แรงกระแทกนี้ไว้ได้อย่างน่าทึ่งโดยไม่สูญเสียสมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค

    จากข้อมูลประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) แม้แนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของโลกจะถูกปรับลดลง แต่ตัวเลขคาดการณ์ของเกาหลีใต้ยังคงนิ่งอยู่ที่ 1.9% สวนทางกับกลุ่มยูโรโซน เยอรมนี และสหราชอาณาจักรที่ไอเอ็มเอฟปรับลดระดับลงอย่างรุนแรง

    ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา พุ่งทะยานแตะ 87,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2.85 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้นถึง 53.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปความจำปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) เป็นหัวหอกสำคัญ ด้วยมูลค่าการส่งออก 37,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.22 ล้านล้านบาท ) 

    นายคิม จุง-ควาน รมว.อุตสาหกรรมเกาหลีใต้ จึงมั่นใจว่ายอดส่งออกทั้งปีนี้อาจทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 29.5ล้านล้านบาท ) และนำพาเกาหลีใต้ก้าวสู่ท็อป 5 ประเทศ ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก

    ความแข็งแกร่งดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก ที่มีต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หรือวาทกรรม “Korea Discount” ที่เคยทำให้บริษัทเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี KOSPI ที่เคยดิ่งลงไปแตะระดับ 5,251 จุด เมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ได้ดีดตัวกลับมาทะลุ 8,000 จุด เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา จนโกลด์แมน แซคส์ ยกให้เกาหลีใต้เป็น “จุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุดในเอเชีย” สะท้อนว่า นักลงทุนได้ปรับมุมมองจากการเห็นเกาหลีใต้เป็นเพียง ‘ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน’ มาสู่ ‘ประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง’ ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ

    อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ตั้งแต่การกำหนดเพดานราคาน้ำมันในประเทศ การจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปจนถึงการตัดสินใจส่งกองเรือรบเฉพาะกิจ “ช็องแฮ” เข้าไปคุ้มกันเรือสินค้าในน่านน้ำส่วนหน้า นี่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกาภิวัตน์ ที่เน้นความประหยัดแบบ “Just-in-Time” ไปสู่ระบบภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่เน้นความปลอดภัยแบบ “Just-in-Case” ด้วยการสร้างระบบสำรองและกระจายความเสี่ยงในทุกด้าน ทั้งพลังงาน การเดินเรือ และห่วงโซ่อุปทาน

    ในส่วนของงบดุลภายนอก เกาหลีใต้มี “กันชนทางการเงิน” ที่แข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ( ราว 3.84 ล้านล้านบาท ) ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับต่ำเพียง 54.4% ของจีดีพี ซึ่งมั่นคงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มจี20 และ จี7 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประเทศมีช่องทางในการสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความผันผวน

    วิกฤติครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้จะยังคงเปราะบางในแง่ของ “ราคาพลังงานที่หน้าปั๊ม” แต่ประเทศแห่งนี้ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งใน “สมุดบัญชีดุลการค้า” บทเรียนจากวิกฤติอิหร่านไม่ได้ทำให้เกาหลีใต้พังทลายลง แต่กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่บีบให้ประเทศต้องเรียนรู้กฎกติกาใหม่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มีความตระหนักด้านความปลอดภัย และมีความสมดุลทางพลังงานอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5967020/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WY7wO06W4JuLtquDeDuR9

  • ทรัมป์เตือนแรง ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ แม้เศรษฐกิจตกต่ำ

    ทรัมป์เตือนแรง ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ แม้เศรษฐกิจตกต่ำ

    ทรัมป์เตือนแรง ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ แม้เศรษฐกิจตกต่ำ

    วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.12 น.

    เมื่อ 22 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวย้ำว่า การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แม้จะมีความกังวลว่าการดำเนินการทางทหารที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หรือเสี่ยงนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังถูกถามว่า เขาพร้อมจะรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกหรือไม่ หากจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านในกรณีที่เตหะรานไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้

    อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่สำคัญกว่าปัญหาเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า “อาวุธนิวเคลียร์สำคัญกว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” พร้อมเสริมว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ผลกระทบจากอาวุธนิวเคลียร์อาจสร้างความเสียหายได้รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่า

    ทรัมป์ยังย้ำว่า ทางเลือกในการใช้กำลังทหารยังคงอยู่บนโต๊ะ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือดำเนินการในลักษณะที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เหมาะสม

    “หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือหากพวกเขาไม่ประพฤติตัวตามที่ควร ผมก็จะทำในสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ” ทรัมป์กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/972472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GFzSK8U2s-pgZLx8CqDzX

  • ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

    ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

    โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การหยุดไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ มีความสำคัญมากกว่าความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำ เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อ

    เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การป้องกันไม่ให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์นั้น มีความสำคัญเหนือกว่าความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก

    นายทรัมป์ถูกนักข่าวถามว่า เขาพร้อมที่จะเสี่ยงให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกด้วยการโจมตีอิหร่านหรือไม่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทรัมป์ตอบว่า “อืม ไม่ใช่ในแบบที่ผมกำลังทำอยู่หรอก มันจะไม่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแน่นอน”

    นายทรัมป์กล่าวต่อว่า ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า “ถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม— เอาละ อาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเหนือกว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ”

    “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำน่ะเป็นเรื่องที่แย่มากจริงๆ … แต่อาวุธนิวเคลียร์จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้รวดเร็วยิ่งกว่านั้นมาก”

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำอีกว่า ทางเลือกในการดำเนินการทางทหารยังคงอยู่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง “ถ้าอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลงของพวกเขา หรือถ้าพวกเขายังทำตัวไม่ดี ผมก็คงต้องทำในสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ”

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : cnn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2941302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2evKXGEsC6AMflv78iPFpR

  • รัฐบาลวางโรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันประเทศไทยขึ้นชั้น ‘ประเทศรายได้สูง’

    รัฐบาลวางโรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันประเทศไทยขึ้นชั้น ‘ประเทศรายได้สูง’

    รัฐบาลมีแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มั่นคง แข็งแรงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ผ่านการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งการไปสู่เป้าหมายจะต้องทำให้รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8,000-9,000 ดอลลาร์ต่อปี

    ในอดีตเคยมีรัฐบาลประกาศเป้าหมายลักษณะเดียวกัน โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) มีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ซึ่งมีแผนให้เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพและยั่งยืน และขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น แต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถูกลดบทบาทหลังพ้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

    นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) วันที่ 22 มิ.ย.2569 เพื่อเป็นเวทีทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

    ทั้งนี้ มีการหารือเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันประเทศ ซึ่งประชุมทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อกลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พลังงาน แรงงาน การค้า ซึ่งจะประหยัดเวลาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ.เห็นชอบยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อยกระดับเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี โดยเป็นเป้าหมายที่มาจากการทำงานร่วมกับธนาคารโลกที่ระบุหากขับเคลื่อน 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายจะบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูง ได้แก่

    1.เกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยน้นใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของไทย มายกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป

    2.ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ระดับสากล

    3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อดึงลงทุนใหม่

    4.ยาและสุขภาพ โดยยกระดับอุตสาหกรรมยาและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ

    5.การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากกว่าการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

    6.การค้า โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่ดีของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สามารถติดต่อกับทุกประเทศทั่วโลกได้ 

    7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยต่อยอดจากทักษะและความคิดสร้างสรรค์คนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่

    รัฐบาลวางโรดแมป 12 ปี 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันประเทศไทยขึ้นชั้น ‘ประเทศรายได้สูง’

    • ตั้งเป้ายกขีดแข่งขันขึ้นท็อป20 

    นอกจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก โดยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดตามการจัดอันดับของ International Institute for Management Development (IMD) ซึ่งล่าสุดวันที่ 18 มิ.ย.2569 IMD ประกาศอันดับของไทยอยู่ที่ 26 ของโลก ดีขึ้น 4 อันดับจากปี 2568 มีแรงขับเคลื่อนหลักจากประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ประสิทธิภาพภาครัฐ

    “การทำงานครั้งนี้เหมือนกำลังแข่งฟุตบอลโลกที่อาศัยความร่วมมือรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังที่รักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้มีความเชื่อมั่นตลาดเงินตลาดทุนในไทยช่วงที่ผ่านมา”

    • วางแนวทางผ่าน4เครื่องยนต์หลัก

    สำหรับการดำเนินการขับเคลื่อนประกอบด้วย 4 Pillars หรือ 4 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 

    1.การลงทุนใหม่ (New Investment) โดยดึงเงินลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่าน Future Investment Hub และโครงการ Fast Plus เพื่อแก้ปัญหาและส่งเสริมการลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยเน้นเป็น AI & Digital Hub และ Financial Hub ของภูมิภาค รวมถึงการผลักดัน เศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ SME และประชาชน

    ทั้งนี้ ภายใน 4 ปีนี้ ด้านการลงทุนตั้งเป้าใกล้เคียง 30% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 22% ซึ่งหากเพิ่มสัดส่วนได้จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจขยายตัวชัดเจน

    2.การท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Wellness) ยกระดับจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง เช่น Wellness Tourism และ Medical Hub 

    พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐและอังกฤษ เพื่อขยายโอกาสการส่งออก

    3.ทุนมนุษย์ (Human Capital) ยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) และสร้างความรู้เท่าทัน AI ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้มุ่งสร้างระบบนิเวศสำหรับ Startup และนวัตกรรม เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองในการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน

    4.ประสิทธิภาพภาครัฐ (State Efficiency) โดยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” ซึ่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อน นำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ และป้องกันการทุจริต พร้อมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้งบประมาณภาครัฐหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

    • รัฐบาลหวังเห็นผลระยะสั้น-ยาว

    สำหรับ 4 เครื่องยนต์จะทำงานแบบทีมเวิร์ค โดยมีเป้าหมายระยะสั้น Quick Big Win (เห็นผลใน 6-12 เดือน) และเป้าหมายระยะ 4 ปี เพื่อวางรากฐานสู่เป้าหมายใหญ่ใน 12 ปีข้างหน้า

    “ทั้ง 4 ชุดมีการบ้านไปทำ เลือกทำ Quick Big Win และ Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยนำกลับมาเสนอเดือน ก.ค.นี้ และยอมรับว่าไทยมีปัญหาโครงสร้างมานาน ดังนั้นต้องมุ่ง Big Win ด้วย โดยเป็นโจทย์ที่ทั้ง 4 เสาไปขับเคลื่อน และต้องตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ติด TOP 20 ภายในปี 2573”นายเอกนิติ กล่าว

    • “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ประเทศคู่ค้าสำคัญ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการค้าและการส่งออกต้องพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยตั้งเป้าเจรจา FTA สำคัญให้สำเร็จภายในปี 2569 เช่น EU สหรัฐ แคนาดาและอังกฤษ  เพื่อกระจายตลาดส่งออกไม่พึ่งประเทศใดเกินไป

    สำหรับภาคบริการจะยกระดับสู่ Wellness Tourism และMedical Hub ที่เน้นคุณภาพ และมูลค่าสูงมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว รวมถึงการวางตำแหน่งไทยเป็น Food Security Hub ผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตรให้ตรงความต้องการของตลาดโลก

    • “ยศนัน” เร่งเตรียมพร้อมกำลังคน

    ศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การดึงการลงทุนต้องมีกำลังคนพร้อม โดยวางเป้าหมายยกระดับทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการสร้างความรู้เท่าทัน AI ทั้งระดับพื้นฐานคนไทยทั้งประเทศ และระดับสูงรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่

    นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างผู้ประกอบการ Startup Ecosystem และ Sandbox เพื่อให้ภาคเอกชนและนักวิจัยร่วมกันพัฒนานวัตกรรม เช่น Semiconductor ที่จะเริ่มจากสเกล R&D เพื่อรอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต

    • “ปกรณ์” จับมือเอกชนแก้กฎหมาย

    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เครื่องยนต์ด้านกฎหมายเป็นเสมือนกองกลาง แต่ต้องดูแลกองหลังเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    สำหรับหัวใจสำคัญเป็นการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุม (Controller) เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยจะปฏิรูปกฎหมายลำดับรองเพื่อลดขั้นตอนการอนุญาตที่ปัจจุบันสูงถึง 90%

    รวมทั้งรัฐบาลนำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาคอร์รัปชันได้โดยตรง นอกจากนี้เตรียมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้อัดฉีดงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

    • สภาพัฒน์เชื่อรายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 8-9 พันดอลลาร์ ขณะที่ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากจะผลักดันตามเป้าหมายต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5.0-5.5%

    “12 ปีเชื่อว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่จะขยับเป็นประเทศรายได้สูงหรือไม่ ณ วันนี้ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ อีก 12 ปีข้างหน้าจะปรับขึ้นอีก อยู่ที่เราต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่านี้เพื่อให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น”นายดนุชา กล่าว

    • “หอการค้า”ชี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายการทำงานของกรอ.ต้องการยกระดับไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี ต้องอาศัยการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    “หอการค้าไทยนำเสนอข้อคิดเห็นท่ี่เคยเสนอไปหลายเรื่องและรัฐบาลก็รับฟัง โดยเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศและมีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด ที่มีตัวแทนภาคเอกชนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศ”

    • ส.อ.ท.ย้ำยกระดับภาคการผลิต

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นในการบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตใหม่ระยะยาว

    ทั้งนี้ โลกเปลี่ยนแปลงเร็วทำให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากรูปแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ความสามารถของคนและความยั่งยืน โดย ส.อ.ท.เห็นว่าต้องดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ คือ

    1.ยกระดับอุตสาหกรรมด้วย AI, Automation, Data และ Smart Factory เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน

    2.ผลักดันอุตสาหกรรมไทยจากการผลิตแบบ OEM ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ ผ่านนวัตกรรม แบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญา

    3.สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เชื่อมโยงไทยสู่ Global Supply Chain

    4.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน กฎระเบียบ และระบบสนับสนุนธุรกิจ ให้พร้อมต่อการแข่งขันในอนาคต รวมทั้ง

    5.สร้างการเติบโตที่สมดุล ให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ SMEs สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DjfFqIzp3hUiB7flKS_YK

  • ชู “กรอ.” เป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” กางโรดแมป 12 ปีพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    ชู “กรอ.” เป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” กางโรดแมป 12 ปีพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 ว่า ยกให้เวทีนี้เป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส (ครม.เศรษฐกิจพลัส) ตั้งเป้าหมายประชุมทุกเดือน เพื่อกลั่นกรองนโยบายด้านอุตสาหกรรม เกษตร พลังงาน แรงงาน และการค้า ก่อนส่งตรงถึงครม.ชุดใหญ่

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปี โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อน 7 สาขาเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1.เกษตรและอาหารคุณภาพสูง 2.ยานยนต์แห่งอนาคต 3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล 4.ยาและสุขภาพ 5.การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 6.การค้า และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD) ภายในปี 73 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้มากกว่า 3% หรือ 3% พลัส จากระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2.7%

    “การทำงานครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจ มีกองหน้าบุกใน 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้แบ่งการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก โดยรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านจะรับผิดชอบแต่ละด้าน ได้แก่ 1.การลงทุนใหม่ รับผิดชอบโดยนายเอกนิติ ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ใกล้เคียง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบัน 22% โดยจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ดิจิทัล และการเงินของภูมิภาค รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์สมัยใหม่

    2.การค้า การท่องเที่ยวและบริการ รับผิดชอบโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยจะยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศูนย์กลางด้านสุขภาพ และความปลอดภัยด้านอาหารมูลค่าสูง 3.ทุนมนุษย์ รับผิดชอบโดยนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยจะยกระดับทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้เป็นวาระแห่งชาติ 4.ประสิทธิภาพภาครัฐ รับผิดชอบ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยจะนำระบบรัฐบาลดิจิทัล และการออกใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (e-Licensing) มาใช้ เพื่อลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ และปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    “ทั้ง 4 เครื่องยนต์มีเป้าหมายระยะสั้นคือ การทำ Quick Big Win ให้เห็นผลใน 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้เลือกทำ Quick Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมาเสนอเดือนหน้า เพื่อปลดล็อคอุปสรรค เหยียบคันเร่งให้ตรงเป้าหมาย”

    ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 8,000-9,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หากต้องการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงที่มีรายได้ 15,000 เหรียญฯภายใน 12 ปี จะต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ไปอยู่ที่ 5% ให้ได้ ดังนั้น การเติบโตของจีดีพีที่เกิดขึ้นจริงก็ควรจะอยู่ในระดับประมาณ 5% เช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2941267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x-FtLy8Vh6sPoHSU-4AHz

  • บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’ ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    “รัฐบาลอนุทิน” ฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ รวมทั้งวางเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

     โดยในการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ​ กรอ.​ครั้งที่ 1/2569 ในวันนี้ (22 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้กล่าวว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในครั้งนี้ที่รัฐบาล และภาคเอกชนได้มีการวางเป้าหมายร่วมกัน 3 ข้อสำคัญได้แก่

    1.การให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี 

    2.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยติดอยู่ใน Top20 แรกของโลกภายในปี 2573

    3.ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential Growth) ให้สูงกว่า 3% จากศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    ทั้งนี้นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายต่างๆ ที่ตั้งไว้เหมือนกับการ “แข่งฟุตบอลโลก” ที่ภาครัฐ และเอกชนต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    กองหลัง (Defense) โดยกองหลังได้แก่ การรักษาวินัยการเงินการคลัง และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และเป็นภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้สถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ยังคงระดับเสถียรภาพของประเทศไทยไว้

    กองกลาง (Midfield) ที่เปรียบเสมือนผู้สนับสนุนที่ต้องจ่ายบอลให้กองหน้า และช่วยเหลือกองหลังในยามจำเป็น โดยเน้นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน ที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายให้ชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการพัฒนาทุนมนุษย์หรือแรงงานที่มีทักษะ

    กองหน้า (Forwards) ซึ่งเป็นหน่วยบุกที่มีหน้าที่ หารายได้ เข้าประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่ 7 สาขาหลัก ที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่

    1.เกษตร และอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยเน้นการใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของไทย มายกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป

    2.ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ระดับสากล

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดิจิทัล ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ

    4.ยา และสุขภาพ โดยยกระดับอุตสาหกรรมยา และบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ

    5.การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากกว่าการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

    6.การค้า (Trade): ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง (Location) ที่ดีของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สามารถติดต่อกับทุกประเทศทั่วโลกได้

    7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอดจากทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ

    ทั้งนี้การแบ่งทีมเช่นนี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ และเอกชนเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปี

    “การทำงานในครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก ที่อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา”นายเอกนิติ กล่าว 

    ต้องจับตาดูว่าการจัด “ทีมฟุตบอล” ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล จะสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eBvyabcb99Hldxwy6Uvir

  • นายกฯ ถก กรอ. นัดแรก ดึงเอกชนหารือขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เปรียบ ‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’

    นายกฯ ถก กรอ. นัดแรก ดึงเอกชนหารือขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เปรียบ ‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุม กรอ. นัดแรก ถกขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เชื่อ เป็นกลไกสำคัญภาครัฐ – เอกชน ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็ว เปรียบเสมือน “ครม.เศรษฐกิจพลัส”

    เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะรองประธานกรรมการฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เข้าร่วม

    โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายใหม่ที่ทุกคนได้มาร่วมประชุมในคณะกรรมการที่เรียกว่า กรอ. เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศมั่นคงแข็งแรงยั่งยืน และถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่เมื่อหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่ให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อจะได้เข้ามารับฟังปัญหาร่วมกัน และไม่ให้เป็นการเสียเวลา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนคณะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส โดยมีเอกชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล

    สำหรับการหารือในที่ประชุมวันนี้ เกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ข้อดีคือหากมีการประชุมกันทุกเดือน หรือ 6 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง ถ้ามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร แรงงาน การค้า จะสามารถใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนี้ นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา เพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ จึงอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายราชการ องค์กรอิสระ และรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5771814&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EC8UZ_gM5WiZOdMPySwCZ