Category: เศรษฐกิจ

  • ผุด‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’ คนจนตกหล่น5ล้านราย

    ผุด‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’ คนจนตกหล่น5ล้านราย

    นายกฯ ถก กรอ.นัดแรก ยกเป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” หวังกลั่นกรองเรื่อง ศก.ก่อนชงเข้า ครม.ได้ ตั้งเป้าจีดีพีสูงกว่า 3% การแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก พร้อมผุด 4 อนุกรรมการ “ศุภจี” เร่งปิดดีลเอฟทีเอ “คลัง” เปิดยอดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ทะลัก 19.15 ล้านราย ผงะ! กลุ่มตกหล่นโผล่ 5 ล้านราย “ศิริกัญญา” อัดงบปี 2570 งบฝีแตก จองกฐินสับ “ดีอี”

    เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง ทั้งรัฐมนตรี ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นายอนุทินกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับ ครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯ ที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบเป็น ครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมกัน เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส โดยประเด็นที่หารือวันนี้เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้ ซึ่งเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ด้านพลังงาน ด้านแรงงานและด้านการค้า เราก็สามารถใช้มติที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประหยัดเวลา เพราะ ครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้เมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระและรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือ ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม กรอ.ว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เข้าสู่กลไก กรอ.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2.การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3.การพัฒนาคนและนวัตกรรม และ 4.การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า เสียงสะท้อนภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป, ยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยว, ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต, ธุรกิจแห่งอนาคต, เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ, ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน, ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

    ผุดอนุ กก. 4 ด้าน

    น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ.ทุก 2 เดือน ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน

    ขณะที่นางศุภจีกล่าวว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี โดยในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา, อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว 

    นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้น จะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมากและให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวต้องแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงวางประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลกภายใน 4 ปี

     “เรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว 4 ปีจากนี้เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่ต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

     ด้านนายปกรณ์กล่าวว่า หลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่นการแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกฯ สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

    ผงะ! กลุ่มตกหล่น 5.4 ล้าน

    วันเดียวกัน นายเอกนิติกล่าวถึงการลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่า ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา  ก่อนจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบต่อไป

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 19.15 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมมาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย จาก 13.18 ล้านราย โดยไม่มาลงทะเบียนราว 4.7 แสนราย และกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1.04 ล้านราย และกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของ มท.และ พม.อีก 5.4 ล้านราย

     “ตัวเลขผู้ลงทะเบียน 19 ล้านรายนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่ได้ล็อกหรือมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนมาลงทะเบียนในรอบนี้เท่าไหร่ ความตั้งใจของรัฐบาลครั้งนี้คือต้องการให้คนที่จนจริงๆ เข้ามาอยู่ในโครงการนี้ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ยืนยันว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาก่อนวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลการคัดกรอง” นายลวรณกล่าวและว่า กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 4.7 แสนรายนั้นจะต้องถูกตัดสิทธิ์ทันที แต่หากต้องการยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรับไปพิจารณา เพราะถือเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรในกลุ่มนี้นั้น คงต้องไปดูในรายละเอียดก่อนว่าที่ไม่ได้มาลงทะเบียนเป็นเพราะอะไร

    ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่าในวันที่ 24 มิ.ย.จะประชุมทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบเวลาพิจารณาอีกครั้ง

    เจ๊ไหมรอสับงบดีอี

     “ในวันประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายเอกนิติที่เป็นผู้ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรงจะคอยชี้แจง เพราะนายกฯ ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ”

    น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 7 ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากตอนที่มีการอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.มากนัก สาระสำคัญของงบประมาณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณที่ฝีแตก  ตัวปัญหาเรื้อรังต่างๆ ที่เราเคยมีมานานจนถึงปีนี้ก็ยังไม่สามารถกำจัด หรือปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป เราจะเห็นได้จากตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลด 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อไปดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าเฉพาะตัวบำนาญอย่างเดียวที่มีอยู่ 2 รายการ คือบำนาญให้ข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่มมาประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท แค่นี้ก็ครบแสนล้านแล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่งบหน่วยงานอื่นๆ ถูกปรับลดกันทั่วหน้า โดยเฉพาะกรมหรือกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก เช่น คมนาคม กรมโยธาธิการ

     “รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณทั่วหน้า แต่มีหนึ่งกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยงานที่ได้รับงบพุ่งสูงที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า ซึ่งก่อนหน้ามีการใช้เงินกองทุนดีอี เราอาจมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่คล่อง แต่เมื่อมาขอสภาแล้วเราคงจะต้องเปิดเผยให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนและ สส.ได้ตรวจสอบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1019064/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TJKLBSbLVN-oSEpX4i7RT

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.33 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 1.50 บาทต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลลดราคา 1.30 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.44 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 53.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 48.85 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.48 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 33.85 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 29.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 54.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/661973&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d0vHZj6_lpTC2n6vdyh3U

  • ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil  ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil 

    ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก

    ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    image.png

    ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของลิเบียยังคงพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก โดยเมื่อปี 2025 ลิเบียมีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 30,130.927 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าส่งออกหลัก คือ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นสิ่งดังกล่าว สารบิทูมินัส และไขที่ได้จากแร่ มีมูลค่าสูงถึง 29,101.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 96.58 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของลิเบีย ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศของลิเบียมีความเปราะบางสูงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลลิเบียจึงเร่งขับเคลื่อนนโยบายการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาน้ำมัน (Non-hydrocarbon sector) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือทั้งในและระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเดือนมิถุนายน 2026 ได้แก่

    1. การบูรณาการภายในประเทศเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมทางทะเล (เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026)

    นาย Mohamed Al-Hanqari ตำแหน่ง Chairman ขององค์การพัฒนาการส่งออกของลิเบีย(Libyan Export Development Authority: LEDA) ร่วมกับนาย Mohamed Al-Faqih ตำแหน่ง Chairman ของบริษัท Libyan Iron and Steel Company (LISCO) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อจัดตั้งโรงงานต่อเรือประมงและเรือลากอวนขนาดใหญ่ ณ นิคมอุตสาหกรรมเมืองมิสราตา มุ่งเน้นการแปรสภาพเหล็กกล้าต้นน้ำสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและการผลิตสินค้าในท้องถิ่น (Local Content) เพื่อทดแทนการนำเข้า

    1. การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสู่ตลาดยุโรปและแอฟริกา (เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2026)

    นาย Mohamed Al-Hangari ตำแหน่ง Chairman ของ LEDA ร่วมกับนาย Ali Al-Siddiqi ตำแหน่ง Director General ของสำนักงานเพื่อการลงทุนและพัฒนาการส่งออกของโมร็อกโก Agency for Investment and Export Development (AMDIE) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตลิเบียประจำโมร็อกโกร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งกรอบความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุม 7 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. การส่งเสริมเศรษฐกิจ (Economic Promotion): ผลักดันและประชาสัมพันธ์โอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน

    2. การวิจัยตลาด (Market Research): แลกเปลี่ยนข้อมูล ผลการศึกษา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคของทั้งสองฝั่ง

    3. การฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพ (Training and Capacity Building): ยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการท้องถิ่น

    4. การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ (Exchange of Expertise): แบ่งปันโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาการส่งออกและการดึงดูดทุนต่างชาติ

    5. การสนับสนุนภาคเอกชน (Support for Companies in both Countries): ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้บริษัทของลิเบียและโมร็อกโกเข้าสู่ตลาดของกันและกันได้ง่ายขึ้น

    6. การจัดกิจกรรมทางการค้า (Trade Events): ร่วมกันจัดงานแสดงสินค้า (Fairs) คณะผู้แทนทางการค้า (Trade Missions) และเวทีเสวนาทางเศรษฐกิจ (Economic Forums)

    7. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการศึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน (Exchanging Information and Studies Related to Trade and Investment): แบ่งปันฐานข้อมูล สถิติ และกฎระเบียบการค้าล่าสุด เพื่อลดอุปสรรคทางภาษีและขั้นตอนทางศุลกากร

    ความคิดเห็นและข้อสังเกตุ

    • การดำเนินงานเชิงรุกขององค์การพัฒนาการส่งออกของลิเบีย(Libyan Export Development Authority: LEDA) ในเดือนมิถุนายน 2026 ถือเป็นมาตรการสำคัญภายใต้นโยบายการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงานและน้ำมันที่มีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 90 โดยหันมาผลักดันการส่งออกสินค้าทางเลือก อาทิ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และอาหารทะเล ผ่านการบูรณาการความร่วมมือ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของโมร็อกโกที่มีกับคู่ค้า อาทิ สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มประเทศความตกลงการค้าเสรีอาหรับ (GAFTA) ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และขยายช่องทางการตลาดเชิงรุกเข้าสู่ภูมิภาคยุโรปและแอฟริกาตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

    • โอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประมง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมต่อเรือ เช่น เครื่องยนต์เรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การเดินเรือ ระบบห้องเย็นและแช่แข็งบนเรือ รวมถึงตาข่ายและอวนลาก นอกจากนี้ ความต้องการยกระดับมาตรฐานการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกของลิเบีย ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพระดับโลกในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและทูน่ากระป๋อง เข้าไปขยายตลาดในลักษณะการร่วมทุน (Joint Venture) ในนิคมอุตสาหกรรมเมืองมิสราตา เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการกระจายสินค้าสู่ตลาดยุโรปต่อไป

    • อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรตระหนักถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดลิเบีย โดยเฉพาะประเด็นความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้กฎระเบียบทางการค้าและนโยบายภาครัฐเปลี่ยนแปลงกระทันหัน ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมเงินตราต่างประเทศที่เข้มงวด ตลอดจนระบบการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่รัดกุม เช่น เอกสารเครดิตที่มีการยืนยันผ่านธนาคารในยุโรปหรือกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Confirmed L/C) ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่ค้าดั้งเดิมที่มีอิทธิพลสูงในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ อาทิ อิตาลี ตุรกี และฝรั่งเศส

    —————————————-

    ที่มา

    https://libyaobserver.ly/inbrief/libya-morocco-sign-mou-enhance-trade-and-investment-cooperation

    https://libyaherald.com/2026/06/libyan-export-development-authority-signs-mou-with-moroccan-counterpart-amdie-to-enhance-economic-and-trade-cooperation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zolnrced7on511jcpvfv4a0l&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aYYbL10nhlzQoAKnR6eKl

  • คนไทยเกือบ 1 ใน 3 จน ยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    คนไทยเกือบ 1 ใน 3 จน ยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T8IxrBVqC-vdonk0hiwqx

  • “เอกนิติ” เปิดแผน กรอ. ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ใหม่

    “เอกนิติ” เปิดแผน กรอ. ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงยกระดับ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จาก “เวทีรับฟังข้อเสนอ” ไปสู่ “กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้โดยมีการกำหนดเป้าหมาย เจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงกรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล

    จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดคอขวดหลายด้านพร้อมกัน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริงขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น

    กรอ. ชุดใหม่จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่แยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ

    เครื่องยนต์ที่หนึ่ง New Economy & Infrastructure Engine คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    เครื่องยนต์ที่สอง Trade & Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ, สินค้าและบริการไทย, เกษตรและอาหารแห่งอนาคต, Soft Power, การค้า, การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่

    เครื่องยนต์ที่สาม People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น

    และเครื่องยนต์ที่สี่ Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น

    “ถ้าเรามองเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล กองหลังคือเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจมหภาค กองกลางคือพลังงาน น้ำ กฎระเบียบ เทคโนโลยี และคน ส่วนกองหน้าคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคเอกชนที่จะทำประตูให้ประเทศ กรอ. คือเวทีที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจไทยเล่นเป็นทีมเดียวกัน” นายเอกนิติกล่าว

    ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะเร่งด่วน 6 เดือน และ Quick Win สำหรับ ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การทำงานมีจังหวะติดตามผลต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของ กรอ. ชุดนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ ทุกข้อเสนอจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ชัดเจน คือใครเป็นเจ้าภาพ จะดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อให้ทุกเรื่องมีเจ้าของ มีแผน และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

    สำหรับบทบาทของตน ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SME แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย

    ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism,Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสให้คนไทยได้กว้างขึ้น

    “เป้าหมายของ กรอ. ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลข GDP ดีขึ้น แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแข่งขันได้กว่าเดิม และสร้างโอกาสได้กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่เป็น supplier เป็น service provider เป็น partner และได้รับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และผลิตภาพไปพร้อมกับการลงทุนใหม่…พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/840515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSBlfZafY9CEwhl6bxao7

  • “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี (SMEs) และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม และ 4.การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนเสนอให้เร่งแก้ปัญหาระยะสั้น ควบคู่การปลดล็อกเชิงระบบ และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้ราว 66% ของรายได้รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต

    รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมผลักดันเศรษฐกิจเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ (OKR) และระบบติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตามเป้าหมาย และให้รายงานผลต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ประกอบด้วย

    1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
    2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
    3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน
    4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

    นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวในการประชุมว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นการวางทิศทางและกลไกที่ชัดเจนขึ้น โดยมุ่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน กำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

    ทั้งนี้ หากข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการถูกเสนอเข้าสู่ กรอ. จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น เสมือนเป็น “short cut” ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันอย่างเต็มที่

    “จากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าวถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/840486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mPIAQXji6zLgIfwFu1kH6

  • ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    ‘เอกนิติ’ ยกระดับ กรอ. จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐ-เอกชน พร้อมตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันไทยเข้าสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    วันนี้ (22 มิถุนายน) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยเผยว่า กรอ. ชุดใหม่จะถูกยกระดับจากเวทีรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน ไปสู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน

    โดยมุ่งให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง มีหน่วยงานเจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญว่า จะสร้างการเติบโตจากอะไร และจะทำให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

    โดย กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่า 3% จากระดับปัจจุบันที่ราว 2.7% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี

    นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์หลัก

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนพบว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาส แต่เกิดจากคอขวดหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้เชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับประสิทธิภาพของระบบราชการ

    ด้วยเหตุนี้ กรอ. ชุดใหม่จึงกำหนดกรอบการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

    1. New Economy & Infrastructure Engine มุ่งสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, ยานยนต์แห่งอนาคต และพลังงานสะอาด
    2. Trade & Localization Engine มุ่งเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก ควบคู่กับการกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยว สินค้าและบริการไทย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต รวมถึง Soft Power
    3. People Engine มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การ Upskill-Reskill และการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

    ส่วนเครื่องยนต์สุดท้าย

    4.Government Engine เปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต จะเน้นการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น พัฒนารัฐบาลดิจิทัล และปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

    ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด เร่ง Quick Big Win

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงานในระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

    ดร.เอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญของ กรอ. ชุดนี้ คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยทุกข้อเสนอจะต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ มีแผนการดำเนินงาน และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

    นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังระบุอีกว่า จะมุ่งผลักดันการแก้ปัญหาคอขวดด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน และการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy เพื่อสร้างการลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ คุณค่าใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

    แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target, Transition, Transformation, Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกด อุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด

    ดร. เอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekaniti-jppcc-thailand-high-income/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yvBS2Dlpn-urxRtFG8vLv

  • นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาค ธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอีและนโยบายภาครัฐ ตั้งเป้าพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการ สื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์

    รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและ อุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ซูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางชื่อ
     

    ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

    โดยทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และ น่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง
     

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือ ทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องแต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ที่ดีอาร์ไอ เสนอว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของ อุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน

    โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1239535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KYppIFxrzmF7spAWgJ-HF

  • “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. | TOPNEWS

    “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. | TOPNEWS

    “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. ประชุมกัน 2 เดือนครั้ง

    #topnewstv #กรอ #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1608995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw229VC4SoE13afm6Qd0MA_s

  • กรอ. ตั้งเป้า 4 ปี ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

    กรอ. ตั้งเป้า 4 ปี ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายปกรณ์  นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    กระทรวงการคลัง
    การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายและแนวทางยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะกลาง ที่ตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ หรือภายในปี 2573 จะเร่งยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ในระดับ 2.7% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนของไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของ GDP จาก ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 22% 

    ส่วนเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี และ ทำให้คนไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากระดับ 8,000 ถึง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน โดยเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นการทำงานร่วมกับธนาคารโลก หรือ World Bank เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของไทยในเจ็ดสาขา ซึ่งหากทำได้ก็เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ตามเป้าหมาย

    โดยการประชุม กรอ. วันนี้ จะขับเคลื่อนด้วยวิธีทีมเวิร์ค เหมือนแข่งบอลโลก ซึ่งภาครัฐกับเอกชนจะร่วมกันจัดทำเป้าหมายเดียวกัน ทำงานด้วยกัน มีกองหน้า กองกลาง และกองหลัง 

    โดยกองหน้า คือผลักดันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในด้านการเกษตรและอาหาร ด้านยานยนต์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้านการค้าขายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ส่วนกลองกลาง จะผลักดันเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงด้านกฎหมาย ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในด้านไฟฟ้า น้ำประปาและ AI เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

    ขณะที่กองหลัง คือการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยใช้การลงทุนผ่านโครงการ PPP หรือ การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการตั้งกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนจากตลาดทุน และลดการใช้งบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด และทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศไทยไม่ให้เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติและบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งต่างๆ 

    โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้การทำงานดังกล่าว ผ่านการขับเคลื่อนด้วย 4 เครื่องยนต์ และมี 4 คณะทำงาน โดยนายเอกนิติ จะดูแลเครื่องยนต์ที่ 1 คือการการลงทุนใหม่ของประเทศ  เช่น การลงทุนแห่งอนาคต ในเรื่องของ AI และดิจิทัลหากฮับ การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และ ยานยนต์อัจฉริยะ

    เครื่องยนต์ที่ 2 การค้าและบริการ โดยนางศุภจี จะดูเรื่องการพัฒนาการค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เช่น การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางอาหารของโลก การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าการลงทุน

    เครื่องยนต์ที่ 3 ทุนมนุษย์ นายยศนัน จะขับเคลื่อนในเรื่องของการวิจัย นวัตกรรม การศึกษา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร คณิตศาสตร์ การยกระดับแรงงาน นวัตกรรมต่างๆ สตาร์ต up การยกระดับทักษะ upskill reskill และองค์ความรู้เรื่อง AI

    และเครื่องยนต์ที่ 4 ประสิทธิภาพภาครัฐ นายปกรณ์ ที่จะเป็นการปลดล็อคอุปสรรคภาครัฐทั้งหมด มีทั้ง digital government การทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นเพิ่มความโปร่งใสการปราบคอร์รัปชั่น ปรับโครงสร้างภาครัฐ และบริหารทรัพย์สินสาธารณะ

    โดยคณะทำงานทั้ง 4 ด้านจะต้อง จัดทำแผนและเสนอต่อ กรอ. ภายใน 1 เดือนและรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน เพื่อให้การยกระดับของประเทศ ให้จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม และยกศักยภาพของเศรษฐกิจไทย เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

    ด้านนางศุภจี กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนทางด้านการค้าและบริการที่ต้องเร่งทำใน 4 ปี ว่า คือการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการส่งออกของไทยไม่ให้เสียเปรียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อาจได้เห็นข้อตกลงการเจรจาที่เสร็จสิ้น อย่างเช่น ในยุโรป 

    ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างสมดุลของการส่งออก เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจริงๆกลับมีเพียงรายใหญ่ราว 7,000 รายเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 22,000 รายเป็นธุรกิจ SME ซึ่งยังได้ประโยชน์จากการส่งออกไม่มากนัก ดังนั้นจะพยายามกระจายให้การส่งออกเกิดประโยชน์กับทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง 

    ด้านเลขาสภาพัฒน์ ระบุว่า ในการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังครั้งแรกในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จได้ เพราะภาคเอกชน จะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาและรู้แนวทางแก้ปัญหาดีที่สุด 

    ส่วนการจะเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงระดับ 3% ยอมรับว่าจะต้องทำให้ GDP บางปีต้องโตไปถึงระดับ 4-5%

    กระทรวงการคลัง
    การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uak20wh-PNSobX6Sf18kq