Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 98+ และไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส 5 บาท

    ส่วนบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 1 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 47.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 33.05 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (1 ก.ค. 69) บางจากลดราคาเบนซิน ดีเซลพรีเมี่ยม 5 บาท

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/662716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zaodv8qX6a_49-iVz-Yf_

  • สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน

    สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน

    สสจ.สุรินทร์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนสู่มาตรฐาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชน


    30/06/2569 | 19 |

         วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมกันเกรา ชั้น 1 อาคารกันเกรา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ (แห่งเก่า) นางนพรัตน์ ตรงศูนย์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ได้มาตรฐานและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคมจังหวัดสุรินทร์เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดสุรินทร์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
         สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการชี้แจงเป้าหมายและทิศทางแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 การคัดเลือกและชี้แจงกลุ่มเป้าหมายที่จะนำมาพัฒนาในปีนี้ นอกจากนี้ยังได้มีการแจ้งถึงความสำเร็จของผลิตภัณฑ์กลุ่มเป้าหมายเดิม ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพจนสามารถผ่านการรับรองและได้รับมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าชุมชนให้เป็นที่ยอมรับและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
         ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจรและยั่งยืน ที่ประชุมฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาหารือถึงแนวทางการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการ “ส่งเสริมด้านการตลาด” ให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านมาตรฐานแล้ว โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสุรินทร์ต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/517873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UGA2oCKl7lcegM8qOJZJi

  • เงินเฟ้อยูโรโซนชะลอตัว 3 ชาติใหญ่ ECB ลุ้นคงดอกเบี้ยประชุม 23 ก.ค.

    เงินเฟ้อยูโรโซนชะลอตัว 3 ชาติใหญ่ ECB ลุ้นคงดอกเบี้ยประชุม 23 ก.ค.

    เงินเฟ้อ 3 เศรษฐกิจใหญ่ยูโรโซนชะลอตัวพร้อมกัน ECB เตรียมตัดสินใจดอกเบี้ย 23 ก.ค.

    อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเป็นสามเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มยูโรโซน ต่างพร้อมใจปรับตัวลดลงในเดือนมิถุนายน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เริ่มบรรเทาลง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคมนี้

    ตัวเลขเงินเฟ้อรายประเทศ

    สำนักงานสถิติกลางเยอรมนี Destatis รายงานอัตราเงินเฟ้อรายปีเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.3% ลดลงจาก 2.6% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานตัวเลขที่ 1.8% จากเดิม 2.4% โดยสำนักงานสถิติ Insee ระบุว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นปัจจัยหลัก ด้านอิตาลีเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 3% จาก 3.2%

    ผลพวงจากสงครามและมาตรการรัฐบาล

    ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านสร้างแรงกระแทกต่อราคาพลังงานในยุโรป แต่หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นยุติการสู้รบ ราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลง ในกรณีเยอรมนี หัวหน้า Destatis รุท บรันด์ ระบุว่ามาตรการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ช่วยกดดันระดับราคาให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ECB ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย แต่บางเสียงยังเป็นห่วง

    ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด แถลงต่อสมาชิกรัฐสภายุโรปในกรุงบรัสเซลส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการ “เข้มข้น” ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างถึงราคาพลังงานที่ลดลงและการไม่ปรากฏ “ผลกระทบรอบที่สอง” เช่น การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โยอาคิม นาเกล ผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนีและสมาชิก Governing Council ของ ECB ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่ายังเห็นความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจทะลุเป้า 2% ของ ECB ต่อเนื่องอีกระยะ พร้อมเตือนว่าผลกระทบจากราคาพลังงานยังไม่หมดไปจากระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อรวมของยูโรโซนในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 3.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eurozone-inflation-slows-ecb-rate-decision-july-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R148ivCs982Y4nSXJp0JY

  • ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ม็อบแลนด์บริดจ์ เข้าหารือ”พิพัฒน์” | ทันข่าวเย็น | 30 มิ.ย. 69

    ตัวแทนกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) 12 คน เข้าร่วมประชุมหารือกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม 
    .
    เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และระงับการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ทันที  ย้ำรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้าน ก่อนจะเดินหน้าโครงการใด ๆ ในอนาคต

    รายการล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eWBjHYPpi1F5jikXLRogR

  • สภาพัฒน์ กางแผนดึงเงินรัฐวิสาหกิจ-งบกลางฯ เสริมทัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้งบลงทุนหด : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ กางแผนดึงเงินรัฐวิสาหกิจ-งบกลางฯ เสริมทัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้งบลงทุนหด : อินโฟเควสท์

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 ว่า การจัดทำงบประมาณในปี 2570 มีข้อจำกัดเนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประมาณประจำ และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง แต่อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยสนับสนุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น การบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากมีการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นได้ในภายหลังได้เช่นกัน

    นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

    “การจัดทำงบประมาณในปีนี้แม้ว่าการจัดสรรงบลงทุนในสัดส่วนของงบประมาณจะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายงบประมาณที่กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% ของสัดส่วนงบประมาณรวม ทั้งนี้การลงทุนโดยรวม รัฐบาลสามารถเร่งรัดการลงทุนโดยเร่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆตามแผนที่มีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รวมทั้งงบกลางฯที่มีการตั้งไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น สามารถทำโครงการในลักษณะการสนับสนุนการลงทุนได้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีเม็ดเงินที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามแผนที่วางไว้” นายดนุชา กล่าว

    นายดนุชา กล่าวถึงเป้าหมายการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ต่อจีดีพี ภายในปี 2572 ว่า เป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินและการลดการขาดดุลทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจีดีพีขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ

    เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรวมว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมีสัดส่วนที่สูงมากและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและไปเบียดบังพื้นที่ของงบลงทุน ดังนั้นในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น ระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณส่วนนี้ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น

    ทั้งนี้ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชา ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13mVY4hgoL9Ew1AYzC0LpY

  • ธปท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว! แม้เดือน พ.ค. 69 ทรงตัว แต่แนวโน้ม มิ.ย. ชะลอลง

    ธปท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว! แม้เดือน พ.ค. 69 ทรงตัว แต่แนวโน้ม มิ.ย. ชะลอลง

    นางสาวปราณี​ สุทธ​ศรี​ ​ผู้อำนวยการอาวุโส​ ​ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค​ ​ธนาคารแห่งประเทศไทย​ หรือ​ ธปท.​ ​เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤษภาคม​ 2569 ว่า ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว 

    โดยในเดือนพ.ค. มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 20 มิ.ย. 2569 มีจำนวน 15.4 ล้านคน

    อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปในระยะข้างหน้า แนวโน้มของ การท่องเที่ยว ยังคงถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น ค่าตั๋วโดยสารที่แพงขึ้น และเศรษฐกิจในหลายประเทศยังไม่ฟื้นตัวกลับมา แต่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงไฮซีซั่นของไทยช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยหนุนเศรษฐกิจในระยะสั้น 

    ส่วนการส่งออกสินค้าในเดือน พ.ค. ขยายตัว 9.8%  แต่ลดลงจาก 23.2% ในเดือนเม.ย. จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับ ส่วนในระยะข้างหน้า การส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการขยายตัวของ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและ AI 

    สำหรับการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยังยุโรปท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนนั้น แม้ข้อมูลในเดือนพ.ค. จะเห็นการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่เร่งตัวมากนัก​เนื่องจากตลาดหลักยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา และในยุโรปเองไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่ง ธปท. กำลังจับตาดูคำสั่งซื้ออย่างใกล้ชิด

    ส่วนด้านอุปสงค์ในประเทศ ธปท. ระบุว่า ปรับดีขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง 

    ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่นๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว 

    นอกจากนี้ ธปท. ยังระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงที่ 2.79% ซึ่งใกล้เคียงกับเดือนก่อน ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.89% ​ จากหมวดพลังงานที่ลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดปรับลดลงจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.92% จากเดือนก่อน​หน้าที่ 0.83% เนื่องจากผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในสินค้าบางหมวด​ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง​ 

    สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่เริ่มเห็นการนำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานคน  อย่างไรก็ตามธปท. ระบุว่ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วและเป็นการทยอยปรับเปลี่ยน ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดการเลิกจ้างจำนวนมากแบบฉับพลัน 

    ทั้งนี้ สิ่งที่ควรดำเนินการ คือ การปรับทักษะแรงงานให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพของแรงงาน แทนการกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างกระทันหัน

    ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ระบุว่า ในเดือนพ.ค. ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ​ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากดุลการค้าที่ขาดดุลลดลงเหลือ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ​ 

    โดยการขาดดุลที่ลดลงเป็นผลมาจากดุลพลังงานที่ขาดดุลน้อยลงตามปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่ปรับลดลง หลังจากเร่งนำเข้าในช่วงเดือนก่อนหน้า ประกอบกับการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้ยังได้รับแรงกดดันจากรอบการส่งกลับกำไรและเงินปันผลตามฤดูกาล​ 3.8​ ​ล้านดอลลาร์สหรัฐ​  ซึ่งส่งผลให้ดุลรายได้ เงินโอน และเงินบริจาคติดลบ​ 

    อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่เพียงพอต่อความต้องการและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงจากสถานการณ์สงครามที่ดีขึ้น ประกอบกับการพ้นฤดูกาลส่งกลับกำไร และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีจะอยู่ในระดับสมดุลหรือติดลบเล็กน้อย 

    ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    ส่วนอัตราแลกเปลี่ยน เดือน พ.ค. และ มิ.ย. ค่าเงินปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักมาจากต่างประเทศเป็นสำคัญ คือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. 2569 ธปท.​ ประเมินภาพรวมว่า ยังคงมีทิศทางชะลอตัวจากปัจจัยกดดันด้านการท่องเที่ยวในระยะสั้นที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในภาพรวมถือว่ายังดีกว่าที่ เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานและความกังวลด้านการขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย สะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชนที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปท. ยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง​ และเป็นห่วงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME ในภาคการค้า โรงแรม และการขนส่ง ที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นเนื่องจากมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม​ในระยะต่อไป​ ได้แก่​ ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ​ ​ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าสหรัฐ​ ​ผลของมาตรการภาครัฐและ​พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ​ 

    นอกจากนี้ ธปท. ยังกล่าวถึงปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูงและอุปทานคงค้างมีจำนวนมากด้วยว่า สาเหตุดังกล่าว มาจากสถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และเข้มงวดการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กผู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากสงคราม

    ทั้งนี้ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ ธปท. จึงได้ขยายเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 70 และในวันนี้รัฐบาลยังมีมาตรการสนับสนุนการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับบ้านที่ไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01% ต่อไปอีก 1 ปี โดย ซึ่งจะช่วยบรรเทาลงได้บ้าง โดย ธปท. เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกู้ยืมระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDZsMFxpjXUkj5ghq4c2W

  • ยศชนัน แจงงบ อว. ชูเทคโนโลยี-งานวิจัย เครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ

    ยศชนัน แจงงบ อว. ชูเทคโนโลยี-งานวิจัย เครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของฝ่ายค้าน ระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1

    ยศชนัน เริ่มต้นกล่าวว่า ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้อภิปรายและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. ตลอด 1 วันครึ่งที่ผ่านมา โดยประเด็นแรกได้กล่าวถึง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของสมาชิก และระบุว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมาธิการ โดยมีส่วนที่กระทรวงสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า “เราสามารถที่จะทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชน”

    ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน จากทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ที่ได้ที่อภิปรายในประเด็นนี้ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และรับข้อเสนอแนะในเรื่องการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งจะรับไปดำเนินการให้ดีที่สุด รวมถึง สส.ที่อภิปรายให้ความสำคัญกับเรื่อง “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ซึ่งตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณ สส. จากพรรคประชาชน ที่ได้อภิปรายในประเด็นการบูรณาการแก้ปัญหา “วิกฤตปลาหมอคางดำ” ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้กระทรวง อว. กำลังเริ่มดำเนินการแล้ว รวมถึง สส.จากพรรคประชาชน ที่ได้ในเรื่องการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA มาใช้เป็นฐานข้อมูลด้านการเกษตร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ยศชนัน ได้ตอบข้อซักถามของ สส.พรรคประชาชน ว่าขณะนี้โครงการที่ดูแลร่วมกับหน่วยงาน 864 แห่ง ซึ่งรวมถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และ สพฐ. กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยี AI ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดเข้ามาแล้ว

    ต่อมา ยศชนัน ได้ฉายภาพใหญ่ถึงกรอบแนวคิดในการจัดทำงบประมาณของกระทรวง อว. โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้มีวาระการทำงาน 4 ปี สิ่งที่กระทรวงพยายามทำคือการมองระยะยาว (Long-term) เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของประชาชนนั้นรอไม่ได้ จึงเชื่อมโยงกรอบการทำงานเข้ากับ 2 มิติหลัก คือ มิติเศรษฐกิจและมิติสังคม

    ในมิติด้านเศรษฐกิจ กระทรวง อว. ได้ใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนและทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) ควบคู่ไปกับการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีทักษะสูง โดยมุ่งเน้นการทำ Reskill และ Upskill ตลอดจนการเปลี่ยนโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” และศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) โดยมีโควทสำคัญที่ระบุว่า “วันนี้ความจริงแล้วเดินเข้ามา 1 วัน เขาก็ถือว่าเป็นนักเรียนเรา การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มของโอกาส ก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ”

    นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังสนับสนุนให้มีกลุ่มผู้ให้ทุนหรือ Venture Capital เข้ามาอุดหนุนบริษัทตั้งใหม่ (Startup) ที่มีความเสี่ยงและธนาคารอาจยังไม่กล้าลงทุน พร้อมทั้งผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดตั้ง Holding Company เพื่อให้สามารถนำงานวิจัยไทยไปใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์ และดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เริ่มโครงการ Tech Diplomacy (การทูตเชิงเทคโนโลยี) เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยตั้งคำถามชวนคิดว่า “ทำไมเราไม่ดึงนักวิจัยเก่งๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ทำไมเราไม่ใช้ความสามารถของคนต่างประเทศที่เขาอยากจะมาแก้ปัญหาในประเทศไทย”

    สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ยศชนัน แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ

    1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อพยุงตัวเลข GDP ท่ามกลางบริบทการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 2. เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ มุ่งเน้นการเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการบริการขั้นสูง ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายองค์ความรู้และสิทธิบัตร โดยขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และใช้กลไก “อว.ส่วนหน้า” เพื่อผลักดันสิทธิบัตรนานาชาติ (PCT) ให้รวดเร็วและมีมูลค่าสูงขึ้น

    ในมิติด้านสังคมและนวัตกรรม ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่านวัตกรรมเชิงสังคมเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนเต็มรูปแบบ ปัจจุบันกระทรวงได้เชื่อมโยงหน่วยงานให้ทุนวิจัยเข้ากับกระทรวงกลาโหมเพื่อดูแลมิติด้านความมั่นคง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนจากระบบไซโล (Silo) มาเป็นแบบมุ่งเป้า (Mission-oriented) เพื่อให้เกิดการต่อยอดที่ครบวงจร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเตรียมนำระบบ Open Data และระบบฐานข้อมูลงานวิจัยแห่งชาติ (NRIIS) มาบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างเป็นแชทบอทแพลตฟอร์ม ให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นและตรวจสอบงานวิจัยทั่วประเทศได้อย่างโปร่งใส

    ในตอนท้าย ศ.ดร.ยศชนัน สรุปโครงสร้างกรอบงบประมาณของกระทรวง อว. ว่าจะแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ระบบนิเวศทางด้านนวัตกรรม 2. นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ 3. นวัตกรรมเพื่อสังคม และ 4. การพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น โดยจะบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุนหลัก คือ กองทุนอุดมศึกษา และกองทุน ววน. พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “งานวิจัยพื้นฐาน” (Basic Research) ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือองค์ความรู้พื้นฐาน องค์ความรู้วิจัยพื้นฐาน องค์ความรู้การศึกษาพื้นฐาน เป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้คนไทยสามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้สู่ยุคใหม่”

    ท้ายที่สุด ยศชนัน ยืนยันถึงการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด, SDG, Net Zero และ Nature Positive เพื่อส่งมอบงานวิจัยและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/yotchanan-pheuthai-30jun26&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ab5AuYg4FYq6Iwd0tBOHG

  • รัฐบาลยอมถอนร่างพรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ไม่นำเข้า ครม.

    รัฐบาลยอมถอนร่างพรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ไม่นำเข้า ครม.

    “พิพัฒน์” ปิดจ็อบม็อบค้านกม.SEC-แลนด์บริดจ์ รัฐบาลยอมถอนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ไม่ชงเข้าครม. จับมือ SEC Watch ตั้งคณะศึกษาพัฒนาภาคใต้ มวลชนกลับพรุ่งนี้

    30 มิถุนายน 2569 -เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 30 มิ.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายศุภชัย ใจสมุทร น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยกลุ่มสส.จังหวัดภาคใต้ เข้าหารือร่วมกับเครือข่ายกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) นำโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำ เพื่อหารือข้อเรียกร้องที่กลุ่ม SEC Watch ขอให้รัฐบาลทบทวนแนวนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการถอนร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และยุติโครงการแลนด์บริดจ์ โดยใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อสรุปร่วมกัน

    โดยเวลา 16.50 น. นายพิพัฒน์ แถลงภายหลังการหารือว่า รัฐบาลจะยกเลิกการเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจะไม่นำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมทั้งเตรียมลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับตัวแทนกลุ่ม SEC Watch เพื่อยืนยันแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาฯ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีกรอบระยะเวลาศึกษา 90 วัน ยืนยันว่ารัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาภาคใต้ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมทำงานร่วมกับกลุ่ม SEC Watch มีนายสิริพงศ์ และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้แทนหลัก เพื่อศึกษาภาพรวมการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้จะไม่นำรูปแบบการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาใช้กับพื้นที่ภาคใต้

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการ EEC รับปากว่าจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทบทวนการขยายพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC รวมถึงจะนำปัญหาค่าชดเชยและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการถมทะเลในจังหวัดระยอง เสนอต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

    ด้านตัวแทนกลุ่ม SEC Watch กล่าวว่า ผลการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลรับข้อเสนอในหลายประเด็น โดยเฉพาะการยืนยันไม่นำร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าสู่การพิจารณาของครม. และการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในระยะต่อไป

    ทั้งนี้กลุ่มมวลชนจะเดินทางกลับวันที่ 1 ก.ค. เวลา 10.00 น. โดยกระทรวงคมนาคมจะจัดรถโดยสารให้เดินทางกลับภูมิลำเนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1023890/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YypOKU4YPWa_wC78E1UeJ

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจพ.ค.ทรงตัว ตามการใช้จ่าย-ลงทุน ส่งออกชะลอ แม้ท่องเที่ยวโตดี : อินโฟเควสท์

    ธปท. เผยเศรษฐกิจพ.ค.ทรงตัว ตามการใช้จ่าย-ลงทุน ส่งออกชะลอ แม้ท่องเที่ยวโตดี : อินโฟเควสท์

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผย เศรษฐกิจไทยเดือนพ.ค.69 ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ลดลงจากความต้องการเดินทางที่ลดลง และการปรับลดเที่ยวบินจากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง ส่วนการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับลดลงจากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับ

    ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นบ้าง จากการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่น ๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดปรับลดลงจากราคาเนื้อสัตว์ และไข่ไก่

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในสินค้าบางหมวด แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน จากดุลการค้าที่ขาดดุลลดลงตามปริมาณการนำเข้าพลังงานที่น้อยลง สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ส่วนเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ยังมีแนวโน้มชะลอลง ตามแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชน จากค่าครองชีพของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากทั้งความต้องการเดินทางที่ลดลง และการปรับลดเที่ยวบินหลังต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี แนวโน้มการส่งออก และการลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่จะทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ ระยะต่อไปมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้ 1) ผลกระทบจากค่าครองชีพ และต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและธุรกิจ 2) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าสหรัฐฯ 3) ผลของมาตรการภาครัฐ และ 4) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

    • เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    – การบริโภคภาคเอกชน

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายใน 1) หมวดสินค้าคงทน เพิ่มขึ้นตามยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งจากผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง 2) หมวดสินค้าไม่คงทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มกลับเข้าสู่ปกติมากขึ้น หลังจากมีการเร่งซื้อไปในช่วงต้นของสงคราม ขณะที่หมวดบริการสุทธิทรงตัว สอดคล้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวของคนในประเทศ

    อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทน ลดลงจากปริมาณการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงรายได้และการจ้างงานในอนาคต

    – การลงทุนภาคเอกชน

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการลงทุนในหมวดยานพาหนะเป็นสำคัญ ซึ่งเพิ่มขึ้นตามมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และการนำเข้าเรือของธุรกิจขนส่ง ขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัว โดยการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ขณะที่ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศลดลง

    ด้านการลงทุนในหมวดก่อสร้างลดลงเล็กน้อย จากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์ ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัย ปรับเพิ่มขึ้นตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างบ้านและทาวน์เฮ้าส์

    – จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาให้บริการมากขึ้น หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวจีน และมาเลเซียฟื้นตัวจากที่ชะลอลงในเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนยังปรับลดลง ส่วนหนึ่งจากการยกเลิกเส้นทางการบินของสายการบินต้นทุนต่ำ หลังต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ด้านรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    – การส่งออก

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำ ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนจากหมวดสำคัญดังนี้ 1) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปสหรัฐฯ และอาเซียน และการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปอาเซียน หลังเร่งไปมากในช่วงก่อน 2) เครื่องประดับ ตามการส่งออกไปตะวันออกกลาง ฮ่องกง และอินเดีย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอินเดียมีมาตรการจำกัดการนำเข้าเครื่องประดับ และ 3) ยานยนต์และชิ้นส่วน ตามการส่งออกรถกระบะ และรถยนต์นั่งไปออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ดี ยังมีหมวดที่มูลค่าการส่งออกปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ได้แก่ เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผลจากราคาเคมีภัณฑ์ และพลาสติกที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ สำหรับการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    – การนำเข้า

    มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำ ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน และหมวดเชื้อเพลิงที่ลดลงจากด้านปริมาณ โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ลดลง หลังจากที่มีการเร่งจัดหาและสำรองน้ำมันในประเทศไปมากในเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี การนำเข้าในบางหมวดสินค้าปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค จากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนจากจีน และการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากสหภาพยุโรป รวมทั้งหมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากจีน

    – การใช้จ่ายภาครัฐ

    การใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัวตามงบบุคลากร บำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาล สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวจากการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ด้านรายจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจ หดตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และการขนส่งเป็นสำคัญ

    • เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรม

    ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการผลิตของกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% ลดลง ตามการผลิตยานยนต์โดยเฉพาะรถกระบะ สอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง ขณะที่กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกน้อยกว่า 30% ลดลงเล็กน้อยตามการผลิตน้ำมันปาล์มที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันน้อยลง และการผลิตเครื่องดื่มตามอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ทรงตัว โดยหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามการผลิตเครื่องปรับอากาศ ขณะที่การผลิตหมวดอิเล็กทรอนิกส์ลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ

    – ภาคบริการ

    เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วในภาพรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคการค้าเพิ่มขึ้นตามยอดขายรถยนต์ ประกอบกับกิจกรรมในภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น สำหรับกิจกรรมด้านการขนส่งลดลงจากการขนส่งสินค้าที่ปรับลดลงตามผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การขนส่งผู้โดยสารทรงตัว

    – รายได้เกษตรกร

    รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง โดยเฉพาะราคาปาล์มน้ำมันตามราคาในตลาดโลกจากความต้องการผลิตไบโอดีเซล ประกอบกับผลผลิตในประเทศลดลง รวมถึงราคายางพารา และข้าวที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัว จากผลกระทบของเอลนีโญ และราคามันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้นจากผลผลิตในประเทศปรับลดลง

    ด้านปริมาณผลผลิตหดตัวจากปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง จากผลของฐานสูงในปีก่อนเป็นสำคัญ ประกอบกับผลผลิตข้าว หดตัวตาม

    การเพาะปลูกที่ลดลง จากแรงจูงใจด้านราคาข้าวที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงก่อนหน้า

    • ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    – ภาวะการเงิน

    การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนส่ง การค้า และการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุน เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการผลิตและแปรรูปอาหาร อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง จากธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นสำคัญ โดยต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ในเดือน พ.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้น และระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น หลังการเจรจาหาข้อยุติระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน

    อย่างไรก็ดี ในเดือน มิ.ย. (ข้อมูลถึง วันที่ 25 มิ.ย. 69) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนประเมินว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มีพัฒนาการเชิงบวกจากความคืบหน้าการเจรจายุติการสู้รบ

    – อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. 69 เฉลี่ยอ่อนค่า ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก โดยในเดือน พ.ค. เงินบาทอ่อนค่าจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (risk-off sentiment) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน

    ขณะที่เดือน มิ.ย. เงินบาทอ่อนค่าตามการคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น (hawkish) และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. 69 เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดลดลงจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในหมวดอาหารสำเร็จรูป และอุปกรณ์ซักล้าง แต่ยังไม่เห็นการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง

    – ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ทรงตัว อย่างไรก็ดี การจ้างงานในบางอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะภาคโรงแรมและภาคขนส่งที่จำนวนผู้มีงานทำปรับลดลง ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์การเปิดและปิดโรงงาน สะท้อนว่าโรงงานที่เปิดใหม่มีแนวโน้มใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดแรงงานในระยะต่อไป

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อนตามดุลการค้าจากการนำเข้าพลังงานที่ลดลงเป็นสำคัญ แม้ว่าดุลบริการ รายได้ และเงินโอนจะขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน เนื่องจากตรงกับรอบการส่งกลับกำไรและเงินปันผล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU2Cq4b_XkmbtG2RGec7s

  • จีนลั่นปัญหาเศรษฐกิจอียูไม่ได้มาจากจีน | TOPNEWS

    จีนลั่นปัญหาเศรษฐกิจอียูไม่ได้มาจากจีน | TOPNEWS

    AFP รายงานว่ากัว เจียคุน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนได้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวในวันนี้ (อังคารที่ 30 มิย.) ว่า “จีนและอียูเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง” และว่า “ต้นตอของปัญหาที่อียูกำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ได้มาจากจีน”

    กัวยังกล่าวต่อว่า “กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ที่การยกระดับความร่วมมือและบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน” และว่าจีน “พร้อมที่จะส่งเสริมให้มีการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน รวมทั้งแก้ปัญหาความแตกต่างทางการค้าที่ด้วยวิธีที่เหมาะสมและสร้างสรร”

    การออกมาแถลงข่าวของจีนมีขึ้นหลังจากที่มารอส เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป ได้มีการประชุมพบปะกับนายหวาง เหวินเทา รัฐมนตรีพาณิชย์จีนที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยี่ยมซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อียูเมื่อวานนี้ (จันทร์ที่ 29 มิย.) เพื่อหารือเรื่องปัญหาการขาดดุลการค้าของอียูต่อจีน ซึ่งระหว่างการประชุม เซฟโควิชได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “การคงสถานะเดิมของการค้าไม่ใช่ทางเลือก” ซึ่งหมายถึงลักษณะการทำการค้าระหว่างอียูกับจีนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ จะเหมือนเดิมไม่ได้

    เซฟโควิชโวยต่อว่า “ช่องว่างทางการค้าของอียูกับจีนกว้างขึ้นเรื่อยๆ การส่งออกของจีนไปยังสหภาพยุโรปยังคงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของอียูในจีนกลับหดตัวลง”

    ทั้งนี้อียูวิตกว่าอาจจะต้องสูญเสียอุตสาหกรรมบางประเภทไปอย่างสิ้นเชิงหากไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อต่อต้านสินค้าราคาถูกจากจีนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา และกำลังคุกคามผู้ผลิตในยุโรป

    ยุโรปได้ยืนยันถึงความจำเป็นในการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยชี้ว่าบริษัทจีนได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากได้รับการอุดหนุนอย่างมหาศาลจากรัฐบาล

    นอกจากความไม่สมดุลทางการค้าแล้ว อียูยังจี้ถึงปัญหาอื่นๆรวมทั้งมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากที่เข้มงวดของจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และจีนได้ประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว

    เซฟโควิชและหวางมีกำหนดจะพบกันอีกครั้งในเดือนตุลาคมที่จีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1616981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TJ9kTrVow7KGSU2-7pnAX