Category: เศรษฐกิจ

  • วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นางสาวเอมอร พิชญ์ภักดีอนันต์ กรรมการบริษัทพิชญ์อนันต์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงบริการวิจัย “โครงการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส เพื่อการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน” ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบระบบต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) ที่มุ่งเน้นความเสถียร ความปลอดภัย และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สู่การยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี คณะผู้บริหารและทีมงานบริษัทพิชญ์อนันต์ฯ ดร.รุจิรา จิตรหวัง ผู้เชี่ยวชาญวิจัยและรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม คณะวิจัยและบุคลากร วว. ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

    “…ปัญหาขยะพลาสติกเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันจัดการ ทาง วว. เราไม่ได้มองแค่การวิจัยในห้องแล็บ แต่เรามองถึงการนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีไพโรไลซิสแบบไร้มลพิษที่ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. พัฒนาขึ้น จะถูกนำมาต่อยอดและพิสูจน์ผลในระดับกึ่งอุตสาหกรรมร่วมกับทางบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีมูลค่า เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นโมเดลต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทั้งสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจ ได้อย่างแท้จริง…” รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวสรุป

    นางสาวเอมอร พิชญ์ภักดีอนันต์ ในฐานะผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้านรีไซเคิลขยะพลาสติก กล่าวแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านขยะพลาสติกให้กลายเป็นพลังงานทดแทนที่มีมูลค่าสูงและใช้งานได้จริงว่า ในฐานะภาคเอกชน เราเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น การได้ร่วมมือกับ วว. ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ ทำให้เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปลดล็อกขีดความสามารถทางการค้า บริษัทฯ พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการนี้จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกที่เคยเป็นภาระให้กลายเป็นพลังงานทดแทนที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) มีประสิทธิภาพในการแปรรูปขยะพลาสติกภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกที่ใช้แล้วให้เป็นเชื้อเพลิงเหลวเทียบเท่าดีเซล ก๊าซโซลีน และก๊าซหุงต้ม จากขยะพลาสติกประเภทต่าง ๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเทคโนโลยีไพโรไลซิสที่นำมาใช้ในโครงการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกล้นเมือง พร้อมทั้งตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ด้วยการเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “ขุมพลังงานทางเลือก” ที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่ซึ่งเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

    สอบถามรายละเอียดและรับบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานจาก ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว JUMP”

    #วทน #เทคโนโลยี #แปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง #เทคโนโลยีไพโรไลซิส #Pyrolysis #พลังงาน
    #สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
    #อว #วว #TISTR #พิชญ์อนันต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1032510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y_GGW9B4bb759Vj1BLnpT

  • ธปท.จับตา 4 ปัจจัยเศรษฐกิจ เผยดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์ | เดลินิวส์

    ธปท.จับตา 4 ปัจจัยเศรษฐกิจ เผยดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์ | เดลินิวส์

    วันที่ 30 มิ.ย. นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ในภาพรวมอยู่ในภาวะค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้จะเป็นเดือนที่สองที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในเชิงบวก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน

    ด้านอุปสงค์พบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อและลงทุนในหมวดยานพาหนะ โดยเฉพาะรถยนต์ EV ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงปรับลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพและผลกระทบของสงครามที่มีต่อราคาสินค้า

    ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากอานิสงส์ของวันหยุดยาว ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล ยุโรปและตะวันออกกลาง เริ่มฟื้นตัวตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาให้บริการ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียน (ไม่รวมมาเลเซีย) ปรับลดลงเนื่องจากการลดเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ด้านมูลค่าการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกไปก่อนหน้านี้ และมาตรการจำกัดการนำเข้าของอินเดียที่กระทบต่อกลุ่มเครื่องประดับ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 0.3% โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเกษตรอย่างทุเรียนและมังคุดไปจีนยังคงขยายตัวได้ดี

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.79% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหารสำเร็จรูป

    นางปราณี กล่าวว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด เดือน พฤษภาคม ขาดดุลลดลงเหลือ 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุล 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเดือนนี้มีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคธุรกิจออกไปประมาณ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 6,400 ล้านดอลลาร์ เป็นดุลการค้าขาดดุล 2,600 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุลถึง 6,800 ล้านดอลลาร์ จากดุลพลังงานน้อยลง มีปริมาณนำเข้าน้ำมันน้อยลงหลังจากเร่งไปในเดือนก่อนหน้าแล้ว ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัดควรดีกว่านี้ ถ้าไม่มีการส่งกลับเงินกำไรและเงินปันผลส่วนนี้มี 3,800 ล้านดอลลาร์”

    ทั้งนี้คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันไม่เร่งเหมือนช่วงที่ผ่านมา และเพียงพอต่อความต้องการ โดยติดตามน้ำมันลดลง การพ้นฤดูกาลส่งกลับกำไร และการเข้าฤดูท่องเที่ยวช่วงปลายปี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด อาจสมดุลหรือติดลบเล็กน้อยสิ้นปีนี้

    ขณะที่เงินบาทและดัชนีค่าเงิน (NEER) อ่อนค่าเล็กน้อยจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    ส่วนด้านการแรงงาน ภาพรวมยังทรงตัวแต่เริ่มเห็นแนวโน้มการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานเปิดใหม่มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะยาวเพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

    สำหรับแนวโน้มเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแรงกดดันจากการลดเที่ยวบิน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

    ปัจจัยที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ 1.ผลกระทบของค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและธุรกิจ 2.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ และ 4. พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5989467/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QGpPEdFko6i-kQGV-e1J6

  • ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บ้านเรามีข่าวดี เรื่องเศรษฐกิจ แต่ถูก กลบด้วยเรื่องลบ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ไว้วางใจที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพด้านการคลัง

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน (18 มิ.ย. 2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย มีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ

    ส่วนนายวิทัย รัตนากรผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มี
    แนวโน้มขยายตัว 2.0% จากผลของมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่มองว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.5% หลังจากได้รับ ผลกระทบของสงคราม และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    นั่นหมายความว่า แนวทาง การบริหารงานเศรษฐกิจ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มาถูกทางแล้วทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือประชาชน ส่วน นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้ความเห็นกรณีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้วางใจที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพว่า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพด้านการคลัง

    นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวชิ้นหนึ่งที่อาจสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ครม.ให้ความเห็นชอบ ผลการจัดทำ Strategic Environmental Assessment (SEA) หรือการประเมินสิ่งแวดล้อม ระดับยุทธศาสตร์ สำหรับแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสงขลา และ ปัตตานี หลังใช้เวลาดำเนินการกว่า 2 ปี 8 เดือน

    โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การผลักดัน อำเภอจะนะ”  จ.สงขลา ให้เป็นเมือง ต้นแบบอุตสาหกรรม ก้าวหน้าแห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่รัฐบาลวางไว้ตั้งแต่ปี 2559 สมัยรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเคยมีข้อถกเถียงในอดีต เพราะมีข้อกังวล เรื่องสิ่งแวดล้อม และ ผลกระทบต่อชุมชน

    การทำ SEA ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อ สร้างฉันทามติร่วมกัน โดยเปิดรับฟังความคิดเห็น จาก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 5,000 คน ครอบคลุม 10 กลุ่มหลัก เพื่อหาแนวทางพัฒนาที่ สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สิ่งที่รัฐบาลมองไกลกว่าการสร้างนิคมอุตสาหกรรม คือการวาง โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้ภาคใต้ตอนล่าง พื้นที่สงขลา-ปัตตานีมีศักยภาพเชื่อมต่อทั้งอ่าวไทย ชายแดนมาเลเซีย และเส้นทางการค้าสู่ประเทศมุสลิมในภูมิภาค

    หากได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเป็นระบบ พื้นที่นี้สามารถกลายเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร และ การค้าชายแดน ที่สำคัญของประเทศได้ ในมุมนักลงทุน เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับสงขลา หรือปัตตานีเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนว่าไทยกำลังเริ่มกลับมาคิดเรื่อง การพัฒนาเมืองเศรษฐกิจใหม่ นอกกรุงเทพฯ มากขึ้น

    และเมื่อรัฐเริ่มลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่ตามมามักเป็นการขยายตัวของที่ดิน การลงทุนภาคเอกชน โรงงาน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงความต้องการ ที่อยู่อาศัยในระยะยาว แน่นอนว่าเส้นทางนี้ยังอีกไกล เพราะหลังจาก SEA ผ่านแล้ว ยังต้องมีแผนงาน โครงการลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อเนื่อง

    แต่สำหรับนักลงทุน สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทย กำลังเริ่มวางหมากเศรษฐกิจ ในภูมิภาคใหม่อีกครั้ง และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า จะนะจะเกิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ภาคใต้ตอนล่างจะมีบทบาทในเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เราคิดไว้แค่ไหน และจะดึงเม็ดเงินลงทุนได้มากเพียงใด หลังจากแผนแม่บทเริ่ม ถูกนำไปปฏิบัติจริง.

    “เขื่อนขันธ์”

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5984883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oGT43BYmprtVFPoHM-yhv

  • ธปท.เผยภาวะเศรษฐกิจไทย พ.ค.69 ทรงตัว ภาพรวมรายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    ธปท.เผยภาวะเศรษฐกิจไทย พ.ค.69 ทรงตัว ภาพรวมรายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ลดลง จากความต้องการเดินทางที่ลดลง และการปรับลดเที่ยวบินจากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง ส่วนการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับลดลงจากการส่งอออกชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ และเครื่องประดับ

    ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นบ้าง จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่น ๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000062968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QaVkl7t9J2nohxVNMTPcW

  • พลังงานกระทบ ค่าครองชีพ-ท่องเที่ยว ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ

    พลังงานกระทบ ค่าครองชีพ-ท่องเที่ยว ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ

    Loading…

    พลังงานกระทบ ค่าครองชีพ-ท่องเที่ยว ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gTXBV5UdjeCyuy8zEby5I

  • ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจเดือนพ.ค.ทรงตัว จับตาค่าครองชีพสูง-ต้นทุนสูง/มาตรการรัฐ

    ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจเดือนพ.ค.ทรงตัว จับตาค่าครองชีพสูง-ต้นทุนสูง/มาตรการรัฐ

    ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ค. 69 ยังทรงตัว ชี้การบริโภค-ลงทุนภาคเอกชนฟื้นเล็กน้อย อานิสงส์แรงซื้อรถ EV บูม หลังน้ำมันแพง ห่วงปมลดเที่ยวบินกดดันภาคการท่องเที่ยว พร้อมจับตาผลกระทบค่าครองชีพ-ต้นทุนสูง มาตรการรัฐ และสถานการณ์เอลนีโญ

    30 มิ.ย. 2569 – นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยในเดือน พ.ค. 2569 ว่า ภาพรวมอยู่ในภาวะค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้จะเป็นเดือนที่สองที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในเชิงบวก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.

    ด้านอุปสงค์ พบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อและลงทุนในหมวดยานพาหนะ โดยเฉพาะรถยนต์ EV ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงปรับลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพและผลกระทบของสงครามที่มีต่อราคาสินค้า ขณะที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดิมทางเข้าไทย 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากอานิสงส์ของวันหยุดยาว ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล ยุโรปและตะวันออกกลาง เริ่มฟื้นตัวตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาให้บริการ อย่างไรก็ตาม

    ด้านมูลค่าการส่งออกปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกไปก่อนหน้านี้ และมาตรการจำกัดการนำเข้าของอินเดียที่กระทบต่อกลุ่มเครื่องประดับ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 0.3% โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเกษตรอย่างทุเรียนและมังคุดไปจีนยังคงขยายตัวได้ดี

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.79% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหารสำเร็จรูป ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด เดือน พ.ค. ขาดดุลลดลงเหลือ 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อน โดยคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันไม่เร่งเหมือนช่วงที่ผ่านมา และเพียงพอต่อความต้องการ โดยติดตามน้ำมันลดลง การพ้นฤดูกาลส่งกลับกำไร และการเข้าฤดูท่องเที่ยวช่วงปลายปี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด อาจสมดุลหรือติดลบเล็กน้อยสิ้นปีนี้

    นางปราณี กล่าวอีกว่า ในส่วนของเงินบาทและดัชนีค่าเงิน (NEER) อ่อนค่าเล็กน้อยจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนด้านการแรงงาน ภาพรวมยังทรงตัวแต่เริ่มเห็นแนวโน้มการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานเปิดใหม่มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะยาวเพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

    สำหรับแนวโน้มเดือน มิ.ย. 2569 คาดว่า เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแรงกดดันจากการลดเที่ยวบิน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย โดยปัจจัยที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ 1.ผลกระทบของค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและธุรกิจ 2.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ และ 4. พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1023827/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ne3m9HMQeRlIT_L4XdD8m

  • อำนาจเจริญ เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหม สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    อำนาจเจริญ เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหม สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    อำนาจเจริญ เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหม สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายไพทูรย์ พรหมสอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ด้านหม่อนไหม เพื่อมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยี่ นวัตกรรม และ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวเยาวลักษณ์ ทองทวี ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ อุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรในพื้นเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

    นางสาวเยาวลักษณ์ ทองทวี ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อุบลราชธานี กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้อนุมัติงบประมาณ ประจำปี พ.ศ.2569 เพื่อจัดตั้ง ศพก.ด้านหม่อนไหมขึ้นในจังวัดอำนาจเจริญ จำนวน 2 แห่ง โดยแห่งแรกตั้งอยู่บ้านภูขาม ตำบลคึมใหญ่ เปิดตัวเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และแห่งที่ 2 บ้านโนนขี้เหล็ก แห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบที่มีความโดดเด่น ในการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ด้านหม่อนไหมครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหม ผ้าไหม ไปจนถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น สบู่โปรตีนไหมและเซรั่มโปรตีนไหม

    ทั้งนี้ ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ มีเกษตรกรประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมรวม 520 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 10.955 ล้านบาท โดยในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ มีเกษตรกรต้นแบบ(Smart Farmer) ด้านหม่อนไหม  จำนวน 13 ราย และหม่อนไหมอาสา 3 ราย

    นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายเยาวชน และทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 4 โรงเรียน เพื่อร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์อาชีพนี้ ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันลวง

    ในงานมีการมอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP มอบใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และมอบพันธ์หม่อไหม พันธุ์ดีแก่ตัวแทนเกษตรกร พร้อมทั้งการจัดนิทรรศการสาธิตกระบวนการผลิตหม่อนไหมครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ให้แก่ชุมชนต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/481494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DuR1tSAF81YLKkLfLbUuY

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤษภาคม 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤษภาคม 2569

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ลดลงจากความต้องการเดินทางที่ลดลง และการปรับลดเที่ยวบินจากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง ส่วนการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับลดลงจากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับ ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นบ้าง จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่น ๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดปรับลดลงจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในสินค้าบางหมวด แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน จากดุลการค้าที่ขาดดุลลดลงตามปริมาณการนำเข้าพลังงานที่น้อยลง สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    30 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”text-577765a53c”>

    เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ลดลงจากความต้องการเดินทางที่ลดลง และการปรับลดเที่ยวบินจากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง ส่วนการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำปรับลดลงจากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับ ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นบ้าง จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่น ๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดปรับลดลงจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในสินค้าบางหมวด แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน จากดุลการค้าที่ขาดดุลลดลงตามปริมาณการนำเข้าพลังงานที่น้อยลง สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 มิถุนายน 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260630.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06WVQ3w3CcMNFXUVQ1Bdvh

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 10.12 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นฟื้นตัวที่แนวรับ
    แนวต้าน: $4,380 = 67,000 บาท
    แนวรับ: $3,920 = 62,100 บาท
    .

    ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยประเด็นสำคัญล่าสุดคือความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านยืนยันว่าจะเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบ Hormuz ด้วยตนเอง และเปิดโอกาสในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือหลังผ่านช่วงผ่อนผัน 60 วันแรก แม้ตลาดยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเต็มที่ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นหลัก ส่งผลให้ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    .

    ในด้านปัจจัยเศรษฐกิจ ราคาทองคำปรับตัวลงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการลดลงของความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงก่อนหน้า ล่าสุดดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน ส่งผลให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยมีความน่าสนใจลดลง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ทั้ง PMI, JOLTS และ Nonfarm Payroll ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ในระยะต่อไป

    .

    อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำเริ่มเข้าใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 3,920 ดอลลาร์ หรือประมาณ 62,100 บาท และอยู่ในภาวะที่ปรับตัวลงห่างจากเส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วันค่อนข้างมาก ทำให้มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์ระยะสั้นได้ กลยุทธ์การลงทุนจึงยังเน้น “ลุ้นฟื้นตัวที่แนวรับ” โดยแนะนำรอเข้าซื้อสะสมบริเวณ 3,920 ดอลลาร์ หรือ 62,100 บาท และทยอยขายทำกำไรบริเวณแนวต้านสำคัญที่ 4,380 ดอลลาร์ หรือ 67,000 บาท พร้อมติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นถึงกลาง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-30-6-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T4IzSLhbMZGSKtlH9NtZR

  • ธปท.ชี้เศรษฐกิจ พ.ค. ทรงตัว ท่องเที่ยวหนุน ลุ้นครึ่งหลังดุลบัญชีฟื้น

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจ พ.ค. ทรงตัว ท่องเที่ยวหนุน ลุ้นครึ่งหลังดุลบัญชีฟื้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.69) นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน เดือนพฤษภาคม 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน ส่งผลให้รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียที่เดินทางมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

    อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศในอาเซียนกลับลดลง จากความต้องการเดินทางที่ชะลอตัวและการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำ เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    ด้านอุปสงค์ในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน และการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.2% มีแรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในหมวดยานยนต์ สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง แม้ว่าการใช้จ่ายและการลงทุนในหมวดอื่นยังทรงตัว ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ รายได้ และการจ้างงานในอนาคต

    ในส่วนของภาคการค้าระหว่างประเทศเริ่มชะลอลง มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 0.6% จากเดือนก่อน จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และยานยนต์ที่ลดลง ขณะที่การนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 3.5% ตามการนำเข้าวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ชะลอลง หลังมีการเร่งสำรองน้ำมันในช่วงก่อนหน้า

    ส่วนการผลิต ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% สอดคล้องกับการส่งออกที่อ่อนแรง โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ ขณะที่ภาคบริการทรงตัว แม้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจะได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ด้านรายได้เกษตรกรขยายตัว 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามราคาปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวที่ปรับสูงขึ้น

    การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัว 3.5% และรายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น 2.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว 13%

    สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.92% โดยแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ราคาพลังงานในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าบางประเภท แต่ยังไม่พบการปรับขึ้นราคาในวงกว้าง

    ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัด เดือนพฤษภาคม ขาดดุล 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนเมษายนที่ขาดดุล 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดุลการค้าขาดดุลลดลงเหลือ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าน้ำมันที่ลดลง หลังมีการเร่งนำเข้าเพื่อสำรองในเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี ยังมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคธุรกิจไปต่างประเทศราว 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันดุลบัญชีเดินสะพัด

    ธปท. คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงต่อจากนี้ จากการนำเข้าน้ำมันที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การพ้นช่วงฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผล รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีมีโอกาสกลับมาใกล้สมดุล หรือขาดดุลเพียงเล็กน้อย

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และการชะลอตัวของภาคท่องเที่ยวจากความต้องการเดินทางที่ลดลงและการปรับลดเที่ยวบิน แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการภาครัฐจะทยอยเข้ามาช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปคือ ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ผลของมาตรการภาครัฐ และพัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/842697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L0J8pOW2jZTlz58BMLBAn