Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ เศรษฐกิจโลก หลังได้รับอานิสงส์ 2 เมกะเทรนด์

    ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ เศรษฐกิจโลก หลังได้รับอานิสงส์ 2 เมกะเทรนด์

    แต่เมื่อไม่นานนี้สำนักข่าว Bloomberg ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ 2 ฉบับซ้อน ยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ (Rising Star)ของเศรษฐกิจโลก จากการเป็นหมุดหมายสำคัญที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก 2 เมกะเทรนด์ใหญ่อย่างกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration) ที่ทุนข้ามชาติพากันโยกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    บทวิเคราะห์แรกมีหัวข้อว่า Thailand Emerges as Southeast Asia’s Surprise AI Stock Winner ซึ่งทาง Bloomberg ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นผู้ชนะที่สร้างความประหลาดใจให้กับภูมิภาค โดยในปี 2026 นี้ ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 20% ครองแชมป์ตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดีสุดในอาเซียน

    ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงานไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีหัวหอกสำคัญคือ ‘บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)’ หรือ DELTA ผู้ผลิตระบบจ่ายไฟและอุปกรณ์สำหรับ AI Data Center ซึ่งราคาหุ้นพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 80% ส่งผลให้เดลต้าสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทจดทะเบียนไทยแห่งแรกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แม้ไทยจะไม่มีโรงงานผลิตชิปขั้นสูงขนาดใหญ่เหมือนไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ก็สามารถปักหมุดใน Supply Chain ของ AI ได้อย่างเหนียวแน่น ผ่านจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานที่มั่นคง ทำให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มปรับมุมมองและหันมาสะสมหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและบลูชิพของไทยเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากหุ้นใหญ่อื่น ๆ เช่น ADVANC, GULF, PTT และ AOT

    ขณะที่บทวิเคราะห์ที่ 2 ของ Bloomberg ในหัวข้อ Thailand, Argentina Primed as Next Supply Chain ‘Rising Stars โดย Bloomberg จัดอันดับให้ไทย อาร์เจนตินา และฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มประเทศเนื้อหอมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตใหม่แทนที่จีน

    โดยจุดแข็งที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่ไทย เกิดจากความพร้อมของระบบโลจิสติกส์เดิมที่มีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผนวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยุคใหม่ที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูงในสายตาของทุนข้ามชาติเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม Bloomberg ได้ทิ้งท้ายถึงโจทย์หินที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องเร่งแก้ในระยะยาว คือ การแปรเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ให้กลายเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ผ่านการสร้างงานที่มีทักษะสูงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการเพิ่มผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ ของทุนโลก แต่เป็น ‘ผู้รับประโยชน์’ อย่างแท้จริง

    .

    ที่มา

    .

    https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-25/thailand-emerges-as-southeast-asia-s-surprise-ai-stock-winner

    .

    https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-24/thailand-argentina-primed-as-next-supply-chain-rising-stars

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/114029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ho85SIFI_PdERKP4OAdcb

  • แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69

    แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69

    แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69″หดตัวจากเดือนก่อน” ตามการบริโภคและการท่องเที่ยวหดตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    30 มิถุนายน 2569 เศรษฐกิจภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569 หดตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคที่ลดลงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับรายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ด้านการท่องเที่ยวหดตัวเล็กน้อยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวจากชาวจีนในช่วงหยุดยาววันแรงงาน การลงทุนหดตัวจากหมวดก่อสร้างและการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ อย่างไรก็ดี การผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

    รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่อง จากด้านราคาหดตัว ตามความต้องการส่งออกข้าวเปลือกเจ้าที่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลก ราคาสับปะรดและสุกรที่ลดลงตามอุปทานที่อยู่ในระดับสูง ด้านผลผลิตหดตัว จากผลผลิตข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และลิ้นจี่ เนื่องจากราคาในช่วงก่อนหน้าไม่จูงใจให้ผลิต และบางรายหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน

    การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหาร อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เส้นสำเร็จรูป และการผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การผลิตในหลายหมวดลดลง ตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลงและการแข่งขันสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากไม้ เซรามิก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีทิศทางดี

    ภาคบริการท่องเที่ยวหดตัวเล็กน้อย ตามรายรับผู้เยี่ยมเยือนรวมที่ลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นสัดส่วนหลัก จากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่ลดลง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน เนื่องจากมีวันหยุดยาวแรงงาน

    การบริโภคภาคเอกชนหดตัว ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการลดลง จากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งได้เร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อน และบางส่วนรอซื้อในช่วงมาตรการกระตุ้นเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี หมวดยานยนต์แม้หดตัวเล็กน้อย แต่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ตามสภาพอากาศที่ร้อนและมาตรการทำงานที่บ้าน

    การลงทุนภาคเอกชนหดตัว จากการลงทุนหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ลดลง หลังมีการเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นราคา ประกอบกับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างกลับมาหดตัว ด้านหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัว แม้การนำเข้าสินค้าทุนยังขยายตัวได้ ตามการนำเข้าสินค้าทุนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถแทรกเตอร์หดตัว

    การค้าผ่านด่านศุลกากรขยายตัว ตามมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวจากการส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปเมียนมายังหดตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการของทางการเมียนมาที่ปิดสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (ตั้งแต่สิงหาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) ด้านการนำเข้ากลับมาขยายตัว ตามการนำเข้าผักจากจีนเพิ่มขึ้น

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ใกล้เคียงเดือนก่อน ราคาหมวดพลังงานปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ลดลงสะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ลดลงในจังหวัดหลัก อย่างไรก็ดี มีการจ้างงานเพิ่ม
    ในโรงงานน้ำตาลเพื่อซ่อมบำรุงหลังฤดูหีบอ้อย

     ประเด็นที่ตัองติดตาม ผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
    รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3960690/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gWBJuU7iiwQUg5jIM9K1J

  • 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2228 (ค.ศ.1685)

    ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยไทยจะเป็นประตูสู่เอเชียและอาเซียน เปิดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU ปูทางสู่ OECD

    เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

    ศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

    โดยปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ

    ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

    อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ปูทางสู่ OECD

    จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย

    “ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

    ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

    ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 1

    รุกเจรจา FTA ไทย-EU

    ขณะเดียวกันกรอบการเจรจาคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่างๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจา และปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป

    พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่นายคริสตอฟ ฮันเซน แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้การเจรจา FTA ไทย–EU มีความคืบหน้าโดยเร็ว

    ทั้งนี้ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%

    ชูจุดแข็งไทย ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’

    ศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’ (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกของภูมิภาค

    จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด

    นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น

    ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    “ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” ศุภจี กล่าว

    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า รัฐบาลยังได้หารือ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS เพื่อต่อยอดในการลงทุนระหว่างกัน

    ชี้จังหวะแห่งการลงทุน EEC

    ในการเยือน นายกรัฐมนตรี พบบริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมาก ซึ่งให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย

    โดยระบุว่า นี่เป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น ‘ช่วงเวลาต่อการเข้าการลงทุนในไทย’ (Moment to invest in Thailand) รวมทั้งศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญ สู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไทยมีความศักยภาพ

    ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร พร้อมเชิญชวน 4 ด้าน

    ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2

    ชู Thailand FastPass ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    • เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
    • สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต
    • ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย
    • การผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุกๆด้าน

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ สถิติมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2568 อยู่ที่ 160,194.20 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 93,819.34 ล้านบาท และการส่งออก 66,374.86 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 27,444.49 ล้านบาท

    ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 38,743.24 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 20,457.96 ล้านบาท และการส่งออก 18,285.28 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 2,172.68 ล้านบาท

    เปิด 5 อันดับสินค้านำเข้า-ส่งออกสูงสุด ไทย-ฝรั่งเศส

    สินค้านำเข้า

    1. ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,066.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,450.05 ล้านบาท
    2. สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,010.18 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,427.09 ล้านบาท
    3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,919.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 10,358.69 ล้านบาท
    4. เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,750.72 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 5,832.05 ล้านบาท
    5. แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,457.04 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 3,205.20 ล้านบาท

    สินค้าส่งออก

    1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 4,355.52 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 9,150.27 ล้านบาท
    2. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,430.91 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 7,990.07 ล้านบาท
    3. ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,193.25 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 3,450.02 ล้านบาท
    4. เลนส์ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,169.81 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 4,884.12 ล้านบาท
    5. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,053.02 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 5,572.40 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-france-economic-alliance/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLkhHcaYH1PhDRmxl6Y-b

  • กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  กรมฯได้ดำเนินการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ 

    ทั้งนี้ ล่าสุดได้ดำเนินการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงสร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทย รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่าย การกระจายสินค้าให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    และผู้ประกอบการสินค้าเกษตร/เกษตรอินทรีย์ ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ประกอบด้วย โครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย ตลาดต้องชม ภายใต้ Village to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมืองผ่านแนวคิด ไทยช่วยไทย

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดให้สินค้าและร้านค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาดในลักษณะออฟไลน์ทูออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้โดยตรง ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำ สร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

    โดนนำเสนอสินค้าชุมชน ผลผลิตทางการเกษตรเกรดพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน จากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ค้าในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย  และ ตลาดต้องชมจากทั่วประเทศกว่า 50 บูธมาจำหน่าย เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มช่องทางการจําหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

    สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นายจิรวุฒิ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวจัดจะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนภายในงานไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท 

    รวมถึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายเครือข่าย ผลักดันให้มีร้านค้า เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย – ตลาดต้องชมเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายโอกาสและรายได้สู่ท้องถิ่นให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกกลไกในการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PdgLgUn5Auwe5E-R9wIPF

  • มุมมองเครดิตไทยดีขึ้น แต่ของจริงอยู่ที่ ปฏิรูปการคลัง-ลดหนี้ภาครัฐ

    มุมมองเครดิตไทยดีขึ้น แต่ของจริงอยู่ที่ ปฏิรูปการคลัง-ลดหนี้ภาครัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cGLeSysSTKX3dqh9aKxhq

  • เศรษฐกิจดันใช้พลังงานโต 2.1% รถ EV จดทะเบียนพุ่ง 68%

    เศรษฐกิจดันใช้พลังงานโต 2.1% รถ EV จดทะเบียนพุ่ง 68%


    สนพ. เผยภาพรวมพลังงานไตรมาสแรกขยายตัวสอดรับการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบิน โดยการใช้ไฟฟ้ารับแรงส่งเทรนด์รถ EV ทะยาน 68% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ.

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 3 เดือนแรก(ม.ค.-มี.ค.)ของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.1 โดยเป็นผลมาจากการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น

    การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.1 จากทั้งไฟฟ้านำเข้าและไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 จากการผลิตที่ลดลง

    ทั้งนี้การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มบริการ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 9.8 และการส่งออกมูลค่าที่แท้จริงขยายตัวร้อยละ 15.5

    ส่วนภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 9.32 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 9.55 ล้านคน

    สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้  การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่การใช้ก๊าซหุงต้ม( LPG) ในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัว ด้านการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 20.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 15.7

    การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ระดับ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากปริมาณการสัญจรทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 โดยมีการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 ขณะที่การใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ระดับ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9

    สำหรับการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 41 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 33 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 มีการใช้ลดลงร้อยละ 1.4 ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 มีการใช้ลดลงร้อยละ 1.6 และการใช้เองซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 1 มีการใช้ลดลงร้อยละ 23.1

    ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 61 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รองลงมาเป็นการใช้ในโรงแยกก๊าซ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ตามลำดับ ทั้งนี้ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 การใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 ขณะที่การใช้ NGV ลดลงร้อยละ 14.6 ตามจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง

    ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 19.0 โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 โดยเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด

    ด้านสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 42.3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 2.2 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ตามปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ร้อยละ 60 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน ตามลำดับ

    ด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ลดลงร้อยละ 8.7 รองลงมาคือภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5

    นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง

    “ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น  โดยการปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTKO-6ue76PUh8X9cTyQc

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.10 น.


    กลยุทธ์: จับจังหวะซื้อ
    แนวต้าน: $4,060 , 63,600 บาท
    แนวรับ: $3,900 , 62,000 บาท
    .

    ตลาดทองคำเช้าวันนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ ท่ามกลางเหตุการณ์ตอบโต้ทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความหวังต่อการยุติความขัดแย้งลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้น สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    .

    อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเพิ่มเติม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนจะเริ่มฟื้นตัว สะท้อนว่าทางการจีนยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำยังมีลักษณะปรับฐานแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ปรากฏสัญญาณการขายตื่นตระหนก ทำให้มีโอกาสเห็นแรงกดลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 3,900 ดอลลาร์ หรือประมาณ 62,000 บาท ก่อนเกิดแรงรีบาวด์รอบใหม่ กลยุทธ์ระยะสั้นจึงแนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อบริเวณแนวรับดังกล่าว ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ หรือประมาณ 63,600 บาท อาจพิจารณาทยอยลดพอร์ตบางส่วนเพื่อบริหารความเสี่ยง และรอสะสมอีกครั้งในจังหวะที่ได้เปรียบมากขึ้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-1-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zo8i7JIc_ACHQUVidEoy9

  • ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ถอดรหัสสูตรลับเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนเสถียรภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน


    1/07/2569 | 47 |

    ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นแรงกดดันในหลายภูมิภาค และการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศมหาอำนาจ “ประเทศไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่ง บทความนี้จะเจาะลึกถึงโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานที่เปรียบเสมือน “สูตรลับ” ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยืนหยัดรับแรงกระแทกได้ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    1. เสถียรภาพมหภาค: เกราะคุ้มกันทางเศรษฐกิจ (Macroeconomic Stability)

    ปัจจัยแรกที่ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ คือกรอบการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่มีความระมัดระวังและมีวินัย ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

    • เสถียรภาพด้านการเงินและค่าเงินบาท: ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วน GDP ซึ่งเป็นเบาะรองรับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินแบบกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังช่วยรักษาอำนาจซื้อและป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

    • เสถียรภาพด้านการคลัง: แม้ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กฎหมายกำหนด (ไม่เกินร้อยละ 70) การบริหารจัดการหนี้ที่รัดกุมนี้ช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศในสายตาของสถาบันจัดอันดับสากล

    • ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน: ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) และการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลกมาก ทำให้ระบบการเงินของประเทศสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    2. ชัยภูมิเชิงยุทธศาสตร์: ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน (The Heart of ASEAN)

    ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้ยกระดับความได้เปรียบนี้ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ เพื่อตอกย้ำการเป็นประตูสู่ภูมิภาค (Gateway to ASEAN)

    • โครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค: โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ผ่านการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์อย่างไร้รอยต่อ ทั้งท่าเรือน้ำลึก ท่าอากาศยาน และรถไฟความเร็วสูง

    • ฐานการผลิตที่ได้รับอานิสงส์จาก Supply Chain Relocation: จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (China Plus One Strategy) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการส่งออกและการจ้างงานในประเทศ

    3. ขับเคลื่อนสู่การเติบโตที่ยั่งยืน (Driving Sustainable Growth)

    เสถียรภาพเป็นเพียง “รากฐาน” แต่การจะเติบโตต่อไปในอนาคต ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Transformation) เพื่อตอบรับกับเมกะเทรนด์โลก

    • โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy): ประเทศไทยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภาคการเกษตร มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) พร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    • การเงินสีเขียว (Green Finance) และ ESG: ภาคตลาดทุนของไทยมีความตื่นตัวอย่างมากในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจตามกรอบความยั่งยืน (ESG) มีการออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bonds) เพื่อระดมทุนไปสู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดนักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

    บทสรุป (Conclusion)

    “สูตรลับ” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่าง “การป้องกัน” และ “การรุก” ในด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งจากเสถียรภาพทางการคลัง การเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเดินหน้ารุกด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียน พร้อมกับปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบ BCG

    ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เสถียรภาพและความเชื่อมั่นที่ไทยสั่งสมมา จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามจากประเทศรับจ้างผลิต สู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนในภูมิภาคอย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน (References):

    1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand): รายงานนโยบายการเงินและรายงานเสถียรภาพระบบการเงิน (ข้อมูลด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ, อัตราเงินเฟ้อ และความเข้มแข็งของระบบธนาคารพาณิชย์)

    2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC): รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและการคาดการณ์ (ข้อมูลด้าน GDP, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ)

    3. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (PDMO): รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศและกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

    4. ธนาคารโลก (World Bank): รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ว่าด้วยเรื่องความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/517138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X1SnrkPcxBSOHC8TLvnAx

  • ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลที่อาจต้องจับตา หลังสงครามกับอิหร่านและอิสบอเลาะห์ยุติชั่วคราว

    ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลที่อาจต้องจับตา หลังสงครามกับอิหร่านและอิสบอเลาะห์ยุติชั่วคราว

    จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) นาย Matanyahu Englman และข้อมูลจาก ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ที่เผยแพร่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ได้เตือนและรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ของการค้าและการลงทุนของอิสราเอล 3 ด้าน ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้

    ด้านที่ 1  วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติ (Energy Independence at Risk)

    จากรายงานตรวจสอบภาวะฉุกเฉินและการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (State Comptroller Report) รายงานว่า อิสราเอลกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า (ภายในต้นทศวรรษ 2050 หรืออาจเร็วกว่านั้น 4 ปี) โดยมีสาเหตุหลัก คือ

    การส่งออกที่มากเกินไป ในปีที่ผ่านมา อิสราเอลส่งออกก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศสูงถึง 49% ไปยังอียิปต์และจอร์แดน ทำให้ปริมาณสำรองเพื่อใช้ในประเทศลดลงเร็วกว่ากำหนด

    การเติบโตของอุปสงค์พลังงาน: ความต้องการไฟฟ้าในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากจำนวนประชากรที่โตขึ้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ศูนย์ข้อมูลขั้นสูง (Data Centers) ที่ใช้สำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์

    ขาดคลังจัดเก็บก๊าซบนฝั่ง (No Onshore Storage): อิสราเอลพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งนอกชายฝั่งถึง 70% ในการผลิตไฟฟ้า แต่กลับไม่มีสถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติบนฝั่งเลย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความเปราะบางสูงมากหากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือถูกโจมตีทางทหาร

    ความเสี่ยงจากการปิดโรงกลั่นน้ำมัน: แผนการปิดโรงกลั่นน้ำมัน Bazan ในอ่าวไฮฟาภายในปี 2572 จะทำให้ประเทศต้องพึ่งพาผู้นำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) รายใหญ่เพียงรายเดียวถึง 80% ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคง

    ด้านที่ 2  ความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Market Vulnerability)

    จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า ตลาดสินเชื่อบ้านของอิสราเอลกำลังส่งสัญญาณอันตรายต่อระบบสถาบันการเงิน โดยมีสัญญานในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

    สัดส่วนหนี้กลุ่มเสี่ยงพุ่งสูง: ตัวเลขสะสมชี้ว่า สัดส่วนของสินเชื่อบ้านที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงสูง” (High-risk Loans) ได้พุ่งทะยานจาก 20% ขึ้นมาอยู่ที่ 31%

    ข้อจำกัดในการจ่ายคืนของภาคครัวเรือน: หนี้ครัวเรือนภาพรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 914,000 ล้านเชเกล ซึ่งภาระหนี้ที่สูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเบนช์มาร์ก (Prime Rate) ของธนาคารกลางที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับ 4% กำลังทำให้หลายครอบครัวเริ่มหมดความสามารถในการผ่อนชำระรายเดือน

    ความล่าช้าด้านการกำกับดูแล: รายงานวิจารณ์ฝ่ายกำกับดูแลธนาคาร (Banking Supervision Department) ว่า ไม่ได้ปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weightings) ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดปัจจุบัน โดยเกณฑ์หลักไม่ได้ถูกแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวเชิงระบบ (Systemic Failure) คล้ายวิกฤตซับไพรม์ในอดีตได้หากราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวน

    ด้านที่ 3  สถานะงบขาดดุลและหนี้สาธารณะ (Fiscal Deficit & Public Debt)

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุดจาก สถาบันประชาธิปไตยอิสราเอล (IDI)และ Bank of Israel ระบุสถานะทางการคลังที่ตึงตัวอย่างมาก โดยตัวเลขที่จะต้องติดตามดังนี้

    หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจดทะลุเป้า: เดิมก่อนช่วงสงคราม หนี้สาธารณะของอิสราเอลค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ที่ราว 60% ของ GDP แต่ผลจากค่าใช้จ่ายทางทหารและการเยียวยาทำให้หนี้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 68.5% ในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นไปยืนอยู่ที่ระดับ 70.5% – 71% ของ GDP ณ สิ้นปี พ.ศ. 2569 นี้ 

    การขาดดุลงบประมาณที่สูงกว่าคาด: แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 4.9% แต่เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้จากภาษีไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่ายอดขาดดุลจริงจะขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 5.3% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลในระดับสูงติดต่อกันเป็นปีที่ 4

    แรงกดดันต่องบประมาณปี 2570: สถาบันการเงินระหว่างประเทศเตือนให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการประเมินรายได้ในแง่ดีเกินไป เพื่อป้องกันการถูกหั่นอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจสูงขึ้นไปอีก

    แผนการรับมือของธนาคารกลางอิสราเอล

    รัฐบาลอิสราเอลและธนาคารกลาง (Bank of Israel) ได้มีการประกาศแผน แถลงนโยบาย และพิจารณาร่างมาตรการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้ง 3 ด้านอย่างเร่งด่วน โดยสามารถประมวลแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

    1. แผนรับมือวิกฤตพลังงานและความมั่นคงก๊าซธรรมชาติ

    กระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในทะเล:

    1. การทบทวนโควตาการส่งออก (Export Quota Review): เริ่มมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจำกัดเพดานการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังอียิปต์และจอร์แดนใหม่ เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานต้องสำรองก๊าซไว้ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นในระยะยาว

      1. เร่งสร้างคลังจัดเก็บและโครงข่ายบนฝั่ง: มีการอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนเพื่อพัฒนา สถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บนฝั่ง และสถานีจ่ายก๊าซสำรองในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้การผลิตไฟฟ้าพึ่งพาท่อส่งจากทะเลเพียงอย่างเดียว

      2. การกระจายความเสี่ยงด้วยพลังงานหมุนเวียน: รัฐบาลปรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ให้สูงขึ้น โดยเน้นติดตั้งในพื้นที่ทะเลทรายเนเกฟ (Negev) เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ปัจจุบันสูงถึง 70%

    2. มาตรการควบคุมความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อบ้าน (Mortgages)

    ฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินของธนาคารกลางอิสราเอล ได้ยกระดับการควบคุมเพื่อป้องกันวิกฤตฟองสบู่และหนี้เสีย (NPLs):

    1. คุมเข้มเกณฑ์การปล่อยกู้ (Macroprudential Measures): ธนาคารกลางอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weighting) สำหรับกลุ่มสินเชื่อบ้านที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูง (High Loan-to-Income) ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเงินทุนหนาขึ้นหากจะปล่อยกู้ให้กลุ่มเสี่ยง

      1. โครงการปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน: มีการร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขยายระยะเวลามาตรการผ่อนปรน (Grace Period) และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยอนุญาตให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสามารถปรับลดค่างวดชั่วคราว หรือพักชำระเงินต้นได้ยาวขึ้นเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง

      2. เร่งปลดล็อกซัพพลายที่อยู่อาศัย: กระทรวงก่อสร้างและที่อยู่อาศัยเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างบ้านราคาประหยัด และเพิ่มการประมูลที่ดินของรัฐเพื่อชะลอการพุ่งสูงขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์

    3. แผนบริหารจัดการงบประมาณและลดหนี้สาธารณะ

    กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) ร่วมกับรัฐสภา (Knesset) กำลังเตรียมกรอบงบประมาณปี 2570 เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับเครดิตโลก ดังนี้

    1. การปฏิรูปภาษีและเพิ่มรายได้รัฐ: รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 17% เป็น 18% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อดึงรายได้เข้าคลัง รวมถึงการตัดลดข้อยกเว้นทางภาษีในบางเซกเตอร์ที่ไม่จำเป็น

      1. การหั่นงบประมาณรายจ่ายที่ไม่เร่งด่วน (Austerity Measures): กระทรวงการคลังเสนอแผนตัดลดงบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ (ยกเว้นงบกลาโหมและความมั่นคง) โดยเน้นไปที่การชะลอโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และการยุบรวมหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน

      2. การออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Diaspora Bonds): เน้นการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรอิสราเอล (Israel Bonds) ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันและชุมชนชาวยิวในสหรัฐฯ และยุโรป เพื่อกระจายแหล่งกู้เงินและล็อคอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ป้องกันความผันผวนของต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีมุมมองและข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของอิสราเอล ดังนี้

    1. วิกฤตพลังงานและการผลิตไฟฟ้า

    ความเปราะบางของระบบไฟฟ้าอิสราเอลที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และขาดคลังจัดเก็บบนฝั่ง อาจส่งผลให้เกิด ภาวะไฟฟ้าดับหรือค่าไฟผันผวนเฉียบพลัน หากเกิดการยกระดับทางทหาร รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ของรัฐบาล

    คำแนะนำ

    กลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป: ควรตรวจสอบกับผู้นำเข้าอิสราเอลเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และการจัดเก็บสินค้า (Cold Chain Logistics) ว่ามีระบบไฟสำรองที่มั่นคงเพียงพอหรือไม่ เพื่อป้องกันสินค้าเน่าเสียระหว่างการขนส่งหรือกักกันศุลกากร

    โอกาสส่งออกสินค้าไทย: ถือเป็นโอกาสทองของไทยในการผลักดันสินค้ากลุ่ม อุปกรณ์ประหยัดพลังงานแผงโซลาร์เซลล์, และระบบสำรองไฟ (UPS/Energy Storage) เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคครัวเรือนในอิสราเอลมีความต้องการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานสูงขึ้นมาก

    2. ความเสี่ยงตลาดสินเชื่อบ้านและกำลังซื้อภาคครัวเรือน

    หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่กดดัน ทำให้ประชาชนอิสราเอลชนชั้นกลางลงไปมี กำลังซื้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนไปสู่ความคุ้มค่า (Value for Money) และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    คำแนะนำ

    การปรับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning):สินค้าไทยที่ส่งออกมายังอิสราเอล (เช่น อาหารกระป๋องของใช้ในบ้านผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล) ควรเน้นจับตลาดกลุ่ม “ราคาคุ้มค่า” (Affordable Quality) หรือสินค้าที่ทดแทนสินค้าราคาแพงจากยุโรปได้

    หลีกเลี่ยงสินค้าฟุ่มเฟือยระดับกลาง: สินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือมีราคาสูงเกินไปอาจมียอดขายชะลอตัว ควรชะลอการขยายตลาดกลุ่มนี้ชั่วคราว

    เพิ่มความระมัดระวังด้านการชำระเงินค่าสินค้า: จากภาวะตึงตัวทางการเงินของผู้นำเข้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ควรพิจารณาเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม เช่น การใช้ Letter of Credit (L/C) หรือการเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้

    3. มาตรการรัดเข็มขัดและการขึ้นภาษี VAT ของรัฐบาล

    แผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 18% และการตัดลดงบประมาณของภาครัฐเพื่อควบคุมหนี้สาธารณะ จะส่งผลให้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอิสราเอลปรับตัวสูงขึ้นทั้งกระดาน และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะเข้มงวดขึ้น

    คำแนะนำ

    คำนวณต้นทุนการนำเข้าสินค้าแฝงใหม่: ผู้นำเข้าอิสราเอลจะมีภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจขอลดราคาส่งออกจากฝั่งไทย นักธุรกิจไทยจึงต้องบริหารต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้มีประสิทธิภาพเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน

    เจาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ (Raw Materials):แทนที่จะส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ควรเน้นการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (เช่น ส่วนผสมอาหารชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) ให้แก่โรงงานในอิสราเอล เพื่อช่วยเขาลดต้นทุนการผลิตในประเทศ

    ติดตามนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด: รัฐบาลอิสราเอลอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีนำเข้า หรือโควตาสินค้าเกษตรบางรายการเพื่อควบคุมค่าครองชีพในประเทศ ซึ่งอาจเป็นทั้งอุปสรรคหรือโอกาสใหม่ของไทย

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

    ที่มา : 

    1. รายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) เกี่ยวกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอิสราเอล – มิ.ย. 69

    https://library.mevaker.gov.il/sites/DigitalLibrary/Documents/2026/Infrastructure/2026-Infrastructure-001-EN.pdf    

    1. ข้อมูลสถิติเศรษฐกิจของ ธนาคารกลางอิสราเอล 

    https://www.boi.org.il/en 

    1. รายงานข่าวของ นสพ. เกี่ยวกับคำเตือนของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller)

    https://en.globes.co.il/en/article-comptroller-warns-israels-mortgage-market-at-high-risk-1001546905 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yvioiglvciiu1v8tij4obaad&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CNf7Ozf-OJvze-EkYxbBF

  • BIS เตือน ‘ระเบิด 3 ลูก’ รอถล่มเศรษฐกิจโลก

    BIS เตือน ‘ระเบิด 3 ลูก’ รอถล่มเศรษฐกิจโลก

    ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเป็นอะไรที่ต้องจับตาดูใกล้ชิดต่อเนื่อง ล่าสุดธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรกลางของธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 เตือนถึง “ความเสี่ยงใหญ่ 3 ลูก” ที่มีความซับซ้อนและทับซ้อนกัน

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สาธารณะที่พุ่งทำนิวไฮต่อเนื่อง ฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวในวงการ AI และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมสงบ ทั้งหมดนี้กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนักหน่วง
        “หนี้สาธารณะ” คือความเสี่ยงลูกแรกที่ BIS ใช้คำว่า  “Sovereign-Financial Stability Nexus” หรือความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่ระหว่างหนี้รัฐบาลกับเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งฟังดูเป็นศัพท์วิชาการ แต่ความหมายที่แท้จริงคือ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกองทุน Hedge Fund ที่ใช้ Leverage สูง ทำให้ แฟรงก์ สเมตส์ รักษาการหัวหน้าฝ่ายการเงินของ BIS เตือนว่า มูลค่าพันธบัตรอาจ “ลดลงอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น” โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า …เรื่องนี้จะกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างมาก ถ้าพันธบัตรรัฐบาลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

        ความเสี่ยงลูกที่สอง คือ “ฟองสบู่ AI” ซึ่ง BIS ส่งสัญญาณเตือนไว้อย่างน่ากังวล โดยชี้ให้เห็นว่าการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI กำลังเข้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า “งูกินหาง” กล่าวคือบริษัทชิปและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เข้าไปถือหุ้นในแล็บ AI เพื่อให้แล็บเหล่านั้นกลับมาซื้อบริการของตนเอง วนซ้ำไปเรื่อยๆ โครงสร้างแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 ที่สุดท้ายก็แตก …BIS เตือนว่าหากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง บวกกับปัญหาคอขวดในซัพพลายเชน อาจนำไปสู่ “ภาวะลงทุนเกินตัว” ที่จะซ้ำรอยวงจร “ฟองสบู่แตก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        ส่วนความเสี่ยงลูกสุดท้ายคือ “เงินเฟ้อ” ที่ดูเหมือนจะสงบลง แต่ยังไม่ตายจริง BIS เตือนว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นซ้ำซาก กำลังปลูกฝังความคาดหวังเงินเฟ้อสูงให้ฝังรากลึกในครัวเรือนและธุรกิจ โดยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแผ่กระจายไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ราคาพลาสติกพุ่งขึ้น 30% และปุ๋ยเคมีพุ่งขึ้นถึง 50% ซึ่งจะกระทบราคาอาหารในลำดับถัดไป …แม้ข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็น “ข่าวดี” แต่ BIS ยืนยันว่าตลาดน้ำมันยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
        เราเห็นว่า คำเตือนของ BIS ครั้งนี้มีน้ำหนัก ที่สำคัญยังดู “เร่งด่วน” เป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่การชี้จุดเสี่ยงทั่วไป แต่เป็นการบอกว่านโยบายการเงิน การคลัง และการกำกับดูแล จะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ดึงกันคนละทาง สำหรับไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว ความเสี่ยง 3 ด้านนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว คำถามคือ ผู้กำหนดนโยบายบ้านเราได้ยินเสียงเตือนจาก BIS หรือยัง เพราะถ้าลูกใดลูกหนึ่งระเบิดขึ้นมา แรงกระแทกส่งตรงถึงเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1240911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SOTCbsK6c1Z-j3rYK60i4