Category: เศรษฐกิจ

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) และแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หลัง Antofagasta ปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลงอย่างหนัก และบดบังปัจจัยบวกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษในเดือนมิ.ย.ที่แข็งแกร่งกว่าคาด

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด หรือ -0.56%

    FTSE 100 ปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. ขณะที่เงินปอนด์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดไม่ได้เปลี่ยนแปลงคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้มากนัก

    ข้อมูลทางการระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัวอย่างไม่คาดคิดในเดือนมิ.ย. โดยบริษัทต่าง ๆ ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่านลดลง ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกชายและสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย. หลังจากไม่มีการขยายตัวในเดือนพ.ค. ส่งผลให้อังกฤษมีแนวโน้มเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว G7 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเติบโตอย่างเฟื่องฟู เนื่องจากการขยายตัวรายไตรมาสชะลอลงจาก 0.6% แต่อังกฤษกำลังแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสามารถรับมือกับปัจจัยกดดันต่าง ๆ ได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล

    ปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นมาจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ โดยหุ้น Antofagasta ร่วง 6.8% หลังปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดงในปี 2569 เนื่องจากต้องหยุดดำเนินงานที่เหมือง Los Pelambres ในเดือนก.ค. ขณะที่หุ้น Rio Tinto และหุ้น Anglo American ร่วงลง 4.8% และ 3.5% ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่สูงมากในวันพุธ ส่งผลให้ตลาดลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างถาวร ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวลงเพิ่มเติม ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกที่อ่อนแอลงและสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

    ในบรรดาหุ้นขนาดกลาง หุ้น Costain เพิ่มขึ้น 4.6% หลังบริษัทให้บริการโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง

    ส่วนหุ้น Savills บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ พุ่งขึ้น 10.9% หลังรายงานกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 47% โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอเมริกาเหนือและธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HUOW7T4K2LKeAtgQ2K0SN

  • แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

         รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(Consumer Confidence Index: CCI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 51.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลต่อภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลายลงในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง

    ในขณะเดียวกันการที่ภาครัฐเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรหลักที่ยังยืนอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกและช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.3 จาก 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 จาก 48.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.5 จาก 59.3 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับขึ้นจากระดับ 34.5 มาอยู่ที่ 35.5 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับขึ้นจากระดับ 58.7 มาอยู่ที่ 59.9 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เช่นกัน

    “การที่ดัชนีทุกรายการยังเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เนื่องจากยังกังวลต่อภาวะสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวได้ช้าในระยะข้างหน้า และทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็นความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะคลี่คลายลงอย่างถาวรหรือไม่ ซึ่งยังมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้”รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ แต่จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ปี 2569 หรือช่วงเดือนกันยายน 2569 จากแรงกระตุ้นของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 และหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลงอย่างถาวร ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักยังยืนสูงกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/983217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjSJoWw41QvCEqa31A2pV

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    | 41 view

    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Novak) รองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย – รัสเซียด้านการค้า การลงทุน การเกษตร และพลังงาน พร้อมผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการผลักดันการเริ่มต้นเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai – EAEU FTA)

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจพหุภาคี อาทิ BRICS ที่ไทยเป็นประเทศหุ้นส่วน

    รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 36 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-meets-dpm-russia-13082026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HGLxK6EbhdGknvOW447__

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    13 สิงหาคม 2569, 15:55น.

          กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

          เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

          อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

          ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

          โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/163666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lcKpYrex28U2d2VldA7od

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน 
    ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

    ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

    โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/77246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r19S52iQ9ubC0y6tgyiNA

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22x7tij4jEXD_c7PyxyWYz

  • แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ

    แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า ความต้องการเงินทุนในขณะนี้มีปริมาณสูงกว่าความสามารถในการระดมทุนของแบงก์ นับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน หลังรัฐบาลเร่งรัดให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-Digit) ในปีนี้

    วันนี้ (13 สิงหาคม) ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า ยอดสินเชื่อคงค้างในสกุลเงินดองมีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินฝากประมาณ 2 พันล้านล้านดอง (7.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งความไม่สมดุลดังกล่าว “ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ให้กู้ ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงินและการคลัง”

    เล มินห์ ฮุง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม มีกำหนดการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักสำหรับปี 2026

    อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับทิศทางการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ตลอดจนข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากรที่ยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

    รายงานของธนาคารกลางเวียดนามระบุเพิ่มเติมว่า “ขีดความสามารถในการใช้นโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีจำกัดอย่างมาก เมื่อประเมินจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงผลกระทบจากศักยภาพในการระดมทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน” นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปี ยังส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น” อีกด้วย

    อีกสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันในการระดมทุน มีรายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ธนาคาร Techcombank ได้ดำเนินการเปิดตัวโครงการเพื่อระดมทุน ทำให้กลายเป็นสถาบันการเงินของเวียดนามแห่งล่าสุด ที่แสวงหาแหล่งเงินทุนจาก ‘ต่างประเทศ’

    เวียดนามเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่ระลอกใหม่.

    แม้ว่าเวียดนามจะยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ แต่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10% มีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าเหตุผลในการเฉลิมฉลอง

    ตามที่ แกเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจาก Capital Economics ได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “การกระตุ้นอุปสงค์ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความเปราะบางทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น”

    นอกจากนี้ เลเธอร์ยังให้ข้อสังเกตว่าเวียดนามเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไปได้กระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2022

    ธนาคารกลางมีภารกิจสำคัญระดับวิกฤตในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และบริหารจัดการการขยายตัวของสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 15% ในปีนี้ แต่ได้ออกมาย้ำหลายครั้งว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.45% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงภายหลังความขัดแย้งในอิหร่าน รายงานระบุว่า ปัจจัยนี้ทำให้ธนาคารกลางเวียดนามมีข้อจำกัดอย่างมากในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย “เพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 4.5% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายเดือนในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ จะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34% เท่านั้น”

    ส่อง GDP เวียดนามครึ่งแรกปีนี้

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจ (GDP) เวียดนามขยายตัว 8 39% ในช่วงไตรมาสเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 7.94% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต

    ทำให้การเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 8.18% ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่กำหนดไว้อย่างน้อย 10%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงในช่วงครึ่งหลังของปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องขยายตัวถึง 11.7% ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีของรัฐบาลที่ระดับ 10%

    ภาพ: CravenA / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-central-bank-loan-deposit-gap-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yO64xb_xImluofldWKk-S

  • SET Index ทะลุ 1,600 จุด หุ้นไทยยังน่าลงทุนหรือไม่?  | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    SET Index ทะลุ 1,600 จุด หุ้นไทยยังน่าลงทุนหรือไม่?  | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวมเงินปันผลแล้วสูงถึง 33% ซึ่งตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนโดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิสูงถึงราว 7 หมื่นล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันที่มากถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    สาเหตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ นั่นคือ ปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศไทย ซึ่งมีพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำโดยภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันที่ตลาดทุนเชื่อว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนได้จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการเติบโตของตัวเลขการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน 

    นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีลมส่งที่เป็นแรงสนับสนุนจากการอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายในการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยที่ GDP ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เคยขยายตัวได้มากกว่าระดับ 3% ต่อปี นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวที่ดูจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล พบว่าอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ระดับเพียง 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ สะท้อนถึงสภาพคล่องในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง

    โดยรวมแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศอย่างมากในปีนี้ จากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ผลลัพธ์คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่มากกว่า 2% จากเดิมที่คาดว่าเติบโตได้เพียง 1%

    มองไปในระยะข้างหน้า บลจ.ทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมี Momentum เชิงบวกต่อเนื่อง จากผลบวกของการลงทุนในประเทศที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจในระดับปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของดัชนี SETHD (SET High Dividend) ซึ่งสูงถึงราว 6% ต่อปี เทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1-2% ตามลำดับ จึงคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถฟันฝ่าแรงปะทะจากปัจจัยกดดันที่มาจากนอกประเทศได้ โดยเฉพาะประเด็นลบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยงออกมาของกระแสเงินทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260611-pvd-monthly-august&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IuGDhdPjIH5Uv1UOf8f08

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    | 39 view

    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคของไทย เป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 (APEC SOM3/2026) ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 28 สิงหาคม 2569 ณ เมืองต้าเหลียน เพื่อติดตามพัฒนาการการดำเนินงานภายใต้กรอบเอเปคของหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยในช่วงที่ผ่านมา และหารือการกำหนดท่าที ตลอดจนประเด็นที่ไทยประสงค์ผลักดันในการประชุมดังกล่าว

    ในการประชุม APEC SOM3/2026 ไทยจะสนับสนุนประเด็นสำคัญในการเป็นเจ้าภาพของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค การยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization:WTO) เป็นแกนกลาง การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้าดิจิทัล ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ติดตามพัฒนาการสำคัญของข้อริเริ่มที่จะเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญในประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ตลอดจนผลักดันโครงการสำคัญของไทยในเอเปค เช่น โครงการ APEC BCG Award และการจัดทำ Guidance on Anti-Online Scams for APEC

    ทั้งนี้ การประชุม APEC SOM3/2026 จะเป็นการเตรียมการสำคัญสำหรับสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ที่เมืองเซินเจิ้น โดยนอกจากการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส คณะกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ รวมกว่า 20 รายการแล้ว จีนยังมีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านความมั่นคงทางอาหาร การหารือเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการ Aotearoa และการประชุม Policy Dialogue ด้านความเชื่อมโยงและเศรษฐกิจดิจิทัลในห้วงดังกล่าวด้วย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-prep-meeting-apec-som3-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fwa0GZVSUUY9RdeVg2xdn

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 19.71 จุด นลท.ผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 19.71 จุด นลท.ผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดลบในวันนี้ (13 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังต่อมาตรการสนับสนุนล่าสุดของทางการจีน โดยมองว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ปิดที่ 3,926.96 จุด ลดลง 19.71 จุด หรือ -0.50%

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะออกมาตรการเพิ่มเติมในเวลาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือนโยบายที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนนำมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิผลมาใช้เมื่อมีความจำเป็น นอกจากนี้ PBOC ยังให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้มากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายครั้งใหญ่ ยิ่งตอกย้ำกระแสคาดการณ์ที่ว่า PBOC น่าจะยังไม่ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินเป็นวงกว้างในระยะใกล้นี้

    หุ้นที่ปรับตัวลงอย่างมากในวันนี้รวมถึง หุ้น Zijin Mining ร่วงลง 4.08%, หุ้น NAURA Technology ลดลง 2.82%, หุ้น Luxshare Precision ปรับตัวลง 2.25% และหุ้น Sinopec ลดลง 1.19%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/630829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0dpk0NWc6GL1x2RWSeWJ