Category: เศรษฐกิจ

  • ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และเรื่องนี้สำคัญอย่างไร – BBC News ไทย

    ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และเรื่องนี้สำคัญอย่างไร – BBC News ไทย

    ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?

    Composite image of an Iranian banknote featuring a large engraved portrait of former Ayatollah Ruhollah Khomeini on the left, with Persian script, combined with an aerial view of a container ship carrying multicolored cargo on the right

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ซารา ฟายยาด
      • Role, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษาอารบิก
    • Published

    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันและซับซ้อนที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก

    นี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของบันทึกความเข้าใจที่อิหร่าน-สหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศ

    รัฐบาลกรุงเตหะรานพยายามมานานแล้วที่จะเข้าถึงเงินทุนที่ถือครองอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเข้าถึงไม่ได้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการธนาคาร

    ถึงแม้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่รัฐบาลกรุงวอชิงตันมีบทบาทสำคัญในการตัดสินว่าอิหร่านจะสามารถเข้าถึงทรัพย์สินเหล่านี้ได้หรือไม่

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปลดล็อกเงินเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และการลดค่าของสกุลเงินที่ดำเนินมาหลายปี ตลอดจนความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งล่าสุดกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่าการเปลี่ยนข้อตกลงใด ๆ ให้เป็นการโอนเงินจริงจะเป็นไปอย่างล่าช้าและซับซ้อน เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมาย การเงิน และการเมืองที่เกี่ยวข้อง

    เงินทุนเหล่านี้คืออะไรกันแน่ อยู่ที่ไหน และอิหร่านจะเข้าถึงพวกมันได้ง่ายแค่ไหน ?

    ทรัพย์สินเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

    An Iranian national flag flies above the new Phase 3 facility at the Persian Gulf Star Co. gas condensate refinery in Bandar Abbas, Iran, in January 2019

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เงินที่ถูกอายัดไว้ในอิหร่านนั้น มีทั้งรายได้จากการขายน้ำมัน รายได้จากการส่งออก เงินสำรองในต่างประเทศ และสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาท

    ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามูลค่ารวมของทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดเป็นเท่าไหร่ แต่มีการประมาณการไว้ว่าน่าจะมีมูลค่าอยู่ในช่วงประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9 แสนล้านบาท-3.3 ล้านล้านบาท)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เงินทุนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบัญชีเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ประกอบไปด้วยรายได้จากน้ำมัน ผลกำไรจากการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า เงินสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่ในธนาคารต่างประเทศ และทรัพย์สินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งบางส่วนดำเนินมานานหลายทศวรรษ

    เมื่ออิหร่านขายน้ำมันในต่างประเทศ การชำระเงินมักจะถูกฝากเข้าบัญชีในประเทศผู้ซื้อ แต่มาตรการคว่ำบาตรมักจะขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำเงินเหล่านี้กลับประเทศ

    การอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1979 หลังวิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน แม้มีการยกเลิกอายัดทรัพย์สินบางส่วนภายใต้ข้อตกลงในภายหลัง แต่ข้อเรียกร้องและทรัพย์สินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาทางทหารที่ลงนามก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ยังคงถูกอายัดอยู่

    มาตรการจำกัดระลอกสองที่กว้างขวางขึ้นเริ่มต้นในช่วงปี 2011-2012 โดยมีการคว่ำบาตรนิวเคลียร์เข้มงวดขึ้น และอิหร่านถูกกีดกันออกจากบางส่วนของระบบธนาคารโลก มาตรการเหล่านี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ในปี 2018

    เมื่อมาตรการจำกัดขยายวงกว้างขึ้น รายได้ของอิหร่านจำนวนมากขึ้นจึงติดอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะถูกอายัดอย่างเป็นทางการหรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับวิธีการนำไปใช้

    เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากสภาตะวันออกกลางว่าด้วยกิจการระดับโลก กล่าวว่า มี “การอายัดหลายประเภท” รวมถึงเงินที่ถูกบล็อกอย่างเป็นทางการ รายได้ที่ไม่สามารถส่งกลับประเทศได้ และเงินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

    เงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดและมีข้อจำกัดอยู่ที่ไหนบ้าง ?

    A map shows the main locations of Iran’s frozen assets. The following countries are listed with estimated amounts: the US ($2bn), Luxembourg ($2bn), Iraq ($15bn), Qatar ($6bn), Oman ($1bn), India ($7bn), China ($20–50bn), and Japan ($3bn)

    เงินทุนที่ถูกจำกัดส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกเก็บไว้นอกสหรัฐฯ

    ส่วนสำคัญอยู่ในจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยมีมูลค่าประมาณ 20,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 แสนล้านบาท-1.6 ล้านล้านบาท) เงินก้อนโตในส่วนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอิรัก ซึ่งเชื่อมโยงกับการชำระเงินสำหรับการส่งออกก๊าซและไฟฟ้า โดยมีมูลค่าประมาณ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3-5 แสนล้านบาท)

    เกาหลีใต้ถือรายได้จากน้ำมันของอิหร่านประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถูกโอนไปยังบัญชีในกาตาร์ในปี 2023 ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม วอชิงตันระบุว่าอิหร่านจะไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเหล่านั้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้ในทางปฏิบัติแล้วเงินทุนเหล่านั้นถูกเก็บไว้ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

    เงินทุนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอีกหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และลักเซมเบิร์ก

    ในทางตรงกันข้าม จำนวนเงินที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ มีจำนวนค่อนข้างน้อย คือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับคำตัดสินของศาลและการเรียกร้องค่าชดเชย ทำให้การปล่อยเงินทุนเหล่านั้นออกมามีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

    บทบาทของสหรัฐฯ คืออะไร ?

    US President Donald Trump, wearing a navy suit and red tie, gives a thumbs-up with his right hand while holding a black folder with his left arm beside three US flags at the White House

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้ว่าเงินส่วนใหญ่จะอยู่นอกสหรัฐฯ แต่การอนุมัติจากกรุงวอชิงตันยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินทุน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม

    แม้ว่าเงินทุนส่วนใหญ่จะอยู่นอกสหรัฐฯ แต่อิทธิพลของรัฐบาลกรุงวอชิงตันที่มีต่อเงินทุนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากมาตรการที่ถูกเรียกว่าการคว่ำบาตรทางอ้อม

    มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธนาคาร บริษัท และรัฐบาลต่างประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย

    สถาบันใดก็ตามที่ช่วยเคลื่อนย้ายเงินทุนของอิหร่านมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ หรือเผชิญกับบทลงโทษ

    ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ถือครองเงินของอิหร่านจึงมักลังเลที่จะปล่อยหรือโอนเงินให้อิหร่านโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากสหรัฐฯ

    อิหร่านจะได้อะไรจากข้อตกลงนี้ ?

    Smoke arises in the middle of buildings in Tehran

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามว่าอาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจอาจหดตัวลงประมาณ 10% ในปีนี้

    บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจหลักสองประการ ได้แก่

    • การยกเว้นให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พร้อมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การขนส่ง การประกันภัย และการธนาคาร
    • การเข้าถึงเงินทุนที่ถูกอายัดหรือจำกัด ทำให้ธนาคารกลางของอิหร่านมีอำนาจควบคุมการใช้เงินมากขึ้น

    นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการฟื้นฟูที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่านโดยความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค ภายใต้โครงการที่มีกลไกการดำเนินการที่ควรระบุไว้ในกรอบของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

    สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าจะไม่จ่ายเงินให้อิหร่านโดยตรง (ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวว่าขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ระหว่างอิหร่านและฝ่ายบริหารของโอบามา) แต่จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การขนส่ง และภาคส่วนอื่น ๆ

    เงินทุนจะไปถึงอิหร่านหรือไม่ ?

    ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงเงินทุนเหล่านี้อาจยังคงถูกจำกัด นายเอสฟานดียาร์ บัตมันเกลิดจ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Bourse & Bazaar Foundation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซีว่า ข้อตกลงดังกล่าวเผชิญกับ “อุปสรรคที่ซับซ้อนมาก” ซึ่งหมายความว่าอิหร่านอาจสามารถใช้เงินทุนภายในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ แต่จะประสบปัญหาในการโอนเงินข้ามประเทศ

    นายชไนเดอร์เน้นย้ำถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของข้อตกลงใด ๆ

    เขากล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ บางส่วนถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายโดยสภาคองเกรส ซึ่งหมายความว่าประธานาธิบดีไม่สามารถยกเลิกมาตรการเหล่านั้นได้ฝ่ายเดียว และสามารถออกคำสั่งยกเว้นชั่วคราวเท่านั้น นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการผ่อนปรนใด ๆ จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน

    รูปแบบที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 เมื่ออิหร่านเข้าถึงเงินทุนบางส่วนได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งยังคงระมัดระวัง และในปี 2018 สหรัฐฯ ได้ถอนมาตรการคว่ำบาตรและกำหนดมาตรการคว่ำบาตรขึ้นใหม่

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ตกลงที่จะปล่อยสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ 12,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) แต่ทางวอชิงตันยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้

    นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ อาจใช้ทรัพย์สินบางส่วนของอิหร่านไปเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากสงครามให้แก่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียหรือไม่

    นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในเอ็กซ์ (X) เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ว่า ความเสียหายดังกล่าวจะ “ได้รับการชดเชยด้วยเงินที่ดึงมาจากบัญชีของอิหร่าน”

    อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยนายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าทรัพย์สินของอิหร่าน “ไม่ใช่ของที่วอชิงตันจะเอาไปแจก และไม่ใช่เงินทุนที่จะจ่ายให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ”

    นัยต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน

    ในปี 2024 เศรษฐกิจของอิหร่านมีมูลค่าประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15.8 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลของธนาคารโลก

    เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสงครามอาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) และเศรษฐกิจอาจหดตัวลงประมาณ 10% ในปีนี้

    หากมีการปล่อยเงินทุนออกมาแม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้

    สมาชิกหอการค้าอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่า การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศของประเทศ “ถึงจุดที่คำสั่งซื้อจำนวนมากถูกระงับหรือล่าช้าเป็นเวลานาน และการนำเข้าถูกจำกัดเหลือเพียงสินค้าพื้นฐานและอาหาร”

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศหลายพันล้านดอลลาร์อาจช่วยรักษาเสถียรภาพของเงินสกุลเรียลของอิหร่าน สนับสนุนการนำเข้า ซึ่งรวมถึงสินค้าจำเป็น และบรรเทาแรงกดดันในตลาดการเงินได้

    แต่พวกเขาเตือนว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าได้

    คัมราน เนดรี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิหม่าม ซาดิก ในกรุงเตหะราน กล่าวว่า “การควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อนโครงการฟื้นฟูใด ๆ”

    เขากล่าวเสริมว่า การอัดฉีดทรัพยากรทางการเงินลงไปโดยปราศจากการปฏิรูปอาจบั่นทอนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เมห์รดาด วาฮาบี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส 13 ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ความท้าทายของอิหร่านนั้นกว้างกว่านั้น นั่นคือการพลิกกลับ “การลดลงอย่างรวดเร็วของการลงทุนและความล้าสมัยทางอุตสาหกรรม” ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

    “หากปราศจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การลงทุนก็เป็นไปไม่ได้ หากปราศจากนักลงทุนที่แท้จริง เศรษฐกิจของอิหร่านจะไม่เจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก” เขากล่าว

    เรซา ทาเลบี นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี เห็นด้วย

    เขากล่าวว่า อิหร่านต้องลดความตึงเครียดลงเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่าเงินของพวกเขาจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงทางการเมืองและความมั่นคง

    เขากล่าวเสริมว่า “สภาวะที่ไม่แน่นอนระหว่างสงครามและสันติภาพเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการไหลเวียนของเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ [ของอิหร่าน]”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdxdgg2ly66o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IjOS714iQeneLbAfSgruH

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือน มิ.ย. เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือน มิ.ย. เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569

    โดยยอดการใช้จ่ายสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. รวมทั้งสิ้น 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

    ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดรายการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    เงิน 1,000 บาทเข้าแล้ว! “ไทยช่วยไทยพลัส” รอบ ก.ค. เช็กสิทธิวันนี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/843069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sxd2my6ogtEym0NobzsBW

  • คลังสรุป’ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน เหลือคืนคลัง1.2พันล้าน

    คลังสรุป’ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน เหลือคืนคลัง1.2พันล้าน

    วันนี้, 16:06น.

              สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยภาพรวมการใช้สิทธิโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (60/40) ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดรอบการใช้สิทธิในเดือนแรก พบว่ามาตรการดังกล่าวสามารถจุดพลุและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 43,218.39 ล้านบาท 

              จากข้อมูลผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ทั้งหมด 26,040,623 ราย พบว่ามีการเปิดใช้งานและเกิดยอดใช้จ่ายจริงสูงถึง 25,686,181 ราย หรือคิดเป็น 98.64% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ขณะที่มีกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ใช้งานเลยตลอดทั้งเดือนเพียง 1.36% หรือ 354,442 ราย เท่านั้น  ในฝั่งของผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมให้บริการ 1,072,671 ร้านค้า โดยเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงถึง 1,034,035 ร้านค้า

               เมื่อดูโครงสร้างเม็ดเงินกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ตามเงื่อนไขการร่วมจ่าย พบว่าเป็นเงินที่รัฐบาลอุดหนุน 60% คิดเป็นจำนวน 24,811.55 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 40% คิดเป็นจำนวน 18,406.84 ล้านบาท

               หากแยกตามช่องทางการใช้จ่ายร้านค้าปกติยังคงครองสัดส่วนหลักด้วยมูลค่า 41,836.69 ล้านบาท ขณะที่ยอดการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery Platform) ซึ่งเพิ่งเปิดระบบเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายส่งท้ายเดือนแรกไปได้ 974.18 ล้านบาท 

               อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันอย่างล้นหลาม แต่พบว่ามีผู้ที่ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท ประจำเดือน มิ.ย. เพียง 12,413,108 รายเท่านั้น หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ที่เข้ามาใช้สิทธิ เมื่อหักลบกับยอดที่รัฐอุดหนุนจริง พบว่ามีวงเงินคงเหลือที่ไม่ได้ถูกใช้งานถึง 1,229.07 ล้านบาท

    #ไทยช่วยไทยพลัสเดือนแรก

    #สรุปไทยช่วยไทยพลัสมิถุนายน

    Cr:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Jh36UoSn5LnSAPtNOs8R

  • ร้อนแรง! เปิดยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” เดือนแรกทะลุ 4.32 หมื่นล้าน คนใช้สิทธิแล้วกว่า 25.68 ล้านคน

    ร้อนแรง! เปิดยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” เดือนแรกทะลุ 4.32 หมื่นล้าน คนใช้สิทธิแล้วกว่า 25.68 ล้านคน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/157548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uv2uVaaYob5RErmjWvvhO

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ต่อเนื่องวันที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ต่อเนื่องวันที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ต่อเนื่องวันที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน


    30/06/2569 | 29 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ต่อเนื่องวันที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ รัฐสภา นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสภาผู้แทนราษฎร ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ในการนี้ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ร่วมฟังฯ อย่างพร้อมเพรียง

    กรมการพัฒนาชุมชนขอยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งผ่านการทำงานเชิงรุกในทุกมิติ เราไม่เพียงแต่ เพิ่มขีดความสามารถให้ผลิตภัณฑ์ OTOP เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้นำชุมชนและทุนชุมชน ตลอดจนการ ส่งเสริมวิถีการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อกระจายโอกาสและสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ยั่งยืน และความกินดีอยู่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ทั่วไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/385622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i0yGRW2T-P-C2S8kiZhmA

  • เกษตรบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเครือข่ายแม่บ้านเกษตรกร เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    เกษตรบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเครือข่ายแม่บ้านเกษตรกร เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/157618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HAKdSwXd5pcqKnv32IGRF

  • กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว โดยที่ประชุมได้ประเมินเศรษฐไทย เริ่มมีปัจจัยบวก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ SME ที่ยังไม่ฟื้น 

    ความเสี่ยงจาก Energy supply chain disruption เริ่มคลี่คลาย 

    หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ความกังวลของผลกระทบต่อภาคการผลิตลดลง ระดับราคาพลังงานปรับลง โดยราคาน้ำมัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 ลดลง จาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก่อนการหยุดยิง มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เช่นเดียวกับราคา commodity หลายรายการที่ผ่านจุดสูงสุดจากช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ดี ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญและคลังน้ำมันสำรองของ OECD ที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาไม่ลงไปกว่าระดับปัจจุบันมากนัก ในระยะข้างหน้าจึงยังต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (energy security) 

    โดยมีแนวทางในการปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อบริหารจัดการ Stock น้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นต้นทุนราคาพลังงานของประเทศได้

    Megatrend โลกจากการลงทุนด้าน AI และ Data center 

    เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณ GDP เป็น 2.3%

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง 

    ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิม

    ขณะที่ SMEs และคนตัวเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผลิตภาพแรงงานในประเทศให้ดียิ่งขึ้น สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการใช้ Thailand Content & Regional Value Content (RVC) ท่ามกลางการก้าวสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจะยิ่งกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต

    กกร. สนับสนุนการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่

    ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าผลการประเมินของ IMD ล่าสุด ปี 2026 ไทยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า แต่ยังมีหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะที่คู่เทียบในประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามมาติด ๆ

    ท่ามกลางความคาดหวังของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อการ Structural reform ของไทยในระยะถัดไป อาทิ การมีมาตรฐานและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล connect the dots อาทิ ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อช่วยในการออกแบบและวัดผลนโยบายได้อย่างตรงจุด และลดต้นทุนแฝงของระบบ

    โดย กกร. จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ สอดคล้องกับ Flagship Report ของ World Bank ที่มีเป้าหมายในการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทางของ Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่อย่างแข็งแกร่งต่อไป

    กกร.ร่วมกับ World Bank ภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

    GDP

    • ปี 2568 : 2.4%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : 1.2 – 1.6%
    • ณ มิ.ย. 69 : 1.6 – 2.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 1.6 – 2.0%

    การส่งออก

    • ปี 2568 : 12.9%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : -1.5 ถึง -0.5%
    • ณ มิ.ย. 69 : 8.0 – 10.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 8.0 – 10.0%

    เงินเฟ้อ

    • ปี 2568 : -0.1%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : 2.0 – 3.0%
    • ณ มิ.ย. 69 : 2.5 – 3.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 2.5 – 3.0%

    ประมาณการล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2569

    • GDP : 1.6 – 2.0%
    • การส่งออก : 8.0 – 10.0%
    • เงินเฟ้อ : 2.5 – 3.0%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-kgv03tWDcyCzRn2WnHA

  • ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

    ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

    ‘RISE Innovation Consulting’ ร่วมกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ จัดงาน SEA Health Summit 2026 : “AI in Health and Longevity” เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศร่วมเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยเทคโนโลยีสุขภาพ

    สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ โดยไทยและอาเซียนกำลังเป็น “ขุมทรัพย์ตื่นทอง” ยุคใหม่ของนวัตกรรมการแพทย์ (HealthTech) ที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างทรงพลัง

    นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากยุคตื่นทองที่ซานฟรานซิสโกปี 1849 ซึ่งเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กเป็นเมืองระดับโลก โดยมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการแพทย์แข็งแกร่งผ่านปัจจัยสนับสนุน 4 ชั้นสำคัญ คือ

    1. ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั่วถึงและดีกว่าในสหรัฐอเมริกาที่ยังมีประชากรถึง 10% เข้าไม่ถึงสวัสดิการ
    2. มาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล โดยไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้มาตรฐาน JCI
    3. บุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก โดยมีแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    4. บุคลากรสนับสนุนที่มีความสามารถทั้งพยาบาล และวิศวกรชีวการแพทย์

    นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ไทยขาดการเชื่อมโยงเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก คือ 1.BioTech การรักษาที่เข้าถึงง่ายและเร็วขึ้น 2.MedTech เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย 3.ยาและเวชภัณฑ์ ทำให้ยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลกได้

    ปั้น SEAHUB ผนึก Stanford สู่เวทีโลก

    นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ได้ริเริ่มสร้าง SEA Health Innovation Hub หรือ SEA HI Hub ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม 4 ส่วน ได้แก่ เครือข่ายโรงพยาบาลที่จับมือแล้วกว่า 50 แห่ง แหล่งเงินทุนกว่า 200 แห่งทั่วโลก Regulatory Fast-Track และการเข้าถึงตลาด

    ทั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดขยายการเข้าถึงคนไข้ 40 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2569 และเติบโตสู่ 100 ล้านคน ภายในปี 2028

    รวมถึงได้ร่วมมือ SPARK Global มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สนับสนุนนักวิจัยไทยในการสร้างยาและเวชภัณฑ์ใหม่ และสอนวิธีนำนวัตกรรมไปขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อนในระดับกว้าง

    Hacking Medicine ทางลัดปฏิวัติวงการแพทย์

    ศ.เซน ชู (Zen Chu) อาจารย์อาวุโสด้าน Healthcare Innovation จาก MIT Sloan School of Management และผู้ร่วมก่อตั้ง HackMed Ventures กล่าวในหัวข้อ The Economic Mutiplier : Why AI in Healthcare is the Core of Future Exponential Growth 

    ทั้งนี้ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ระบบโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ปรับตัวช้า แต่คือ “สตาร์ตอัป” และ “ผู้ประกอบการ” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเขย่าโครงสร้างเดิม

    สำหรับแนวคิด Hacking Medicine ของ MIT ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นการหาทางลัดที่ชาญฉลาด โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมมาสร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ทลายกำแพงข้อมูลที่เคยถูกเก็บแยกส่วน

    รวมถึงการใช้ AI ที่มีความสามารถเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญในบางด้านแล้ว เช่น PathAI ใช้ภาพถ่ายทางพยาธิวิทยาตรวจหาโรคมะเร็งได้แม่นยำกว่ามนุษย์ โดย AI ร่วมกับกล้องวิดีโอราคาถูกตรวจจับการเคลื่อนไหวของเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคได้รวดเร็ว

    มั่นใจ “กรุงเทพฯ” ฮับแห่งโอกาส

    ศ.เซน เน้นย้ำว่า “กรุงเทพฯ” และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพลังงานและโอกาสมหาศาลไม่ต่างจากยุคดอทคอมในซานฟรานซิสโก ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากใคร แต่สามารถคัดลอกและวาง โมเดลธุรกิจที่สำเร็จแล้วในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นได้ทันที

    ทั้งนี้ ได้มีการตัวอย่างสตาร์ตอัปต้นแบบรูปแบบนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย PillPack ที่ทำธุรกิจร้านขายยาออนไลน์ได้มีการจัดยาตามใบสั่งแพทย์จน Amazon ต้องขอซื้อกิจการ และโตกว่า 30 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

    ขณะที่ Figure 1 แอปพลิเคชันให้แพทย์ทั่วโลกแชร์ภาพเคสผู้ป่วยเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไม่กี่นาที โดย Music as Medicine ใช้แอปพลิเคชันและเซนเซอร์ติดรองเท้า ร่วมกับจังหวะดนตรีช่วยผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรือพาร์กินสันฝึกเดิน

    ศ.เซน กล่าวว่า มีแผนสร้าง Hacking Medical School ในบาหลี อินโดนีเซีย เพื่อฝึกฝนแพทย์ทั่วโลกให้รู้จักการใช้เครื่องมือ AI และเทคโนโลยีใหม่สำหรับการรับมือกับการระเบิดของข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน

    สร้าง Growth Engine ขับเคลื่อน GDP

    รวมทั้งการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่แน่นหนาของไทยกับเทคโนโลยีระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างมหาศาลแทนที่จะเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    “อนาคตของประเทศไทยไม่ได้รอให้เราพยากรณ์ แต่งานวิจัยและนวัตกรรมที่เราสร้างร่วมกันในวันนี้ จะทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง และยกระดับ HealthTech เพื่อความสุขและความมั่นคงทางสุขภาพของทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1240963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nQVUTk4K4Lrhxe-6m9zNO

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานหลังดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรง นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ  : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานหลังดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรง นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ  : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานในวันนี้ (1 ก.ค.) ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรงลงในช่วงเช้านี้ หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งทั้งในไตรมาส 2/2569 และช่วงครึ่งปีแรก ด้านนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในเอเชียวันนี้

    • ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 70,774.28 จุด เพิ่มขึ้น 711.96 จุด หรือ +1.02%
    • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,090.76 จุด ลดลง 3.64 จุด หรือ -0.09%
    • ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการเนื่องในวันก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
    • ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้น 1.52% 
    • ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ขยับลง 0.05%

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการวันนี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนมิ.ย.ของออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นจาก S&P Global ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 2/2569 รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.และดุลการค้าเดือนพ.ค.ของอินโดนีเซีย 

    นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะเข้าร่วมการเสวนาในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ในสัปดาห์นี้

    ทั้งนี้ วอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB, แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และทิฟฟ์ แม็กลัม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา (BOC) โดยงานเสวนาจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 1 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลาไทย

    งานเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญครั้งแรกของวอร์ชบนเวทีระหว่างประเทศหลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด

    นักลงทุนทั่วโลกจับตาถ้อยแถลงของวอร์ชอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EnZEaNYkffMEWdi8Ae7yk

  • กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

    กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

    วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการอบรมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ห้องฟินิกซ์ 1 – 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย OTOP ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ  รวมถึงผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก จำนวน 209 กลุ่ม/ราย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้า Premium เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และยกระดับแบรนด์ OTOP สู่สากล โดยสอดรับกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

    ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 1,200 กลุ่ม/ราย ให้ได้รับการส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างจุดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่

    โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งน้อมนำแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขยายผลการดำเนินงานในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และยกระดับฝีมือของผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/974414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I47cCcm_FJqvCE8Ygl9hk