Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันพุ่ง 14% ในสัปดาห์เดียว ตลาดหุ้นผันผวนก่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ราคาน้ำมันพุ่ง 14% ในสัปดาห์เดียว ตลาดหุ้นผันผวนก่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในวันพุธ ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากนักลงทุนรอดูตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

    ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด ดันราคาน้ำมันพุ่ง

    สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปรับขึ้น 0.7% แตะ 83.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent North Sea เพิ่มขึ้น 0.6% อยู่ที่ 89.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบทั้งสองสัญญาปรับขึ้นรวมกว่า 14% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ฟาวาด ราซาคซาดา นักวิเคราะห์จาก Forex.com ระบุว่า “ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่โดยไม่มีสัญญาณความคืบหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน” พร้อมเสริมว่าอิหร่านยืนยันจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าข้อเรียกร้องของตนจะได้รับการตอบสนอง

    ความหวังริบหรี่จากโต๊ะเจรจา

    รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานออกมาระบุเมื่อวันอังคารว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน “ใกล้บรรลุข้อตกลงบางรูปแบบ” แต่ความหวังดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากทั้งวอชิงตันและเตหะรานยังคงยืนกรานเรียกร้องค่าชดเชยจากความขัดแย้งที่ดำเนินมาห้าเดือน นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเฮลิคอปเตอร์ทหารได้ยิงจรวดใส่ห้องเครื่องของเรือสินค้าที่ชักธงปานามา หลังเรือดังกล่าวพยายามฝ่าการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

    เฟดเผชิญแรงกดดันขึ้นดอกเบี้ย

    ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาอย่างต่อเนื่องกว่าห้าปี บวกกับสงครามอิหร่านที่เริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยในการประชุมเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรรมการเฟดสามรายลงคะแนนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย แม้สุดท้ายมีมติคงอัตราไว้

    ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ฟื้น โตเกียวบวกเล็กน้อย

    ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นกว่า 3% นำโดยหุ้นผู้ผลิตชิป SK Hynix และซัมซุง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัท AI สหรัฐฯ อย่าง CoreWeave และ Super Micro Computer ด้านดัชนี Nikkei 225 ของโตเกียวปิดบวกเล็กน้อย 0.1% ที่ 67,002.60 จุด ขณะที่ดัชนี Hang Seng ฮ่องกงร่วงลง 1.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/oil-prices-surge-us-inflation-cpi-fed-rate-hormuz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vr0K1u7TfCRIIFJfSTaE4

  • กฟผ.ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน-สังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ.ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน-สังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ.ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน-สังคมคาร์บอนต่ำ

    วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

    กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry) ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน
    ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

    ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

    โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/982963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RqYx-BTL3YDkWPnTYaHRY

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 13 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 13 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw048HigoqiDNQuy2Zzr-KGs

  • “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

    “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

    “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี หลังมีบทบาทสำคัญผลักดันจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก ปฏิรูปเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 97 ปี โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนระหว่างปี 2541-2546 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2545 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดเศรษฐกิจจีนสู่ตลาดโลก และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่แยกตัวจากระบบเศรษฐกิจโลก สู่มหาอำนาจด้านการผลิตและการค้า

    โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขายังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการโอนอำนาจด้านภาษีจากรัฐบาลท้องถิ่นมายังรัฐบาลกลาง การปิดหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ประสบภาวะขาดทุน และส่งเสริมการมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของประชาชน  

    บรรดาสื่อทางการจีนยกย่องชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ว่าเป็นชีวิตแห่งการปฏิวัติ การต่อสู้ และความรุ่งโรจน์ พร้อมระบุในคำไว้อาลัยว่าเขาเป็นสมาชิกที่โดดเด่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นักปฏิวัติที่ภักดี และผู้นำที่โดดเด่นของพรรคและรัฐ 

    ทั้งนี้ นายจู หรงจี เกิดที่มณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของจีน เมื่อปี 2471 สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนเข้าสู่ระบบราชการและเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2492 เขาเคยถูกปลดออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของเหมา เจ๋อตง และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวา ก่อนถูกกวาดล้างอีกครั้งในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จากนั้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขาได้รับการคืนตำแหน่งและค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจในปี 2534 ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2541

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2952403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RSgpLsFGElqhD2oY4OQ-i

  • ความเสียหายภัยธรรมชาติโลกครึ่งปี 2026 ลดเหลือ 1 แสนล้านดอลลาร์ สวิส รี เตือนครึ่งหลังยังเสี่ยง

    ความเสียหายภัยธรรมชาติโลกครึ่งปี 2026 ลดเหลือ 1 แสนล้านดอลลาร์ สวิส รี เตือนครึ่งหลังยังเสี่ยง

    ความเสียหายภัยธรรมชาติโลกครึ่งแรกปี 2026 ลดวูบ แต่ สวิส รี เตือนอย่าชะล่าใจ

    บริษัทรับประกันภัยต่อชั้นนำ สวิส รี (Swiss Re) เปิดเผยรายงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.52 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีถึง 10% แม้จะเผชิญพายุรุนแรงในสหรัฐอเมริกาและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมิถุนายน

    แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาสร้างความเสียหายสูงสุด

    ในบรรดาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งหมด แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ สวิส รี ที่มีสำนักงานใหญ่ในเมืองซูริก ระบุว่า ระดับการประกันภัยในประเทศดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้มูลค่าความเสียหายที่ได้รับการคุ้มครองน้อยมาก จากความเสียหายรวม 1 แสนล้านดอลลาร์ มีเพียง 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้นที่อยู่ในความคุ้มครองของประกันภัย

    ยุโรปเผชิญไฟป่าลุกลามจากคลื่นความร้อน

    ความร้อนจัดที่ปกคลุมยุโรปตั้งแต่เดือนมิถุนายนจุดชนวนฤดูไฟป่าที่เริ่มต้นเร็วกว่าปกติในฝรั่งเศสและสเปน ส่งผลให้บ้านเรือน ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากถูกทำลาย สวิส รี ระบุว่าความเสียหายจากไฟป่าที่ได้รับการประกันภัยในยุโรปเพิ่มขึ้น 8-11% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 1970 และจัดเป็นภัยพิบัติสภาพอากาศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ทั้งนี้ ยุโรปมีวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสเฉลี่ย 21-26 วันต่อปีในช่วงปี 2016-2025 เพิ่มขึ้นจาก 10-17 วันในช่วงทศวรรษ 1950

    เอลนีโญยังคงเป็นตัวแปรสำคัญครึ่งปีหลัง

    บัลซ์ โกรลิมุนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายภัยพิบัติของ สวิส รี กล่าวว่า “ครึ่งแรกของปีที่มีต้นทุนต่ำกว่า ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหมดไป พายุเฮอริเคน แผ่นดินไหว หรือไฟป่าเพียงครั้งเดียวก็สามารถเปลี่ยนภาพได้ทันที”

    สวิส รี เตือนว่ารูปแบบสภาพอากาศเอลนีโญที่เริ่มต้นในเดือนมิถุนายนและคาดว่าจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ อาจส่งผลให้ภัยพิบัติจากสภาพอากาศมีต้นทุนสูงขึ้น แม้เอลนีโญอาจชะลอกิจกรรมพายุเฮอริเคนในแอตแลนติกเหนือได้บ้าง แต่ยังคงเพิ่มความเสี่ยงของอุทกภัย ไฟป่า และสภาพอากาศสุดขีดในภูมิภาคอื่น บริษัทย้ำว่าปัจจัยระยะยาวที่ผลักดันความเสียหายจากภัยพิบัติยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการขยายตัวของพื้นที่เสี่ยงภัยและต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/natural-disaster-losses-2026-swiss-re-100-billion&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mr2gmcD0BVvKseIAqEH2m

  • “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ชูเสน่ห์ชายแดนใต้ กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ชูเสน่ห์ชายแดนใต้ กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ชูเสน่ห์ชายแดนใต้ กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 20:03

    วันที่ 12 ส.ค. 2569 จ.นราธิวาสเตรียมเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จัดงาน “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชายแดนใต้ ประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 19-23 สิงหาคม 2569 รวม 5 วัน 5 คืน ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (หลังเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยผสานความร่วมมือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมชวนเที่ยว ชิม ช้อป สัมผัสวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดัง ทั้งนี้ วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (หลังเก่า) มีการจัดพิธีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยมี นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอุทิศ อินทร์แก้ว วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส นางพจนารถ เหล่าที ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ฯ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส นายสูไฮมี มะรอดิ่ง รองนายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส และ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ร่วมยืนยันความพร้อมทั้งด้านกิจกรรม การท่องเที่ยว การสนับสนุนชุมชน พื้นที่จัดงาน ตลอดจนมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร

    สำหรับไฮไลต์ภายในงานรวบรวมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดนตรี อาหาร และแฟชั่นไว้อย่างครบครัน อาทิ การแสดง Light & Sound & Mixed Media ชุด “เสียงกลองแห่งสยาม – มลายู : วิถีแห่งจังหวะและจิตวิญญาณร่วม” ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ผ่าน 5 องก์ ตั้งแต่กำเนิดเสียงกลอง จังหวะแห่งแผ่นดิน เสียงกลองแห่งศรัทธา มิตรภาพ จนถึงเสียงกลองแห่งอนาคต พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พบการแสดงโขน ตอน “ยกรบ” โดยโรงเรียนสายบุรีแจ้งประชาคาร การแสดง “มโนราห์มรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” แฟชั่นโชว์ผ้าไทย ผ้าถิ่นชายแดนใต้สู่อาเซียน และคอนเสิร์ตจากวง “แฮมเมอร์” พร้อมความบันเทิงจาก “ไข่เหลี่ยม วิเชียรศรชัย” “เอกชัย ศรีวิชัย” RROW CREW “แร็พ นายู” และ “ชายชนบท คนบ้านเรา” นอกจากนี้ยังมี 70 ร้านค้าภูมิปัญญา (CPOT) จำหน่ายอาหารท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากนราธิวาส ปัตตานี และยะลา กิจกรรม Night Museum เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนฟรี พร้อมนิทรรศการ “มรดกวัฒนธรรมไทย: ภูมิทัศน์ผ่านกาลเวลา” และ “เสียงสะท้อนแห่งสยามสู่อาเซียน” รวมถึงการประกวดเครื่องดนตรีพื้นถิ่น “กลองกุมปัง” และ “กรือโต๊ะ” เพื่อสืบสานมรดกทางดนตรีสู่คนรุ่นใหม่

    นายอุทิศ อินทร์แก้ว วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จุดเด่นของมหกรรมฯ คือการนำเสนออัตลักษณ์และวิถีชีวิตจังหวัดชายแดนใต้ผ่านอาหาร การแสดง ศิลปวัฒนธรรม และซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะ “ปัญจศิลปะ” และการประกวดแข่งขันกลอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของประเทศในอาเซียน และมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมย้อนยุคที่สะท้อนเรื่องราวการตั้งถิ่นฐาน และการเปิด “พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส” ตลอด 5 คืน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นภาพรวมของแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในจังหวัด และสามารถเชื่อมโยงไปยังจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ต่อไป ด้านนายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสคาดหวังให้มหกรรมครั้งนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ชุมชน ผ่านซอฟต์พาวเวอร์ของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งแฟชั่น การแต่งกาย อาหาร ศิลปวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ “ปัญจศิลปะ” ที่สามารถต่อยอดสู่ระดับอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชิม ช็อป ชมการแสดง และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และขยายโอกาสทางการตลาด พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาสัมผัสเสน่ห์และอัตลักษณ์ของปัตตานี ยะลา และนราธิวาสที่นำมารวมไว้ในงานเดียว โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ระดับหลักล้านบาท สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส โทร. 073-511-1650 เว็บไซต์ https://narathiwat.m-culture.go.th/th/ Facebook สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส YouTube Naraculture และ TikTok @narathiwatcultura

    02

    02

    “รองผบช.ภ.8” ลงพื้นที่สอบเหตุฉาว ยัน “ชัยชนะ” นั่งดื่มสุรากับ “รองผกก.ทุ่งใหญ่” ก่อนมีปากเสียงทำร้ายกันจริง!

    “ซาบีดา” ปลื้มรับรางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ยก “คุณแม่” เป็นต้นแบบนักสู้ ย้อนความทรงจำนั่งรถข้ามจังหวัดซึมซับการทำงานตั้งแต่เด็ก

    ปิดฉาก “คิดดี ต้นกล้าดีมีคุณธรรม ซีซั่น 4” ประกาศ 10 เยาวชน “Kid Dee Idol 2026”

    อบจ.โคราชสั่งด่วน 58 โรงเรียน เร่งคัดกรองสุขภาพจิต สร้างระบบป้องกันเหตุไม่คาดคิด

    ททท.น่านชวนเที่ยวหน้าฝน เปิดเส้นทาง “น่าน ฤดูกาลแห่งหน้าฝน” คาราวาน 50 คัน เชื่อม น่านใต้–กลาง–เหนือ

    ผู้ว่าฯ โคราช นำข้าราชการ–ประชาชน ทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล 12 สิงหาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1659976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X0vVlBUard_kbZo2DxReR

  • ประจวบฯ เดินหน้า BCG Model ปลูกป่าชายเลนคลองบางนางรม เพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่เศรษฐกิจยั่งยืน | TOPNEWS

    ประจวบฯ เดินหน้า BCG Model ปลูกป่าชายเลนคลองบางนางรม เพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่เศรษฐกิจยั่งยืน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 20:34

    วันที่ 12 ส.ค. 2569 จ.ประจวบคีรีขันธ์เดินหน้าขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Model สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่ จัดกิจกรรมสำรวจพื้นที่และประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมลงพื้นที่คลองบางนางรม ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ร่วมปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างฐานทรัพยากรเพื่อเศรษฐกิจชุมชน พันจ่าเอก พัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมสำรวจพื้นที่และการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงสร้างความเข้าใจด้านองค์ความรู้ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรม ลงเรือเข้าสำรวจพื้นที่คลองบางนางรม และร่วมปลูกต้นไม้เพื่อสร้างและฟื้นฟูป่าชายเลน สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน โดยกิจกรรมดังกล่าวมี นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มุ่งสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวคิด BCG Model ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เข้าด้วยกัน

    พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทรัพยากรในพื้นที่สามารถเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จากการปลูกต้นไม้ในวันนี้ สู่การสร้างฐานทรัพยากรให้ชุมชนในวันหน้า — ประจวบฯ เดินหน้า BCG Model พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    25690812007

    ปก web ชวนเที่ยวน่านหน้าฝน

    ผู้ว่าฯ โคราช นำข้าราชการ–ประชาชน ทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล 12 สิงหาคม

    อบจ.โคราชจับมือ 58 โรงเรียน เร่งเฝ้าระวังสุขภาพจิตเด็ก เน้นสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”

    ททท.อุตรดิตถ์ เปิดบ้านรับคาราวาน “น่าน ฤดูกาลแห่งหน้าฝน” แวะชิมทุเรียน-ลองกองลับแล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวท้องถิ่น

    26 ปีแห่งความผูกพัน! เดอะมอลล์โคราช ฉลองวันเกิดพร้อมลูกค้าที่เกิดวันเดียวกัน

    พระอาจารย์นาค จัดโรงทานปันสุข “ต้มแกงเส้น” 350 กก. แจกบุคลากรทางการแพทย์-ญาติผู้ป่วย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

    ครอบครัว “วงศ์วิทยานันท์” จัดงานบุญอบอุ่นฉลองวันคล้ายวันเกิด “กำนันตู้” ส.ส.กำแพงเพชร ครบ 68 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1660041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i0udC8s8cWciQvBmrisyA

  • “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันยอดร้านค้าชุมชนเบตงพุ่ง 30% ประชาชนพึงพอใจ แนะเพิ่มวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า | TOPNEWS

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันยอดร้านค้าชุมชนเบตงพุ่ง 30% ประชาชนพึงพอใจ แนะเพิ่มวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า | TOPNEWS

    วันที่ 12 ส.ค. 2569 ไทยช่วยไทย พลัส ดันร้านค้าชุมชนเบตงยอดขายพุ่งจากเดิม ประชาชนพึงพอใจ แนะเพิ่มวงเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าที่ร้านค้าชุมชนบ้านจาเราะกางา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ของรัฐบาลคึกคักเป็นอย่างมาก มีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิเลือกซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

    นายหามะ มามะสาแน เจ้าของร้านแบแอ ซึ่งเข้าร่วมโครงการร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย พลัส เปิดเผยว่า ร้านของตนจำหน่ายอาหารเช้า อาหารพื้นบ้าน และสินค้าทั่วไป หลังเข้าร่วมโครงการฯ ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนร่วมโครงการ ซึ่งโครงการนี้เป็นประโยชน์กับทั้งคนซื้อและคนขาย ใช้จ่ายสะดวก ไม่ต้องพกเงินสด จึงอยากเสนอให้ภาครัฐต่อยอดโครงการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง และขยายวงเงินสนับสนุนจากเดิม 1,000 บาท เป็น 2,000–3,000 บาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ช่วยให้ประชาชนระดับรากหญ้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้านลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ส่วนใหญ่แสดงความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายถึงร้อยละ 60 ส่งผลให้ประชาชนตัดสินใจออกมาซื้อของและรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น

    สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ควบคู่กับส่งเสริมรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน สร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนต่อไป สัมภาษณ์ นายหามะ มามะสาแน เจ้าของร้านแบแอ ซึ่งเข้าร่วมโครงการร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย พลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1659961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ph8_09Y0_vE4wDdZMgTUz

  • มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

    มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

    มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

    วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ประเทศไทยสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการจุลชีววิทยาและอนุกรมวิธาน เมื่อคณะนักวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” (Blastobotrys princeps sp. nov.) ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก จากการศึกษาความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเห็ดป่าในอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร นับเป็นอีกก้าวสำคัญของงานวิจัยไทยที่ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเปิดโอกาสสู่การศึกษาศักยภาพของจุลินทรีย์เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพในอนาคต

    คณะวิจัยประกอบด้วย ผศ.ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง รศ.ดร.นันทนา สีสุข และ น.ส.ปนัดดา นวลไธสง นิสิตระดับปริญญาโท จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ดร.บารมี สกลรัตน์ นักวิจัยจากสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.)

    ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลกชนิดนี้ถูกค้นพบจากตัวอย่างเห็ดสกุล Russula ที่เก็บจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร คณะวิจัยได้กำหนดชื่อระบุชนิด (species epithet) ว่า “princeps” และเรียกชื่อในภาษาไทยว่า “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเพื่อถวายพระเกียรติ แด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา และเพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าฟ้านักอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยคำว่า princeps ในภาษาละติน มีความหมายว่า “บุคคลสำคัญอันดับแรก ผู้เป็นผู้นำ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง”

    การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของยีสต์ที่แยกได้จากเห็ดป่า ซึ่งคณะวิจัยเก็บรวบรวมตัวอย่างจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร จำนวน 60 ตัวอย่าง ก่อนแยกเชื้อยีสต์ได้ทั้งสิ้น 90 สายพันธุ์ จากนั้นจึงนำเชื้อทั้งหมดมาศึกษาและจำแนกชนิดด้วยหลักอนุกรมวิธานระดับโมเลกุล เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลกับชนิดที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสากล

    ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เคยมีรายงานแล้ว แต่มีเชื้อยีสต์สายพันธุ์หนึ่ง คือ DMKU-TM03 ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนสำหรับการจำแนกยีสต์แตกต่างจากสปีชีส์ที่มีการบันทึกไว้ทั้งหมด คณะวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมตามหลัก อนุกรมวิธานพอลีฟลาสิก (Polyphasic Taxonomy) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งข้อมูลพันธุกรรม ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และคุณสมบัติทางชีววิทยา เพื่อยืนยันสถานะของสิ่งมีชีวิตอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปได้ว่า ยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวเป็น ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมีรายงานการค้นพบมาก่อน

    นอกจากการยืนยันสถานะของยีสต์สปีชีส์ใหม่แล้ว คณะวิจัยยังศึกษาลักษณะปรากฏของเชื้อ เพื่อใช้ประกอบการเสนอชนิดใหม่ตามหลักอนุกรมวิธาน ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ชนิดนี้สามารถใช้แหล่งคาร์บอนได้หลายชนิด นอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาคุณสมบัติด้านอื่นๆ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ยีสต์สปีชีส์ใหม่ ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้จากการค้นพบพื้นฐานไปสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต

    ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวว่า การค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ในครั้งนี้ สามารถบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย และตอกย้ำว่า ผืนป่าธรรมชาติของไทยยังเป็นแหล่งทรัพยากรจุลินทรีย์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่และองค์ความรู้ใหม่อีกมากมายในอนาคต การเก็บรักษาเชื้อยีสต์ไว้ในคลังทรัพยากรจุลินทรีย์จะเอื้อต่อการศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพเพื่อการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

    งานวิจัยครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการเพิ่มรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก หากยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การส่งเสริมภาคการเกษตร การสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ การยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศในอนาคต นับเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ

    “ผืนป่าของประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพอันทรงคุณค่า ที่รอการศึกษาและต่อยอดสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวย้ำในตอนท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/982761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cKvZIAkazvAeBwsCRyYF8

  • เปิดเหตุผล ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินช่วงเที่ยงคืน หลังมีคนทำแล้วไม่สำเร็จ ความรู้ใหม่

    เปิดเหตุผล ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินช่วงเที่ยงคืน หลังมีคนทำแล้วไม่สำเร็จ ความรู้ใหม่

              ข้อความรู้ ทำไมถึงห้ามการทำธุรกรรมทางการเงินในช่วงเที่ยงคืน หลังมีคนทำแล้วเติมเงินไม่สำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    ธุรกรรมทางการเงิน

              ยุคนี้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร เช่น โอนเงิน เติมเงิน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสะดวก รวดเร็ว แต่ถ้ามีความติดขัดก็ทำให้กระวนกระวายใจได้เช่นกัน โดยเฉพาะการโอนเงินตอนกลางคืน

              เมื่อเราตรวจสอบรายการเดินบัญชีธุรกรรมทางการเงินย้อนหลัง เงินกลับไม่ถูกหักออกไป ก็เลยกดเติมใหม่อีกครั้ง ก็ขึ้นเหมือนเดิม จนบัดนี้ยังไม่สำเร็จ

              หลายคอมเมนต์ออกมาเล่าประสบการณ์ว่า ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปฯ ต่าง ๆ คือ 5 ทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืนครึ่ง เพราะส่วนมากธนาคารมักมีการอัปเดตปรับปรุงระบบในช่วงนี้ ทำให้ธุรกรรมที่เราทำเกิดความล่าช้าหรือทำได้ไม่สำเร็จ

              พร้อมกันนั้นถ้าหากเราทำธุรกรรมไม่สำเร็จในเวลาเหล่านี้ ไม่ต้องไปทำรายการซ้ำ เพราะเสี่ยงยอดเงินถูกตัด 2 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view303038.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ao58RjMyI3pDBu39nzu6l