Category: เศรษฐกิจ

  • ‘สอวช.’เปิดยุทธศาสตร์ปั้น‘กำลังคนทักษะสูง’รับเศรษฐกิจอนาคต

    ‘สอวช.’เปิดยุทธศาสตร์ปั้น‘กำลังคนทักษะสูง’รับเศรษฐกิจอนาคต

    วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

    ‘สอวช.’เปิดยุทธศาสตร์ปั้น‘กำลังคนทักษะสูง’รับเศรษฐกิจอนาคต ชู AI-Skill Mapping-Skill Bridge พลิกระบบผลิตกำลังคนไทยตลอดทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

    ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไม่ใช่การเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) ผ่านการยกระดับแรงงานให้มีทักษะสูง พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย

    “จากข้อมูลสถิติปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.13 ล้านคน โดยมีสัดส่วนกำลังแรงงานทักษะสูงเพียง 4.45 ล้านคน เท่านั้น (คิดเป็น 13.6%) ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าผลักดันแรงงานทักษะสูงให้เพิ่มเป็นประมาณ 25% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และในระยะยาวต้องการเห็นแรงงานไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นแรงงานทักษะสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ภัยคุกคามที่ทำให้คนตกงาน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการทำงาน คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้จากหลายอาชีพ ทำงานได้หลายบทบาท และพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ Reskill และ Upskill ได้ตลอดชีวิต

    ในด้านการศึกษา รองผู้อำนวยการ สอวช. มองว่า ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลว แต่อาจยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Skill Gap หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่ผู้เรียนมีกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ จึงจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สอวช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและเชื่อมโยงกลไก Skill Mapping ร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานจากทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่กับทักษะที่อาชีพในอนาคตต้องการ พร้อมระบุช่องว่างของทักษะที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม ช่วยให้ทั้งประชาชน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจสามารถวางแผนพัฒนากำลังคนได้แบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพิ่มทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ขณะที่ประชาชนสามารถใช้วางแผน Reskill และ Upskill ของตนเอง รวมถึงเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพมากที่สุดได้“ ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว

    นอกจากนี้ สอวช. ยังมีการสำรวจข้อมูลความต้องการบุคลากรทักษะสูงรายอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Talent Landscape) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มกำลังคนและตำแหน่งงานแห่งอนาคต ก่อนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นแนวโน้มตลาดแรงงานก่อนเลือกคณะและสาขาวิชา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เลือกเรียนในสาขาที่ประเทศต้องการ

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ Skill Bridge หรือ “สะพานทักษะ” ซึ่งเป็นระบบเชื่อมแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยใช้ AI วิเคราะห์ล่วงหน้าว่าแรงงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงตกงาน และสามารถย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมใดได้ พร้อมออกแบบหลักสูตรเฉพาะเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาด

    ยกตัวอย่างแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีแนวโน้มได้รั[ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กลับมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากสามารถเชื่อมสะพานทักษะ ให้แรงงานเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาการว่างงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังได้เสนอมาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน ทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรม การออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย และการจ้างงานผู้ที่ผ่านการ Reskill หรือ Upskill เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนด้านคนแทนการแก้ปัญหาเมื่อเกิดการว่างงานแล้ว

    ในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ.ดร.สุรินทร์ เสนอว่า ประเทศไทยควรขยายแนวคิดจาก Lifelong Learning ไปสู่ Long Life Learning เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น โดยผู้สูงอายุยังสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และทำงานตามศักยภาพได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

    สอวช. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลักดันการสร้าง Marketplace ด้านการเรียนรู้ รวบรวมหลักสูตรเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และเรียนรู้ได้ฟรีตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยี วิศวกรรม หุ่นยนต์ หรือสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ

    อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศต้องการเร่งด่วน โดยเริ่มจากหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้ว 13 แห่ง เพื่อเร่งผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และเตรียมขยายไปสู่สาขาอาหาร เกษตร และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ

    ในด้านการพัฒนางานวิจัย สอวช. มีการศึกษาวิจัยเชิงนโยบายและจัดทำข้อเสนอเพื่อยังผลักดันให้มีการสนับสนุนการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้มหาวิทยาลัยสามารถจ้างนักวิจัยเข้ามาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง สร้างฐานกำลังคนวิจัยรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ได้ในอนาคต

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังผลักดันนโยบาย University Holding Company เปิดทางให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพของนักศึกษาและอาจารย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย

    รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ โรงเรียนในโรงงาน ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2–3 เพื่อเรียนรู้ทักษะจากสถานการณ์จริง ก่อนกลับมาพัฒนาตนเองในมหาวิทยาลัย ทำให้การเรียนการสอนเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

    “เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานทั้งหมด คือการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชื่อว่า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้” หากประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนทักษะสูงได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต“ ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/982964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2brLd_wzGWpXAi9CfKOiap

  • “ซาบีดา” ปลุกทุนวัฒนธรรมเหนือตอนล่าง รวมพลัง 4 จังหวัด ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ทุนเศรษฐกิจ ชูประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง “ย้อนรำลึก 120 ปี” ต่อยอดทุนวัฒนธรรม | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ปลุกทุนวัฒนธรรมเหนือตอนล่าง รวมพลัง 4 จังหวัด ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ทุนเศรษฐกิจ ชูประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง “ย้อนรำลึก 120 ปี” ต่อยอดทุนวัฒนธรรม | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ปลุกทุนวัฒนธรรมเหนือตอนล่าง รวมพลัง 4 จังหวัด ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ทุนเศรษฐกิจ ชูประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง “ย้อนรำลึก 120 ปี” ต่อยอดทุนวัฒนธรรม

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 12:19

    “ซาบีดา” ปลุกทุนวัฒนธรรมเหนือตอนล่าง รวมพลังนครสวรรค์–อุทัยธานี–กำแพงเพชร–พิจิตร ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ทุนเศรษฐกิจ ชูประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสต้นมณฑลนครสวรรค์ “ย้อนรำลึก 120 ปี” ต่อยอดทุนวัฒนธรรม เชื่อมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามนโยบาย “ไท ไทย” สร้างคุณค่า เพิ่มมูลค่า กระจายรายได้ถึงชุมชน

    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสต้นมณฑลนครสวรรค์ “ย้อนรำลึก 120 ปี” ประจำปี 2569 และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านอาหารและผ้าทอพื้นถิ่น (Culture, Gastronomy & Textiles) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ณ วัดพระปรางค์เหลือง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร มีทุนทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต อาหาร ผ้าทอ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งนำพลังวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่า ให้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ในการ สร้างสุข สร้างอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยนำเรื่องราวเส้นทางเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มาเชื่อมโยงกับศิลปะการแสดง วิถีชุมชน อาหารถิ่น และผลิตภัณฑ์ผ้าทอของแต่ละพื้นที่ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวและมีเอกลักษณ์

    “เป้าหมายสำคัญคือทำให้วัฒนธรรมอยู่ในชีวิตของคน และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน เมื่อคนในพื้นที่สามารถนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของตนเองมาต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และการท่องเที่ยว ก็จะเกิดทั้งงาน รายได้ และความภาคภูมิใจ พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป” นางสาวซาบีดา กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของงานวัฒนธรรมต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา เครือข่ายวัฒนธรรม เยาวชน และประชาชน เพราะ “ทุกคนคือเจ้าของวัฒนธรรม” และเป็นกำลังสำคัญในการดูแล รักษา สืบทอด และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เติบโตควบคู่กับเศรษฐกิจของชุมชน

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมุ่งสร้างการรับรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำเสนออาหาร ผลิตภัณฑ์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ สอดคล้องกับการผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    ปก web ฝนดาวตกวันแม่คืนนี้

    zxczcwdf

    ดิสเครดิตการเมือง!! “ชัยชนะ” ปฏิเสธลั่นไม่ใช่อดีต รมต.ตบรองผกก.ทุ่งใหญ่ ยันเป็นข่าวเท็จไม่มีเหตุรุนแรง เคารพนับถือมายาวนาน

    วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม

    เชียงใหม่-“น้องปุญ” คว้า 3 รางวัล เวที THE NORTHERN STAR MODEL THAILAND 2026

    ทำดีวันแม่! ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา นำทีมเหล่ากาชาด เยี่ยมผู้บริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

    ระทึก! ลุ้นชี้ชะตา ศาลนัด‘พิ้งกี้’พร้อมครอบครัว กับพวก ฟังคำพิพากษาพรุ่งนี้ คดี Forex 3D ความเสียหาย 2.5 พันล้าน

    “ฉลอง เรี่ยวแรง” นอนคุกคืนแรก ปรับตัวได้ดี พบความดันสูงเล็กน้อย “เรือนจำนนทบุรี” ยืนยันไม่มีเลือกปฏิบัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1659437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TS_GAIuO7dpz9FZaI7_fK

  • “ทุเรียนตรัง” พืชเศรษฐกิจใหม่ความหวังให้เกษตรกร | เดลินิวส์

    “ทุเรียนตรัง” พืชเศรษฐกิจใหม่ความหวังให้เกษตรกร | เดลินิวส์

    ครั้งหนึ่งจังหวัดตรังเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพสวนทุเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของภาคเกษตรในพื้นที่ เมื่อเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือก เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้น

    วันนี้ “ทุเรียนตรัง” จึงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ตามฤดูกาล หากกำลังก้าวสู่การเป็นสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์ ภายใต้การยกระดับคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

    การจัดงาน “วันตัดทุเรียนเมืองพระยารัษฎา ครั้งที่ 3” ประจำปี 2569 ที่สวนกำนันชัยสิทธิ์ เส็นฤทธิ์ ตำบลโพรงจระเข้ อำเภอย่านตาขาว จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเปิดฤดูกาลผลผลิต งานนี้รวบรวมเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต เพื่อร่วมกันผลักดันทุเรียนตรังสู่ตลาดคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง ระบุว่า ทุเรียนได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกร การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายเกษตรกร ทำให้การพัฒนาทุเรียนตรังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการสร้างอัตลักษณ์ของผลผลิต

    “รากฐานสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ว่าทุเรียนตรังเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” คือทิศทางที่จังหวัดต้องการผลักดัน

    เบื้องหลังการเติบโตของทุเรียนตรังไม่ได้เกิดจากความเหมาะสมของสภาพพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการเรียนรู้และพัฒนาของเกษตรกร ภายในงานมีการถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนทุเรียน การสร้างอัตลักษณ์ทุเรียนตรัง การผลิตตามมาตรฐาน ไปจนถึงการบริหารจัดการสวนหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

    นายวิรัตน์ ทองคำ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดตรัง กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงานคือการสร้างความเชื่อมั่นว่าทุเรียนตรังมีคุณภาพและแข่งขันได้ พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่าการจำหน่ายผลผลิตเพียงอย่างเดียว

    ตัวเลขสะท้อนการเติบโตของทุเรียนตรังได้อย่างชัดเจน ในปี 2568 จังหวัดตรังมีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวม 8,343 ไร่ โดยให้ผลผลิตแล้ว 3,950 ไร่ มีผลผลิตรวม 2,394 ตัน และมีแปลงเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 311 แปลง ขณะที่ผลผลิตปี 2569 เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน

    การขับเคลื่อนทุเรียนตรังจึงไม่ใช่เพียงการขยายพื้นที่ปลูกหรือเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่เป็นการสร้าง “คุณภาพ” ควบคู่กับ “มาตรฐาน” และการสร้างแบรนด์ผลไม้ท้องถิ่นให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

    เมื่อการผลิตที่ได้มาตรฐานผสานกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทุเรียนตรังจึงกำลังกลายเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกร ช่วยสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด และสร้างชื่อให้เมืองพระยารัษฎาในฐานะแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพของภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6101124/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qQatKPgM4qkskqjeljNeC

  • บิ๊กธุรกิจแนะสูตรรับมือเศรษฐกิจกำเงินสด-คุมต้นทุน เสริมสภาพคล่อง

    บิ๊กธุรกิจแนะสูตรรับมือเศรษฐกิจกำเงินสด-คุมต้นทุน เสริมสภาพคล่อง

    ภาวะเศรษฐกิจไทยช่วงท้ายปียังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อชะลอตัว ความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ต้นทุนผันผวน และภาระทางการเงิน ส่งผลให้ภาคธุรกิจเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและบริหารเงินสดมากขึ้น

    เดอะมอลล์ปรับแผน 3 ด้าน

    นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรม “กำเงินสดไว้ในมือ” แม้กลุ่มเป้าหมายยังมีกำลังซื้อ แต่เลือกชะลอการใช้จ่ายมากขึ้นเดอะมอลล์จึงปรับกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การทำงานแบบ Agile จากเดิมวางแผนรายปี เปลี่ยนเป็นทบทวนและปรับแผนทุกไตรมาส เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภค

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

    ด้านที่สองคือการสร้าง “Experience Economy” ให้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ ความสุขและการพักผ่อน เพราะการซื้อสินค้าในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกและประสบการณ์ที่ได้รับอีกด้านคือการบริหาร Ecosystem ร่วมกับร้านค้า แบรนด์สินค้า และสถาบันการเงิน พัฒนาโปรโมชั่นและข้อเสนอด้านความคุ้มค่า เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงิน

    ร้านอาหารเปลี่ยนจากยอดขาย สู่ Cash Flow

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า ไตรมาส 3 เป็นช่วง Low Season ขณะที่ปัจจัยสงครามยิ่งกระทบการท่องเที่ยวและกำลังซื้อ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารต้องเปลี่ยนจากการมอง “ยอดขาย” มาให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากขึ้น

    ปัจจุบันแม้แต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่เคยเป็นช่วงขายดี ยอดขายบางส่วนลดลงประมาณ 25-30% ผู้ประกอบการจึงควรทำ Cash Flow Forecast ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือน เพื่อประเมินว่าสภาพคล่องจะเพียงพอประคองกิจการถึง High Season หรือไม่

    สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย

    ขณะเดียวกันต้องลดต้นทุนที่ไม่สร้างรายได้ โดยเฉพาะ Food Waste และค่าแรง หลายร้านชะลอรับพนักงานประจำและหันไปใช้ Casual หรือ Freelance ในช่วงที่มีความต้องการแรงงานสูง

    อีกแนวทางคือ Menu Engineering คัดเมนูที่มี Margin สูงหรือ Hero Menu มาผลักดัน พร้อมลดเมนูที่ไม่ทำกำไร เพื่อควบคุมสต็อกและลดการสูญเสียวัตถุดิบ ท่ามกลางราคาวัตถุดิบทั้งไข่ เนื้อหมู และผักที่ยังผันผวน

    “เจ๊จง” แนะกำเงินสด ไม่ทนแบกสาขาขาดทุน

    นางจงใจ กิจแสวง หรือ “เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดเจ๊จง กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการรักษาเงินสดและลงทุนอย่างรอบคอบ หากต้องการขยายสาขาต้องวิเคราะห์ทำเลและความเสี่ยงอย่างละเอียด เพราะไม่ใช่ทุกสาขาจะประสบความสำเร็จ

    ร้านหมูทอดเจ๊จง

    หลักสำคัญคือ หากสาขาใดยอดขายไม่คุ้มต้นทุนหรือไม่เหลือกำไร เมื่อหมดสัญญาควรตัดสินใจปิดและมองหาทำเลใหม่ ไม่ควรฝืนดำเนินธุรกิจจนกลายเป็นภาระหนี้

    “อย่าทนอยู่จนเป็นหนี้ หากเห็นสัญญาณไม่ดีต้องรีบถอยออกมาในขณะที่ยังมีกำลัง”

    เจ๊จงมองว่า กำลังซื้อยังไม่กลับสู่ภาวะปกติและอาจต่อเนื่องถึงสิ้นปี ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และ SME จึงต้องระวังการลงทุน โดยเฉพาะการเปิดสาขาใหม่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก

    การบินไทยเฮดจิ้งนํ้ามัน 34%

    นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าทำประกันราคานํ้ามันหรือ Fuel Hedging ประมาณ 34% ภายใต้นโยบายที่กำหนดเพดานไม่เกิน 60%

    นอกจากบริหารความเสี่ยงราคานํ้ามันแล้ว การบินไทยจะเชื่อมโยงต้นทุนกับกลยุทธ์การขาย หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้วยการดัมพ์ราคา และปรับราคาตั๋วให้สอดคล้องกับต้นทุนนํ้ามันและภาวะตลาด

    พร้อมกันนี้จะเลื่อนการลงทุนที่ยังไม่เร่งด่วน เช่น การปรับปรุงอาคารสถานที่ แต่ยังเดินหน้าลงทุน Backbone System ที่จำเป็นต่อการเติบโตระยะยาว รวมถึงการปรับปรุงภายในเครื่องบิน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพบริการ

    เจมาร์ทบริหารซัพพลายเชน-สต็อก

    นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด กล่าวว่า ความเสี่ยงหลักของธุรกิจสมาร์ทโฟนขณะนี้คือซัพพลายเชนและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทจึงทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิต หากมีสัญญาณขึ้นราคาจะเพิ่มสต็อกล่วงหน้า 2-3 สัปดาห์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

    ตลาดสมาร์ทโฟนยังเติบโต โดยเฉพาะรุ่นเรือธง แม้จำนวนเครื่องที่ขายลดลง แต่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ครึ่งปีหลังเจมาร์ทโมบายยังเดินหน้าขยายสาขา เพื่อเป็นช่องทางค้าปลีกสนับสนุนธุรกิจของ SG ไฟแนนซ์

    ก่อสร้างเจอต้นทุนสูง-แรงงานขาด-ค่า K ค้างจ่าย

    นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL และอุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ กล่าวว่า ธุรกิจก่อสร้างได้รับผลโดยตรงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ เพราะใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งเหล็ก ปูน วัสดุก่อสร้าง และนํ้ามันที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนขนส่ง

    ปัญหาคือเมื่อต้นทุนวัสดุเพิ่มตามราคานํ้ามัน มักไม่ลดลงในสัดส่วนเดียวกันเมื่อราคานํ้ามันลด ขณะที่สูตรค่าชดเชยงานก่อสร้างหรือค่า K ของภาครัฐยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระส่วนต่าง

    อีกปัญหาคือการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ทันที เพราะงานก่อสร้างต้องอาศัยทักษะและความชำนาญเฉพาะด้าน

    ด้านการเงิน ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนดอกเบี้ยจากการกู้เพื่อรักษาสภาพคล่อง ทำให้การบริหารกระแสเงินสดกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แม้บางกรณีต้องยอมรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อให้งานเดินหน้าต่อ

    CIVIL ยังปรับการบริหารซัพพลายเชน ดูแลคู่ค้า ผู้รับเหมาช่วง และเจ้าของงานอย่างใกล้ชิด พร้อมควบคุมค่าใช้จ่ายภายใน ลดต้นทุนบริหารและตรวจสอบการทำงานล่วงเวลา

    ด้านเทคโนโลยี มีการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในงานที่เหมาะสม และเตรียมนำ ERP ของ Oracle มาใช้เพื่อลดขั้นตอนและปรับกระบวนการทำงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้บุคลากรรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น

    ในฐานะตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย นายปิยะดิษฐ์เสนอให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายค่าจ้างและเงินชดเชยค่า K ที่ค้างชำระ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ พร้อมวางระบบบริหารแรงงานต่างด้าวอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ตั้งองค์กรกลางดูแลและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเฉพาะ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของ GDP และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    อสังหาฯ คุมเงินสด-ต้นทุน เลือกลงทุนตามดีมานด์

    นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งหลังปี 2569 ยังท้าทายจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตตํ่าและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ผู้ประกอบการจึงต้องเน้นบริหารกระแสเงินสด ควบคุมต้นทุนและสต็อก พร้อมเลือกพัฒนาโครงการให้ตรงกับดีมานด์จริง แทนการเร่งขยาย โดยการอยู่รอดขึ้นอยู่กับฐานะการเงิน คุณภาพสินค้า และความเชื่อมั่นของลูกค้า

    แสนสิริมองว่า ตลาดจะฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตระดับ 3-4% ซึ่งจะช่วยปลดล็อกกำลังซื้อที่ชะลอการตัดสินใจอยู่ในปัจจุบัน

    ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและนวัตกรรม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังบริษัทยังต้องรับมือกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยเตรียมเปิดโครงการใหม่และ Re-launch รวมประมาณ 18 โครงการ เพื่อกระตุ้นตลาดและช่วยดูดซับสต็อก

    พร้อมเดินหน้าแคมเปญ “SC Ready to Live” นำบ้านตัวอย่างตกแต่งครบพร้อมอยู่มาจำหน่าย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการตกแต่งของลูกค้า ขณะเดียวกันช่วยระบายสต็อกและนำเงินสดกลับเข้าสู่บริษัท

    ปัจจุบันมีบ้านพร้อมขายในแคมเปญ 72 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 2,900 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายราว 1,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/666240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L2Bug4jtvT0DrJdc70oc0

  • สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต

    สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต


    สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต ชู AI–Skill Mapping–Skill Bridge พลิกระบบผลิตกำลังคนไทยตลอดทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

    ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไม่ใช่การเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) ผ่านการยกระดับแรงงานให้มีทักษะสูง พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย

    “จากข้อมูลสถิติปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.13 ล้านคน โดยมีสัดส่วนกำลังแรงงานทักษะสูงเพียง 4.45 ล้านคน เท่านั้น (คิดเป็น 13.6%) ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าผลักดันแรงงานทักษะสูงให้เพิ่มเป็นประมาณ 25% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และในระยะยาวต้องการเห็นแรงงานไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นแรงงานทักษะสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ภัยคุกคามที่ทำให้คนตกงาน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการทำงาน คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้จากหลายอาชีพ ทำงานได้หลายบทบาท และพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ Reskill และ Upskill ได้ตลอดชีวิต

    ในด้านการศึกษา รองผู้อำนวยการ สอวช. มองว่า ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลว แต่อาจยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Skill Gap หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่ผู้เรียนมี กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ จึงจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สอวช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและเชื่อมโยงกลไก Skill Mapping ร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานจากทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่กับทักษะที่อาชีพในอนาคตต้องการ พร้อมระบุช่องว่างของทักษะที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม ช่วยให้ทั้งประชาชน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจสามารถวางแผนพัฒนากำลังคนได้แบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพิ่มทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ขณะที่ประชาชนสามารถใช้วางแผน Reskill และ Upskill ของตนเอง รวมถึงเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพมากที่สุดได้“ ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว

    นอกจากนี้ สอวช. ยังมีการสำรวจข้อมูลความต้องการบุคลากรทักษะสูงรายอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Talent Landscape) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มกำลังคนและตำแหน่งงานแห่งอนาคต ก่อนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นแนวโน้มตลาดแรงงานก่อนเลือกคณะและสาขาวิชา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เลือกเรียนในสาขาที่ประเทศต้องการ

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ Skill Bridge หรือ “สะพานทักษะ” ซึ่งเป็นระบบเชื่อมแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยใช้ AI วิเคราะห์ล่วงหน้าว่าแรงงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงตกงาน และสามารถย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมใดได้ พร้อมออกแบบหลักสูตรเฉพาะเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาด ยกตัวอย่างแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กลับมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากสามารถเชื่อมสะพานทักษะ ให้แรงงานเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาการว่างงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังได้เสนอมาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน ทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรม การออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย และการจ้างงานผู้ที่ผ่านการ Reskill หรือ Upskill เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนด้านคนแทนการแก้ปัญหาเมื่อเกิดการว่างงานแล้ว
    ในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ. ดร.สุรินทร์ เสนอว่า ประเทศไทยควรขยายแนวคิดจาก Lifelong Learning ไปสู่ Long Life Learning เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น โดยผู้สูงอายุยังสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และทำงานตามศักยภาพได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

    สอวช. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลักดันการสร้าง Marketplace ด้านการเรียนรู้ รวบรวมหลักสูตรเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และเรียนรู้ได้ฟรีตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยี วิศวกรรม หุ่นยนต์ หรือสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ

    อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศต้องการเร่งด่วน โดยเริ่มจากหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้ว 13 แห่ง เพื่อเร่งผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และเตรียมขยายไปสู่สาขาอาหาร เกษตร และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ

    ในด้านการพัฒนางานวิจัย สอวช. มีการศึกษาวิจัยเชิงนโยบายและจัดทำข้อเสนอเพื่อยังผลักดันให้มีการสนับสนุนการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้มหาวิทยาลัยสามารถจ้างนักวิจัยเข้ามาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง สร้างฐานกำลังคนวิจัยรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ได้ในอนาคต

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังผลักดันนโยบาย University Holding Company เปิดทางให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพของนักศึกษาและอาจารย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย
    รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ โรงเรียนในโรงงาน ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2–3 เพื่อเรียนรู้ทักษะจากสถานการณ์จริง ก่อนกลับมาพัฒนาตนเองในมหาวิทยาลัย ทำให้การเรียนการสอนเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

    “เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานทั้งหมด คือการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชื่อว่า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้” หากประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนทักษะสูงได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต“ ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AhWIQ4E2w3_c1GwvnkQgC

  • รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’  ในรอบ 27 ปี  เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

    รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’ ในรอบ 27 ปี เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

    ตลอด 9 เดือนนับตั้งแต่ “วิทัย รัตนากร” เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การเปลี่ยนแปลงไม่จำกัดเพียงนโยบายการเงินหรือการกำกับดูแลสถาบันการเงิน

    แต่กำลังขยายถึง “บทบาท” ธนาคารกลางต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับเปลี่ยนภายในรั้วบางขุนพรหมครั้งสำคัญ

    จากเดิมบทบาทหลัก ธปท.ถูกวางอยู่บนการดูแลเสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบการเงินและเสถียรภาพสถาบันการเงิน แต่ภายใต้ยุควิทัย ภาพที่เห็นชัดขึ้นเป็นความพยายามทำให้บทบาท ธปท. “ใกล้เศรษฐกิจและประชาชนมากขึ้น”

    และหากย้อนตั้งแต่รับตำแหน่งสิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแยกจากระบบการเงินได้

    ทำให้บทบาทของ ธปท.ยุคนี้เริ่มขยับจากการ “รักษาเสถียรภาพ” อย่างเดียวไปสู่การจัดการ “ต้นตอ” ปัญหาในระบบการเงินมากขึ้น

    หนึ่งในภาพชัดเจนสุด คือทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำสุดระดับ 1% หากไม่นับช่วงเศรษฐกิจได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 เพื่อต้องลดภาระการเงินประชาชนและภาคธุรกิจ และพยุงเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังเผชิญข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ และจากผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

    ยังรวมถึงการดูแลปัญหา “เงินบาท” แข็งค่าที่ต้นตอส่วนหนึ่งมาจาก “ทองคำ” ผ่านการคุมการซื้อขายทองคำผ่านช่องทางดิจิทัลและการชำระธุรกรรมด้วยเงินบาท รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมในระบบธนาคารพาณิชย์ลง เพื่อเป็นมาตรฐานและลดภาระการเงินประชาชนมากขึ้น

    อีกโจทย์ใหญ่ที่พยายามเข้าไปแก้ คือปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ภายใต้ ผ่าน SME Boost เพื่อให้ธนาคารสามารถรับความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีก็มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อประคองและขยายธุรกิจ

    หรือบทบาทในการจัดการกับธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ทั้งเข้ามาคุมธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก นำเงินสดไปแลกเปลี่ยน นำเงินสดฝากเข้าระบบ แลกเงินเป็นสกุลต่างประเทศ ล่าสุดการจับตาใกล้ชิดสำหรับธุรกรรมที่ใช้เงินสดซื้อ “อสังหาฯ” 

    • จับตารื้อโครงสร้าง ธปท.ครั้งใหญ่

    จนมาถึงบทบาทล่าสุดภายใต้ “วิทัย” ที่กำลังปรับเปลี่ยนธปท. อย่างมากนับจากนี้ ผ่านการรื้อโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

    แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน กล่าวว่า การรื้อโครงสร้างองค์กร การเพิ่มหน่วยงานภายใต้ผู้ว่าการ ธปท.เป็นการขยับครั้งใหญ่เพื่อดูแลด้านต่าง ๆ ของ ธปท.ใกล้ชิดกับปัญหามากขึ้น

    หากย้อนดูโครงสร้างเดิมปัจจุบันของ ธปท.มีรากฐานและโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 การปรับโครงสร้าง ธปท.ครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงภารกิจ โดยเฉพาะงานด้านการกำกับสถาบันการเงิน จากเดิมโจทย์หลักการกำกับเป็นการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์แข็งแรง มีเงินกองทุนเพียงพอ มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะวิกฤติสถาบันการเงินเหมือนปี 2540

    นอกจากธนาคารพาณิชย์แล้วยังมี Non-Bank จำนวนมากมีบทบาทให้บริการการเงินทั้งสินเชื่อรายย่อย บริการชำระเงิน และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ใช้บริการธนาคารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    ดังนั้นการดูแลเพียง “ความแข็งแรงของธนาคาร” จึงไม่เพียงพอ และโจทย์ใหม่ทำให้ผู้ใช้บริการการเงินได้รับความเป็นธรรม หรือ Customer Protection เป้าหมายการกำกับสถาบันการเงินยุคใหม่ต้องขยายจากการป้องกันความเสี่ยงที่ทำให้สถาบันการเงินล้ม ไปสู่การป้องกันประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากบริการทางการเงิน

    โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Bank ซึ่งมีรูปแบบธุรกิจต่างจากธนาคารพาณิชย์ และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น

    ประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การคิดดอกเบี้ย การกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน เพราะเป็นบริการที่เชื่อมระหว่างการชำระเงินกับสินเชื่อและเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลรวมทั้ง ธปท.กำลังมีบทบาทกำกับ BNPL มากขึ้น และจะมีหลักเกณฑ์ออกมาก่อนสิ้นปี 2569

    ทั้งหมดนี้สะท้อน “พื้นที่กำกับดูแล” ของ ธปท.กำลังขยายออกจากธนาคารไปสู่ผู้ให้บริการการเงินรูปแบบใหม่มากขึ้น

    • โครงสร้างใหม่คุม “นอนแบงก์-ระบบชำระเงิน”

    สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญสุดเป็นการจัดโครงสร้างใหม่กำหนดให้มีด้านเสถียรภาพระบบชำระเงินและกำกับบริการทางการเงินให้เป็นสายงานสำคัญ 

    รวมทั้งภายใต้โครงสร้างนี้จัดตั้งสายงานใหม่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุ้มครองประชาชนและการกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ทั้งสายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ซึ่งจะรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชน

    โดยประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ฝ่ายกำกับและวิเคราะห์ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ฝ่ายตรวจสอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    ทั้งนี้การแยกสายงานออกมาชัดเจนเป็นสัญญาณสำคัญว่า Customer Protection กำลังถูกยกระดับจากภารกิจประกอบ ไปเป็นภารกิจหลักของ ธปท.โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่กำลังขยายตัวผ่านช่องทางดิจิทัลและ Non-Bank

    อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน

    ขณะที่อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน

    เหล่านี้เป็นอีกภารกิจที่จะมีความสำคัญขึ้น เพราะระบบการชำระเงินไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลเร็ว โดยเมื่อการชำระเงินกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากระบบดังกล่าวจึงไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงของผู้ให้บริการ แต่ขยายไปเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจรวม

    ดังนั้น การยกระดับผู้ดูแลงานด้านนี้ขึ้นมาอยู่ระดับรองผู้ว่าการ จึงสะท้อนว่า ธปท.มองว่า “ระบบชำระเงิน” ไม่ใช่งานสนับสนุนอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากการกำกับผู้ให้บริการแล้ว ยังมีสายโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการ ฝ่ายจัดการธนบัตรและบริการระบบการชำระเงิน โรงพิมพ์ธนบัตร

    • “นอน-แบงก์” ถูกยกขึ้นเป็นภารกิจหลัก

    แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน มองต่อว่า โครงสร้างปัจจุบันของ ธปท.ออกแบบมาตั้งแต่ปี 2542 ในช่วงที่ระบบการเงินมีธนาคารพาณิชย์เป็นแกนหลัก แต่กว่า 27 ปีที่ผ่านมา ระบบการเงินเปลี่ยนไปมาก

    วันนี้มีผู้ให้บริการทางการเงินนอกเหนือจากธนาคารจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนไม่ผูกติดกับธนาคารอย่างเดียว

    แต่โครงสร้างการกำกับในอดีตไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโลกการเงินที่มี Non-Bank จำนวนมากเช่นปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นทำให้ภารกิจ ธปท.ในการกำกับดูแลจึงมีลักษณะ “ไม่สมดุล” ระหว่างธนาคารกับ Non-Bank ธนาคารพาณิชย์ถูกกำกับเข้มข้นมีการตรวจสอบทั้งเงินกองทุน ความเสี่ยง สินเชื่อ เทคโนโลยีและการดำเนินงาน แต่ Non-Bank บางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลได้จำกัดกว่า

    ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากใช้บริการสินเชื่อจาก Non-Bank และความเสี่ยงบางประเภทกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น การตั้งสายงานใหม่จึงเป็นความพยายามแก้ “ช่องว่างการกำกับ” ให้แคบลง

    ขณะที่มีสายงานใหม่ ธปท.ยังรักษาโครงสร้างหลักด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินไว้ เพื่อทำหน้าที่ตามภารกิจดั้งเดิมดูแลความแข็งแรงระบบธนาคาร

    สะท้อนว่าภารกิจ “เสถียรภาพสถาบันการเงิน” ไม่ถูกลดทอนความสำคัญแต่ถูกจัดวางให้ทำงานควบคู่ภารกิจใหม่ Customer Protection และ Non-Bank

    ทั้งนี้ ภารกิจบริหารบางส่วนจัดวางในโครงสร้างใหม่ ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน เพื่อรับผิดชอบภารกิจใหม่ที่สำคัญขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศชัดเจนว่า ธปท.กำลัง “ย้ายทรัพยากร” จากงานบริหารทั่วไป เพื่อไปสู่งานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน

    นอกจากการตั้งสายงานใหม่แล้วยังมีสัญญาณว่า ธปท.กำลังปรับโครงสร้างระดับผู้บริหารด้วย ทั้งการขยับขยายตำแหน่ง การจัดวางบุคลากรใหม่ และการเตรียมรองรับตำแหน่งที่ว่างจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร และอาจพิจารณาบุคคลภายนอกมารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เพื่อรองรับภารกิจใหม่ของ ธปท.ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแต่งตั้งบุคคลภายนอกดังกล่าวยังเป็นเพียงกระแสข่าว และต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ธปท.โดยสิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่เพียง “ใครมานั่งตำแหน่งใด” แต่คือการที่โครงสร้างใหม่กำลังถูกออกแบบให้รองรับภารกิจที่แตกต่างจากอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1247059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNUipGfxxipLTILQHredu

  • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเช้านี้ คาดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเช้านี้ คาดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missile) อย่างน้อยหนึ่งลูกไปทางทิศตะวันออกในช่วงเช้าวันนี้ (12 ส.ค.) โดยเชื่อว่าขีปนาวุธดังกล่าวได้ตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น

    กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่า ขีปนาวุธได้ถูกยิงเมื่อเวลาประมาณ 05.59 น.ตามเวลาท้องถิ่น จากบริเวณใกล้ชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยขีปนาวุธเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ 690 กิโลเมตร และมีเพดานบินสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร โดยยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

    ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ กำลังประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการวิเคราะห์รายละเอียดของขีปนาวุธ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มกำลังในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และดูแลความปลอดภัยของอากาศยานและการเดินเรือ

    ด้านชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าวของเกาหลีเหนือในระหว่างแถลงข่าว โดยเขากล่าวว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นคำคัดค้านอย่างรุนแรงไปยังเกาหลีเหนือแล้ว

    “การยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของเกาหลีเหนือถือเป็นการละเมิดมติคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของทั้งญี่ปุ่น ภูมิภาค และประชาคมโลก” โคอิซูมิกล่าว

    ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมรบร่วมประจำปีภายใต้รหัส “Ulchi Freedom Shield” ในช่วงปลายเดือนนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/630147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P89d7VCp9U6S0ACN6yGp4

  • “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 08:33

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด “ชาวมะกัน” รับกรรมเต็มๆ

    #topnewstv #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1659302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xODPigUSOBx9YCE1rHg9L

  • ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’  พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’ พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    เป็นคำนิยามที่ ‘ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้เศรษฐกิจและธุรกิจไทยในปีนี้

    เหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shockwave ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและต่อเนื่องจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งระดับโลก การแข่งขันที่ดุเดือด เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไม่รู้ว่า จะจบลงเมื่อไร ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก 

    ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ รหัสเพื่อความอยู่รอด

    เพื่อให้ผู้ประกอบการและธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคที่นิยามว่าเป็น ‘ปีเผาเกรียม’ และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนอย่างมหาศาล ‘ผศ.ดร.เอกก์ ได้แชร์ 4 รหัสลับที่ธุรกิจต้องมี นั่นคือ ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ 

    .

    สั้น : ทำงานให้สั้น แม้จะวางแผนระยะยาวได้ แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคนี้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์ต้องมีกิจกรรมระยะสั้น เพื่อทดสอบตลาดอยู่เสมอ โดยเน้นเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันแบบ Real-time

    เร็ว : ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาอันสั้น โดยธุรกิจควรเริ่มใช้ AI ทันทีตั้งแต่วันนี้ อย่าลังเลหรือกลัวเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน และปรับตัวให้ทันก่อนที่ความฉลาดของ AI จะทิ้งห่างความสามารถของมนุษย์ไปไกล

    “การเข้าไปทำความรู้จักและหัดใช้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ในขณะที่มันยังไม่น่ากลัวจนเกินไป จะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการรอไปเริ่มศึกษาในวันที่ AI พัฒนาไปจนถึงขั้นที่น่ากลัวหรือตามไม่ทันแล้ว

    อย่างตอนนี้ AI มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เปรียบเทียบว่ามันกำลังพัฒนาจากเด็กโตเข้าสู่ วัยรุ่น และจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ AI ฉลาดกว่าที่หลายคนคาดคิด”

    อีกประเด็น ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    ชัด : กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนที่สุด เพื่อป้องกันการงบประมาณแบบ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’

    เล็ก : ทำงานให้เล็ก สอดคล้องกับความชัดเจน คือการมุ่งเน้นไปที่ Super Niche Market หรือกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กหลาย ๆ กลุ่มที่มีศักยภาพ แทนการหว่านแหจับกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

    นิยามปีหน้า ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ กลยุทธ์ต้อง ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    สำหรับในปีหน้า ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยให้นิยามว่า เป็น  ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ ธุรกิจจะตกอยู่ในสภาวะที่มีงบประมาณจำกัด แต่ยังต้องสู้ในสงครามที่ดุเดือด และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ด้วยเงินทุนไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน การใช้จ่ายทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคุ้มค่าที่สุด

    เพื่อให้รอดพ้นจากปีแห่งสงครามที่มีกระสุนจำกัด ธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์  ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    แม่น: ต้องใช้ Data เป็นเหมือน ‘เรดาร์’ ในการนำทางเพื่อให้ทุกการตัดสินใจและการตลาดแม่นยำที่สุดท่ามกลางงบประมาณที่น้อยลง

    หมอบ: ต้องรู้จักเลือก ‘สิ่งที่จะไม่ทำ’ หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูง การรู้จักหมอบหรือถอยออกมาในจังหวะที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ

    มุ่ง: ยังคงเน้นย้ำที่การมุ่งสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Super Niche) อย่างจริงจัง เพื่อโฟกัสเป้าหมายให้ชัดในยุคที่อะไรๆก็ไม่แน่นอนชัดเจน

    มอบ: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการ ‘มอบคืนสู่สังคม’ และ ‘ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นำมาตัดสินใจเลือกหรือซื้อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ดังนั้น แม้จะมีงบประมาณน้อย แต่การทำความดีจะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในวันที่คู่แข่งรายอื่นอาจหยุดทำ

    จุดเปลี่ยนระบบการเงิน จาก Credit Score สู่ Green Credit

    นอกจากกลยุทธ์การตลาดแล้ว แหล่งเงินทุนของธุรกิจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่ธนาคารพิจารณาเงินกู้จาก ‘เครดิตในอดีต’ กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ ‘Green Credit Score’

    ระบบใหม่นี้จะไม่ดูเพียงแค่ว่า ‘มีประวัติการชำระเงินเป็นอย่างไร’ หรือ ‘มีการเบี้ยวหนี้หรือไม่’ แต่จะดูว่า ‘ธุรกิจมีแผนในอนาคตอย่างไร’ และ ‘รักษ์โลก ใส่ใจสังคมหรือไม่’

    สอดคล้องกับกฎระเบียบของโลกและแนวโน้มของธนาคารในไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแผนงานดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว

    แม้สถานการณ์ของธุรกิจไทยต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย อยากฝากกำลังใจให้ผู้ประกอบ

    เพราะถ้าผ่านยุคโควิด ซึ่งถือว่าสถานการณ์รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าก็จะสามารถผ่านไปได้ เพียงต้องขยับและปรับตัวให้ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/114870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zrlqev0yuXjjjy9TRw4H0

  • ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    “ธปท.” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 ไม่แน่นอนสูง รับแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐ และเกณฑ์กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเติมเดือน ส.ค. รวมถึงปัญหาโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม จ้างแรงงานต่ำ-ภาคเกษตรดูดซับได้จำกัด เน้นย้ำดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด

    วันที่ 10 ส.ค. 2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงการคลัง โดยเปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง มีทั้งปัจจัยบวกและลบให้ต้องคำนึงถึง แม้ก่อนหน้านี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มขึ้น

    โดยระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 จะดีกว่าไตรมาสที่ 2 เนื่องจากได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ก.ย. 2569 แต่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังคงขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาลหรือการเข้าสู่ “ไฮซีซั่น”

    “ต่อข้อซักถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วหรือยัง ธปท. ไม่ได้ยืนยันว่า ไตรมาส 2 คือจุดต่ำสุด บอกแค่ว่า ไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 แต่ไม่ได้บอกว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะว่ามันยังมีความผันผวนอยู่สูง”

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและทบทวนสมมติฐานทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคาดว่าจะมีการประกาศทิศทางหรือตัวเลขประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีใหม่ในวันพุธที่ 26 ส.ค. นี้

    ชี้ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ยังจำกัด จับตาเกณฑ์ ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’

    สำหรับความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ในประเด็นความล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) นั้น

    ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศอื่นโดนจัดเก็บที่ 10% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกันและต่ำกว่าอัตรา 19% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทำให้ภาษีในส่วนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรง และศักยภาพในการแข่งขันของไทยยังสามารถรับมือได้

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือเกณฑ์เกี่ยวกับ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ที่สหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งต้องติดตามว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่าใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปัจจุบันยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดจึงอาจไม่ได้หนุนการเติบโตของจีดีพีมากนัก

    เงินเฟ้อต่ำคาด แต่เจอปัญหาอุปทาน-แรงงานแทนที่

    ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ ธปท. คาดการณ์ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจจะต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยนักวิเคราะห์บางกลุ่มได้เริ่มเปลี่ยนประเด็นความกังวลจากเรื่องเงินเฟ้อไปสู่ปัญหาด้านอุปทานมากขึ้น เช่น ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ส่วนสถานการณ์ตลาดแรงงานที่มีอัตราการปิดตัวของโรงงานมากกว่าการเปิดตัวใหม่ ยังมีความจำเป็นต้องเข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานที่เปิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มหันมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนการจ้างงานลดลง และหันไปเน้นแรงงานทักษะสูงมากขึ้น

    ในภาพรวม แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับทักษะใหม่เหล่านี้ ขณะเดียวกัน ธปท. ยังต้องจับตาดูว่าภาคเกษตรกรรมจะสามารถดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะดูดซับได้ไม่ดีเท่าที่ผ่านมา

    สำหรับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูง โดยชี้ว่ามีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยทาง ธปท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    “ตอนนี้ความผันผวน(ของค่าเงินบาท)มันสูงขึ้นจริงๆ และมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างเยอะ เราก็จะดูแลไม่ให้มันวิ่งเร็วเกินไป โดยจะพิจารณาเรื่องของความผันผวนเป็นหลัก ให้คนปรับตัวได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hn5zxofre3b75hD6qXqjU