Category: เศรษฐกิจ

  • หอการค้าฯ-ศธ.ดีไซน์หลักสูตรการเรียนรับเศรษฐกิจลงทุนยุคใหม่

    หอการค้าฯ-ศธ.ดีไซน์หลักสูตรการเรียนรับเศรษฐกิจลงทุนยุคใหม่


    หอการค้าฯถกร่วมรมว.ศึกษาธิการ ปฏิรูปการศึกษาสร้างกำลังคน ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรมดัน Upskill–Reskill, โรงเรียน Sandbox และ Partnership School เตรียมคนไทยรับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยหลังนำคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้ง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้าพบ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รมว.ศึกษาธิการ ว่า ได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อแนวทางพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะแห่งอนาคตให้แก่บุคลากรไทยเพื่อรองรับบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนยุคในใหม่ให้แข่งขันได้

    ทั้งนี้ได้นำเสนอประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในระดับชาติเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านกลไกคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน รวมทั้ง แผนการทำงานในปี 2569 โดยกำหนดกรอบขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ การปลูกฝังจิตสำนึก การใช้ระบบบริหารความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต รวมถึงการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล เป็นต้น

    ตลอดจน ผลักดันการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง พร้อมนี้ ยังได้นำเสนอถึงกลไกความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในมิติด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) และการเพิ่มทักษะกำลังคน (upskill /reskill) รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผันผวนและรวดเร็ว โดยได้ขอบคุณรมว.ศึกษาธิการที่ได้ดำเนินงานต่างๆในแต่ละมิติที่ผ่านมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

    นอกจากนี้คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้มีโอกาสร่วมนำเสนอประเด็นต่างๆ เสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ

    1. การขับเคลื่อนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) ซึ่งเป็นโอกาสให้สถานศึกษาในพื้นที่ “Sandbox” มีความยืดหยุ่นและอิสระในการบริหารจัดการทั้งด้านหลักสูตรและระบบการเรียนการสอน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด : โดยระยะแรกเสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางและทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ตลอดจน พัฒนาระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบสากล

    2. การยกระดับการผลิตบุคลากรไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนยุคใหม่โดยเน้นปรับหลักสูตรให้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มากกว่าเน้นการท่องจำเพียงอย่างเดียว

    3. การขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ผ่านแนวทางบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนเติบโตเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การทำงานจริงได้อย่างยั่งยืนโดยประสานงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. สถานศึกษา และบริษัทผู้สนับสนุนเพื่อดำเนินโครงการให้มีความต่อเนื่องและขยายผลโครงการให้มากขึ้น

    4. ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ในการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการ UTCC TUTOR (ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน) โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับหอการค้าไทยและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ เยาวชนและเตรียมความพร้อมสู่การเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับภาคเอกชนในการกำหนดโรงเรีนเป้าหมายต่อไป

    5. ประสานความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะและอาชีพ โดยร่วมกับ สถาบันอาชีวศึกษาและหอการค้าจังหวัด

    6. ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างความชัดเจนเชิงนโยบายการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับบริบทประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่สำคัญ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ ศตวรรษที่ 21 และการส่งเสริมการจัดการศึกษาตามระบบทวิภาคี เป็นต้น

    ดร.พจน์   กล่าวว่าได้ขอบคุณอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ระหว่างวันที่ 22 – 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยปี 2569 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความอนุเคราะห์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมกว่า 33 โรงเรียน และสถาบันอาชีวศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมในโซน Education Fair กว่า 1,000 คน เป็นการต่อยอดโอกาสการเข้าถึงทุนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำจากประเทศจีนมากกว่า 2,000 ทุน 

    อย่างไรก็ตามจากการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ตลอดจน เครือข่ายทั่วประเทศ เน้นย้ำพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันประเด็นด้านการศึกษาซึ่งถือเป็น Backbone ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นผนึกกำลังในการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีทักษะ แห่งอนาคตแต่ละมิติ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรองรับระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17FDcgMicXjZHA6ORwOJFg

  • อ่านเกม ‘ศุภจี’ Quick Big Win ไม่ใช่แค่ทำให้เร็ว แต่ต้องทำให้เกิดผลใหญ่

    อ่านเกม ‘ศุภจี’ Quick Big Win ไม่ใช่แค่ทำให้เร็ว แต่ต้องทำให้เกิดผลใหญ่

    11 ส.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ตั้ง 4 คณะทำงาน ครอบคลุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ

    ถ้ามองผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงข่าว “ตั้งคณะทำงาน” อีกชุดหนึ่ง

    แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือ วิธีคิดที่อยู่ข้างหลัง

    เพราะคุณศุภจีไม่ได้มองการท่องเที่ยว เกษตร SMEs วัฒนธรรม และการส่งออกเป็นนโยบายคนละเรื่อง แต่พยายามเอามาต่อกันเป็น “ระบบเศรษฐกิจเดียว”

    นักท่องเที่ยวหนึ่งคน ไม่ควรสร้างรายได้แค่ให้สายการบิน โรงแรม หรือห้าง แต่ควรสร้างรายได้ต่อไปถึงร้านอาหาร สินค้าชุมชน เกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร งานหัตถกรรม เมืองรอง SMEs และบริการต่าง ๆ

    ทั้งหมดจะกลายเป็นห่วงโซ่มูลค่าเดียวกัน

    นี่คือเหตุผลที่คำว่า Visitor Economy น่าสนใจกว่าการพูดแค่ว่า “นักท่องเที่ยวมาไทยกี่ล้านคน” เพราะคำถามที่สำคัญกว่า คือ นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน?

    เงินของเขากระจายไปถึงเมืองรองและชุมชนจริงหรือไม่?

    อีกเรื่องที่ผมสนใจมากคือคำว่า “Quick Big Win”

    Quick Win ธรรมดา คือทำเรื่องที่เห็นผลเร็ว

    แต่ Quick Big Win ต้อง “เร็ว” และต้อง “สร้างผลกระทบมากพอ” โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎระเบียบ ลดขั้นตอน ลดภาระใบอนุญาต และลดต้นทุนในการทำธุรกิจ

    นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการช่วยเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการ “ใช้เงิน” เสมอไป

    บางครั้งผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเงินจากรัฐบาลเพิ่ม

    แต่ต้องการให้รัฐบาลเอาสิ่งที่ขวางทางออก

    กฎที่ล้าสมัย

    ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

    ใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น

    หรือกระบวนการที่ทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน

    ถ้าปลดล็อกตรงนี้ได้ ผลกระทบอาจมากกว่าการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเสียอีก

    อีกจุดหนึ่งที่ดูเป็นวิธีบริหารแบบ CEO คือ

    งานต้องมีเจ้าภาพ

    มีเป้าหมาย

    มีกรอบเวลา

    และสุดท้ายต้องวัดผลได้

    แต่ตรงนี้ผมอยากย้ำว่า “การตั้งคณะทำงานยังไม่ใช่ผลงาน”

    คำว่า Quick Big Win จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่ออีก 6 เดือนถึง 1 ปี เรากลับมาตรวจสอบแล้วตอบได้ว่า

    กฎอะไรถูกแก้แล้ว?

    ขั้นตอนอะไรลดลง?

    ต้นทุนผู้ประกอบการลดลงเท่าไร?

    SMEs เข้าถึงตลาดใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่?

    เมืองรองและชุมชนมีรายได้เพิ่มจริงหรือไม่?

    สินค้าเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นแค่ไหน?

    ถ้าตอบไม่ได้ Quick Big Win ก็อาจเป็นเพียงคำสวย ๆ อีกคำหนึ่ง

    แต่ถ้าตอบได้ด้วยผลลัพธ์จริง

    สิ่งที่ศุภจีกำลังทำอาจน่าสนใจกว่านโยบายใดนโยบายหนึ่ง

    เพราะมันคือการทดลองว่า “วิธีคิดแบบ CEO จะเปลี่ยนวิธีทำงานของระบบราชการได้มากแค่ไหน?”

    ต่อจากนี้คือบทพิสูจน์ว่า จะเปลี่ยนวิธีคิดให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้จริงหรือไม่.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1047795/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U_1u_nJTAsuRV6b3LJ3iS

  • ‘พิพัฒน์’ เผย ครม.สัญจร สงขลา ถกปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์’ เผย ครม.สัญจร สงขลา ถกปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    11 ส.ค.2569-  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ครั้งแรกที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้ โดยวันที่ 31 ส.ค. จะเป็นการลงพื้นที่ จากคำสั่งเบื้องต้นการประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ จะเป็นเรื่องของ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง และผังเมืองที่ใช้มานาน ทั้งนี้ ตนประชุมไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด และภาคเอกชน เพื่อแจ้งให้เตรียมความพร้อม รวมถึงรวบรวมเอกสารนำส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และกระทรวงมหาดไทย

    โดยในวันที่ 25 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมสรุปอีกครั้งที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้ทั้ง 5 จังหวัดนำเสนอโครงการที่คิดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งที่ต้องการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่องผังเมือง และโซนนิ่ง ที่ใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตรงไหนที่สมควรจะเปลี่ยนจะให้ภาคเอกชน 5 จังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดนำเสนอด้วย โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องของคำว่ากรอบงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แต่เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะนำเสนอสิ่งที่อยากได้ และสิ่งที่อยากทำ

    ทั้งนี้ เบื้องต้นสิ่งที่เสนอจะเป็นการส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดภาคใต้ ว่าจะมีอาชีพเสริมอะไรบ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย ดังนั้น ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายตนให้กำกับดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงถือโอกาสในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งนี้นำเรื่องของ 5 จังหวัดภาคใต้ มาพูดคุย และหาวิธีมาแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องคนในพื้นที่

    ส่วนจะมีการหารือเรื่องน้ำท่วมด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องของน้ำท่วมเป็นคนละส่วนกัน กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่มีการประชุมการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เป็นหน่วยงานหลักในการป้องกัน เพราะจะเข้าถึงฤดูน้ำ โเยเฉพาะขณะนี้ทางฝั่งอันดามันถือเป็นช่วงฤดูฝน จึงกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัด ส่วนทางจังหวัดจะนำเสนออะไร ขอให้เสนอผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมา

    เมื่อถามว่า จะเห็นภาพโครงการ Missing link ชัดเจนขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาเรื่องของแลนด์บริดจ์เป็นอันว่าพักหรือยกเลิกไป ส่วนการบริหารจัดการท่าเรือระนองว่าเป็นอย่างไรคงต้องศึกษากันต่อ ตนให้กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าความเหมาะสมของท่าเรือระนอง มีความเหมาะสมในการพัฒนา และการลงทุนโดยภาครัฐหรือไม่ หากไม่เหมาะสมจะใช้พื้นที่ไหน ให้สนข.ไปสำรวจอีกครั้ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ตนคงต้องหารือกับผู้ประท้วงเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งเมีการเซ็นต์เอ็มโอยูว่าจะไม่มีฟื้นคำว่าแลนด์บริดจ์ เมื่อนายเอกนิติยกเลิกคำว่าแลนด์บริดจ์ไปแล้วมันก็จบ แต่การสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เป็นความสำคัญ และเป็นโอกาสของประเทศไทย ส่วนจะเลือกสร้างท่าเรือที่ไหนในชายฝั่งอันดามัน ต้องดูถึงความเหมาะสมไล่ตั้งแต่จังหวัดสตูล กระบี่ ภูเก็ต พังงา และระนอง แต่สิ่งที่น่าจะเป็นเป็นไปไม่ได้เลยคือจังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นเกาะกลางทะเล คงไม่มีความเหมาะสมสำหรับการสร้างท่าเรือสำหรับการขนส่งสินค้า แต่ท่าเรือสำหรับการท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะท่าเรือสำหรับการขนส่ง หรือ Missing link จะต้องเชื่อมโยงให้ได้กับการขนส่งระบบราง

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขนส่งระบบรางขณะนี้รถไฟทางคู่ทางใต้มาถึงชุมพรแล้ว คงจะมีการนำเสนอที่ประชุมครม.สัญจร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. จะนำเสนอให้มีการสร้างต่อตั้งแต่ชุมพร–สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.สัญจร พิจารณา โดยจะพยายามเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว.

    ส่วนโครงการ Missing Link นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งผลักดัน และเดินหน้าโครงการให้ได้ เพื่อให้โครงข่ายระบบรางสามารถเชื่อมโยงการเดินทาง และการขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเสนอเรื่องการพัฒนาเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ฝั่งอันดามัน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ รฟท. อยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะต้องรอผลการศึกษาก่อนว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบใด และมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

    ส่วนกังวลหรือไม่ม็อบยกระดับ EEC และ SEC ด้วยหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าตอนนี้ม็อบมาทำไม เพราะ EEC จบไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วน SEC นายเอกนิติก็ประกาศยกเลิกไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าผู้ประท้วงต้องการอะไรถ้าต้องการอะไรให้มาคุยกับตนโดยตรงก็ได้ ขอฝากผู้ที่มาประท้วงถึงวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไร ปัญหาคืออะไร คำว่า SEC จบไปแล้วจะมาฟื้นฝอยเพื่ออะไร ตนขอพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะ SEC กับ Missing link เป็นคนละเรื่องกัน โดยที่เรื่อง Missing ink ยังเป็นการหารือร่วมกัน จึงอยากให้ผู้ประท้วงมาพูดคุยกันอย่าประท้วง เพราะจะเสียเวลาทุกฝ่าย ต่างคนต่างมีภารกิจต้องดำเนินการต่อ อะไรที่ไม่เข้าใจต้องคุยกัน ไม่ใช่เอากฎหมู่มาประท้วง และจะทำอะไรก็ไม่แจ้งให้ชัดเจน มีอะไรทำจดหมายถึงตนได้ ตนพร้อมรับ และพูดคุยตลอดเวลา สะดวกที่สุดก็ไปที่กระทรวงคมนาคม อย่ามาอยู่แถวหน้าทำเนียบรัฐบาล เพราะทำเนียบรัฐบาลเป็นหน้าตาของประเทศไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1048023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r30fA6kWYw8JcLarijd-B

  • กลยุทธ์ ‘เชื่อมอาเซียน’ อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    กลยุทธ์ ‘เชื่อมอาเซียน’ อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ท่ามกลางคลื่นความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เวที C-ASEAN Forum 2026 ได้กลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ที่ฉายภาพอนาคตของอาเซียนในวัย 60 ปี ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการประกาศศักดาว่า “ความเชื่อมโยง” (Connectivity) คืออาวุธลับที่จะทำให้อาเซียนกลายเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

    “เชื่อมคน เชื่อมไอเดีย” บทเรียนจากวิกฤติสู่ความแกร่ง วิสัยทัศน์

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้ง C-ASEAN ได้กล่าวในงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยระบุว่านับตั้งแต่ต้นทศวรรษนี้ อาเซียนต้องเผชิญกับบททดสอบมหาศาล ทั้งโรคระบาด ความตึงเครียดทางการเมือง และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามมาได้คือ “ความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ภูมิภาคตอบโต้ต่อวิกฤติและฟื้นตัวได้เร็วกว่าใคร

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ฐาปนเน้นย้ำถึงภารกิจของ C-ASEAN ที่ต้องการทลายกำแพงพรมแดนผ่าน 3 เสาหลัก คือ เศรษฐกิจที่ยั่งยืน  การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ และศิลปวัฒนธรรม โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในไทย แต่ได้ขยายรากฐานไปยังเชียงใหม่และฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนโอกาสอย่างแท้จริง เขายังกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่คือการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นการลงมือทำร่วมกันเพื่อคนรุ่นหลัง”

    เจาะลึกยุทธศาสตร์ ‘ASEAN 2045’ เมื่อดิจิทัลและพลังงานสะอาดคือตัวเปลี่ยนเกม

    ทางด้าน ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กางแผนที่นำทางอาเซียนสู่ปี 2045 ไว้อย่างคมชัด โดยชี้ให้เห็นว่าอาเซียนในวันนี้คือยักษ์ใหญ่ที่มีประชากรกว่า 680 ล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ประเด็นสำคัญ เป็น “หัวใจ” ของการแข่งขันในอนาคต ประกอบด้วย

    • ทางด่วนดิจิทัล (DEFA): ภายในสิ้นปีนี้ อาเซียนจะลงนามในข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement) ซึ่งถือเป็นข้อตกลงระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่ครอบคลุมที่สุด คาดว่าจะช่วยดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลให้โตขึ้นถึง 2 เท่า
    • พลังงานสีเขียวไร้พรมแดน: การเร่งโครงการ ASEAN Power Grid และการสร้างตลาดคาร์บอนร่วมกัน (ASEAN Carbon Markets) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
    • ความมั่นคงของมนุษย์: การจัดตั้งศูนย์รับมือโรคระบาด (Public Health Emergency Center) และศูนย์นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ (Active Aging Center) ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย
    • บทบาทกาวใจระดับโลก: ดร. ปานปรีย์ เผยว่าไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในเมียนมา โดยใช้กลไกอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการสร้างความไว้วางใจและหาทางออกที่ยั่งยืน

    ไทยพร้อมนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน 2028 มุ่งสู่มหาอำนาจที่สร้างสรรค์

    ความพร้อมของประเทศไทยที่จะขึ้นเป็น ประธานอาเซียนในปี 2028 โดยตั้งเป้าที่จะขับเคลื่อนอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่ “มีนวัตกรรม มีความเคลื่อนไหว และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคเอกชนอย่าง C-ASEAN และพันธมิตรทุกภาคส่วน มาร่วมกันสร้าง Synergy เพื่อเปลี่ยนภูมิภาคนี้จากจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโลก (สหรัฐฯ-จีน-อินเดีย-ยุโรป) ให้กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่โลกต้องจับตามอง

    จากเวที C-ASEAN Forum 2026 สัญญาณที่ส่งออกมานั้นชัดเจนว่า อาเซียนกำลังเลิกเป็นเพียง “กลุ่มความร่วมมือ” และกำลังยกระดับสู่การเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะ” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับทุกพายุในอนาคตอย่างมั่นคง

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1246939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pUA3nOAcADoBYn0iHkaFj

  • ‘พาณิชย์’ จับตานโยบายเศรษฐกิจเมียนมา 100 วัน หลังฟื้นบทบาทผู้ส่งออก ดันเกษตร-พลังงาน เปิดทางการค้าไทย

    ‘พาณิชย์’ จับตานโยบายเศรษฐกิจเมียนมา 100 วัน หลังฟื้นบทบาทผู้ส่งออก ดันเกษตร-พลังงาน เปิดทางการค้าไทย

    คต. จับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาแถลงผลการดำเนินงาน 100 วัน ชี้เมียนมาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าพลังงานและสร้างเสถียรภาพในประเทศ

    หลังจากที่ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2

    โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย- เมียนมาในระยะต่อไป

    อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้

    • ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซานรวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
    • ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
    • ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
    • ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ

    โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน

    ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น

    ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ ปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

    “กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้”

    โดยจะเป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    ภาพ: La Terase / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/myanmar-economy-100-days-trade-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dq5-KSKRIbOWUYNc7fM8t

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    | 67 view

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 12 – 15 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ครั้งที่ 9 และพบหารือบุคคลสำคัญของรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรอบด้าน ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนกับรัสเซีย

    รองนายกรัฐมนตรีฯ มีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับนาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย นาย Aleksey Chekunkov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก นาย Bakytzhan Sagintayev ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชียสำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และนาย Ivan Demchenko ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย – ไทย รวมถึงการหารือทวิภาคีกับนาย Sergey Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-รัสเซีย ฉบับที่ 6 (ค.ศ. 2026 – 2030) อีกทั้งจะนำคณะนักธุรกิจไทยจากภาคต่างๆ อาทิอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ ร่วมเดินทางเพื่อหาลู่ทางการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ

    ประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างยาวนาน โดยรัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนประเทศไทยมากที่สุดในภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศจะเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-visit-russia-aug-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15RFtPTn89A8_TkwlFRcFW

  • มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 ซึ่งจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 167 ประเทศ ระบุว่า มอริเชียสได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในแอฟริกา และอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก โดยดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะขนาดเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ประเมินความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนา (Development) เสรีภาพ (Freedom) และสังคม (Society) ครอบคลุม 10 เสาหลัก อาทิ สุขภาพ การศึกษา สภาพความเป็นอยู่ ธรรมาภิบาล สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และทุนทางสังคม 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการนำวิธีคำนวณแบบใหม่ที่เรียกว่า “p-averaging” มาใช้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลของการพัฒนา โดยประเทศที่มีจุดอ่อนอย่างมากในด้านใดด้านหนึ่งจะได้รับผลกระทบต่อคะแนนโดยรวม แม้จะมีผลการประเมินที่โดดเด่นในด้านอื่นก็ตาม สำหรับอันดับโลก สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

    สำหรับทวีปแอฟริกา มอริเชียสมีผลการประเมินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในทั้ง 3 ด้าน โดยเฉพาะด้านเสรีภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ทำให้มีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายแห่ง ขณะที่บอตสวานาอยู่ในอันดับ 2 ของแอฟริกา โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเทศในแอฟริกาเหนือมีอันดับค่อนข้างสูง โดยตูนิเซีย โมร็อกโก และแอลจีเรีย ล้วนติด 6 อันดับแรกของทวีป จากผลการประเมินด้านสถาบันและตัวชี้วัดทางสังคมที่ค่อนข้างสมดุล แม้ประเทศเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมพัฒนามากที่สุดในแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 7 ของทวีป และอันดับที่ 86 ของโลก โดยมีผลการประเมินค่อนข้างดีในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านตัวชี้วัดทางสังคม โดยเฉพาะความเข้มแข็งของครอบครัวและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ขณะที่กานาเป็นประเทศที่มีอันดับสูงที่สุดในแอฟริกาตะวันตก โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ของแอฟริกาและอันดับที่ 88 ของโลก ตามด้วยกาบองและเซเนกัลในอันดับที่ 9 และ 10 ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับสะท้อนว่า ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้เป็นปัจจัยกำหนดระดับความเจริญรุ่งเรืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากประเทศขนาดเล็กหลายแห่งในแอฟริกาสามารถมีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หากมีสถาบันที่เข้มแข็ง เสรีภาพของประชาชน และระบบสังคมที่มีความมั่นคง

    image.png

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนว่า การประเมินศักยภาพของตลาดในแอฟริกา สำหรับแอฟริกาใต้ แม้จะมีฐานอุตสาหกรรมและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ค่อนข้างพัฒนา แต่ข้อจำกัดด้านสังคมยังส่งผลต่ออันดับโดยรวม ขณะที่มอริเชียสและบอตสวานามีความโดดเด่นด้านเสถียรภาพและสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาผลการจัดอันดับดังกล่าว มาประกอบการประเมินโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดแอฟริกาแต่ละประเทศต่อไป

        ข้อมูลเพิ่มเติม ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 อันดับที่ 1 สวิสเซอร์แลนด์ อันดับที่ 2 นอร์เวย์ อันดับที่ 3 ไอร์แลนด์ อันดับที่  23 สิงคโปร์ อันดับที่ 46 มาเลเซีย อันดับที 64 อินโดนีเซีย อันดับที่ 68 ไทย อันดับที่ 79 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 81 เวียดนาม 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว www.africa.businessinsider.com 

    www.prosperityindex.com

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gcjp98ct7438vo2fl9o0984e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw013EdnU3_selqcPrpJdbUT

  • ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจออสเตรเลียลดลงเดือนก.ค. หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจออสเตรเลียลดลงเดือนก.ค. หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    เนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (11 ส.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลง 1 จุด สู่ระดับ -6 จุด ในเดือนก.ค. โดยดัชนีอ่อนแรงลงหลังจากที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน เนื่องจากภาคธุรกิจมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

    ส่วนดัชนีภาวะธุรกิจ ซึ่งเป็นมาตรวัดความสามารถในการกำไร ยอดขาย และการจ้างงาน ขยับขึ้นเพียง 1 จุด สู่ระดับ 4 จุด

    NAB ระบุว่า แม้ผลสำรวจออกมาดีกว่าในช่วงที่วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด แต่ผลสำรวจล่าสุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่าความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยแรงกดดันด้านต้นทุนท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแอลงนั้น แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ยังคงมีต่ออัตรากำไร

    ผลสำรวจดังกล่าวได้รับการเปิดเผยก่อนที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า RBA จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.35% หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 3 ครั้งในปีนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39r_ZZcMv6R0yMtLt4Eke_

  • ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมด้วย พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นอกจากนี้ จะเร่งกระจายตลาดและสร้างความร่วมมือ ใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ผ่านการส่งเสริมการค้าเชิงรุก พร้อมวางโครงสร้างระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมีโครงสร้างการส่งออกที่สมดุลมากขึ้น โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯกล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การทำงานสอดคล้องกับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมืองรอง และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและการสนับสนุนภาคบริการ รวมถึงแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและดูแลความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม จากทั้งภาคการค้า ภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคธนาคาร ได้ให้ความเห็น อาทิ การมีส่วนรวมของ SMEs ในการขับเคลื่อนการทำงานทั้ง 4 คณะ การสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองที่มีอยู่มากกว่า 50 จังหวัด รวมถึงการใช้กลไก กรอ.จังหวัดในการทำงานอย่างใกล้พื้นที่ และการดูแลผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้

    ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งขับเคลื่อนตามกรอบเวลาที่กำหนด ให้เกิด Quick Big Win ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ในระยะสั้น พร้อมวาง Big Win เพื่อปรับโครงสร้างในระยะยาว ก่อนนำข้อเสนอผ่านการกลั่นกรองเข้าสู่คณะอนุกรรมการและเสนอ กรอ. เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/864568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35mEnrmpUybl0pItrED3FE

  • ตลาดหุ้นยุโรปบวกเล็กน้อย กลุ่มพลังงานเด้งรับน้ำมันแพง ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปบวกเล็กน้อย กลุ่มพลังงานเด้งรับน้ำมันแพง ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกเล็กน้อยในการซื้อขายวันนี้ (11 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเติบโต ทิศทางเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 660.56 จุด เพิ่มขึ้น 0.11 จุด หรือ +0.02%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 8,726.39 จุด เพิ่มขึ้น 0.36 จุด หรือ +0.004%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 26,378.00 จุด เพิ่มขึ้น 54.12 จุด หรือ +0.21%

    หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1% หลังราคาน้ำมันแตะระดับสูงสุดของเดือนนี้ แต่บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมยังคงถูกดดัน จากความกังวลว่าการหยุดชะงักของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้ออาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูง และทำให้ภาพรวมการผ่อนคลายนโยบายการเงินมีความไม่แน่นอน

    ขณะที่ข่าวสารในฝั่งภาคเอกชนค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทในยุโรปมาถึงช่วงท้าย ๆ แล้ว โดยนักลงทุนจะจับตาตัวเลขการจ้างงานของยูโรโซน และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการรายงานข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V-_QkHMIk_tGFj5o4PHom