Category: เศรษฐกิจ

  • IMF หั่นจีดีพี ‘กัมพูชา’ ลงแรง เงินเฟ้อซ้ำเติมปัญหา ‘ชายแดน-สแกมเมอร์’

    IMF หั่นจีดีพี ‘กัมพูชา’ ลงแรง เงินเฟ้อซ้ำเติมปัญหา ‘ชายแดน-สแกมเมอร์’

    ‘ไอเอ็มเอฟ’ หั่นคาดการณ์จีดีพีกัมพูชาลงแรงจาก 4% เหลือ 3% ชี้เงินเฟ้อพุ่งจากราคาพลังงานซ้ำเติมปัจจัยลบเดิม ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย และไซเบอร์สแกม

    นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาลงแรงในปีนี้ โดยเตือนว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะซ้ำเติมปัจจัยลบเดิมที่มีอยู่ ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาการหลอกลวงทางไซเบอร์ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

    IMF แถลงภายหลังการประชุมปรึกษาหารือตาม Article IV ปี 2026 กับประเทศกัมพูชาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงของกัมพูชาจะขยายตัวได้เพียง 3% ในปีนี้ ก่อนกลับมาฟื้นตัวในปี 2027 แต่ไม่ได้ระบุอัตราการเติบโตที่แน่ชัด 

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการปรับลดลงมากจากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนพ.ย. ซึ่งให้ไว้ที่ 4% ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เติบโตได้ 5.3% ในปีที่แล้ว และ 6% ในปี 2024

    ปัจจัยสำคัญที่ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจมาจาก “อัตราเงินเฟ้อ” ที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 5.6% ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 2.5% ในปีที่แล้ว จากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ ซึ่ง IMF คาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะทยอยคลี่คลายลงได้ในปีหน้า แต่ก็เตือนรัฐบาลไม่ให้ใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในวงกว้าง

    คำเตือนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการวิจารณ์โดยตรงต่อนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่อุดหนุนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมันและก๊าซในประเทศ โดย IMF ระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะบั่นทอนรายได้ของภาครัฐ

    ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินในกัมพูชาอยู่ที่ 3,950 เรียล (0.98 ดอลลาร์) ต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากราว 3,850 เรียลต่อลิตรก่อนที่สหรัฐทำสงครามกับอิหร่าน แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ 6,000 เรียลต่อลิตร

    “ราคาพลังงานที่สูงขึ้นหรือผันผวนมากขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวที่อ่อนแอกว่าคาด ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ความเปราะบางของภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ และคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมลง ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ” IMF ระบุ

    IMF ยังเรียกร้องให้กัมพูชาปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น

    ภาคการเงินเปราะบาง แบงก์ล้มหลายแห่ง

    IMF ยังมีการระบุถึง “ความเปราะบางของภาคการเงิน” ของกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะหมายถึงการล้มของธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินหลายแห่งในกัมพูชาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งรวมถึง Prince Bank, Panda Bank ไปจนถึงแอปพลิเคชันชำระเงิน Huione Pay และ H-Pay ซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมากแต่ขาดความโปร่งใส โดยล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ ปริ๊นซ์กรุ๊ป ของเฉินจื้อ

    “ความเสี่ยงในด้านความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยเสริมสร้างกรอบการออกใบอนุญาต การกำกับดูแลธรรมาภิบาล และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและนักลงทุน รวมถึงรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงินโดยรวม”

    IMF ระบุด้วยว่า ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ควรเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินนโยบายการเงิน ยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และปรับปรุงการสื่อสารด้านนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติสภาพคล่องซ้ำรอยช่วงครึ่งแรกของปีนี้

    อย่างไรก็ตาม IMF ยังมองเห็นปัจจัยบวกโดยระบุว่า ค่าเงินเรียลยังคงมีเสถียรภาพโดยรวมและทำหน้าที่เป็นหลักยึดด้านมูลค่าของเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงแข็งแกร่งในปี 2025 และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าราว 8 เดือน

    IMF ยังย้ำคำเตือนที่เคยให้ไว้เมื่อเดือนพ.ย. ว่า กัมพูชาจำเป็นต้องกระจายโครงสร้างการส่งออก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ หากต้องการให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับไปอยู่ในระดับเดิม

    ทางด้านคุน ทาโร ผู้จัดการโครงการขององค์กรด้านสิทธิแรงงาน Central กล่าวว่า แรงงานกัมพูชากำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพเนื่องจากราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล และภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนในภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเพิ่มขึ้นเพียง 18 ดอลลาร์ ระหว่างปี 2021-2026 มาอยู่ที่ 210 ดอลลาร์ต่อเดือน คนงานในโรงงานเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งต้องกู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว

    “ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะยิ่งบั่นทอนกำลังซื้อของแรงงาน และซ้ำเติมความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น” ทาโรกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย

    ที่มา: Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1242119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C99fhz9SlIFkwAvJOsH2G

  • ผู้ว่าฯธปท. ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน ประคองกำลังซื้อ เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯธปท. ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน ประคองกำลังซื้อ เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% | เดลินิวส์

    วันที่ 8 ก.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานต่อที่ประชุม กรอ. ให้ทราบถึงข้อมูลจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ และภาพรวมไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงก่อนหน้านี้ 

    ทั้งนี้ นับแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจทำให้ประมาณการ GDP ลดต่ำลง แต่สถานการณ์ล่าสุดผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองเศรษฐกิจในภาพรวม

    “ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุในที่ประชุมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและแรงส่งทางเศรษฐกิจได้ดี ทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด และเป็นสัญญาณว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่วนตัวชี้วัดอื่นยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อระยะต่อไปมีโอกาสลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ให้ภาครัฐขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่อเนื่อง” 

    รายงานข่าว ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กล่าวกับภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุม กรอ. ถึงการใช้ศักยภาพประเทศที่มีอยู่ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะจากการเดินทางไปพบภาคธุรกิจในหลายประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยในระดับสูง

    นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวหลังจากที่ได้นำคณะเดินทางไปหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ไทยเร่งปรับ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่คือความรวดเร็วในการอนุมัติ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service รัฐบาลจึงเร่งตอบโจทย์เรื่อง Facilitation ผ่าน BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 1 ล้านล้านบาท

    สำหรับจุดแข็งสำคัญของไทย 3 ด้าน ที่ต้องผลักดันเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุน คือ 1.ความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security 2.ระบบโลจิสติกส์ และ 3.ความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเห็นว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงต้องยกระดับอาหารให้เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์

    “ในทุกการประชุมทั้ง กรอ. และเวทีเศรษฐกิจ นายกฯ จะย้ำบ่อยๆ ว่าทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชนไทยต้องช่วยกันเปลี่ยนความเชื่อมั่นต่างชาติที่โมเมนตัมดีมาก ให้เป็นการลงทุนจริง สร้างงาน สร้างรายได้จริงๆ ให้คนไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6011111/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10ldUbzDkOJOxiEUz4jnau

  • “เศรษฐกิจทางทะเล” ขุมทรัพย์สีน้ำเงิน เพื่อการขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    “เศรษฐกิจทางทะเล” ขุมทรัพย์สีน้ำเงิน เพื่อการขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    มหาสมุทรและท้องทะเลไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตบนโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนความเป็นอยู่ของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจทางทะเล” ( Marine Economy ) หรือที่มักเรียกกันว่า “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ( Blue Economy ) กลายมาเป็นวาระสำคัญระดับโลก ซึ่งไม่ใช่แค่การตักตวงผลประโยชน์จากทะเล แต่เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจทางทะเลครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ การขนส่งทางทะเลและการค้าโลก โดยมากกว่า 80% ของปริมาณการค้าโลกขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ทะเลจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เชื่อมโยงทุกทวีปเข้าด้วยกัน

    ความมั่นคงทางอาหาร จากการที่อุตสาหกรรมประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของประชากรหลายพันล้านคน และสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก

    การท่องเที่ยวทางทะเล รวมถึงชายหาด แนวปะการัง และกิจกรรมทางน้ำ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี สร้างรายได้หลักให้แก่หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง นอกเหนือจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว ปัจจุบัน ทะเลกำลังเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญ เช่น ทุ่งกังหันลมในทะเล และพลังงานจากคลื่นหรือน้ำขึ้นน้ำลง

    แม้ทะเลจะมีศักยภาพมหาศาล แต่กิจกรรมของมนุษย์ที่ผ่านมาได้สร้างบาดแผลลึกให้กับมหาสมุทร ปัญหาการทำประมงเกินขนาด จนสัตว์ทะเลบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ มลพิษจากขยะพลาสติกและสารเคมี รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว สิ่งเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หากเรายังคงตักตวงโดยไม่เหลียวแล ระบบเศรษฐกิจทางทะเลนี้อาจล่มสลายลงในไม่ช้า

    ความท้าทายดังกล่าวทำให้โมเดลธุรกิจทางทะเลต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล ในขอบเขตที่ธรรมชาติสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทัน มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบประมงอัจฉริยะที่ลดการจับสัตว์น้ำพลอยได้ การจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อลดความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง และการผลักดันพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อให้ธรรมชาติได้มีพื้นที่พักฟื้น

    บทบาทของนวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่การอนุรักษ์ แต่รวมถึงการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เช่น ชีวเทคโนโลยีทางทะเล การสกัดสารสำคัญจากสาหร่ายหรือสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

    สำหรับประเทศไทยที่มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เศรษฐกิจสีน้ำเงินถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของประเทศ ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกอาหารทะเล

    อย่างไรก็ตาม อนาคตของเศรษฐกิจทางทะเลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจับปลาได้มากแค่ไหน หรือจะขุดเจาะพลังงานได้เท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ” ได้ดีเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทะเลที่ไร้ชีวิต ย่อมไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่มั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6011971/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Le58I9bL4xqhawUGQae2

  • จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังขาดดุลบริการต่อเนื่อง 6 ปีติด

    จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังขาดดุลบริการต่อเนื่อง 6 ปีติด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HkjzbgA7MuD4N1w7sWr2D

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นสับขาหลอกชนต้าน $4,240
    แนวต้าน: $4,240 , 66,200 บาท
    แนวรับ: $4,050 , 64,400 บาท
    .

    ตลาดทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ทำให้นักลงทุนหันกลับมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะสั้น

    .

    ด้านปัจจัยเศรษฐกิจ รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงสะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง แม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในปัจจุบัน แต่การส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 พร้อมเตือนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่าในระยะกลางถึงยาว

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบขาลงระยะสั้น โดยปัจจุบันย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 4,050 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,400 บาท หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์กลับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,240 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,200 บาท อีกครั้ง ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงแนะนำย่อซื้อบริเวณแนวรับ และติดตามแรงซื้ออย่างใกล้ชิด แต่หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญ ควรรอประเมินทิศทางใหม่ก่อนเข้าลงทุนเพิ่มเติม

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-9-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Aj0ygIlBjMswqT_qflPjw

  • อสังหาฯ ปี 69 ตลาดยังมีดีมานด์

    อสังหาฯ ปี 69 ตลาดยังมีดีมานด์

    พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่คาดแรงหนุนจากเมกะโปรเจกต์ การท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้

       ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการผ่อนคลาย LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และล่าสุดได้ขยายอายุมาตรการออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมจะหมดอายุลงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 แต่กูรูด้านอสังหาฯ ต่างมองไปในมุมเดียวกันว่า แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลัง 2569 ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวและเน้นการปรับฐาน โดยได้รับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ผู้ประกอบการรายใหญ่เน้นกลยุทธ์ ระบายสต๊อก และลงทุนเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพ โดยบ้านระดับราคา 3-10 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มที่มียอดขายโดดเด่นที่สุดในตลาด

       ขณะที่ จิรศักดิ์ ไพรพนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการลงทุนเมกะโปรเจกต์ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้

       นอกจากนี้ ยังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ทั้งที่เข้ามาทำงานและพำนักระยะยาว สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Safe Haven ของการอยู่อาศัยและการลงทุนในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพรวมตลาด

       ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ใช้ระยะเวลานานขึ้น และมีการเปรียบเทียบข้อมูลในหลายมิติก่อนตัดสินใจซื้อ

       จากข้อมูลของฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่า ผู้บริโภคใช้เวลาพิจารณานานขึ้น และมีการกลับเข้าชมโครงการ (re-visit) หลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออย่างชัดเจน แม้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง แต่กระบวนการตัดสินใจยืดระยะเวลาออกไปเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

       นอกจากนี้จิรศักดิ์ยังระบุว่า กลุ่มบ้านระดับราคา 3–10 ล้านบาท ในพอร์ตสินทรัพย์ที่พลัสฯ ดูแล เป็นเซกเมนต์ที่มียอดขายสูงสุด และยอดขายรวมของที่อยู่อาศัยช่วงครึ่งปีแรก เติบโตจากปีก่อนราว 35% สะท้อนว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก่อนตัดสินใจซื้อ

       ทั้งนี้ ยอดขายจากบ้านใหม่และบ้านมือสองของพลัสฯ มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อเสนอและสิทธิประโยชน์พิเศษ รวมถึงการเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อ

       พร้อมทั้งย้ำว่า สิ่งที่เห็นชัดในตลาดปัจจุบัน คือผู้บริโภคยังคงมีดีมานด์ในการซื้อบ้าน แต่จะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากโปรโมชันของผู้ประกอบการและนโยบายภาครัฐ เช่น การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองต่ออีก 1 ปี รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

       ดังนั้นช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่คุ้มค่า โดยผู้ประกอบการมีการนำเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น แคมเปญผ่อนระยะยาว หรือการรับประกันผลตอบแทนสำหรับการปล่อยเช่าในบางโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่มุ่งตอบโจทย์กำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น

       ขณะที่ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า “ตลาดบ้านวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาคนกู้ไม่ผ่าน แต่กำลังเผชิญปัญหาคน ‘ไม่กล้าเริ่ม’ เพราะในวันที่ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่แน่นอน และหนี้ครัวเรือนยังกดดัน การซื้อบ้านซึ่งเป็นภาระระยะยาว 20-30 ปี ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามว่าจะผ่อนไหวจริงหรือไม่ และคนไทยไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน แต่สิ่งที่ลดลงคือความมั่นใจในการเริ่มต้น ปัญหาจึงไม่ใช่แค่กู้ไม่ผ่าน แต่คือไม่กล้ากู้ โจทย์ของตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ‘ซื้อไม่ได้’ เป็น ‘ไม่มั่นใจจะซื้อ’”

       และ อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก แม้ภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19NZLUXZNWgWoQR35NBJkB

  • ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง 

    ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

    ภาพรวมเศรษฐกิจมีสัญญาณบวก

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส่งผลให้ประมาณการส่งออกปี 2569 ถูกปรับดีขึ้นเป็น 8-10% และกรอบการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 1.6-2.0% 

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจ

    โดยปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

    ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพยุงกำลังซื้อ

    ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้วงเงินประมาณ 176,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs 

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง

    เร่งเบิกจ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    อีกแรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การก่อสร้าง การใช้วัสดุภายในประเทศ และสร้างคำสั่งซื้อให้กับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างเป็นรูปธรรม

    นางพิมพ์ใจ กล่าวต่อไปอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ทั้งประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยต้องเผชิญต้นทุนและเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม 

    รัฐบาลจึงควรเร่งจัดตั้งกลไกเจรจาร่วมรัฐ-เอกชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จัดทำข้อมูลรายอุตสาหกรรม และเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐฯ ให้ทันกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะเดียวกันไทยควรเร่งปิดช่องว่างด้านตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป บริการ และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากยุโรป หากไทยเดินหน้าได้เร็ว จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การค้าโลก

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งวัตถุดิบเกษตร ห่วงโซ่อาหาร น้ำใช้ในภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในบางพื้นที่ ภาครัฐจึงควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงปลายปี

    จากปัจจัยดังกล่าวเห็นว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อ แต่ต้องใช้จังหวะที่เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการส่งออกบางกลุ่ม การท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ เร่งแก้จุดเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้เม็ดเงินในประเทศหมุนกลับไปสู่ผู้ผลิตไทย ลดภาระต้นทุนการผลิต บรรเทาแรงกดดันจากสินค้านำเข้า เปิดตลาดส่งออกใหม่ และยกระดับโรงงานไทยให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น 

    ดังนั้น มาตรการครึ่งปีหลังจึงควรเดินสองทางควบคู่กัน คือ พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาว เพื่อให้แรงส่งทางเศรษฐกิจไม่จบลงเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    เสนอ 5 มาตราการภาครัฐ

    ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 5 เรื่องสำคัญในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบด้วย

    • ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีแบบมุ่งเป้า โดยผูกกับการซื้อสินค้าไทย สินค้า Made in Thailand การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการช่วย SMEs ให้เข้าถึงตลาดจริง
    • ดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม โดยเร่งตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การทุ่มตลาด การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และการนำเข้าที่กระทบต่อผู้ผลิตไทย
    • ปรับต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน โลจิสติกส์ การบริหารจัดการน้ำ และกฎระเบียบที่เป็นภาระ เพื่อให้โรงงานไทยแข่งขันได้และกลับมาใช้กำลังการผลิตได้สูงขึ้น
    • เร่งเจรจาการค้าและ FTA ตามแผนของไทย เช่น FTA ไทย-อียู,FTA อาเซียน-แคนาดา, FTA ไทย -เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อในการส่งออกให้กับสินค้าไทย 
    • เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตสมัยใหม่ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Digital Technology และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ FDI ผ่านการส่งเสริมการใช้ Local Content และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ez_ouHD4JNTbxAG5jLCel

  • ‘เศรษฐกิจไทย’ รอไม่ได้  ‘ธปท.’แนะฟื้นจีดีพียืนเหนือ 3%

    ‘เศรษฐกิจไทย’ รอไม่ได้ ‘ธปท.’แนะฟื้นจีดีพียืนเหนือ 3%

    ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยจัดงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2 หลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของไทย และเงินเฟ้อ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีคำถามว่า จะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อสถานการณ์ใดนั้น ดร.ดอนย้ำว่าหน้าที่หลักของธปท.คือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

    ขณะนี้สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแม้จะเบาบางลง แต่ยังไม่สามารถตัดความกังวลออกไปได้

    นอกจากนี้มองว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ อาจต้องรอให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ต้องกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งอย่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 2.7% และต้องสามารถรักษาการเติบโตในระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยหากเศรษฐกิจเติบโตได้ใกล้ 3% เป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะถือว่าเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง

    วันนี้เศรษฐกิจไทยจวนตัวแล้ว หากไม่สามารถพลิกฟื้นหรือปรับโครงสร้างรอบนี้ได้ จะกลับมาแก้ในอนาคตก็จะยากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้โตต่ำนานๆจะนำมาสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพและส่งผลต่อศักยภาพประเทศไทยในระยะยาวได้”

    นอกจากนี้ โอกาสที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย ยังมาจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือกรณีที่เห็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่นเดียวกับในปี 2565 ที่เกิดภาวะ Supply Shock จนธปท.ต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    ประกอบกับในช่วงที่อุปสงค์ (Demand) เพิ่มขึ้นแล้ว หากยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน จากการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดการเก็งกำไรเกินควร หรือเกิดการก่อหนี้ภาคครัวเรือนมากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นเหตุผลที่นำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปจะมีลักษณะเป็นรูปภูเขาโดยคาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงปีนี้และไปแตะระดับสูงสุดในไตรมาสที่ 4สาเหตุหลักมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมาประกอบกับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่อาจเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เงินเฟ้อจะสามารถปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เอง

    หากดูกลไกการส่งผ่านราคาพบว่าจะเห็นได้จากทั้งทางตรง (Direct First-round Effect) คือผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อตะกร้าเงินเฟ้อ ขณะที่ทางอ้อมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าในหมวดพื้นฐานซึ่งมีน้ำหนักถึง 70% ในตะกร้า CPI

    ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าแม้จะมีการส่งผ่านต้นทุนอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในลักษณะที่มีความหนืดและไม่มีสัญญาณของการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องและยังไม่พบสัญญาณของ Second-round Effect หรือการที่ประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงจนนำไปสู่การปรับขึ้นราคาและค่าจ้างอย่างต่อเนื่องจนควบคุมไม่ได้

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน มองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายและสอดคล้องกับบริบทที่เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ปัจจุบันยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    แม้ปัจจุบันจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่แบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมที่จะพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมทันที หากสถานการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงเปลี่ยนไปในอนาคต

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งที่ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ส่งผลให้มีการปรับประมาณการการเติบโตจีดีพีจาก1.5% เป็น2.3%

    อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้นแต่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความไม่ทั่วถึงในการฟื้นตัว

    โดย3 ปัจจัยบวกหนุนเศรษฐกิจปี 2569มาจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางน้อยกว่าที่คาดแม้จะมีความตึงเครียดแต่เศรษฐกิจโลกและไทยมีความยืดหยุ่น (Resilient) มากกว่าที่ประเมินไว้ บวกกับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลดีต่อทั้งการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน

    สุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐผลของ พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่นำมาคำนวณในรอบนี้

    ทั้งนี้มองว่าไซเคิลขาขึ้นของการลงทุนนี้ ในด้านเอไอหรือเทคโนโลยีจะอยู่ได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 2 ปี แต่มีความกังวลเรื่องโครงสร้างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังกระจุกตัวสูง

    โดยพบว่าผู้ส่งออกเพียง 1% หรือประมาณ 105 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ที่ครองมูลค่าการส่งออกถึง 85% ของกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูงขึ้น

    โดยมีสัดส่วน Import Content เพิ่มจาก 48% ในอดีตมาเป็น 70% ในปัจจุบัน ทำให้ผลบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242203&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw213mlu1Rlp4avNOIXKy0z6

  • ความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าต่างประเทศของอิหร่าน

    ความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าต่างประเทศของอิหร่าน

    การประชุมคณะกรรมการด้านการส่งออกและการบริหารการนำเข้าแห่งหอการค้าเมืองตาบริซ จัดขึ้นโดยมีสมาชิกคณะกรรมการและผู้ประกอบการเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาการค้าต่างประเทศของอิหร่านภายใต้สถานการณ์ใหม่

    นาย ซัยยิด ยูเซฟ โฮเซนี ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวถึงสถานการณ์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาและผลกระทบต่อการค้าต่างประเทศของประเทศว่า จากเหตุการณ์สงครามล่าสุดและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าทางทะเลของอิหร่าน โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาเส้นทางทางเลือกใหม่สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นาย ซัยยิด ยูเซฟ โฮเซนี เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ รวมถึงการค้นหาตลาดและเส้นทางการค้าใหม่ ๆ พร้อมระบุว่า ตุรกี ประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย และรัสเซีย เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายการค้าทดแทน เนื่องจากมีทั้งตลาดขนาดใหญ่และศักยภาพด้านเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อิรัก ก็ถือเป็นอีกตลาดสำคัญที่มีศักยภาพในการขยายการค้าระหว่างกัน

    นายโฮเซนียังกล่าวถึงประสบการณ์ของจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออกในการค้ากับประเทศทางตอนเหนือ โดยระบุว่า จังหวัดแห่งนี้มีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินกิจกรรมการค้าผ่านระเบียงเหนือ และตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเป้าหมาย จึงสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการค้าผ่านระเบียงดังกล่าวได้

    นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการด้านการส่งออกและการบริหารการนำเข้าแห่งหอการค้าเมืองตาบริซ ยังเปิดเผยว่าจะมีการจัด งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติ ที่กรุงมอสโกในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งในการใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงของบริษัทอิหร่านในตลาดรัสเซียได้มากขึ้น

    โฮเซนียังกล่าวถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านและรัสเซียว่า เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ขณะนี้มีการดำเนินการหลายด้าน ทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการค้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขยายตัวของการค้าระหว่างสองประเทศ ในอีกประเด็นหนึ่ง โฮเซนีได้กล่าวถึงการขนส่งทางรถไฟระหว่างอิหร่านและรัสเซีย โดยระบุว่า ปัจจุบันเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางรางจากอิหร่านไปยังรัสเซียใช้เส้นทางผ่าน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

    เขาเสริมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการเร่งดำเนินโครงการรถไฟต่าง ๆ เช่น โครงการรถไฟ รัชต์–อัสตารา (Rasht–Astara Railway) จะมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้า และช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย

    ในช่วงท้ายของการประชุม สมาชิกคณะกรรมการและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น และนำเสนอปัญหาที่พบในด้านการส่งออก การนำเข้า และการขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางในการแก้ไขอุปสรรคที่มีอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z0n1ic5w5jn2nkxtsnkpftb9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v8mmN_j0nWRMjaFL8voW-

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.0% ปีนี้ เซ่นสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.0% ปีนี้ เซ่นสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ในวันนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.0% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2568 และต่ำกว่าคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.1%

    รายงานระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้ได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก อันเป็นผลจากความคืบหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย

    IMF ระบุว่า จากสมมติฐานที่ว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นโยบายการเงินจะมีความผ่อนคลายน้อยลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายรวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่จนถึงปี 2570 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับโลกเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงสู่ระดับ 3.9% ในปี 2570 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการในเดือนเมษายน

    ขณะเดียวกัน IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวอย่างมาก โดยอัตราการเติบโตจะลดลงจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 3.5% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570

    รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570

    สำหรับการขยายตัวของประเทศและภูมิภาคสำคัญ ได้แก่:-

    • สหรัฐ คาดว่าจะเติบโต 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายน
    • ยูโรโซน คาดว่าจะเติบโต 0.9% ในปี 2569 และ 1.2% ในปี 2570 โดยประมาณการปี 2569 ลดลง 0.2% จากรายงานเดือนเมษายน
    • สหราชอาณาจักร คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 1.0% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 1.3% ในปี 2570 หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย

    สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 3.8% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปี 2570

    ส่วน จีน คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 0.2% ทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโต

    ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างมากเหลือเพียง 0.7% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 6.5% ในปี 2570 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ปี 2569 ลง 1.2% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 ขึ้น 1.9%

    IMF ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับฐานของกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก

    IMF ระบุว่า ลำดับความสำคัญของนโยบายในขณะนี้คือการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา โดยอิงความเป็นอิสระของธนาคารกลางและการกำกับดูแลภาคการเงินที่เข้มแข็ง พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ความพร้อมในการใช้ AI และการปรับสมดุลเศรษฐกิจภายในประเทศ

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw234Tpn0KtOzNr1z-KgAa4p