Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่

    ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่

    ‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลก 5D ผนึก ‘รัฐ-เอกชน’ ดันเกษตร-ชุมชน-SMEs-การท่องเที่ยว-การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    ‘ศุภจี’ เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘เรามีอะไร’ เป็น ‘ตลาดต้องการอะไร’

    พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า

    วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้

    โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    ศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทย ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามีอะไร’ หรือ ‘เราจะผลิตอะไร’ แต่ต้องถามว่า ‘ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร’ พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ

    ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” ศุภจี กล่าว

    สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

    ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

    รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ศุภจี ชี้ว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง ‘จำนวนนักท่องเที่ยว’ ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    นอกจากนี้ แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    “ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” ศุภจี กล่าว

    ‘วีระศักดิ์’ ชู Visitor Economy เปลี่ยน ‘นักท่องเที่ยว’ เป็นผู้มาเยือนสร้างประสบการณ์-กระจายรายได้

    ด้านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

    ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    โดยการท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง ‘เมืองรองในเมืองหลัก’ และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือน มีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    ‘กอบศักดิ์’ เจาะต้นตอปัญหา รู้แล้วต้องแก้ให้ได้

    ขณะที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

    “ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

    สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

    “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

    ภาพ: Thailand janews / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supajee-5d-plan-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ni-Ki1_So8VtfQE4t5H_U

  • นายกฯ ลุยต่อ เยือนนิวซีแลนด์ ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ ลุยต่อ เยือนนิวซีแลนด์ ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    ‘นายกฯ’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22 ส.ค. โดยมีนางแอน แอลลี (The Honourable Anne Aly MP)
    รัฐมนตรีด้านการพัฒนานะหว่างประเทศ กิจการพหุวัฒนธรรม และดูแลด้านกิจการขนาดเล็กในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นผู้มาส่งที่สนามบิน

    ทั้งนี้ นายกฯ และคณะ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ (Auckland Airport) ประเทศนิวซีแลนด์ ในเวลาประมาณ 14.35 น. ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 5 ชม. โดยมีนางเพนนี ซิมมอนด์ส (The Honourable Penny Simmonds) รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และ เทคโนโลยีนิวซีแลนด์ เป็นผู้มาต้อนรับ

    เมื่อเดินทางถึงนิวซีแลนด์ นายกฯ มีกำหนดการเริ่มปฏิบัติภารกิจทันที โดยในช่วงเย็น นายกฯมีกำหนดพบหารือกับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    สำหรับวันศุกร์ที่ 21 ส.ค. ในช่วงเช้า นายกฯมีกำหนดเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ ก่อนเข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็กกับนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน (The Right Honourable Christopher Luxon) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมแถลงข่าว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา

    ในช่วงบ่าย นายกฯมีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท NZAero ผู้ผลิตอากาศยานของนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการบิน และแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์

    ทั้งนี้ นายกฯ และคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค.นี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ

        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5854244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WKAAZD3Lx4OCHKNlBXjgk

  • ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

    ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

    “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุด ขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน

    วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว อิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัทธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ในรูปแบบใดๆ ให้แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามาตรการลงโทษประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่านจะมีรูปแบบใด หรือจะมุ่งเป้าไปยังประเทศใดเป็นพิเศษ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าและพลังงานในภูมิภาค 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2953968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KF_uRTYP7aF4MYKaEvhiG

  • เหวี่ยงหนัก!! “ทรัมป์” ประกาศสงครามเศรษฐกิจขั้นสุด “อิหร่าน” ชาติไหนช่วยเหลือ เตรียมเผชิญผลกระทบรุนแรง | TOPNEWS

    เหวี่ยงหนัก!! “ทรัมป์” ประกาศสงครามเศรษฐกิจขั้นสุด “อิหร่าน” ชาติไหนช่วยเหลือ เตรียมเผชิญผลกระทบรุนแรง | TOPNEWS

    ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า การลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การโอนเงินสด บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือ และบริษัทหน้าฉาก เป็นช่องทางที่เขาต้องการปิดกั้นทันที

    ในโพสต์เดียวกัน ทรัมป์ อ้างอีกเช่นเคยว่า กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่านถูกทำลาย และค่าเงินของพวกเขาก็ไร้ค่า ระบอบการปกครองของอิหร่าน “กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย” และไม่ลืมเน้นย้ำว่าอิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

    การประกาศล่าสุดของทรัมป์ เป็นการขยายการรณรงค์กดดันที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายนภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “ความโกรธแค้นทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Fury ) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตัดสิ่งที่เรียกว่า แหล่งเงินทุนสนับสนุนการก่อการร้ายและรายได้ทั่วโลกของอิหร่าน และมีขึ้นเกือบหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน “อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก” แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดใด ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1667137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_uorBawBky-ovpa-B3qub

  • ทรัมป์ ลั่นเปิด “สงครามเศรษฐกิจ” ถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษขั้นสุดแก่ชาติที่เข้าช่วย

    ทรัมป์ ลั่นเปิด “สงครามเศรษฐกิจ” ถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษขั้นสุดแก่ชาติที่เข้าช่วย

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศยกระดับมาตรการกดดันขั้นสูงสุดต่อประเทศอิหร่าน โดยขู่ว่าจะเปิดฉาก “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่บดขยี้รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยทำมาต่อประเทศใดๆ บนโลก” พร้อมขู่ว่าจะลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงต่อประเทศ บริษัท หรือสถาบันการเงินใดก็ตามที่ให้การช่วยเหลือรัฐบาลเตหะรานในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    เปิดปฏิบัติการ “Operation Economic Fury” – ไล่บี้เส้นทางเงินและสกัดน้ำมัน

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังจะเริ่ม “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” พร้อมอ้างว่ากองทัพเรือ กองทัพอากาศ และโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่านถูกทำลายลงจนเกือบหมด และค่าเงินของอิหร่านกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ จนทำให้รัฐบาลอิหร่านตกอยู่ในภาวะแขวนอยู่บนเส้นด้าย

    ผู้นำสหรัฐฯ เน้นย้ำว่าจะสั่งการให้ปิดเส้นทางการเงินและการขนส่งที่เป็น “สายป่าน” ของอิหร่านโดยทันที ซึ่งรวมถึงขบวนการลักลอบขนส่งน้ำมัน, สายการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap Lines), การโอนเงินสด, ร้านแลกเปลี่ยนเงิน, ทะเบียนเรือพาณิชย์ และบริษัทนอมินีทั้งหมด โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่ยินยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นอันขาด ซึ่งมาตรการนี้เป็นการขยายผลยุทธการ “Operation Economic Fury” ที่รัฐบาลทรัมป์เปิดฉากมาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงการเงินของอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378981962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NxElSpL6oJMyh9_rl-8aT

  • ยังน่าห่วง! มวลน้ำทะลักจมเขตเศรษฐกิจน่าน สั่งเฝ้าระวัง-ตั้งรับอพยพ 24 ชม. | เดลินิวส์

    ยังน่าห่วง! มวลน้ำทะลักจมเขตเศรษฐกิจน่าน สั่งเฝ้าระวัง-ตั้งรับอพยพ 24 ชม. | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านเช้าวันนี้ยังน่าเป็นห่วง หลังมวลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือไหลลงสู่แม่น้ำน่าน ก่อนทะลักเข้าพื้นที่เขตเทศบาลเมืองน่าน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งมีบ้านเรือน ร้านค้า โรงแรม วัดโบราณสถานสำคัญ อย่างวัดภูมินทร์ ระดับน้ำได้เข้าท่วมแล้ว

    โดยระดับน้ำท่วมโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50 เซนติเมตร ขณะที่บางจุดพื้นที่ใกล้ริมแม่น้ำน่าน ลุ่มต่ำ อย่างบ้านท่าช้าง บ้านดอนแก้ว บ้านสวนตาลล่าง และบ้านดอนศรีเสริม-พวงพะยอม-ท่าลี่ มีระดับน้ำสูงถึง 1.50 เมตร ขณะที่น้ำยังย้อนขึ้นมาตามท่อระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังเพิ่มสูงขึ้น

    ข้อมูลเวลา 07.00 น. (20 ส.ค.) สถานี N.1 บริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้ อำเภอเมืองน่าน วัดระดับน้ำได้ 8.53 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 7 เมตร และสูงกว่าระดับพนังกั้นน้ำฝั่งเทศบาลเมืองน่านที่ 8.50 เมตร ขณะที่สถานี N.64 บ้านผาขวาง วัดได้ 9.57 เมตร และสถานี N.13A บ้านไผ่งาม อำเภอเวียงสา วัดได้ 8.14 เมตร ระดับตลิ่ง 6.50 เมตร

    ด้านเทศบาลเมืองน่าน ยังเดินเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 3 เครื่อง บริเวณคลองเจ้าฟ้า 24 ชั่วโมง เพื่อสูบน้ำสู้กับมวลน้ำจากแม่น้ำน่านที่ล้นทะลักเข้ามา โดยแต่ละเครื่องสามารถสูบน้ำได้ประมาณ 180 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชน ให้ได้รับผลกระทบและเสียหายน้อยที่สุด

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผวจ.น่าน กล่าวว่า จังหวัดยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมือในทุกด้าน แม้ประเมินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่น่าจะรุนแรงเท่าสถานการณ์น้ำท่วมปี 2568 ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุวิภา แต่ยังไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านยังสูงและมีมวลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม หากวันนี้ไม่มีฝนตกหนักซ้ำในพื้นที่ต้นน้ำและจังหวัดน่าน สถานการณ์มีโอกาสค่อย ๆ คลี่คลายและระดับน้ำลดลง แต่ช่วง 24 ชั่วโมงนี้ ยังเป็นช่วงเฝ้าระวังสำคัญ จังหวัดน่านขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเขตเมืองน่านและอำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนล่างรับน้ำ ติดตามประกาศทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของ รถยนต์ และกลุ่มเปราะบางขึ้นสู่พื้นที่ปลอดภัยทันที หากได้รับการแจ้งเตือนให้อพยพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6122829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G1yaN0V_-9m5eFoNGIQ6X

  • ทรัมป์เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ยื่นมือช่วย : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ยื่นมือช่วย : อินโฟเควสท์

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่ออิหร่าน พร้อมขู่ลงโทษทางการเงินอย่างหนักกับทุกประเทศที่ช่วยอิหร่านหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และกล่าวโทษอิหร่านที่ไม่ยอมบรรลุข้อตกลง

    ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า “กองทัพเรือของพวกเขาหมดสภาพ กองทัพอากาศถูกทำลาย โรงงานผลิตอาวุธกลายเป็นเศษซาก ค่าเงินไร้ค่า และประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น”

    “วันนี้ ผมขอประกาศด้วยว่า ประเทศใดก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐ ส่งความช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดแก่ระบอบอิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงด้วยตัวเอง” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติม

    พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า นี่จะเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน

    ผู้นำสหรัฐฯ ระบุช่องทางที่ต้องการให้สั่งปิดทันที ทั้งการลักลอบขนส่งน้ำมัน สวอปไลน์สกุลเงิน การโอนเงินสด สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือ และบริษัทนอมินี พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีทางยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด

    การประกาศครั้งนี้เป็นการยกระดับแคมเปญกดดันที่ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มไว้ตั้งแต่เดือนเม.ย. เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ให้อิหร่านนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย

    ทั้งนี้ สถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกายังเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันอังคารว่า สหรัฐฯ ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับอิหร่านหลังจากข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีการขยายเวลา และอ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดและสามารถเดินเรือได้ตามปกติ ซึ่งขัดแย้งกับที่โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน

    สื่อรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านกำลังประเมินความเป็นไปได้ในการโจมตีทรัพย์สินหรือฐานทัพของสหรัฐฯ ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บัลแกเรีย ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้อนุมัติให้กองทัพสหรัฐฯสามารถใช้ฐานทัพอากาศเบซเมอร์ในการเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินรบ ขณะเดียวกันแหล่งข่าวระบุว่า ไซปรัส ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี หากสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/634596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi6UHeYKLqQRoDAvJZGXV

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (20 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAXUgQhyMTEkPw1BJY5fl

  • “ทรัมป์” ประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจขั้นสูงสุด! ขู่ลงโทษรุนแรงทุกประเทศช่วยอิหร่าน-ขู่ตัดท่อน้ำเลี้ยงระดับโลก

    “ทรัมป์” ประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจขั้นสูงสุด! ขู่ลงโทษรุนแรงทุกประเทศช่วยอิหร่าน-ขู่ตัดท่อน้ำเลี้ยงระดับโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/168795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ij_LaapM2mJejwnTo0LvW

  • ทรัมป์ประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เล็งโดดเดี่ยวอิหร่าน

    ทรัมป์ประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เล็งโดดเดี่ยวอิหร่าน

    ทรัมป์ประกาศสงครามเศรษฐกิจ ขู่ลงโทษชาติที่ช่วยอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า จะเปิดฉากปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจหรือให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้จะต้องเผชิญกับ ‘ผลทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล’ โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบหกเดือน และช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้นอย่างหนัก

    ประกาศบน Truth Social สั่นสะเทือนโลก

    ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า กำลังประกาศ ‘ปฏิบัติการบดขยี้ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีมาต่อประเทศใดก็ตาม’ พร้อมระบุว่านี่คือ ‘สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน’ โดยกิจกรรมที่ต้องหยุดทันที ได้แก่ การลักลอบขายน้ำมัน การโอนเงินสด บริษัทหน้าฉาก และทะเบียนเรือ

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ หนุนแผนโดดเดี่ยวอิหร่าน

    รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะเร่งมาตรการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล ซึ่งกระทรวงการคลังได้ดำเนินปฏิบัติการที่เรียกว่า ‘Operation Economic Fury’ มาหลายเดือนแล้ว เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของอิหร่านผ่านมาตรการคว่ำบาตรเป้าหมาย

    อิหร่านยังคงท้าทาย ช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด

    อิหร่านแสดงท่าทีท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลังรับมือการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ มาหลายเดือนโดยไม่ล่มสลาย สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล และอิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วภูมิภาค ขณะที่สำนักข่าว Axios รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังอำนวยความสะดวกให้เรือ 15-20 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อคืน ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งก่อนสงคราม

    UAE ระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน หลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลสองลูก ก่อนหน้านี้ UAE เคยเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร ทรัมป์ยังเรียกร้องให้พันธมิตรทุกชาติ ‘ยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-announces-crushing-economic-operation-against-iran&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKITADdrQyd20vkZEcZtm