Category: เศรษฐกิจ

  • ขุนคลังสหรัฐฯ ชูการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นวาระสูงสุดในการประชุม G20 สิ้นเดือนนี้ : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ ชูการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นวาระสูงสุดในการประชุม G20 สิ้นเดือนนี้ : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ว่า การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะเป็นวาระสำคัญสูงสุดในการประชุมรมว.คลังของกลุ่ม G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่สหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนนี้

    เบสเซนต์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “ข้อความที่เราส่งไปยังประเทศพันธมิตรและคู่ค้าคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคือแนวทางในการจัดการกับกองหนี้มหาศาลนี้” พร้อมเน้นย้ำว่า ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ซึ่งรวมถึงจีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และอินเดีย จำเป็นต้องนำกลุ่ม G20 กลับคืนสู่ “ภารกิจหลัก”

    ทั้งนี้ เบสเซนต์ได้เรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม และกล่าวว่า “เรากำลังผลักดันวาระการเติบโตแบบอเมริกันไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของโลกอย่างจริงจัง”

    การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 จะจัดขึ้นที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. ถึง 1 ก.ย. โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการวางรากฐานสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำปลายปีที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นประธาน

    ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สด เบสเซนต์กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เขากล่าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะบังคับใช้ “มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์” ต่ออิหร่าน

    “ผมจะจัดงานแถลงข่าวในวันจันทร์ (24 ส.ค.) เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะดำเนินการอย่างละเอียด” เขากล่าว

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.) ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” ต่ออิหร่าน ในขณะที่เขาพยายามหาทางเพื่อบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือน

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VyiNvYuDVLhcSi-19kWr7

  • เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ

    เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ

    เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ “Hub” ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค


    21/08/2569 | 31 |

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ส่งผลให้เกิดการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Relocation) ครั้งใหญ่ ภูมิภาคอาเซียนได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่เม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกกำลังไหลเข้ามา และในสมรภูมิแห่งโอกาสนี้ “ประเทศไทย” กำลังก้าวขึ้นมาโดดเด่นในฐานะศูนย์กลาง (Hub) เชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านภูมิศาสตร์ แต่ยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง

    นี่คือปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทำไมไทยจึงเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ที่นักลงทุนทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

    1. ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (The Logistics & Infrastructure Hub)
    ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน (Mainland ASEAN) ทำให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) ไปจนถึงจีนตอนใต้ได้อย่างไร้รอยต่อ

    โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC): เป็นหัวหอกสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนระดับโลก ผ่านความพร้อมของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง

    การเชื่อมโยงระบบราง: การพัฒนาระบบรางเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟจีน-ลาว ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังตลาดโลก ทำให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายสินค้าที่สำคัญของภูมิภาค

    2. หมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต (The New Economy Frontier)
    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โดยมีจุดเด่นใน 2 ภาคส่วนหลัก:

    ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub of ASEAN): จากฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ไทยได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำจากทั้งเอเชียและยุโรปให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ EV และแบตเตอรี่ในไทย

    เศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Digital & Data Center Hub): โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดึงดูดให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกตบเท้าเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center และ Cloud Infrastructure ในไทยอย่างต่อเนื่อง

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: เกราะคุ้มกันที่สร้างความเชื่อมั่น (Economic Stability)
    การเป็น Hub ที่ดีต้องอาศัยรากฐานที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เศรษฐกิจไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล:

    เสถียรภาพด้านการเงินและการคลัง: ไทยมีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่วและหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็น “เบาะรองรับแรงกระแทก” จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างดีเยี่ยม

    ความยืดหยุ่นของค่าเงินบาท: การบริหารจัดการนโยบายการเงินที่รัดกุมช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เอื้อต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวสำหรับนักลงทุนต่างชาติและการนำเข้า-ส่งออก

    4. คุณภาพชีวิตและบุคลากร (Soft Power & Livability)
    นอกจากตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว “ความน่าอยู่” ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญ ระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยกย่องระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Expat ที่ครบครัน และเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ทำให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการดึงดูดแรงงานทักษะสูง (Talent) และนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานธุรกิจและอยู่อาศัย

    บทสรุป
    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้เติบโตด้วยการพึ่งพาโมเดลเดิมอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับตัวเองสู่การเป็น “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของอาเซียน” อย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่างข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัย การมุ่งสู่อุตสาหกรรมอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือ “เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน” ที่แข็งแกร่ง ทำให้ประเทศไทยพร้อมกางใบเรือรับลมแห่งโอกาส ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ และก้าวสู่อนาคตในฐานะผู้นำเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/533435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pIEWYkwTNTje-bLfA4sU1

  • ทรัมป์โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านเสี่ยงถูกจีน’ตอบโต้’

    ทรัมป์โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านเสี่ยงถูกจีน’ตอบโต้’

    ชัดเจนว่าสหรัฐหันมาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านหลังจากการโจมตีทางอากาศไม่ได้ผล เป้าหมายสำคัญคือจีน ลูกค้าน้ำมันอันดับหนึ่ง การกระทำดังกล่าวอาจกระตุ้นให้จีนต้องตอบโต้

    เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนที่ขุนคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ลั่นวาจามุ่งกดดันคู่ค้าเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน เขาใช้คำพูดของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เตือนพันธมิตรสหรัฐหลังการโจมตี 11 ก.ย.

    “คุณจะเป็นพวกเราหรือต่อต้านเรา”

     “นี่จะเป็นการร่วมมือกันโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก” เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

    ภาษาตรงไปตรงมาแบบนี้เน้นย้ำความปรารถนาของรัฐบาลวอชิงตันที่จะลงโทษประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยเบสเซนต์จะเผยแผนการในวันจันทร์ (24 ส.ค.) อย่างไรก็ตาม นั่นยังสะท้อนว่าสหรัฐไม่มีทางลงจากสงคราม และจีนถือเป็นบททดสอบใหญ่สุดต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันว่าจะทำได้จริงหรือไม่

    จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ และนับถึงขณะนี้รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่อยากเข้าไปวอแวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างปักกิ่งกับเตหะราน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังจะไปเยือนสหรัฐในเดือนหน้า สองเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกกำลังหาทางสงบศึกการค้าระหว่างกัน

    อิหร่านนั้นถูกคว่ำบาตรหนักหน่วงมาหลายสิบปีแล้ว ขณะนี้ยังถูกสหรัฐปิดล้อมท่าเรือมานานหลายเดือน หลังการโจมตีทางอากาศไม่สามารถบีบให้เตหะรานลงนามยุติสงคราม, เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และละทิ้งวัตถุนิวเคลียร์ได้

    ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวอชิงตันจะมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจใดหลงเหลืออยู่ มากไปกว่าการเล่นงานจีน หรือเพิ่มการคว่ำบาตรต่อบริษัทเล็กๆ ที่ทำธุรกิจกับอิหร่านในประเทศอื่น แต่ความเสียหายต่อนานาประเทศทั่วโลกนั้นหนักขึ้นทุกทีเมื่อสงครามยืดเยื้อ

    “สหรัฐไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดกับประเทศอย่างอิหร่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร” อาลี วาเอซ รองผู้อำนวยการโครงการของกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศกล่าว “ประธานาธิบดีไม่มีความอดทนมากพอที่จะทำให้มาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์จะวัดกันเป็นเดือน ไม่ใช่สัปดาห์”

    ในวันพุธ (19 ส.ค.) ทรัมป์เตือนว่า “ประเทศใด ๆ ก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลต่อชีวิตให้กับอิหร่าน จะต้องเจอผลร้ายแรงทางเศรษฐกิจตามมา” ทรัมป์เน้นย้ำถึง “การลักลอบค้าน้ำมัน การสวอปเงิน โอนเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา จดทะเบียนเรือ บริษัทบังหน้า ทั้งหมดต้องหยุดเดี๋ยวนี้”

    การมุ่งเน้นไปที่น้ำมันทำให้ปักกิ่งที่ซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านถึง 90% ตกเป็นเป้าหมายวอชิงตันคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระบางแห่งของจีนไปแล้วตั้งแต่เริ่มสงครามในเดือน ก.พ.แต่ยังไม่ได้เล่นงานธนาคารขนาดใหญ่ของจีนที่ให้เงินทุนสนับสนุนการค้าดังกล่าว

    “วอชิงตันต้องการให้ความสำคัญกับสงครามเศรษฐกิจรอบใหม่เหนือกว่าความสัมพันธ์กับจีนอย่างนั้นหรือ? ถ้าเลือกทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก” คริส เคนเนดี นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐ จากบลูมเบิร์กอีโคโนมิค กล่าวและว่า ภัยคุกคามใหม่คือ “การยอมรับว่าสหรัฐกำลังหมดทางเลือก”

    การตัดสินใจใดๆ เพื่อเล่นงานจีนเสี่ยงทำให้ความตึงเครียดหนักข้อขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนทรัมป์จะต้อนรับสี มาเยือนวอชิงตันครั้งแรกในรอบสิบปี ทั้งยังเสี่ยงถูกจีนโต้กลับซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.

    ปักกิ่งส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่าเอาคืนทรัมป์แน่ ที่เห็นได้ชัด เช่น ประกาศห้ามส่งออกแรร์เอิร์ธเพื่อบีบให้ทำเนียบขาวลดท่าทีแข็งกร้าวเรื่องภาษีลง

    ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนไม่ได้ให้คุณค่ากับคำขู่ของทรัมป์ที่จะใช้ “สงครามเศรษฐกิจ” กับคู่ค้าของอิหร่าน โดยระบุว่าวิธีการดังกล่าวจะไม่ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาค

    “ไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทรัมป์เสนอได้เพียงพอที่จะขอให้สี จิ้นผิง ยอมจำนนต่อทรัมป์อย่างเปิดเผยและมีผลกระทบอย่างมากเช่นนี้” เบรตต์ เอริคสัน กรรมการผู้จัดการของ Obsidian Risk Advisors และผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรกล่าว

    “นี่เป็นการขอให้ปักกิ่งยินยอมให้สหรัฐเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาสามารถทำธุรกิจกับใครได้ ทำกับใครไม่ได้ จีนไม่ได้ต้องการสร้างบรรทัดฐานแบบนั้น” เอริคสันย้ำ

    การที่ทรัมป์เน้นหยุดการขายน้ำมันแหล่งรายได้หลักของเตหะรานได้ส่งผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว

    “ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ การส่งออกน้ำมันของเราแทบหยุดไปเลย” อับโดลนาเซอร์ เฮมมาตี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของรัฐในสัปดาห์นี้

    แม้จีนเป็นเป้าหมายชัดเจนที่สุด แต่ชาติอื่นๆ ก็อาจโดนด้วยหากสหรัฐโดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านมากขึ้นไปอีก

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านโดยรวม และเป็นผู้จัดหาสินค้าต่างประเทศและเงินตราต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดสัปดาห์นี้ ยูเออีประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน โดยอ้างว่าเตหะรานยิงขีปนาวุธใส่ดินแดนของตน

    ตุรกี พันธมิตรนาโตของสหรัฐเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่รองจากจีน อินเดีย พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่ทรัมป์พยายามเจรจาการค้าด้วย ก็เป็นผู้ส่งออกสินค้ารายสำคัญให้อิหร่านโดยเฉพาะอาหารและยา

    บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราในยูเออีและอิรักยังช่วยอิหร่านส่งเงินจากการขายน้ำมันกลับประเทศด้วยเช่นกัน โดยแปลงเงินที่ได้รับ (ส่วนใหญ่มักเป็นเงินหยวนของจีน) เป็นสกุลเงินที่เตหะรานสามารถใช้ได้ แต่การมุ่งเป้าไปที่บริษัทเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอที่จะบีบให้อิหร่านยอมจำนน

    และแม้นานาประเทศไม่โต้กลับก็ไม่แน่ใจว่าการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล

    นักวิเคราะห์เตือนด้วยว่า สหรัฐจะตัดสายสัมพันธ์ทางการค้าของอิหร่านได้ทั้งหมดหรือไม่ เช่น เส้นทางการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านที่ดำรงอยู่หลายชั่วอายุคน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความผูกพันอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์

    แคลร์ โอ’นีล แมคเคลสกี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านมาตรการคว่ำบาตร Clarity Compliance Consulting กล่าวว่า หลายสิ่งหลายอย่างจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายสหรัฐและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย

    “ณ จุดนี้เฉพาะการขู่กว้าง ๆ ออกสื่อไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ “จะต้องมีการดำเนินการจริงต่อธนาคารหรือบริษัทต่างชาติเสียก่อน ประเทศที่ 3 จึงจะเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์เล็งใครเป็นเป้าหมาย” นักวิเคราะห์รายนี้ให้ความเห็น

    ที่มา: บลูมเบิร์ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1248386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31VQnLfE4Ls5TCfiS6NHQR

  • “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 สกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐอเมริกา ระบุผ่านสำนักข่าว CNBC ว่า สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านแบบหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะบดขยี้เศรษฐกิจและทำลายระบอบการปกครองของอิหร่าน โดยมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกในอนาคต

    ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social ว่า เตรียมทำสงครามทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน พร้อมเตือนประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน อาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงตามมา

    ขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า การสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่สหรัฐฯ จะใช้เพื่อต่อกรกับอิหร่าน รวมถึงจะช่วยให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การที่อิหร่านไม่สามารถสร้างขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ยอมรับว่าแนวทางนี้อาจค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะอิหร่านต้องพยายามใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจโต้กลับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

    ด้านอับบาส อารัคชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Economic D-Day) ที่สหรัฐฯ เตรียมใช้ต่ออิหร่าน ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เอง พร้อมเตือนว่าการกดดันเช่นนี้จะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ

    เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมาย และเตือนว่าสหรัฐฯ รวมถึงใครก็ตามที่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

    ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ไปตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวจากกองทัพสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ซึ่งปกติประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ประจำการในตะวันออกกลางมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2568

    สื่อหลายสำนักรายงานอ้างคำพูดของญาติลูกเรือ ว่า บนเรือ USS Abraham Lincoln มีปัญหาขาดแคลนอาหารและระบบประปาชำรุด รวมทั้งมีข่าวลูกเรือพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ขณะที่ทรัมป์เคยออกมาปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว แต่ยืนยันเช่นกันว่า จะมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นเข้ามาแทน ส่วนสำนักข่าว CNN รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือ USS Abraham Lincoln เริ่มเดินทางมุ่งหน้ากลับประเทศแล้ว

    สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่แน่นอน ทำให้หลายชาติเดินหน้าใช้กระบวนการทางการทูตหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอียิปต์เปิดบ้านหารือกับผู้นำกาตาร์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับประกันเสรีภาพการเดินเรือและไม่นำมาใช้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ใดๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่หารือโอมาน โดยเน้นประเด็นความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ

    ความเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสู่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.2569 ทั้งราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 2 ทะลุ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อ่านข่าว :

    จับตาอิหร่านเปลี่ยนเกมสงคราม มุ่งโจมตีเชิงรุก-กดดันสหรัฐฯ

    ทรัมป์โพสต์ “ฮอร์มุซ” ดินแดนใหม่สหรัฐฯ เตหะรานสวนกลับ “ไม่มีสิทธิ์”

    เหมืองทองถล่มใน “แอฟริกากลาง” ดับทะลุ 100 คน จนท.เร่งค้นหาผู้สูญหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMhzfCY7d1n6yGh1Y3qdf

  • มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    ภายใต้นโยบายกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Look East Policy) นั้นอิหร่านให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกและกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ระบบการเงิน และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 680 ล้านคนและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและประตูเชื่อมโยงสินค้านำเข้า-ส่งออกของอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภาคธุรกิจของอิหร่านเห็นว่า จุดแข็งของมาเลเซียอยู่ที่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนและตลาดใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความพร้อมด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม   ฮาลาลระดับโลก จึงเอื้อต่อการขยายตลาดของสินค้าอิหร่าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์ยาง พลังงาน และบริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค ทั้งนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจอิหร่านเสนอให้ใช้มาเลเซียเป็นทั้งศูนย์กลางกระจายสินค้า (Regional Distribution Hub) และฐานการส่งออกต่อ (Re-export Hub) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดอาเซียนและขยายการลงทุนในภูมิภาค

    ประธานคณะกรรมการการค้าร่วมอิหร่าน–มาเลเซีย เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างสองประเทศ ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือด้านการทูตเศรษฐกิจ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านการค้า สำนักข่าว Mehr News รายงานว่า อิหร่านนำเข้ายางธรรมชาติจากมาเลเซียคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่น้ำมันปาล์มยังเป็นสินค้านำเข้าหลัก โดยประมาณร้อยละ 80 ของน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตผงซักฟอกและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างทั้งสองประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างอิหร่านกับมาเลเซียยังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านธุรกรรมทางการเงิน ทำให้การซื้อขายสินค้าหลายประเภทต้องดำเนินการผ่านบริษัทตัวกลาง ส่งผลให้ต้นทุนทางการค้าเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ภาคเอกชนของอิหร่านจึงเสนอให้ทั้งสองประเทศพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การค้าระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade) หรือการจัดทำช่องทางการชำระเงินทางเลือก เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างผู้ประกอบการโดยตรง ลดการพึ่งพาตัวกลาง และบรรเทาผลกระทบจากข้อจำกัดของระบบการเงินระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนผ่านการจัดทำฐานข้อมูลทางการค้า การศึกษาตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติของมาเลเซีย โดยเฉพาะงานด้านผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยสรุป แม้การคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับมาเลเซีย แต่ภาคธุรกิจของอิหร่านยังคงมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน หากสามารถพัฒนากลไกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้ารูปแบบแลกเปลี่ยนสินค้า ลดบทบาทของตัวกลาง และเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ก็จะช่วยยกระดับมูลค่าการค้าทวิภาคีและเสริมสร้างบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lqeikvukl53r3gsrfg6jzi6n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-MN49-85Y1TGmIFnjfQn

  • คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    วันนี้, 05:50น.

              นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามในการกดดันเศรษฐกิจของอิหร่าน เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มผู้ปกครองอิหร่าน ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC นายเบสเซนต์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ หรือต่อต้านสหรัฐฯ

              คำกล่าวของนายเบสเซนต์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ตามแก่ฝ่ายปกครองอิหร่านจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

              นายเบสเซนต์ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการที่จะนำมาใช้ แต่กล่าวว่าความร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ มาตรการทางเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยรายละเอียดในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่ประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

    …

    #คลังสหรัฐฯ

    #อิหร่าน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F-lKjG0AQoeWxnbQxTrsW

  • ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

    แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

    โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEIYJNPG-HXbduUdlWP4y

  • อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกล่าวหาสหรัฐว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังสหรัฐประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐว่า

    “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่ออิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองอิหร่านทุกคน ถือเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และผู้ที่เป็นผู้ดำเนินการและยุยงให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ สมควรถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีและลงโทษในข้อหาก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงเหล่านี้”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน

    “ไม่มีใครให้โอกาสสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากกว่าผม นี่จะเป็นสงครามทางเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social

    ปธน.ทรัมป์ยังเตือนว่า ประเทศที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้การสนับสนุนอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อช้วยเหลืออิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32vIdsZMzoJsHESfZ78Tmt

  • “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น


    20/08/2569 | 169 |

    กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมข้าวไทยในตลาดฟิลิปปินส์ โดยนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชน เข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวของฟิลิปปินส์ พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยและขยายโอกาสทางการค้าในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยและเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลก

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association: TREA) เดินทางเยือนกรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนได้เข้าหารือกับ Food Terminal Incorporated (FTI) รัฐวิสาหกิจด้านการค้าและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ร่วมกับ The Philippine Rice Importers Association (PRIA) และ Philippine Rice Industry Stakeholders Movement (PRISM) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าว ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์และลดอุปสรรคทางการค้า และหารือกับหน่วยงาน Bureau of Plant Industry (BPI) ซึ่งกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันการอำนวยความสะดวกการส่งออกข้าวไทยให้เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวคุณภาพของไทยชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของข้าวไทย กรมฯ ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร เบญจรงค์ ดุสิต มะนิลา ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา พร้อมด้วยผู้แทนจาก PRIA PRISM ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และ Influencers เข้าร่วมกว่า 60 ราย โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอาหารไทยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมรับประทานคู่กับ ข้าวหอมมะลิไทย และ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการรับรู้ในคุณภาพของข้าวไทย และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี

    นางอารดา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไทยเชิงรุกผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในด้านการติดตามนโยบายของประเทศคู่ค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า การสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า และการประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การรักษาตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพ

    การส่งออกในระยะยาว ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–มิถุนายน) ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.47 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว ร้อยละ 98.82 รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ร้อยละ 0.97 ข้าวเหนียว ร้อยละ 0.18 และข้าวหอมไทย ร้อยละ 0.03

    “ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ป้องกันความขาดแคลนจากภัยแล้ง และรักษาเสถียรภาพราคา แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคข้าวขาวหัก 25% แต่ความต้องการข้าวคุณภาพและข้าวชนิดพิเศษก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมือง ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังมองเห็นโอกาสของข้าวพื้นนุ่มของไทยและที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ รวมถึงข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปี 2569 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน” นางอารดา ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YNQ8haSlCCLLY1dxh-Xsa

  • ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    'ทรัมป์' เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน เปิดฉาก “Economic Warfare and Isolation” ครั้งใหญ่ พร้อมขู่ประเทศ สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน และหน่วยงานรัฐที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ชี้ต้องตัดทุกช่องทางการเงิน น้ำมัน และธุรกรรมที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่าน พร้อมย้ำ “Iran will never have a nuclear weapon”

    เปิดฉาก “Economic Warfare” ตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์กดดันอิหร่านครั้งใหม่ โดยยกระดับมาตรการทางเศรษฐกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Economic Warfare and Isolation” หรือ สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ทรัมป์ระบุว่า “รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง”

    พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นงานอิหร่าน แต่จะขยายผลไปยังประเทศและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางช่วยเหลืออิหร่านด้วย

    ทรัมป์ระบุว่า ไม่มีใครเคยมอบโอกาสให้อิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากเท่ากับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลอิหร่านล้มเหลวในการคว้าโอกาสดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายคือการตัดความสามารถของอิหร่านในการเข้าถึงเงินทุน ตลาด และช่องทางทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    สาระสำคัญของถ้อยแถลงอยู่ที่การประกาศ “Economic Warfare” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนระดับของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ จากการคว่ำบาตรเฉพาะเป้าหมาย ไปสู่การกดดันในวงกว้างเพื่อทำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

    ทรัมป์ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “Economic D-Day” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ร่วมมือกันตัดช่องทางที่ทำให้อิหร่านยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนศักยภาพทางทหารและการดำเนินงานในต่างประเทศ

    โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือด” ของเศรษฐกิจอิหร่าน ทั้งการลักลอบส่งออกน้ำมัน การทำธุรกรรมผ่านระบบแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินสด การใช้บริษัทตัวกลางหรือบริษัทนอมินี ตลอดจนการใช้ทะเบียนเรือเพื่ออำพรางแหล่งที่มาและปลายทางของธุรกรรม

    ขู่ประเทศที่ช่วยอิหร่าน เจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    จุดที่ตลาดโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือคำประกาศของทรัมป์ที่ไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะรัฐบาลอิหร่าน แต่ครอบคลุมไปถึง ประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

    ทรัมป์ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการให้ “lifeline” หรือช่องทางช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญกับ “TREMENDOUS Economic Consequences” หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการที่ถูกประกาศไม่ได้จำกัดความเสี่ยงไว้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินของอิหร่าน แต่มีโอกาสขยายไปถึงผู้ให้บริการและคู่ค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หากถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    น้ำมัน-การเงิน-เดินเรือ จุดเสี่ยงสำคัญ

    ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนถึงกิจกรรมที่ต้องยุติ ไม่ว่าจะเป็น Oil smuggling, swap lines, cash transfers, exchange houses, ship registries และ front companies ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลักลอบขนน้ำมัน การโอนเงินและธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน ไปจนถึงเครือข่ายบริษัทและการเดินเรือที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

    ดังนั้น หากมาตรการดังกล่าวถูกนำไปบังคับใช้อย่างเข้มข้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคการเงินของอิหร่าน แต่สามารถส่งผ่านมายัง ตลาดน้ำมัน การขนส่งทางเรือ การประกันภัย การชำระเงินระหว่างประเทศ และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับคู่ค้าหรือเส้นทางการค้าของอิหร่าน

    สำหรับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมและคู่ค้า เพราะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอาจถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น หากสหรัฐฯ เดินหน้าขยายมาตรการไปยังผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยให้อิหร่านเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก

    ย้ำเป้าหมายสกัดอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    นอกจากเป้าหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ทรัมป์ยังเชื่อมโยงมาตรการครั้งใหม่นี้กับเป้าหมายด้านความมั่นคง โดยระบุว่าอิหร่านจะต้องไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการฉายอำนาจหรือสนับสนุนกิจกรรมที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในระดับโลก

    ทรัมป์ยังย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “IRAN WILL NEVER HAVE A NUCLEAR WEAPON” หรือ “อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” ซึ่งสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/666951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSmIuUUHTrrOLERvfwltq