Category: เศรษฐกิจ

  • ส.อ.ท.  ชี้เศรษฐกิจครึ่งหลังปี 69 โตเปราะบาง หลังขาดดุลการค้าพุ่ง

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งหลังปี 69 โตเปราะบาง หลังขาดดุลการค้าพุ่ง

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

        นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง  ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส่งผลให้ประมาณการส่งออกปี 2569 ถูกปรับดีขึ้นเป็น 8-10% และกรอบการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 1.6-2.0%
    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่

    สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น คือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

    ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้วงเงินประมาณ 176,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs  อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้แรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การก่อสร้าง การใช้วัสดุภายในประเทศ และสร้างคำสั่งซื้อให้กับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างเป็นรูปธรรม

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ทั้งประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยต้องเผชิญต้นทุนและเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม  รัฐบาลจึงควรเร่งจัดตั้งกลไกเจรจาร่วมรัฐ-เอกชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จัดทำข้อมูลรายอุตสาหกรรม และเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐฯ ให้ทันกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะเดียวกันไทยควรเร่งปิดช่องว่างด้านตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป บริการ และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากยุโรป หากไทยเดินหน้าได้เร็ว จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การค้าโลก

    อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งวัตถุดิบเกษตร ห่วงโซ่อาหาร น้ำใช้ในภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในบางพื้นที่ ภาครัฐจึงควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงปลายปี

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าวเห็นว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อ แต่ต้องใช้จังหวะที่เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการส่งออกบางกลุ่ม การท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ เร่งแก้จุดเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้เม็ดเงินในประเทศหมุนกลับไปสู่ผู้ผลิตไทย ลดภาระต้นทุนการผลิต บรรเทาแรงกดดันจากสินค้านำเข้า เปิดตลาดส่งออกใหม่ และยกระดับโรงงานไทยให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้น มาตรการครึ่งปีหลังจึงควรเดินสองทางควบคู่กัน คือ พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาว เพื่อให้แรงส่งทางเศรษฐกิจไม่จบลงเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 5 เรื่องสำคัญในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบด้วย

    1. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีแบบมุ่งเป้า โดยผูกกับการซื้อสินค้าไทย สินค้า Made in Thailand การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการช่วย SMEs ให้เข้าถึงตลาดจริง

    2. ดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม โดยเร่งตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การทุ่มตลาด การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และการนำเข้าที่กระทบต่อผู้ผลิตไทย

    3. ปรับต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน โลจิสติกส์ การบริหารจัดการน้ำ และกฎระเบียบที่เป็นภาระ เพื่อให้โรงงานไทยแข่งขันได้และกลับมาใช้กำลังการผลิตได้สูงขึ้น

    4. เร่งเจรจาการค้าและ FTA ตามแผนของไทย เช่น FTA ไทย-อียู,FTA อาเซียน-แคนาดา, FTA ไทย -เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อในการส่งออกให้กับสินค้าไทย

    5. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตสมัยใหม่ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Digital Technology และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ FDI ผ่านการส่งเสริมการใช้ Local Content และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    -032

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/976163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22SHMKy9jGRe3DWByU-GMJ

  • “ตลาดโบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอดเศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    “ตลาดโบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอดเศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    ในยุคก่อน โควิด-19 การขายส่งขายหน้าร้านเป็นที่นิยมมาก แต่เมื่อเกิดวิกฤต โควิด-19 ทำให้ร้านค้าหลายร้านต้องปรับตัวหรือร้านค้าบางร้านก็ต้องปิดตัวลงไปเพราะพิษเศรษฐกิจ แม้การระบาดของโรคจะคลี่คลายลงแต่เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นฟูเหมือนก่อนได้

    ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในภาคบริการมีอัตราการเปิดกิจการลดลง จาก 14% เหลือเพียง 10% โดยธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม เช่น การก่อสร้าง การค้าส่ง และที่พักแรม มีอัตราการเปิดกิจการที่ลดลงมาก เช่น ธุรกิจที่พักแรมมีอัตราการเปิดเฉลี่ยที่ 14% ในช่วงก่อนโควิด ลดลงเหลือ 7% ในช่วงหลังโควิด-19

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    รายงานดัชนีผู้บริโภคประจำเดือน พ.ค. 2569 ลดลงเหลือ 49.5 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2565 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเรื่องปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าน้ำมันสูงขึ้น จนกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันไปพึ่งพาช่องทางดิจิทัลมากขึ้นหลังยุคโควิด-19 เกิดเป็นเศรษฐกิจแบบใหม่ ก็คือเศรษฐกิจการค้าขายแบบออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มปรับตัวมาค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้น บางร้านขายออนไลน์ครึ่งหนึ่งและหน้าร้านครึ่งหนึ่ง แต่บางคนเปลี่ยนมาขายออนไลน์ 100%

    วันนี้ (9 ก.ค.2569) ไทยพีเอสออนไลน์ พาสำรวจโบ๊เบ๊และประตูน้ำ แหล่งขายส่งยอดนิยมของประเทศไทยว่า เหล่าพ่อค้าแม่ค้ามีการปรับตัวกันอย่างไรบ้าง

    น.ส.เอ (นามสมมติ) เจ้าของร้านขายเสื้อแจ็คเก็ต ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ กล่าวว่า ช่วงนี้ยอดขายซบเซาต่อเนื่องหลังจากโควิด-19 เป็นต้นมา ยอดการสั่งซื้อลดลงครึ่งหนึ่ง ในตอนนี้ร้านอยู่รอดได้ด้วยลูกค้าประจำซึ่งสั่งจากทั่วประเทศ เช่น หน่วยงานราชการ หรือมหาวิทยาลัย ตอนนี้รายได้ก็พออยู่ได้แต่ว่าต้องประหยัดมีแค่เหลือพอใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนการปรับตัวอาจจะต้องประหยัดขึ้น และมีแผนว่าจะไลฟ์สดขายออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    น.ส.บี (นามสมมติ) เจ้าของร้านชุดชั้นใน ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงโควิด-19 ร้านยังพอขายได้ แต่เริ่มเงียบเหงาเมื่อช่วงกลางปี 2568 อาจจะเพราะเศรษฐกิจไม่ดี หรือผลกระทบจากสงครามต่าง ๆ โดยก่อนหน้านี้ขายได้วันละหลักแสนบาท ตอนนี้ลดลงเหลือเพียงหลักร้อยเท่านั้น ลูกค้าส่วนใหญ่คือคนไทย และมีร้านต่างชาติติดต่อซื้อบ้าง

    ตอนนี้ร้านของเธออยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ ส่วนลูกค้าหน้าใหม่พอมีบ้าง แต่ลดลงไปมาก แม้ร้านของเธอจะปรับไปขายแบบออนไลน์ แต่รายได้ไม่ดีนัก อาจเพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก เช่น สินค้าราคาถูกจากแพลตฟอร์มจีนที่กำลังเข้ามาตีตลาดไทย จึงเลิกขายบนออนไลน์ เธอย้ำว่า อาจจะเพราะลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ ทำให้ธุรกิจซบเซาอย่างมาก

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    นางบุ๋ม อายุ 55 เปิดร้านขายเสื้อผ้ากีฬา ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ มา 25 ปี เล่าว่า ทุกวันนี้ตลาดและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้ก็ขายได้น้อยลงมาก โดยอาศัยจากลูกค้าเก่าในการอยู่รอด ตอนนี้ร้านในโบ๊เบ๊ที่ยังอยู่ได้เป็นร้านที่เป็นร้านค้าเก่าและมีลูกค้าประจำ เธอไม่ได้ขายทางออนไลน์เพราะรู้สึกว่ายุ่งยาก

    นางบุ๋ม กล่าวต่อว่า สถานการณ์ตลาดตอนนี้เปลี่ยนไปมาก คนซื้อน้อยลง เน้นไปซื้อของกินมากกว่าของใช้ คนขายก็เปลี่ยนไปขายออนไลน์มากขึ้น ทำให้โบ๊เบ๊ซบเซากว่าเมื่อก่อน

    นอกจากนี้ ด้านตลาดขายส่งอีกแห่งอย่างประตูน้ำ แม่ค้าก็ยังสะท้อนปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือตลาดขายส่งซบเซาลง

    น.ส.ภัทรภรณ์ อายุ 47 แม่ค้าขายเสื้อผ้ามากว่า 30 ปี กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ยอดขายและสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าช่วงที่มีการระบาดของโควิด 19 เสียอีก โดยลูกค้าที่รับซื้อจากร้านของเธอไปขายต่อก็ต้องปิดกิจการไปหลายราย เพราะขายไม่ได้ แม้ร้านของเธอจะขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม ประกอบกับสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันขึ้น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น ทำให้ร้านของเธอมีรายได้ลดลงจากแต่ก่อนมาก

    สมมติถ้ารายได้เต็ม 100 ตอนโควิดขายได้อยู่ที่ประมาณ 70 แต่ตอนนี้ขายได้ 20 ยังไม่ถึงเลย และแทบไม่มีเหลือเก็บเลย

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    น.ส.เมย์ อายุ 39 ปี ผู้จัดการร้านขายเสื้อผ้า กล่าวว่า ในช่วงโควิด-19 การค้าขายเงียบลง เพราะลูกค้าหลายคนเป็นชาวต่างชาติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาซื้อขายที่หน้าร้านได้ แต่ก็ยังพอมีการจับจ่ายซื้อของอยู่ อย่างไรก็ตามยังไม่ซบเซาเท่าในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ อาจจะเพราะพฤติกรรมการซื้อขอายของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเป็นซื้อบนออนไลน์มากขึ้น ร้านของเธอก็ได้ปรับตัวไปขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่ไปกับการขายของหน้าร้านตั้งแต่ช่วงโควิด-19

    ปรากฏการณ์ “เงียบเหงากว่าช่วงโควิด-19” ของตลาดค้าส่งอย่างโบ๊เบ๊และประตูน้ำ สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากโรคระบาดที่มาแล้วไป แต่เป็นผลจากโครงสร้างกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง และต้นทุนพลังงานที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

    คำถามสำคัญคือหลังจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยของภาครัฐ จะเข้ามาเยียวยาได้ตรงจุด และทันท่วงทีอย่างไร ก่อนที่ย่านค้าส่งดั้งเดิมเหล่านี้จะหายไป

    รายงาน : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายรณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    อ้างอิง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง พลวัตธุรกิจที่เปลี่ยนไป: สัญญาณเตือนหรือโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    อ่านข่าว :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ovYBSJdbuJzrVqF5lEFX6

  • เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานใหม่ ปั้นไทยเป็นฐานผลิตกาแฟ พร้อมรับซื้อวัตถุดิบปีละ 4,300 ล้านจากเกษตรกรไทย

    เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานใหม่ ปั้นไทยเป็นฐานผลิตกาแฟ พร้อมรับซื้อวัตถุดิบปีละ 4,300 ล้านจากเกษตรกรไทย

    บีโอไอ อนุมัติให้ เนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยให้เป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสกาแฟในภูมิภาคอาเซียน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

    โรงงานใหม่ ผลิตอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน ?

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋อง ภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค

    นอกจากตัวโรงงานแล้ว โครงการนี้ยังรวมการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มเดินการผลิตในช่วงปลายปี 2571

    จุดเริ่มต้นจากดาวอส

    การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายเอกนิติ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือกับ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกาของเนสท์เล่ ระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นบีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด จนนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้

    โรงงานแห่งใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมสร้างงานให้บุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศ ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยไปพร้อมกัน

    เนสท์เล่ ฐานยุทธศาสตร์ของอินโดจีน

    เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 

    ที่ผ่านมามีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง 

    การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำคัญของภูมิภาค

    ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี

    นิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าว พร้อมระบุว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เนสท์เล่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม 

    โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า 

    โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป

    พัฒนากาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย 

    ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ของประเทศไทย

    นายนฤตม์ ระบุว่า การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล 

    ทั้งยังเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-nestle-coffee-investment-new-factory&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fc8vvVT2_wqJyzosHHyOR

  • “สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    “สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยประกาศปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engines) โดย นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจบนเวทีสัมมนา “Reuters NEXT Asia 2026” ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ซึ่งเป็นเวทีการประชุมระดับผู้นำแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้นำระดับโลกมาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึก และสร้างพันธมิตรเพื่อฝ่าความท้าทายทางธุรกิจและสังคม

    นายสันติธาร กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยสื่อสารไปยังนักลงทุนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังพลิกโฉมจากประเทศที่มีเพียงจุดเด่นด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคแต่มีการเติบโตต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนการเติบโตใหม่

    นายสันติธาร ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย อายุเฉลี่ยของประชากรไทยปัจจุบันอยู่ที่ 44 ปี คือการพึ่งพาเงินทุนและการเพิ่มผลิตภาพเพื่อชดเชยจำนวนประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 22-23% ขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 30% 

    ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการลงทุนดังกล่าว รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่

    1. การลงทุนภาครัฐ มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูด ให้ภาคเอกชนและภาคธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุนตาม
    2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ท่ามกลางภาวะโลกที่แบ่งขั้ว ไทยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน และไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นสองเท่า โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจชีวภาพ
    3. การลงทุนของภาคธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทยจำนวนมากยังมีเงินทุนสำรอง ที่พร้อมสำหรับการลงทุน เพียงแต่ภาคธุรกิจต้องการความต่อเนื่องทางนโยบาย เสถียรภาพทางการเมือง และทิศทางจากภาครัฐที่ชัดเจน

    ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นายสันติธารเน้นย้ำว่า ไทยไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใด แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่เชื่อถือได้ ซึ่งพิจารณาจากความต้องการของไทยและสิ่งที่ไทยสามารถมอบให้กับโลกได้ 

    ทั้งนี้ การพิจารณา FDI จะเน้นที่คุณค่าที่จะเกิดขึ้น เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของ SMEs ไทย มากกว่าสัญชาติของเม็ดเงินลงทุน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการกระจายตัวของนักลงทุนจากกลุ่มประเทศ OECD ที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อนแสดงความสนใจเพิ่มมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายสันติธารยังได้กล่าวถึงแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยระบุว่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นกระบวนการทางเทคนิค ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี รัฐบาลมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงแค่รางวัล แต่เป็นเสมือนการเดินทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับกรอบกฎระเบียบ การปรับปรุงธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ตลอดจนการเพิ่มคุณภาพในการแข่งขัน

    “ล่าสุดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว”

    นายสันติธาร กล่าวถึงความอ่อนไหวของไทยจากความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซว่า จุดอ่อนของไทยคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงทำให้มีปัญหาด้านต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีจะแกว่งตัวราว 0.5% และเงินเฟ้อขยับแตะระดับกว่า 2% แต่ยังถือว่าควบคุมได้เนื่องจากฐานเงินเฟ้อเดิมของไทยอยู่ในระดับต่ำโดยจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่และแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งไทยมีขีดความสามารถรองรับอยู่แล้ว ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI ที่เน้นดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความแข็งแกร่งระดับโลก เช่น บริการทางการแพทย์ (Healthcare) และเศรษฐกิจที่รองรับสังคมอายุยืน (Longevity Economy) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง

    นายสันติธารได้ฝากข้อความโดยตรงถึงกลุ่มนักลงทุนที่เข้าร่วมงานว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป้าหมายนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง จึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนและเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันผนึกกำลัง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปสู่อีกขั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r9guPdQHCEV43LkS1tKyU

  • กระแส “สกุชชี่ 2026” คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ : อินโฟเควสท์

    กระแส “สกุชชี่ 2026” คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ : อินโฟเควสท์

    ปรากฏการณ์ของเล่นยอดฮิตในอดีตอย่าง “สกุชชี่” กำลังกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกออนไลน์อีกครั้งในปี 2569 ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักสะสมวัยทำงานให้กลับมาหวนรำลึกความทรงจำ ส่งผลให้เทรนด์ดังกล่าวกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานราก 

    ล่าสุด บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำ เพื่อถอดรหัสอินไซต์ที่น่าสนใจใน 3 มิติหลัก

    ตลาดนัด-สำเพ็งครองแชมป์ กระจายเม็ดเงินสู่รายย่อย

    ด้านแหล่งซื้อขายที่ถูกพูดถึงสูงสุด พบว่าตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 32.6% ตามมาด้วยย่านค้าส่งดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราชที่กลับมาคึกคัก 28.3% ซึ่งกลับมาคึกคักจากกระแสรีวิว พาทัวร์ และตามหาไอเทมหายาก ขณะที่ช่องทางออนไลน์ 27.3% และห้างสรรพสินค้า 11.8% สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์นี้ผลักดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรงมากกว่าช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่

    เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่ใน 5 มิติ

    1. ความเพลิดเพลินทางสัมผัสจากการบีบและการคืนตัวแบบช้าของสกุชชี่ครองใจผู้บริโภคสูงสุด 50.9% 

    2. ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ 23.5% โดยเฉพาะรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตาอย่างแท่งเนยและซาลาเปา

    3. การคลายเครียดและเสริมสมาธิ 16.8% เนื่องจากการบีบสุชชี่นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบริหารมือ ซึ่งจะส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น

    4. ความสนุกจากการสะสมและตามล่าไอเทมหายาก 6.4% โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม มักจะเกิดการตามหาหรือแลกเปลี่ยนไอเทมกันเหมือนเล่นเกมล่าสมบัติ

    5. การย้อนความทรงจำวัยเด็ก 2.4% แต่ถึงแม้จะถูกพูดถึงน้อยที่สุดแต่กลับมี Engagement สูงเป็นอันดับสอง ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในวัยทำงานซื้อสกุชชี่เพื่อเติมเต็มความสุขในวัยเยาว์ที่เคยพลาดไป ซึ่งสะท้อนการเติบโตของ “Healing Economy” ในสังคมไทย

    ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมยังจุดประเด็นด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ โดยมาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตรายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 60.7% หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าตลาด

    รองลงมาเป็นความกังวลด้านอันตรายต่อสุขภาพ เช่น กลิ่นฉุน และการระคายเคืองผิวหนัง 37.0% ตามด้วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.3%

    การกลับมาของสกุชชี่ในปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้หยุดซื้อเพราะความกังวล แต่เปลี่ยนเป็นการ “ซื้ออย่างมีเงื่อนไข” โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องเร่งปรับตัว

    โดย ศุภิสรา อาตม์สกุล/ณัฐชญา แตงตาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nanESUEVZ4-qMPYZWTCLk

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน ดันการค้า-ลงทุน แตะเป้า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน ดันการค้า-ลงทุน แตะเป้า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ge_88CZstIsunIhisJHlr

  • IMF หั่นจีดีพีโลกปี 69 เหลือ 3%  ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นจีดีพีโลกปี 69 เหลือ 3% ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันนี้ ( 9 ก.ค.2569) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี2569 จะขยายตัวเพียง 3.0% ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2568 และต่ำกว่าที่คาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.1%

    ปัจจัยที่IMFปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้จะได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก ซึ่งเป็นผลจากความคืบหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ IMF ระบุว่า จากสมมติฐานราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นโยบายการเงินจะมีความผ่อนคลายลดลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายรวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่จนถึงปี 2570 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปในระดับโลกเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงสู่ระดับ 3.9% ในปี 2570 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการในเดือนเม.ย.

    ทั้งนี้ IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวอย่างมาก อัตราการเติบโตจะลดลงจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 3.5% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570 รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570 ส่วนการขยายตัวของประเทศและภูมิภาคสำคัญ เช่น สหรัฐ คาดขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 /ยูโรโซนขยายตัว 0.2- 0.9% ในปี 2569 และปี2570 ขยายตัว1.2% สหราชอาณาจักร คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 1.0% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 1.3% ในปี 2570 หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย ส่วนจีนขยายตัว 4.6%

    สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา IMF คาดว่าปี69 เศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 3.8% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปี 2570 ส่วนประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจปี69จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.7% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 6.5% ในปี 2570 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ปี 2569 ลง 1.2% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 ขึ้น 1.9% ทั้งนี้ IMF ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรวมถึงคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับฐานของกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก

    อ่านข่าว:

    สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34hltWG5hrv-vTJh39B8Mv

  • ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน  หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    วันนี้ (9 ก.ค.2569)นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2569ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.5 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มคลี่คลายรวมถึงราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง รวมถึงรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเดือนแรก ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) เดือนมิ.ย.2569 อยู่ที่ 41.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่4 เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สามารถส่งผลบวกไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจ และในเดือนแรกยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ เห็นได้จากอัตราการจ้างงานยังคงต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shapedเติบโตเฉพาะสินค้าAI และอิเล็กทรอนกส์ ไม่กระจายไปยังเอสเอ็มอี

    อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่น 2 รายการชี้ให้เห็นว่าด้านของผู้บริโภครับรู้เชิงบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส มองว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับรู้เชิงบวกว่า เม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสที่สะพัดราว เดือนละ 5 หมื่นล้าน เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้หากสงครามตะวันออกกลางไม่กลับมารุนแรง รัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง 4เดือน มีการปรับโครงสร้างพลังงาน คาดว่ากำลังซื้อจะโดดเด่นขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาคึกคักได้ในช่วงไตรมาส4 อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน2%

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน  หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ส่วนกรณีที่สหรัฐฯประกาศยกเลิกการหยุดยิงชั่วคราวประกาศโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อ2วันที่ผ่านมานั้น มองว่าอาจจะไม่รุนแรงมากจนกลับมาสู่การปะทะรอบใหม่ เนื่องจากสหรัฐฯยังไม่มีการใช้กองกำลังทหาร เป็นเพียงการใช้โดรนโจมตี และมีโอกาสที่จะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่น่าจะพุ่งสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามคาดคือ 2-2.5%

    แต่หากเกิดกรณีมีการขัดแย้งยืดเยื้อ และทั้ง2ประเทศกลับมาปะทะโจมตีกันรุนแรงอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่90-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า2% โดยอาจอยู่ในช่วง 1.5-2%

    อ่านข่าว:

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    IMFปรับเศรษฐกิจโลกโต3.1% หวังสงครามอิหร่านรุนแรงจำกัด

    เชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้น จับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่–มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23fNC34F79tfwQ5OhG0Yp9

  • ‘ดร.อัทธ์’ ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    ‘ดร.อัทธ์’ ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    'ดร.อัทธ์' ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    วันนี้ ( 9 กรกฎาคม 2569) รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ว่า การปะทะรอบใหม่นี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเหนือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ 

    ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันหลักเสรีภาพในการเดินเรือ และไม่ต้องการให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทาง

    เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานยังคงหลอกหลอนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะลงนามใน MOU เพื่อยุติการสู้รบชั่วคราว แต่การกลับมาปะทะกันอีกครั้งสะท้อนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกกลับมาผันผวน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน แม้จะยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลงจากความวิตกว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ

    ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยง ศก.ไทยครึ่งปีหลัง

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2569 ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้

    1.เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า ประมาณการ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่า 2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก

    2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน หลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอลง และส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

    ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม

    3.ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันเคยปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ต้นทุนพลังงานกลับมาสูงขึ้นอีก 

    ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    4.ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเป็นปัจจยัที่ต้องติดตาม นอกจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ไทยและต่างประเทศในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4vPX5Ms9dMFQP3gTFieV

  • “อนุทิน” นำคณะบินเยือนมาเลเซีย หารือความมั่นคง-เศรษฐกิจ | one31.co.th

    “อนุทิน” นำคณะบินเยือนมาเลเซีย หารือความมั่นคง-เศรษฐกิจ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13l-A4waI4uVcmmKt8kUqD