Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

    นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

    นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

    “นายกฯ” ขอบคุณ ตุลาการศาล รธน.หลังวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวัง นำมาสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระค่าพลังงาน 

    วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเร็งกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ว่า  ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน 

    ส่วนรัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้งว่า “เงินกู้” ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 % ดังนั้นเมื่อทีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gbgBx4F1ThAXplrPOZdoy

  • กระแส สกุชชี่ 2026 คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ

    กระแส สกุชชี่ 2026 คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ

    ปรากฏการณ์ของเล่นยอดฮิตในอดีตอย่าง สกุชชี่ กำลังกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกออนไลน์อีกครั้งในปี 2569 ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักสะสมวัยทำงานให้กลับมาหวนรำลึกความทรงจำ ส่งผลให้เทรนด์ดังกล่าวกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานราก

    ล่าสุดบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 130 มิถุนายน 2569 จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำเพื่อถอดรหัสอินไซต์ที่น่าสนใจใน 3 มิติหลัก

    ตลาดนัด-สำเพ็งครองแชมป์ กระจายเม็ดเงินสู่รายย่อย

    ด้านแหล่งซื้อขายที่ถูกพูดถึงสูงสุด พบว่าตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 32.6% ตามมาด้วยย่านค้าส่งดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราชที่กลับมาคึกคัก 28.3%ซึ่งกลับมาคึกคักจากกระแสรีวิว พาทัวร์ และตามหาไอเทมหายาก ขณะที่ช่องทางออนไลน์ 27.3% และห้างสรรพสินค้า 11.8% สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์นี้ผลักดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรงมากกว่าช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่

    เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่ใน 5 มิติ

    1. ความเพลิดเพลินทางสัมผัสจากการบีบและการคืนตัวแบบช้าของสกุชชี่ครองใจผู้บริโภคสูงสุด 50.9%

    2. ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ 23.5%โดยเฉพาะรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตาอย่างแท่งเนยและซาลาเปา

    3. การคลายเครียดและเสริมสมาธิ 16.8%เนื่องจากการบีบสุชชี่นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบริหารมือ ซึ่งจะส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น

    4. ความสนุกจากการสะสมและตามล่าไอเทมหายาก 6.4%โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม มักจะเกิดการตามหาหรือแลกเปลี่ยนไอเทมกันเหมือนเล่นเกมล่าสมบัติ

    5. การย้อนความทรงจำวัยเด็ก 2.4% แต่ถึงแม้จะถูกพูดถึงน้อยที่สุดแต่กลับมี Engagement สูงเป็นอันดับสอง ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในวัยทำงานซื้อสกุชชี่เพื่อเติมเต็มความสุขในวัยเยาว์ที่เคยพลาดไป ซึ่งสะท้อนการเติบโตของ Healing Economy ในสังคมไทย

    ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมยังจุดประเด็นด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ โดยมาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตรายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 60.7% หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าตลาด

    รองลงมาเป็นความกังวลด้านอันตรายต่อสุขภาพ เช่น กลิ่นฉุน และการระคายเคืองผิวหนัง 37.0% ตามด้วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.3%

    การกลับมาของสกุชชี่ในปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้หยุดซื้อเพราะความกังวล แต่เปลี่ยนเป็นการ ซื้ออย่างมีเงื่อนไข โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องเร่งปรับตัว

    โดย ศุภิสรา อาตม์สกุล/ณัฐชญา แตงตาด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12828907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OURDhScoJTi7Hsf5vwJwD

  • คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. เปิด 3 เหตุผล หนุน ‘ตุลาการเสียงข้างน้อย’ ศาล รธน. ชี้พรก.กู้เงินฯยังไม่จำเป็นเร่งด่วน

    คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. เปิด 3 เหตุผล หนุน ‘ตุลาการเสียงข้างน้อย’ ศาล รธน. ชี้พรก.กู้เงินฯยังไม่จำเป็นเร่งด่วน

    9 กรกฎาคม 2569 – รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณี พรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการคลังในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจทางการคลังระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอลง เห็นด้วยกับความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุผลดังนี้

    (1) รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ต้องปรับใช้และตีความในฐานะเป็นข้อยกเว้น ต้องตีความอย่างแคบและเคร่งครัด

    ประเด็นที่ศาลพิจารณา คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ว่าเข้าเงื่อนไข “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” หรือไม่ โดยไม่ก้าวล่วงดุลยพินิจ (เรื่องด่วนไม่ด่วน) ของฝ่ายบริหารตามวรรค 2

    คำว่า “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” หมายถึงการคุ้มครองเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามของระบบเศรษฐกิจโดยรวม มิใช่เพียงการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาวะปกติ ทั้งนี้ ตามแนวคิดของ OECD ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังครอบคลุมการคุ้มครองทรัพย์สินทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และการประกันการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน เช่น พลังงาน อาหาร ห่วงโซ่อุปทาน การค้า การลงทุน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

    อย่างไรก็ดี เมื่อนำคำว่า “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” มาใช้ในบริบทของการตราพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ ความหมายดังกล่าวต้องปรับใช้และตีความอย่างเคร่งครัดกว่าการใช้ในการอธิบายในทางวิชาการหรือบริบททั่วไป และต้องนำมาใช้ในฐานะที่เป็นข้อยกเว้นที่ต้องใช้อย่างจำกัดเท่านั้น เนื่องจากตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานและคุณค่าหลักของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย อำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายหรือพระราชบัญญัตินั้นเป็นอำนาจโดยแท้ของรัฐสภา

    ส่วนพระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารตราขึ้นให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตของประเทศโดยเร่งด่วนซึ่งไม่สามารถตรากฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติได้เท่านั้น

    ดังนั้น การตราพระราชกำหนดโดยอ้างเหตุเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จะต้องปรากฏสถานการณ์ที่มีลักษณะเป็นภาวะวิกฤต หรืออย่างน้อยเป็นภัยคุกคามที่มีความร้ายแรงและมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริงที่จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ หากไม่ดำเนินการตรากฎหมายโดยทันที อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง หรือความสามารถในการดำรงอยู่ของระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    ทั้งนี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวต้องมิใช่เพียงปัญหาเฉพาะกิจการ เฉพาะกลุ่ม เฉพาะอุตสาหกรรม หรือเป็นเพียงข้อจำกัดบางประการที่ยังเป็นข้อจำกัดโดยทั่วไปหรือปัญหานั้นไม่รุนแรงและยังสามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการตราพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกระบวนการตรากฎหมายตามปกติ

    (2) การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ถึงขนาดเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 172 วรรค 1 รัฐธรรมนูญ

    ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนเป็นมาตรการที่ดีมาก ควรส่งเสริม และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของการผลิต การขนส่ง การค้า และการดำรงชีพของประชาชน อีกทั้งมาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางสากลในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม การที่มาตรการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือมีประโยชน์ต่อประเทศ มิได้หมายความว่าจะเข้าเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 โดยอัตโนมัติ เพราะเมื่ออยู่ในบริบทของบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้นต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ คำว่า “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” ต้องได้รับการตีความอย่างแคบและเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องปรากฏภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงและจำเป็นต้องดำเนินการโดยทันที มิใช่เป็นเพียงนโยบายสาธารณะที่สำคัญหรือเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะกลางและระยะยาว

    เมื่อพิจารณาพระราชกำหนดกู้เงินฯ พ.ศ. 2569 จะเห็นว่า วัตถุประสงค์ในส่วนการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมนวัตกรรม มีลักษณะเป็นนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้จะเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงานหรือวิกฤตที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมจนไม่อาจรอการดำเนินการตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติได้

    อีกทั้งยังสามารถดำเนินการผ่านเครื่องมือทางการคลังและกฎหมายที่มีอยู่ เช่น งบประมาณรายจ่าย การกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ หรือมาตรการทางภาษี ดังนั้น แม้มาตรการดังกล่าวจะมีความชอบธรรมในเชิงนโยบาย แต่ก็ยังไม่เข้าเงื่อนไข “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษสำหรับการตราพระราชกำหนด

    (3) ผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง หลักนิติธรรม และหลักการแบ่งแยกอำนาจ ดังนี้

    (3.1) ขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังตามกฎหมาย

    พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดให้การกู้เงินของรัฐบาลต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะเป็นหลัก ส่วนการตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินนอกกรอบดังกล่าวทำได้เฉพาะกรณีที่มีองค์ประกอบครบ ได้แก่ (1) มีความจำเป็นเร่งด่วนและต้องดำเนินการต่อเนื่อง (2) เพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศ และ (3) ไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

    แม้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอาจเข้าเงื่อนไขดังกล่าว แต่การนำเงินกู้ไปใช้เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยี พลังงานทดแทน และการพัฒนาทักษะประชาชน เป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาว มิใช่มาตรการแก้ไขภาวะวิกฤตโดยตรง จึงอาจไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 53 และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด

    (3.2) บั่นทอนหลักวินัยทางการคลัง หลักนิติธรรม และหลักการแบ่งแยกอำนาจ

    หากไม่มีภาวะวิกฤตรองรับ การใช้พระราชกำหนดเพื่อกู้เงินสำหรับนโยบายทั่วไปอาจทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นแนวปฏิบัติปกติ ส่งผลกระทบใน 3 ด้าน ได้แก่

    ด้านวินัยการเงินการคลัง เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารก่อหนี้สาธารณะได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาและตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบของรัฐสภา เพิ่มภาระทางการคลังได้ง่าย และสร้างบรรทัดฐานให้ใช้อำนาจพิเศษรองรับนโยบายทั่วไป

    ด้านหลักนิติธรรม การตีความคำว่า “การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” อย่างกว้างเกินไป ทำให้ขอบเขตการใช้อำนาจออกพระราชกำหนดไม่แน่นอน ขาดความคาดหมายได้ และอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

    ด้านหลักการแบ่งแยกอำนาจ การใช้พระราชกำหนดแทนพระราชบัญญัติทำให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภา โดยหลีกเลี่ยงกระบวนการอภิปราย แปรญัตติ และการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ส่งผลให้บทบาทของรัฐสภาในการควบคุมการใช้อำนาจทางการคลังลดลง

    หากยอมรับว่ารัฐบาลสามารถนำนโยบายทางการคลังใด ๆ ไปผูกกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ แล้วอ้างว่าเป็นการ “รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” เพื่อตราพระราชกำหนดได้ ย่อมทำให้ “ข้อยกเว้น” กลาย ”เป็นหลัก“ และบทบาทของรัฐสภาในฐานะผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและถ่วงดุลตรวจสอบทางการคลังของประเทศช่างไร้ความหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1029538/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pCxxdbg7Xk13ggPWJ2oT5

  • “พาณิชย์” พาไทยรุกสร้างพันธมิตร IP บนเวทีโลก จับมือสหภาพยุโรป-ภูฏาน เร่งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญารับเศรษฐกิจยุคใหม่

    “พาณิชย์” พาไทยรุกสร้างพันธมิตร IP บนเวทีโลก จับมือสหภาพยุโรป-ภูฏาน เร่งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญารับเศรษฐกิจยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกในเวทีสากล เร่งสร้างความร่วมมือทวิภาคีกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปและราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับองค์กรพันธมิตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน

    ในการหารือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO) ซึ่งนำโดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณ EUIPO ที่ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบบริการต่างๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นก่อนยื่นคำขอการพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า รวมถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมเข้าร่วมภาคีความตกลงระหว่างประเทศของ WIPO

    ดร.กิริฎา กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือให้สอดรับกับความท้าทายในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคำขอและงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสินค้า GI และขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้า GI ไทยในสหภาพยุโรป

    ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป โดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือจาก MOU ฉบับเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม 2569

    เพื่อยกระดับความร่วมมือให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเครื่องมือสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    จากนั้น ดร.กิริฎา ได้นำคณะผู้แทนไทยหารือกับ Mr. Sonam Penjor ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Media, Creative Industry and Intellectual Property: DoMCIIP) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญารองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน (Thailand–Bhutan FTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งฝ่ายไทยแสดงความพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองและการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 260 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท นอกจากนี้ ภูฏานยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการออกแบบร่วมสมัย ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน โดยทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้

    ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การหารือกับ EUIPO และ DoMCIIP ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยในระยะยาว โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับประเทศและองค์กรระดับนานาชาติอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1035165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00po7VmY2HrXcvdsftLApK

  • นายกฯ ยัน บริหารเงินกู้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ประชาชน เพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจ

    นายกฯ ยัน บริหารเงินกู้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ประชาชน เพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจ

    นายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังหารือผู้นำมาเลเซีย ย้ำสัมพันธ์สองประเทศแน่นแฟ้น พร้อมชี้แจงประเด็นกู้เงิน มุ่งบริหารอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ประชาชน

    เมื่อวันที่  9 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Park Hyatt Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า การหารือวันนี้มีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลงนาม MOU ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือมาอย่างต่อเนื่อง

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นชายแดน แต่ครอบคลุมถึงเรื่องการผ่านแดน การค้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน พร้อมเห็นพ้องการขยายเวลาเปิด-ปิดด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและมาเลเซียเดินทางไปมาหาสู่กันได้คล่องตัวมากขึ้น

    นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซียยังมีการตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะใช้กลไกการอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ และการลดขั้นตอนการตรวจสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ในประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเกิดความสงบสุขและสันติสุข โดยจะหารือกับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่มีศักยภาพร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้หารือในประเด็นการป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สำหรับกรณี พ.ร.ก. กู้เงิน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เร่งวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน และทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยกล่าวว่ารัฐบาลจะบริหารเงินให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินกู้ดังกล่าวมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ประมาณร้อยละ 1.2 จึงเป็นโอกาสในการนำเงินไปสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เกิดการหมุนเวียนและผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiply Effect) ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งภาครัฐ ประเทศ ประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5799217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIwrV0Vqx9DJowDMN2-HK

  • ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    วันนี้ (9 ก.ค.2569) เวลา 13.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ณ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือเต็มคณะระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

    โดยผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง อันจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์เชื่อมโยงชายแดน

    ประเด็นหลักที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือ การเร่งรัดการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความสะดวกในการเดินทางและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

    โดยในวันที่ 10 ก.ค.2569 ผู้นำทั้ง 2 จะเดินทางไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดระหว่างไทยและมาเลเซีย

    นอกจากนี้ ยังมีการตกลงที่จะฟื้นฟูและพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางเลือกอื่น ๆ ได้แก่ การกลับมาเปิดให้บริการเรือเฟอร์รีระหว่าง จ.สตูล กับ เมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมโยงระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ–หาดใหญ่–บัตเตอร์เวิร์ธ ให้เป็นระบบเดียวกัน ตลอดจนการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก–รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ทะยานสู่เป้าหมาย 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    ในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดเป้าหมายร่วมกัน ที่จะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้ ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น และการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ชายแดน

    ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้ง 2 ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    ยิ่งไปกว่านั้น รมว.เกษตร ของทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถบรรลุข้อตกลง ในการแก้ไขปัญหาการเปิดตลาดและข้อจำกัดของสินค้ากุ้งและปลากะพงได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว

    ผสานความร่วมมือด้านความมั่นคง สันติภาพ และสิ่งแวดล้อม

    สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างสันติภาพอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการควบคุมความมั่นคงบริเวณตะวันแดน

    นอกจากนี้ ยังจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อดูแลพื้นที่บริหารจัดการริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

    เนื่องในโอกาสที่ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–มาเลเซีย นายกรัฐมนตรีไทย มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการดำเนินงานตามผลการหารือและจัดทำ MOU ที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น พร้อมทั้งให้เกียรติเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวชื่นชมบทบาทนำของประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างสันติภาพและการส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของมาเลเซียที่เน้นย้ำการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงของไทยที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะในครั้งนี้ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย รวมถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, เลขาธิการ ศอ.บต. และเลขาธิการ กอ.รมน.

    อ่านข่าวอื่น :

    ชัชชาติสั่งปิด ถ.ประชาธิปก 1 สัปดาห์ สั่งอพยพ 60 ชีวิต เฝ้าระวัง 24 ชม.

    DSI เรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันสุราษฎร์ฯ รับทราบข้อหากักตุน 2.1 ล้านลิตร 13 ก.ค.

    “อนุทิน” ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BQqVIRJIw90TMjbOtH9V

  • ม.หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ยปรับดีขึ้นในรอบ4เดือนที่50.7แรงหนุนจากไทยช่วยพลัส

    ม.หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ยปรับดีขึ้นในรอบ4เดือนที่50.7แรงหนุนจากไทยช่วยพลัส

    วันนี้, 18:26น.

              วันนี้ (9 ก.ค.2569)รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2569ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.5 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มคลี่คลายรวมถึงราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง รวมถึงรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเดือนแรก ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน

                ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) เดือนมิ.ย.2569 อยู่ที่ 41.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่4 เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สามารถส่งผลบวกไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจ และในเดือนแรกยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ เห็นได้จากอัตราการจ้างงานยังคงต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shapedเติบโตเฉพาะสินค้าAI และอิเล็กทรอนกส์ ไม่กระจายไปยังเอสเอ็มอี

               อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่น 2 รายการชี้ให้เห็นว่าด้านของผู้บริโภครับรู้เชิงบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส มองว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับรู้เชิงบวกว่า เม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสที่สะพัดราว เดือนละ 5 หมื่นล้าน เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจ  ทั้งนี้หากสงครามตะวันออกกลางไม่กลับมารุนแรง รัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง 4เดือน มีการปรับโครงสร้างพลังงาน คาดว่ากำลังซื้อจะโดดเด่นขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาคึกคักได้ในช่วงไตรมาส4 อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน2%

               ส่วนกรณีที่สหรัฐฯประกาศยกเลิกการหยุดยิงชั่วคราวประกาศโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อ2วันที่ผ่านมานั้น มองว่าอาจจะไม่รุนแรงมากจนกลับมาสู่การปะทะรอบใหม่ เนื่องจากสหรัฐฯยังไม่มีการใช้กองกำลังทหาร เป็นเพียงการใช้โดรนโจมตี และมีโอกาสที่จะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่น่าจะพุ่งสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามคาดคือ 2-2.5%

             หากเกิดกรณีมีการขัดแย้งยืดเยื้อ และทั้ง2ประเทศกลับมาปะทะโจมตีกันรุนแรงอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่90-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า2% โดยอาจอยู่ในช่วง 1.5-2%

              นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC Confidence Index) เดือนมิ.ย.69 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 22-29 มิ.ย. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.4 ลดลงจากเดือนพ.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 49.5 

              ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแม้ในเดือนมิ.ย.นี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แต่ก็ยังเป็นช่วงเดือนแรก จึงอาจยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นได้ชัดเจนมากนัก ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ ยังมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ช่วยดูแลภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของราคาพลังงานในตลาดโลก อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

               ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ยังไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ โดยสัญญาณการชะลอตัวของความเชื่อมั่นยังมีให้เห็น และมีสัญญาณที่จะปรับตัวลดลง  อย่างไรก็ดี ผลสำรวจความเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจในหลายพื้นที่ ยังมีความหวังว่ารัฐบาลจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

     #ดัชนี้เชื่อมันผู้บริโภค

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    Cr:UTCC 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OSg-w-KmWe4r2mtjj6lGY

  • แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงมุมมองเศรษฐกิจ 9 ภูมิภาค ชี้ผลกระทบขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงมุมมองเศรษฐกิจ 9 ภูมิภาค ชี้ผลกระทบขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงระดับการประเมินภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ 9 ภูมิภาคทั่วประเทศในการประชุมวันนี้ (9 ก.ค.) โดยระบุว่า ความกังวลว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการผลิตและการส่งออกเริ่มคลี่คลาย แม้จะยังเกิดความล่าช้าในการขนส่งและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในบางส่วน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาครายไตรมาส หรือ “รายงานซากุระ” ระบุว่า แม้บางพื้นที่ส่งสัญญาณชะลอตัว แต่เศรษฐกิจของทุกภูมิภาคยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยทุกภูมิภาคได้รับการประเมินว่าอยู่ในภาวะ “กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” “กำลังกระเตื้องขึ้น” หรือ “กำลังกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” จากอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม

    BOJ ระบุว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะส่งผลให้การขนส่งล่าช้าและการจัดหาวัตถุดิบบางส่วนหยุดชะงัก แต่การจัดหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกและการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลดความเสี่ยงที่การผลิตและการส่งออกจะหดตัวลงอย่างรุนแรง

    รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานสาขาของ BOJ ในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ โตเกียว โทไก ซึ่งเป็นฐานการผลิตของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมาก รวมถึงภูมิภาคคิงกิ (คันไซ) ซึ่งครอบคลุมโอซากะและเกียวโต ก่อนการประชุมผู้จัดการสาขาของ BOJ เมื่อช่วงเช้าวันนี้

    การบริโภคภาคเอกชนยังคงแข็งแกร่งเป็นส่วนใหญ่ โดยยอดขายสินค้าหรูปรับตัวดีตามทิศทางตลาดหุ้น ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะที่ความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นก่อนมาตรฐานการประหยัดพลังงานใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเม.ย.ปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาสินค้าส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทลดลง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูต และนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่หายไปจากวิกฤตในภูมิภาค แม้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นและการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าว

    BOJ ยังระบุว่า แม้หลายบริษัทปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อรักษาบุคลากร แต่บางบริษัทยังคงเผชิญข้อจำกัดในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนด้านบุคลากรกระทบต่อผลกำไรและทำให้ผู้บริหารบางบริษัทต้องลดการจ้างงาน

    โดยภาพรวม ภาคธุรกิจยังคงทยอยส่งผ่านต้นทุนแรงงานและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบถูกส่งผ่านไปยังราคาซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจในอัตราที่รวดเร็วกว่าปกติ

    ทั้งนี้ รายงานซากุระเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ BOJ ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดย BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เมื่อเดือนมิ.ย. และตลาดคาดว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งตัวจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่า

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw333mo0Fd5pxPZPLh3azz0g

  • รัฐบาลดันกรอ.เวทีแก้ปัญหาเศรษฐกิจรายภูมิภาค

    รัฐบาลดันกรอ.เวทีแก้ปัญหาเศรษฐกิจรายภูมิภาค


    รัฐบาลเดินหน้าเปลี่ยนผ่านกรอ.เวทีเฉพาะกิจแก้ปมเศรษฐกิจภูมิภาค นำร่องยกเครื่องระบบน้ำหาดใหญ่ หวั่นกระทบท่องเที่ยวและบริการ

     น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานมิติใหม่ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องการให้ กรอ.เป็นมากกว่าเวทีหารือเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่เป็นกลไกแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ โดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวเกิดจากนายกรัฐมนตรีต้องการให้นำปัญหาสำคัญของพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบชีวิตประชาชน ภาคเกษตร ผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว การค้า และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจท้องถิ่น หากเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีผลกระทบกว้าง รัฐบาลพร้อมหยิบขึ้นเป็นวาระพิเศษของ กรอ.เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก

    สำหรับกรณีการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงพื้นที่ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะไม่ใช่เพียงปัญหาน้ำท่วม แต่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเมือง การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ภาคบริการ ระบบอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก

    อย่างไรก็ตามจุดสำคัญของการประชุมลักษณะนี้ คือการนำข้อมูลจากหลายฝ่ายมาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน ทั้งจังหวัด ภาคเอกชน หน่วยงานน้ำ หน่วยงานการคลัง หน่วยปฏิบัติ และหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อให้การตัดสินใจไม่เกิดจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่สะท้อนปัญหาจริงของพื้นที่ เสียงของผู้ประกอบการ และความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ทางรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิธีรับมือจากการรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเยียวยา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า ลดความเสียหาย และวางระบบให้พื้นที่มีความพร้อมมากขึ้น โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี แผนปฏิบัติ และความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่เป็นระบบที่ใช้ได้จริงในระยะยาว

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า โมเดลนี้จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่หาดใหญ่ หากพื้นที่อื่นมีปัญหาใหญ่ที่กระทบประชาชนและเศรษฐกิจ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว หรือคอขวดทางเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลพร้อมใช้ กรอ. เป็นเวทีเฉพาะกิจเพื่อเร่งหาทางออก โดยให้พื้นที่ ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสม

    “รัฐบาลต้องการให้ กรอ. เป็นกลไกที่ประชาชนเห็นผลได้ ไม่ใช่เพียงการประชุมเชิงนโยบาย แต่เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันของรัฐ เอกชน และพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้เร็ว โปร่งใส ตรงจุด และยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36gHVEhGDiErHTesa0NbQd

  • “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย

    “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย


    นายกฯ นำคณะเดินทางถึงมาเลเซีย “อันวาร์”ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ เตรียมเข้าหารือร่วมกันเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตรในช่วงบ่ายวันนี้

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

    โดยมี นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ 

    โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

    ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kb2yuI5n9SYiB9bKtiPTt