ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยจัดงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2 หลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของไทย และเงินเฟ้อ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีคำถามว่า จะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อสถานการณ์ใดนั้น ดร.ดอนย้ำว่าหน้าที่หลักของธปท.คือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา
ขณะนี้สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแม้จะเบาบางลง แต่ยังไม่สามารถตัดความกังวลออกไปได้
นอกจากนี้มองว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ อาจต้องรอให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ต้องกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งอย่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 2.7% และต้องสามารถรักษาการเติบโตในระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยหากเศรษฐกิจเติบโตได้ใกล้ 3% เป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะถือว่าเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง
“วันนี้เศรษฐกิจไทยจวนตัวแล้ว หากไม่สามารถพลิกฟื้นหรือปรับโครงสร้างรอบนี้ได้ จะกลับมาแก้ในอนาคตก็จะยากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้โตต่ำนานๆจะนำมาสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพและส่งผลต่อศักยภาพประเทศไทยในระยะยาวได้”
นอกจากนี้ โอกาสที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย ยังมาจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือกรณีที่เห็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่นเดียวกับในปี 2565 ที่เกิดภาวะ Supply Shock จนธปท.ต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ประกอบกับในช่วงที่อุปสงค์ (Demand) เพิ่มขึ้นแล้ว หากยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน จากการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดการเก็งกำไรเกินควร หรือเกิดการก่อหนี้ภาคครัวเรือนมากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นเหตุผลที่นำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปจะมีลักษณะเป็นรูปภูเขาโดยคาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงปีนี้และไปแตะระดับสูงสุดในไตรมาสที่ 4สาเหตุหลักมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมาประกอบกับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่อาจเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เงินเฟ้อจะสามารถปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เอง
หากดูกลไกการส่งผ่านราคาพบว่าจะเห็นได้จากทั้งทางตรง (Direct First-round Effect) คือผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อตะกร้าเงินเฟ้อ ขณะที่ทางอ้อมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าในหมวดพื้นฐานซึ่งมีน้ำหนักถึง 70% ในตะกร้า CPI
ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าแม้จะมีการส่งผ่านต้นทุนอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในลักษณะที่มีความหนืดและไม่มีสัญญาณของการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องและยังไม่พบสัญญาณของ Second-round Effect หรือการที่ประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงจนนำไปสู่การปรับขึ้นราคาและค่าจ้างอย่างต่อเนื่องจนควบคุมไม่ได้
สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน มองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายและสอดคล้องกับบริบทที่เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ปัจจุบันยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
“แม้ปัจจุบันจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่แบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมที่จะพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมทันที หากสถานการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงเปลี่ยนไปในอนาคต”
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งที่ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ส่งผลให้มีการปรับประมาณการการเติบโตจีดีพีจาก1.5% เป็น2.3%
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้นแต่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความไม่ทั่วถึงในการฟื้นตัว
โดย3 ปัจจัยบวกหนุนเศรษฐกิจปี 2569มาจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางน้อยกว่าที่คาดแม้จะมีความตึงเครียดแต่เศรษฐกิจโลกและไทยมีความยืดหยุ่น (Resilient) มากกว่าที่ประเมินไว้ บวกกับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลดีต่อทั้งการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน
สุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐผลของ พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่นำมาคำนวณในรอบนี้
ทั้งนี้มองว่าไซเคิลขาขึ้นของการลงทุนนี้ ในด้านเอไอหรือเทคโนโลยีจะอยู่ได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 2 ปี แต่มีความกังวลเรื่องโครงสร้างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังกระจุกตัวสูง
โดยพบว่าผู้ส่งออกเพียง 1% หรือประมาณ 105 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ที่ครองมูลค่าการส่งออกถึง 85% ของกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูงขึ้น
โดยมีสัดส่วน Import Content เพิ่มจาก 48% ในอดีตมาเป็น 70% ในปัจจุบัน ทำให้ผลบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242203&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw213mlu1Rlp4avNOIXKy0z6
