Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าฯ ชง 4 ข้อถึงรัฐบาล ดันนายกฯ นั่งแม่ทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯ ชง 4 ข้อถึงรัฐบาล ดันนายกฯ นั่งแม่ทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เปิด 4 ข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชนไทย จากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”

    หลังรัฐบาลเปิดทำเนียบรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ปัญหาคอร์รัปชัน ภาคเกษตร ไปจนถึงการค้าและการลงทุน โดยภาคเอกชนเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็น “แม่ทัพ” ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันทุกกระทรวง เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง

    ทำเนียบรัฐบาล
    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำหลายบริษัท ในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อระดมสมองและรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการยกระดับเศรษฐกิจไทยนั้น

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอ 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ
    เสนอแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาชาติเห็นถึงความตั้งใจในการยกระดับประเทศเข้าสู่ OECD

    2. เร่งปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ
    เสนอให้เร่งเข้าไปดูแลและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    3. ผลักดันการค้าและการลงทุนไทย
    เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการค้าและการลงทุนของประเทศอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    4. เสนอ “นายกฯ” นั่งหัวโต๊ะบูรณาการทุกหน่วยงาน
    เนื่องจากหลายประเด็นเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน ภาคเอกชนจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

    ภายหลังการหารือ นายพจน์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนโดยตรง และเชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะมีการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นเร่งด่วน พร้อมเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kp25aGlkXQuTpPx6RunjT

  • นายกฯ นำทีมหารือร่วมภาคเอกชน ยืนยัน รัฐบาลมุ่งมั่นอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

    นายกฯ นำทีมหารือร่วมภาคเอกชน ยืนยัน รัฐบาลมุ่งมั่นอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

    “นายกฯ อนุทิน” นำทีมหารือร่วมภาคเอกชน ยืนยัน รัฐบาลมุ่งมั่นอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ย้ำ รัฐและเอกชนต้องไปด้วยกัน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

    15 พ.ค. 69) เวลา 17.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการ หารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือในลักษณะ “ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในฐานะเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับพี่น้องภาคเอกชน เราจะต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะจะทำให้เป้าหมายของเราไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งวันนี้ “เป้าหมายก็คือรัฐบาลต้องการรับฟังความเห็นของทุกท่านเพื่อที่เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการและทุกภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเราทั้งสิ้น

    “ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรค และเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อนซึ่งเป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมวงนี้ไม่มีหัวโต๊ะ  “ทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะเหมือนกัน” โดยมีคณะรัฐมนตรีหลายท่านได้อยู่ในการประชุมครั้งนี้ด้วยการนั่งแซมไปกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ จากการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เราได้มีการเสนอการผลักดันให้ความสำคัญกับศักยภาพด้านพลังงานอาเซียนหรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร และย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน และเกิดพลังในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย และพบว่า ทุกประเทศต้องการนโยบายที่พูดถึงเรื่องพลังงานสะอาด พูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งทุกประเทศพูดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย โดยเน้นใน 3 ประเด็นนี้

    “ตนคิดว่าสำหรับประเทศไทย เรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอันมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้โลกทั้งใบมาให้ความสำคัญ และ “ประเทศไทยของเราก็จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนด้วย” เพราะฉะนั้นโอกาสในการที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากขึ้นนี้จะทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น “แต่รัฐและเอกชนต้องไปด้วยกัน” และในความเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกอย่าง วันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิม ๆ ไม่ยึดติดอยู่กับกฎหมายเก่า ๆ หรือขั้นตอนที่มีความหลากหลาย และที่สำคัญ “เราจะอำนวยความสะดวกให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจหรือดำเนินธุรกิจธุรกรรมในการว่าจ้างแรงงานเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศ” เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไม่ได้ถ้าเราขาดภาคเอกชน และการพบปะกันในวันนี้ รัฐบาลจะได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนทั้งหลาย เพื่อที่เราจะได้นำมาประยุกต์และนำมาทำให้ความต้องการ ความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านไปบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จประเทศไทยก็จะประสบความสำเร็จ คนไทยทุกคนก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ นี่คือวัตถุประสงค์ของการหารือในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IQbXZq0c4qagl9ukxBdnW

  • “ไทยช่วยไทย” คึกคัก 3 รอบ ลดค่าครองชีพ 19.4 ล้าน สร้างเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทย” คึกคัก 3 รอบ ลดค่าครองชีพ 19.4 ล้าน สร้างเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 พ.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ต่อเนื่อง

    โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด “ครั้งที่ 3” พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นในทุกพื้นที่

    สำหรับกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาทช่วยขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและเพิ่มการเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดในระดับชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สุรินทร์ ชลบุรี เชียงใหม่ สระบุรี และอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอพนัสนิคม (ชลบุรี) อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต

    นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร

    ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/832062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uz2y85oX1RBYPRXvA3N33

  • “ไทยสร้างไทย” ถกเข้ม “กลุ่ม สว. เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ-การเงิน” ดันนโยบายกองทุนคนตัวเล็ก-บำนาญประชาชน พร้อมปฏิรูปงบประมาณครั้งใหญ่ 

    “ไทยสร้างไทย” ถกเข้ม “กลุ่ม สว. เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ-การเงิน” ดันนโยบายกองทุนคนตัวเล็ก-บำนาญประชาชน พร้อมปฏิรูปงบประมาณครั้งใหญ่ 

    การเมือง

    “ไทยสร้างไทย” ถกเข้ม “กลุ่ม สว. เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ-การเงิน” ดันนโยบายกองทุนคนตัวเล็ก-บำนาญประชาชน พร้อมปฏิรูปงบประมาณครั้งใหญ่ 

    วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา แกนนำพรรคไทยสร้างไทย นำโดย นายอุดมเดช รัตนเสถียร หัวหน้าพรรค นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เลขาธิการพรรค นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองหัวหน้าพรรค และประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พร้อมคณะผู้บริหาร เปิดโต๊ะหารือร่วมกับกลุ่ม สว.ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจการเงินการคลัง วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการตลาดทุนและประกันภัย วุฒิสภา 

    นำโดย นายปฏิมา จีระแพทย์ และ ดร.มานะ มหาสุวีระชัย เพื่อบูรณาการการทำงานด้านนิติบัญญัติและวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการมุ่งตรวจสอบและเสนอแนะนโยบายรัฐบาล เพื่อให้โครงการต่าง ๆ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและยั่งยืน

     จากนั้นพรรคไทยสร้างไทย ได้นำเสนอแนวคิด “ปลดปล่อยและสร้างอำนาจ” หรือ Liberate and Empower เพื่อยกระดับเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ 4 ศูนย์กลางโลก ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยวที่ไม่สนับสนุนกาสิโน และโลจิสติกส์เชื่อมโลก พร้อมชูโมเดล “แก้ทุจริตคือการสร้างรายได้” โดยตั้งเป้าดึงเศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดถึงร้อยละ 50 ของ GDP เข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง และใช้มาตรการ “พักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของคนตัวเล็ก SME ไว้ชั่วคราว 3-5 ปี เพื่อลดช่องว่างการรีดไถและคอร์รัปชัน

     พร้อมเน้นย้ำถึงแนวทางการจัดตั้ง “กองทุนเครดิตประชาชน” วงเงินกู้ 10,000 ถึง 100,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี เพื่อช่วยคนตัวเล็กล้างหนี้นอกระบบ ควบคู่ไปกับนโยบาย “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” สำหรับผู้สูงอายุ 10 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเยียวยา แต่เป็นการสร้าง “เศรษฐกิจความยั่งยืนของชีวิต” ด้วยการ Upskill และใช้ AI เข้ามาช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง โดยวางโรดแมปเสนอร่างกฎหมายกองทุนเครดิตประชาชนภายใน 100 วันแรกหากได้เข้ามาบริหารประเทศ
     
    พรรคยังเสนอการปฏิรูปทุนมนุษย์ด้วยการลดเวลาเรียนลง 4 ปี ให้จบปริญญาตรีได้ในอายุ 18 ปี เพื่อส่งแรงงานเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น พร้อมมาตรการคุมเข้มงบประมาณด้วยการตัดงบฟุ่มเฟือยของรัฐลงร้อยละ 10 หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท และลดขนาดรัฐราชการลงร้อยละ 20 ภายใน 4 ปี โดยนำเทคโนโลยี AI มาทำงานแทนบุคลากร เพื่อเปลี่ยนงบประมาณที่เคยจ่ายเป็นเงินเดือนมาเป็นสวัสดิการดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวัยชรา 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/476320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o4E0Qxman7YITH-Fa8Id5

  • ต้องเดินไปด้วยกัน! ‘อนุทิน’ แจงคุยเจ้าสัวดันเศรษฐกิจไทย

    ต้องเดินไปด้วยกัน! ‘อนุทิน’ แจงคุยเจ้าสัวดันเศรษฐกิจไทย

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศในงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) ที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานใช้เวลา 2 ชั่วโมงในที่ประชุม และ 1 ชั่วโมงที่ได้ร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากบรรดาผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเราจะนำมาประมวลและนำข้อเสนอแนะต่างๆ มากำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวังของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน

    ส่วนโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อ และที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำหนึ่งว่า “ของเราน้ำมันบนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้”

    ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้ แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่า เพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง

    ในอาเซียนประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

    ส่วนในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด

    มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์

    ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น

    ยันรัฐบาลเอาจริง ‘ปราบคอร์รัปชัน’ ย้ำ ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ใครผิดต้องถูกดำเนินคดี

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีภาคเอกชนเป็นห่วงเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ทุกคนเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล แต่ผู้สื่อข่าวก็น่าจะสังเกตได้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน มีการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างสม่ำเสมอ และใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด จะเห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์

    ผมยืนยันได้เลยว่า ในรัฐบาลชุดนี้ ทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปรามด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน และมีความสัมพันธ์สนับสนุนซึ่งกันและกัน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

    ส่วนกรณี “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดอันดับ 10 หน่วยงานที่มีการรับสินบนมากที่สุด” อนุทิน กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นดัชนีที่มาจากแบบสอบถาม แต่ในส่วนของรัฐบาลเรามีการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือการทำแบบสอบถาม หรือทำโพล ของรัฐบาลทุกเคสจัดการด้วยข้อกฎหมาย

    ยกตัวอย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเรื่องของการสวมสิทธิ์ ก็ไม่ได้จบแค่ปลดนายอำเภอคนเดียว แต่รัฐบาลขยายผล เห็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ ต้องดำเนินการทั้งหมด ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายที่เป็นข้อกังวลของประชาชน ยกตัวอย่างในจังหวัดนครปฐม ก็ได้มีการปลดกำนันออกจากตำแหน่ง หากเป็นสมัยก่อน อาจจะต้องขอรอให้มีคนมาเคลียร์ มีคนมาขอ

    ก่อนจะย้อนถามว่า “สมัยนี้มีคนมาขอเคลียร์หรือไม่ ส่วนตัวก็เชื่อว่ามี แต่เคลียร์ไม่ได้” เพราะนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ใช้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ก็จะไม่ดูชื่อ ถือพฤติกรรมดำเนินคดีทุกอย่าง ดำเนินการตามพฤติกรรม จึงทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นต้นทางของการคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    เพราะว่ามีคนเหล่านี้ที่กระทำความผิดได้ เพราะมีการเอาของไปกำนัลให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บางคนเอาที่ดินไปให้ เอาอามิสสินจ้างไปให้ แต่พอรัฐบาลมีความจริงจังใช้กฎหมายที่มี ตรงไหนมีปัญหาก็ตั้งกรรมการสอบ โยกย้ายออกนอกพื้นที่และดำเนินคดี ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปทิศทางที่ดี

    เมื่อตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องผลสำรวจ กกร. จะไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐที่ถูกจัดอันดับเตรียมจะฟ้องกลับเอกชนนั้น อนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอกที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้อง

    หากเรากล้าที่จะบอกว่า คุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ อย่างเมื่อวานที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ดัชนีการรับรู้รับทราบเรื่องคอร์รัปชันว่ามาจากไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากการสำรวจความรู้สึก ถามมีการโกงไหม ถ้ามี ก็ติ๊กถูก อย่างนั้นจะนำไปวัดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีมันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งอย่างที่บอกเป็นตราบาปที่พวกผมต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ของผู้บริหารในปัจจุบันที่จะต้องไปแก้ตราบาป แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    ลั่นลุยทำทุกอย่าง “ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ”

    อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลต้องแก้ไข จะต้องไม่มีเรื่องพวกนี้ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่กล้าแสดงตัว จะเข้าร่วมกับ OECD ประกาศความพร้อม เป็นศัตรูกับคอร์รัปชันและการกระทำที่ผิดกฎหมาย

    รัฐบาลทำหมดแล้ว ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ ในปัจจุบันมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากมาย หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปราบปรามเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกอย่างต้องหมดไป

    ชี้ถ่ายสด ‘บอลโลก 2026’ อยู่ที่วิธีการต่อรองของผู้เกี่ยวข้อง

    ส่วนความคืบหน้าการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2026 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นแม่งานในการประสานการถ่ายทอดสด นายกรัฐมนตรียืนยันว่า “รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ขึ้นอยู่ที่วิธีการต่อรองของผู้ที่เกี่ยวข้อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-pushes-food-security-and-logistics-development-with-private-sector&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hcAP3DDFzP4XxMq5MchXb

  • กู้ 4 แสนล้าน-ขาดดุลการคลัง ดันหนี้สาธาณะแตะ 75% ในปี 73

    กู้ 4 แสนล้าน-ขาดดุลการคลัง ดันหนี้สาธาณะแตะ 75% ในปี 73

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33mXHojuBuGbBfiOoxhnZL

  • ‘เอกนิติ’ ชี้นโยบายเศรษฐกิจมาถูกทาง สถาบันจัดอันดับเครดิตของญี่ปุ่นไม่ห่วงรัฐบาลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ ชี้นโยบายเศรษฐกิจมาถูกทาง สถาบันจัดอันดับเครดิตของญี่ปุ่นไม่ห่วงรัฐบาลกู้ 4 แสนล้าน

    “เอกนิติ” ชี้นโยบายเศรษฐกิจมาถูกทาง หลัง เครดิตเรตติ้งญี่ปุ่น “R&I” คงเครดิตฯไทยระดับ A- หนุน “ไทยแลนด์ 10 พลัส” ปูทางสู่ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ทั้ง AI และ EV ระบุเครดิตเรตติ้งญี่ป่นไม่ห่วงประเด็นรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม หลังตัวชี้วัดทางการคลังยังแกร่ง

    16 พฤษภาคม 2569 – จากกรณี เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือ R&I (Rating and Investment Information) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นประกาศ อันดับความเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ A- พร้อมคงมุมมองความเชื่อถือในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ากรณีที่ R&I คงอันดับความเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ A- สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการประกาศนโยบายไทยแลนด์พลัส (Thailand 10 Plus) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาใน 10 ด้านหลักที่สอดคล้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next Generation Industry) โดยเฉพาะในกลุ่ม AI และ EV ซึ่งจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อน และการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาวได้

    นอกจากนี้ R&I ได้พิจารณาถึงแผนการคลังระยะปานกลาง ของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าจะลดการขาดดุลการคลังให้ต่ำกว่า 3% ให้ได้ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง แม้ว่าในปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 64% แต่ทางสถาบันฯ R&I ไม่ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเงินกู้ของรัฐบาลไทยในอนาคต

    เนื่องจากโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ของไทยเป็นหนี้ในประเทศ (Domestic Debt) ประกอบกับไทยยังมีตัวชี้วัดด้านปัจจัยต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง และการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างต่อเนื่อง

    “การที่สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือระดับโลกยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่านโยบายการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารจัดการการเงินการคลังของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก็ตามที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงก็ตาม”นายเอกนิติ
    อย่างไรก็ตามในรายงานของ R&I มีประเด็นเรื่องการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลดภาระกองทุนน้ำมันและการพิจารณาเรื่องปฏิรูปภาษี ทั้งนี้ในเรื่องของภาษีนั้นรัฐบาลขอยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการเรื่องนี้ โดยรัฐบาลตระหนักและเห็นใจประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ และจะยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือประชาชน ลดค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กันไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการการประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยของสถาบัน R&I ในครั้งนี้ถือเป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำแห่งที่ 2 ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากมูดี้ส์อินเวสเตอส์เซอร์วิส ได้มีการปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก“เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/997566/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LyyuM2PwL-z82Xk6pb-PE

  • “ดร.วันวิชิต” มองทะลุเวทีประชุม “รัฐบาล-CEO” อย่าตีความแค่มิติทุนการเมือง ชี้สะท้อนสัญญาณบวก การผนึกกำลังปลุกศก.ไทยสู้วิกฤตโลก | TOPNEWS

    “ดร.วันวิชิต” มองทะลุเวทีประชุม “รัฐบาล-CEO” อย่าตีความแค่มิติทุนการเมือง ชี้สะท้อนสัญญาณบวก การผนึกกำลังปลุกศก.ไทยสู้วิกฤตโลก | TOPNEWS

    ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกั

    “เวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนจะไม่ได้มองแค่ตัวเลขจีดีพี แต่จะมองว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพไหม มีทิศทางชัดเจนไหม และพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ มองว่า การที่รัฐบาลเชิญ CEO จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าหารือโดยตรง ยังสะท้อนความพยายามเชื่อม “ภาครัฐ” กับ “เศรษฐกิจจริง” เพราะภาคธุรกิจคือกลุ่มที่เห็นปัญหาหน้างานจริง ทั้งเรื่องต้นทุน การแข่งขัน กำลังซื้อ การจ้างงาน และอุปสรรคในการลงทุน ซึ่งบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนผ่านรายงานราชการเพียงอย่างเดียวได้

    ดังนั้น เวทีลักษณะนี้จึงมีความสำคัญในฐานะ “ช่องทางรับฟัง” ที่ทำให้รัฐบาลเข้าใจสภาพเศรษฐกิจจากผู้ปฏิบัติจริง และสามารถนำข้อมูลไปออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้น

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังมองว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับทั้งห่วงโซ่อุปทาน การจ้างแรงงาน การลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก หากบริษัทขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุน ก็จะช่วยรักษาระดับการจ้างงาน และช่วยให้เศรษฐกิจหมุนต่อได้

    “ถ้าเอกชนไม่มั่นใจ ไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็จะชะลอทันที เพราะรัฐไม่สามารถแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศได้เพียงฝ่ายเดียว วันนี้รัฐบาลจึงต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีอนาคต” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือรัฐบาลต้องเปลี่ยนการหารือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
    เพราะหากเวทีพูดคุยเกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างภาพ แต่ไม่มีการผลักดันนโยบายตามมา ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังมองว่า รัฐบาลต้องรักษาสมดุลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ให้การดูแลภาคธุรกิจขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นการละเลยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือภาคประชาชน เพราะเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยทั้งทุนขนาดใหญ่ SME ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากเดินไปพร้อมกัน

    “ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เอกชนมั่นใจว่าประเทศมีเสถียรภาพ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนการลงทุนได้จริง ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาในรูปของการจ้างงาน รายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1575940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YQ4iZ12YfPEQtruYC1EvG

  • อาเซียนย้ำเอกภาพและรับมือความผันผวนเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก

    อาเซียนย้ำเอกภาพและรับมือความผันผวนเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก

    การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธาน ภายใต้แนวคิด “Navigating Our Future, Together” โดยในการประชุมดังกล่าวผู้นำประเทศอาเซียนต่างๆ ได้ยืนยันความร่วมมือในการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของภูมิภาค พร้อมผลักดันความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร และการพัฒนาที่มุ่งเน้นประชาชนเป็นหลัก โดยภายหลังที่ประชุมให้การรับรองแถลงการณ์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศอาเซียนในการขับเคลื่อนภูมิภาคเชิงรุกและมีเอกภาพท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความผันผวนด้านพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ โดยการแถลงการณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และระเบียบในภูมิภาคที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ (Rules-based regional order) พร้อมทั้งยืนยันการสนับสนุนการเจรจาและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ตามกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยมีประเด็นสำคัญจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48 ดังนี้ 

    การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    ผู้นำอาเซียนให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลโดยถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของภูมิภาคต่อไปในอนาคต ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนเห็นชอบผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจสำคัญ 19 ประการ (19 Priority Economic Deliverables (PEDs)) ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานของฟิลิปปินส์ ซึ่งรวมถึงโครงการที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตด้วย AI สำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การค้าดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์และการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ผู้นำจากประเทศต่างๆ ยังสนับสนุนการจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ความมั่นคงไซเบอร์ การชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น AI นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการใช้ AI อย่างรับผิดชอบและครอบคลุม รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูงร่วมแห่งแรกของอาเซียน ซึ่งเปิดให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังให้การสนับสนุนข้อเสนอของฟิลิปปินส์ ในการจัดตั้งศูนย์ AI สำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (AI MSME Hub) เพื่อช่วยภาคธุรกิจใช้เครื่องมือ AI ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทั่วภูมิภาค

    วิกฤตในตะวันออกกลางและความกังวลด้านพลังงาน

    ผู้นำอาเซียนได้ตระหนักถึงผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน เส้นทางการค้า ห่วงโซ่อุปทานอาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนที่ทำงานอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว และได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้คำมั่นที่จะเดินหน้าส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติ ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความซับซ้อนมากขึ้น

    ความร่วมมือด้านสาธารณสุข การรับมือภัยพิบัติ และอาชญากรรมข้ามชาติ

    แถลงการณ์ของประธานอาเซียนให้ความสำคัญอย่างมากต่อความร่วมมือด้านสาธารณสุขในภูมิภาค รวมถึง
    การผลักดันการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนเพื่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases: ACPHEED) โดยผู้นำอาเซียนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขดิจิทัล การเสริมสร้างความพร้อมด้านสาธารณสุข และการประสานความร่วมมือในการรับมือกับการระบาดใหญ่และโรคอุบัติใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ ในด้านความมั่นคงยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ การใช้ความรุนแรงจากแนวคิดสุดโต่ง และยาเสพติด โดยประเทศสมาชิกอาเซียนยังผลักดันการเพิ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการรับมือภัยพิบัติ การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ และการคุ้มครอสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

    ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน

    ผู้นำอาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและความเป็นเอกภาพ โดยระบุว่าอาเซียนต้องยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการกำหนดทิศทางภูมิภาค ซึ่งแถลงการณ์ยังย้ำถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนต่อความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาภายนอกบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน โดยการมีส่วนร่วมในเชิงสร้างสรรค์

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin 

    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

    การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จัดขึ้นภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ ภายใต้หัวข้อ “Navigating Our Future, Together” ซึ่งสะท้อนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียนในการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของภูมิภาค และผลักดันความร่วมมือในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังเผชิญความตึงเครียดทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพลังงาน การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค เพื่อรองรับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน เส้นทางการค้า และห่วงโซ่อุปทานอาหาร นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเป็นเวทีหารือเชิงนโยบายในประเด็นสำคัญของภูมิภาค รวมถึงการเตรียมการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในอาเซียน (TAC) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้นำอาเซียนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย นายเล มินห์ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน นายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ขณะที่เมียนมาเข้าร่วมในระดับข้าราชการประจำ คือปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากความคืบหน้าภายใต้ฉันทามติ ข้อยังไม่เป็นไปตามที่กำหนดที่ประชุม โดยรวมการประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของอาเซียนในการรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาค ควบคู่กับการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของสภาพแวดล้อมโลกในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lr86glrwweum4etdm0jmf6l6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Op9uFZQJCWrYgJvrzuOZ

  • “โลมาพลีชีพ” ถูกใช้ในสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน จริงหรือไม่ – BBC News ไทย

    “โลมาพลีชีพ” ถูกใช้ในสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน จริงหรือไม่ – BBC News ไทย

    “โลมาพลีชีพ” ถูกใช้ในสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน จริงหรือไม่

    คำบรรยายวิดีโอ,

    “โลมาพลีชีพ” ถูกใช้ในสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน จริงหรือไม่

    Published

    ย้อนไปเมื่อปี 2000 บีบีซีเคยรายงานว่า อิหร่านได้ซื้อโลมาที่ได้รับการฝึกฝนในกองทัพเรือโซเวียตมาไว้ประจำการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwy2r29jrn5o.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aqs7Kgz-bM8feENUEQDYP