Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มท.3 จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    มท.3 จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    มท.3 จุดแข็ง

    มท.3 ลุยจันทบุรี ชู “ทุเรียน–ผลไม้” จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยวเชื่อมชุมชนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ย้ำพัฒนาท่องเที่ยวจันทบุรี ต้องสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย

    นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามภารกิจสำคัญด้านการบริหารราชการ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยมุ่งให้การพัฒนาพื้นที่เดินหน้าไปพร้อมกันทั้ง “ความปลอดภัยของประชาชน คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว” โดยได้เปิดโครงการอบรมสัมมนา เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคกลาง ประจำปี 2569 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานบริการประชาชนในพื้นที่ โดยได้กล่าวถึงศักยภาพของผลไม้ใน จ.จันทบุรีว่า มีจุดแข็งที่ชัดเจนมาก โดยเฉพาะเรื่องผลไม้และทุเรียน ซึ่งถือเป็นของดีของเมืองจันท์ และยังไม่เห็นที่ใดจะเทียบคุณภาพได้ จึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของจันทบุรีที่เราต้องรักษาและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้ลงพื้นที่ฝายน้ำล้นบริเวณวัดปึก หมู่ 7 บ้านปึก ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่และติดตามสถานการณ์ดินสไลด์ ตลิ่งถูกกัดเซาะ และฝายน้ำล้นชำรุด ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากน้ำไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ จังหวัดจันทบุรี ได้ระดมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับอำเภอมะขาม เทศบาลตำบลวังแซ้ม สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 17 จันทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันปฏิบัติการ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลิ่งและฝายได้รับความเสียหายเพิ่มเติม รวมถึงลดผลกระทบจากน้ำไหลหลากและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้เดินทางต่อไปยัง โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชายฝั่งทะเล บ้านหัวแหลม (Skywalk จุดชมวิวเนินนางพญา) ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณเนินนางพญา และชายฝั่งจันทบุรีมีจุดเด่นทั้งภูมิทัศน์ทะเล ถนนเลียบชายฝั่ง และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า จุดชมวิวเนินนางพญาเป็นหนึ่งในจุดชมวิวสำคัญของเส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิต และบริเวณใกล้เคียงยังมีบ้านหัวแหลมและเจดีย์กลางน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์และวิถีชุมชนชายฝั่งจันทบุรี จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวในมิติที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ย แต่ควรมองให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับร้านค้า อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน การประมง วิถีชีวิต และเส้นทางท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัด

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันไม่ควรเน้นเพียงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องให้ประชาชน และชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจันทบุรีมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ ทะเล ภูเขา สวนผลไม้ วิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงอัตลักษณ์ด้านอัญมณี ดังนั้น ต้องนำต้นทุนเหล่านี้มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378983475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uk4_8n4077MiBLAVw3rCo

  • พ่อค้าแม่ค้าโอดพิษเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง ฝากถึง ‘นายกฯอนุทิน’ เร่งช่วยชาวบ้านอย่าเงียบหาย | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าโอดพิษเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง ฝากถึง ‘นายกฯอนุทิน’ เร่งช่วยชาวบ้านอย่าเงียบหาย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (17 ก.ย.) ลงพื้นที่ตลาดคลองถม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานข้าง บขส. ซึ่งเป็นตลาดยอดนิยมของชาวบ้านในหลายอำเภอ โดยปกติจะคึกคักตั้งแต่ช่วง 16.00 น. ไปจนถึงประมาณ 19.30 น. แต่วันนี้กลับมีบรรยากาศเงียบเหงาผิดสังเกต พ่อค้าแม่ค้าหลายรายขายของไม่ดี บางรายเริ่มเก็บของเตรียมเดินทางกลับบ้าน

    นายปรีชา อายุ 45 ปี ชาว อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณตลาดช่องจอม เปิดเผยว่า ช่วงนี้บรรยากาศการค้าขายเงียบเหงา ไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา จนทำให้นึกถึงช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองยุคต้มยำกุ้ง แต่ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันหนักกว่ายุคนั้น จึงอยากฝากถึงนายกฯอนุทิน ให้เร่งช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลกลับมาพูดถึงเรื่องการสร้างรั้วหรือกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตามแนวชายแดน หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึง แต่ระยะหลังไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

    ขณะที่นายต้อม อายุ 36 ปี พ่อค้าขายทุเรียน กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฝืดเคือง ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างมาก จึงอยากฝากให้นายกฯ ช่วยดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ช่วยดูแลราคาน้ำมันให้เหลือประมาณ 30 บาทเหมือนที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ยังแตะระดับ 40 บาท

    ส่วนทางด้านคุณพร อายุ 43 ปี แม่ค้า กล่าวว่า ช่วงนี้ประชาชนในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ต้องประหยัดและอดออม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ดี จึงอยากฝากรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพและราคาน้ำมัน พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากเคยมีการพูดถึงแต่ระยะหลังเงียบไป

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดด่าน โดยระบุว่าในฐานะคนสุรินทร์ ไม่อยากให้เปิดด่านในช่วงนี้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เกลียดพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา แต่กังวลว่าหากเปิดด่านแล้วกลับมาเผชิญหน้ากันอีก อาจเกิดปัญหาตามมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6199170/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UK8AXScAi-eIobWSQBw7Z

  • คลังต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส ลุ้นเพิ่มแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้ | เดลินิวส์

    คลังต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส ลุ้นเพิ่มแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังหารือและเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องมองเป็นภาพรวม หลังจากกระทรวงการคลัง ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อเป็นการรองรับตัวเลขเศรษฐกิจช่วงในไตรมาสสุดท้ายปลายปีนี้

    อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6199126/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R1Tl1yx64jMn8Ni2M0hYT

  • มองโกเลียในปั้น ‘ซูเปอร์ลีก’ ดันเศรษฐกิจ 647 ล้านหยวน คนดู 1.45 ล้านคน

    มองโกเลียในปั้น ‘ซูเปอร์ลีก’ ดันเศรษฐกิจ 647 ล้านหยวน คนดู 1.45 ล้านคน

    มองโกเลียใน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอีเวนต์กีฬา หลังฟุตบอล “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก 2026” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 647 ล้านหยวน จากการแข่งขัน 79 นัด ตลอดฤดูกาลปกติและรอบน็อกเอาต์ พร้อมดึงดูดผู้ชมเข้าสนามสะสมกว่า 1.45 ล้านคน ตอกย้ำบทบาทของกีฬาในฐานะเครื่องมือกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค

    สำนักงานกีฬาของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เปิดเผยว่า การแข่งขันดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงประมาณ 195 ล้านหยวน หรือเฉลี่ย 2.4633 ล้านหยวนต่อการแข่งขัน ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางอ้อมอยู่ที่ประมาณ 452 ล้านหยวน หรือเฉลี่ย 5.7266 ล้านหยวนต่อนัด

    เม็ดเงินทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งร้านอาหาร โรงแรม การเดินทาง การท่องเที่ยว การค้าปลีก และความบันเทิง โดยการจัดการแข่งขันช่วยเชื่อมกิจกรรมกีฬาเข้ากับการบริโภคและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องนอกสนามแข่งขัน

    ดึงผู้ชมต่างเมือง เพิ่มการใช้จ่าย

    ข้อมูลผู้ชมในนัดชิงชนะเลิศสะท้อนศักยภาพของการแข่งขันในการดึงดูดผู้บริโภคจากนอกพื้นที่ โดยผู้ชมจากฮูฮอตมีสัดส่วนร้อยละ 18.07 เปาโถว 20.54 และออร์ดอส 28.32 ขณะที่ผู้ชมจากเมืองอื่นๆ ในมองโกเลียในคิดเป็นร้อยละ 25.60 และผู้ชมจากนอกเขตปกครองตนเองฯ อยู่ที่ร้อยละ 7.47

    ผู้ชมจากต่างเมือง ซึ่งรวมถึงแฟนบอลจากเปาโถวและออร์ดอสที่เดินทางข้ามเมืองเพื่อเข้าชมการแข่งขัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 642.5 หยวนต่อคน สูงกว่าผู้ชมในพื้นที่ซึ่งใช้จ่ายเฉลี่ย 84.9 หยวนต่อคน สะท้อนผลของการเดินทางข้ามพื้นที่ที่ช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการ

    ผู้ชมจากนอกมองโกเลียในส่วนใหญ่เดินทางมาจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ซานซี เหอเป่ย์ และส่านซี ทำให้การแข่งขันมีบทบาทในการดึงเม็ดเงินจากต่างพื้นที่เข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    เชื่อมกีฬาเข้าท่องเที่ยว-สินค้าเกษตร

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันยังถูกใช้เป็นช่องทางขยายตลาดให้กับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ งานหัตถกรรมพื้นเมือง และแบรนด์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุ่งหญ้า โดยนำกิจกรรมกีฬาไปเชื่อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ย่านการค้า การบริโภคช่วงกลางคืน และโปรโมชั่นจากบัตรเข้าชมการแข่งขัน รูปแบบดังกล่าวก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันมากขึ้น ตั้งแต่การเดินทางไปชมเกม การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการซื้อสินค้าท้องถิ่นและเดินทางท่องเที่ยวต่อในพื้นที่

    ด้านการสร้างกระแสบนแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok จีน) คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ “2026 Mongolia Super Finals” มียอดรวมการกดถูกใจ แชร์ แสดงความคิดเห็น และบันทึกประมาณ 378,300 ครั้ง ช่วยขยายการรับรู้ของการแข่งขันและสถานที่จัดงานออกไปในวงกว้าง

    ภาพรวมของการแข่งขันครั้งนี้สะท้อนแนวทางการใช้ “อีเวนต์กีฬา” เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่ได้จำกัดผลประโยชน์อยู่เพียงรายได้จากการแข่งขัน แต่เชื่อมโยงไปยังการเดินทาง ที่พัก อาหาร การค้าปลีก การท่องเที่ยว และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    สำหรับมองโกเลียใน การพัฒนา “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก” จึงมีเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการจัดการแข่งขันฟุตบอล โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมกีฬา การบริโภค และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินและขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

          กรณี “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก 2026” สะท้อนให้เห็นว่า กีฬาไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง แต่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ โดยการแข่งขัน 79 นัดสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวม 647 ล้านหยวน และดึงผู้ชมเข้าสนามกว่า 1.45 ล้านคน 

    จุดสำคัญอยู่ที่รายได้ทางอ้อมซึ่งสูงถึง 452 ล้านหยวน หรือราวร้อยละ 70 ของผลประโยชน์ทั้งหมด สะท้อนว่าเม็ดเงินจากการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่ที่ธุรกิจกีฬา แต่ต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว และค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ชมต่างเมืองที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 642.5 หยวนต่อคน สูงกว่าผู้ชมท้องถิ่นหลายเท่า

    ในเชิงเศรษฐกิจ โมเดลนี้จึงมีลักษณะของ Multiplier Effect หรือการต่อยอดรายได้จากกิจกรรมหลักไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ขณะเดียวกันการนำฟุตบอลมาเชื่อมกับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ งานหัตถกรรม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยังช่วยเปลี่ยน “ผู้ชมกีฬา” ให้กลายเป็น “ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว” ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปคือการทำให้ผลทางเศรษฐกิจดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนอกช่วงการแข่งขัน หากมองโกเลียในสามารถพัฒนาอีเวนต์กีฬาให้เชื่อมกับการท่องเที่ยวและธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ “ซูเปอร์ลีก” ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าการแข่งขันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

                                             ———————————————

                                                    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

     กันยายน 2569

    แหล่งข้อมูล : 

     People’s Government of Inner Mongolia Releases

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yw8qp671vw1foozydojagi78&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oAp4E9wUQACymu_5R9ZXb

  • ‘ศุภจี’ เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจถึงปลายปี

    ‘ศุภจี’ เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจถึงปลายปี

    “ศุภจี” เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงปลายปี หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน “พาณิชย์“ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง ”Fed” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kf_zOe48JTUNW2JZcpZyI

  • วิกฤติเศรษฐกิจทำพิษ โรงงานเซรามิกส่งออก เลิกจ้างกะทันหันเกือบ 200 คน | one31.co.th

    วิกฤติเศรษฐกิจทำพิษ โรงงานเซรามิกส่งออก เลิกจ้างกะทันหันเกือบ 200 คน | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/80263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OkMAl_s-nAICaLOO5s9AA

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ 0.51%   ดาวโจนส์บวก 316.14 จุด เช็กน้ำมันไทย 18/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ 0.51%   ดาวโจนส์บวก 316.14 จุด เช็กน้ำมันไทย 18/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดนิวยอร์กลดลง 0.51% ที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงัน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 316.14 จุด รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ชะลอตัว ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 18 กันยายน 2569 ยังคงมีราคาจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ตลาดนิวยอร์ก ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 ลดลง 52 เซนต์ หรือ 0.51% มาอยู่ที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.01 ดอลลาร์ หรือ 0.95% ปิดที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศโอมาน ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง

    ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันพุธ หลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชีย ด้วยการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือ หรือการขนถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่ง บริเวณใกล้ท่าเรือโซฮาร์ของประเทศโอมาน เพื่อชดเชยผลกระทบจากการปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline หลังท่อส่งดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการโจมตี

    สถานการณ์สงครามทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงน้ำมันดิบไปทางตะวันตกผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้สามารถขนส่งน้ำมันดิบได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม หลังท่อส่งน้ำมันได้รับความเสียหายจากการโจมตี ซาอุดีอาระเบียจึงตัดสินใจประกาศปิดท่อส่งดังกล่าว

    ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร และมีบทบาทสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย โดยช่วยให้สามารถลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลกโดยหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

    ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline สามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดท่อส่งดังกล่าวจึงสร้างความกังวลต่อตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่งน้ำมัน

    อย่างไรก็ตาม การที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชียผ่านทางโอมาน ช่วยลดความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ปรับตัวลงในการซื้อขายล่าสุด

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 โดยดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนจากการชะลอตัวของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งช่วยให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมปรับตัวดีขึ้น

    นอกจากนี้ ข้อมูลด้านแรงงานล่าสุดของสหรัฐฯ ยังช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยนักลงทุนยังคงติดตามทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,778.04 จุด เพิ่มขึ้น 316.14 จุด หรือ 0.61% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,637.76 จุด เพิ่มขึ้น 85.95 จุด หรือ 1.14% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,418.30 จุด เพิ่มขึ้น 439.87 จุด หรือ 1.69%

    การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั้ง 3 ดัชนีสะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น หลังนักลงทุนประเมินว่าการชะลอตัวของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย วันที่ 18 กันยายน 2569 มีการรายงานราคาน้ำมันจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยข้อมูลราคาที่นำเสนออัปเดต ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊มปตท. ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และเบนซิน ราคา 48.93 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มบางจาก ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มพีที ได้แก่ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 49.43 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ ได้แก่ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลง

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rKmKyoqmXp3qNLPsR1FPc

  • เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม. ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    สภาพัฒน์เผย ครม.ผ่านกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14  2571 – 2575) วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม ประเทศ 5 ปี เน้นเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2571 – 2575
    • แผนฯ ฉบับที่ 14 มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืนและทั่วถึง
    • สภาพัฒน์ฯ กำหนด 5 เสาหลักในการพลิกโฉมประเทศ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ, การปฏิรูปภาครัฐ, การยกระดับทุนมนุษย์, การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการลงทุนในวิจัยและนวัตกรรม

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ สศช.จัดสัมมนาใหญ่ประจำปีภายใต้ชื่องาน “เปลี่ยนไทย ให้ไปไกลกว่าเดิม” (Thailand’ Next Agenda) ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประเด็นหลักของการจัดงานในปีนี้จะเน้นในเรื่องการนำเสนอกรอบและแนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (2571 – 2575) และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนก่อนจะนำไปจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับสมบูรณ์ เพื่อประกาศใช้แผนพัฒนาฯฉบับนี้อย่างเป็นทางการเพื่อใช้เริ่มใช้ในปี 2571 ต่อไป

    ทั้งนี้งานสัมมนาใหญ่ประจำปีของสศช.ในปีนี้จะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และมีคณะรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมงานและรับฟังกรอบแผนพัฒนาฯหลายคน เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.)

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะเริ่มใช้เป็นกรอบในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปี 2571 – 2575 โดยขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นตอนของการยกร่างแผนฯหลังจากที่ผ่านมาได้มีการรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆเข้ามาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับนี้

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    สำหรับสาระสำคัญและทิศทางหลักของกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่ผ่าน ครม.จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมุ่งยกระดับไปสู่ “แผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึง และยั่งยืน มุ่งยกระดับคุณภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและลดความเปราะบางในระยะยาว

     ทั้งนี้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 มีการกำหนดธีมการพัฒนา (Theme) ว่า “เพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต”

                  ทั้งนี้แผนพัฒนาฯฉบับนี้มีการกำหนดลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ  

    1.การมีจุดเน้นและริเริ่มภารกิจที่ชัดเจน โดยมุ่งเลือกดำเนินการเฉพาะประเด็นสำคัญของการพัฒนาในภาพรวม

    2.การมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ: ออกแบบกลไกที่เอื้อต่อการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับหลักคิดนำทาง 4 ประการ (Guiding Principles) ได้แก่ 1.การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ (Productivity) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการในทุกภาคส่วน

    2.การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (Inclusiveness) เพื่อให้เกิดการกระจายโอกาสและผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

    3.การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) โดยเพิ่มความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    และ 4.การสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง (Immunity) เพื่อลดความเปราะบางและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    สำหรับแนวทางการจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯให้ความสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน (Vision), การสร้างแนวร่วมและความเข้าใจร่วม (Alignment), และการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพพร้อมระบบติดตามประเมินผล (Execution) ที่มีประสิทธิภาพ

    ในการกำหนดกรอบในการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ได้กำหนด  เสาหลัก 5 ประการในการพัฒนา (5 Development Pillars) ได้แก่

     เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy) 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาและยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยยกระดับภาคการผลิตเดิม ได้แก่ ภาคเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยว ให้มีผลิตภาพสูงขึ้น ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology)  ยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness Service) ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนด้าน R&D นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล/โลจิสติกส์

    นอกจากนั้นยังเน้นที่การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับตัว ได้แก่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะแรงงาน การแข่งขันที่เป็นธรรมของภาคธุรกิจ และส่งเสริมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14มีเป้าหมายในการลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ ยกระดับระบบความคุ้มครองทางสังคม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ การพัฒนา SMEs อัจฉริยะ โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยกระดับศักยภาพ SMEs ให้แข่งขันได้ และสนับสนุนการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต

    นอกจากนี้ยังมีการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และยกระดับประสิทธิภาพของกลไกทางการเงิน

    เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)

    ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ โดยสนับสนุนการทบทวนโครงสร้าง บทบาท และรูปแบบการบริหารภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความยืดหยุ่น เปิดกว้าง และมุ่งผลสัมฤทธิ์

    การปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย โดยปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และเอื้อต่อการแข่งขัน นอกจากนี้ยังเน้นที่การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยการเสริมสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ

    เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital) โดยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ รักษาอัตราการเกิด ดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ออกมาเพิ่ม บริหารจัดการแรงงานต่างชาติทักษะสูง และพัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองรองรับการเคลื่อนย้ายประชากร

    การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเสริมสร้างทักษะพื้นฐาน การศึกษาข้ามศาสตร์ การยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัย กระจายอำนาจทางการศึกษา และพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning)

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์: ยกระดับทักษะแรงงานทักษะระดับกลางและต่ำ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลางด้านแรงงาน ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสวัสดิการสังคมที่มั่นคง พัฒนาฐานข้อมูลทางสังคมบูรณาการ ปรับระบบสุขภาพมุ่งเน้นคุณค่า ออกแบบสวัสดิการที่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตภาพ และส่งเสริมระบบสุขภาพเชิงป้องกัน

    เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน: บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แก้ไขปัญหา PM2.5 จัดการขยะ และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศ

    การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมความพร้อมและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ รวมทั้งการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และพัฒนากฎหมาย กลไกในการกำกับดูแล

    เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายและเทคโนโลยีเสี่ยงวิกฤตต่อโอกาสภาคการผลิตและบริการเป้าหมายของประเทศ

    มุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนา ยกระดับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และปรับปรุงระบบทรัพย์สินทางปัญญา

    อย่างไรก็ตามสศช.ในฐานะหน่วยงานที่จัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ได้มีการสรุปความท้าทายและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนแผนฯฉบับที่ 14  3 ข้อได้แก่

    1. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำและมีแนวโน้มถดถอยเชิงศักยภาพอันเนื่องจากการลงทุนต่ำ ข้อจำกัดด้าน R&D และภาระหนี้ระดับสูง
    2. กระแสความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างประชากรสูงวัย
    3. การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจำเป็นต้องมีความจำเป็นในการออกแบบกลไกขับเคลื่อนและติดตามผลที่เชื่อมโยงถึงระดับปฏิบัติจริง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TUsmLaE7aqAr7G3aigc90

  • ม.หอการค้าไทยเผยคนไทยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดรอบ 18 ปี ส่อแบกภาระยาวถึงวัยเกษียณ

    ม.หอการค้าไทยเผยคนไทยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดรอบ 18 ปี ส่อแบกภาระยาวถึงวัยเกษียณ

    17 กันยายน 2569, 17:32น.

               อ.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 พบว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือน หนี้สินรวม 794,945.49 บาท (ขยายตัว 7.3%) แบ่งเป็น ในระบบ 77.2% และนอกระบบ 22.8%

              การผ่อนชำระรวม 21,935.3 บาท/เดือน (ขยายตัว 8.11%) แบ่งเป็น ในระบบ 21,305.17 บาท (ขยายตัว 17.29%) และนอกระบบ 7,422.51 บาท (ขยายตัว 3.52%)

            ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อประเมินมุมมองต่อสถานการณ์หนี้ในอนาคต พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองอนาคตหนี้แย่ลงในภาพรวม เท่าเดิม อยู่ที่ 25.9% มองว่า แย่ลงเล็กน้อย 25.2% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 20.1%

            ผลสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการออม ดังนี้ การเก็บออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 27.8%, เคยมีเหลือเก็บแต่ตอนนี้ไม่พอเก็บ 24.3%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 3 เดือน 20.4%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 14.5% และมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 13.0% ส่วนการเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า ไม่มีเก็บออม 42.6% เท่าเดิม 24.0% ลดลง 22.6% และเพิ่มขึ้น 10.8%

             ในส่วนของประเด็นเร่งด่วนที่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ 1. เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ/ปรับโครงสร้างค่าจ้าง 2. สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบบครบถ้วน 3. เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 4. ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และ 5. สร้างหลักสูตรการศึกษาการเงินในโรงเรียน

            ด้านรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยและยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หลังระดับหนี้ครัวเรือนพุ่งเกิน 80% ของ GDP พบว่า การก่อหนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยหากเป็นการกู้ซื้อยานพาหนะและสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติจะถือเป็นการเข้าสู่ระบบเครดิตบูโร แต่หากกลุ่ม Gen Y นำเงินในอนาคตมาใช้เร็วเกินไปและขาดความสามารถในการชำระหนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ

              ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมาในรอบ 18 ปี (ตั้งแต่ปี 52) ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่เกษียณอายุและไม่มีรายได้แน่นอน ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้จะเกษียณไปแล้วถึง 10 ปี ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความเสี่ยงต่อการเกิด NPL หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และมีประชาชนเพียงประมาณ 14% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้ก่อนเกษียณ

              การเก็บออมของประชาชนลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ต้องนำไปใช้จ่ายดูแลค่าครองชีพในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างผู้มีรายได้ในครัวเรือนส่วนใหญ่มีเพียง 1-2 คน แต่ต้องแบกรับดูแลผู้ไม่มีรายได้ในครอบครัวจำนวน 3-5 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% และหากมีผู้ไม่มีรายได้มากกว่า 5 คนขึ้นไป สัดส่วนจะสูงถึงเกือบ 60% ซึ่งหากเกิดเหตุสะดุดทางเศรษฐกิจ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนหวนกลับมาเป็นวิกฤตทันที

               จากผลสำรวจ พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shaped (ฟื้นตัวไม่เท่าเทียม) โดยกลุ่มที่เดือดร้อนหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทลงมา เช่นเดียวกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อประคองสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนเนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น โดยประชาชนมีการกู้ยืมในระบบมากขึ้น เช่น บัตรเครดิต, สินเชื่อเงินด่วน/non-bank, นาโนไฟแนนซ์, ไมโครไฟแนนซ์ หรือการนำหลักทรัพย์ประเภทบ้านและรถยนต์ไปค้ำประกัน

              3 ปัจจัยบวกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 4/69 ในภาพรวม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการ GDP ของไทยไว้ที่ 2.0-2.5% โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่

             1. ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.-พ.ย. รวมถึงยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระดับภูมิภาคทั่วประเทศ

             2. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว หากสถานการณ์สงครามไม่บานปลาย คาดว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเดือนละ 150,000 ล้านบาท หรือรวมกว่า 500,000 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/69

             3. การส่งออกขยายตัวสูง 15-20% ผลจากการเจรจาการค้า ART กับสหรัฐอเมริกา โดยทีมไทยแลนด์คาดว่าจะตกลงกับสหรัฐฯ ได้ และการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าอัตราภาษีของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    #หนี้ครัวเรือนไทย69

    Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02P7BhnraWE209Z0twkRI6

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    set

    set

    • ข้อมูลการซื้อขาย

      ผลิตภัณฑ์

      ดัชนี

      ข้อมูลและสถิติ

      ข่าวและการแจ้งเตือน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

      ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    • ผู้ออกหลักทรัพย์

      การออกตราสารทุน

      ข้อมูล IPO

      การเป็นบริษัทจดทะเบียน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

    • กฎเกณฑ์และการกำกับ

      เกณฑ์และการกำกับ

    • บริการ

      บริการเชื่อมต่อและข้อมูล

      บริการซื้อขาย

      บริการหลังการซื้อขาย

      บริการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

      บริการสำหรับสมาชิก

      บริการสำหรับนักลงทุนสถาบัน

      บริการอื่นๆ

    • ความรู้และวิจัย

      ความรู้

    • เกี่ยวกับ ตลท.

      กลุ่ม ตลท.

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D106831701%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yplRYntd6ePLFkafKQei7