Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

    ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

    ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

    ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

    กลายเป็นประเด็นร้อน “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ รัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศติดเครื่องยนต์ลุยโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก เมื่อมีเสียงคัดค้านดังกว่าเสียงสนับสนุน โดยเฉพาะผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ที่หลายฝ่ายยังค้างคาใจ ว่าเป็นไปอย่างรอบคอบรอบด้านหรือไม่ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมชุมชน ความคุ้มค่าการลงทุน       

    ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการศึกษาและทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่อีกครั้ง ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งหัวโต๊ะ เพื่อดับกระแสร้อน เป็นเวลา 90 วัน ประกอบกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  

    อย่างไรก็ตาม แลนด์บริดจ์ ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์เรือธงที่รัฐบาลนี้ คาดหวังจะยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน ลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลในอนาคต

    โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่อาจมองเพียงมิติการลงทุน หรือ เม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วิถีชุมชน และ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน

    แม้ภาครัฐจะเชื่อมั่นว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างงานจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนในพื้นที่ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น

    บทเรียนจากหลายโครงการที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน มักนำไปสู่ความขัดแย้งและแรงต้านในระยะยาว ดังนั้น “การรับฟัง” จึงเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้เม็ดเงินลงทุน

    รัฐบาลจึงต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั้งผลการศึกษาความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนเองก็ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG หรือการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพราะปัจจุบันโลกธุรกิจไม่ได้วัดความสำเร็จจากกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม

    หากโครงการแลนด์บริดจ์สามารถออกแบบให้เกิด “จุดสมดุล” ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้จริง ก็จะกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ของประเทศ แต่หากเร่งเดินหน้าโดยละเลยเสียงของชุมชน หรือประเมินผลกระทบไม่รอบคอบ โครงการที่หวังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่สร้างต้นทุนสูงกว่าเดิม

    โจทย์สำคัญของแลนด์บริดจ์วันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “จะลงทุนหรือไม่” แต่คือ “จะลงทุนอย่างไร” ให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,201 วันที่ 17 -20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/659121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q9Pku7Vpw3iRBIzmASt_b

  • “อนุทิน” ถกเอกชนยักษ์ใหญ่ ดันเศรษฐกิจเข้มแข็ง “ธนินท์” หนุนไทยอู่ข้าวอู่น้ำ ชงเร่ง “Missing Link” แลนด์บริดจ์

    “อนุทิน” ถกเอกชนยักษ์ใหญ่ ดันเศรษฐกิจเข้มแข็ง “ธนินท์” หนุนไทยอู่ข้าวอู่น้ำ ชงเร่ง “Missing Link” แลนด์บริดจ์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/148055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AlDtOKzLLtvkDAwGmUFPV

  • GC โชว์กำไร 3.2 พันล้าน ธุรกิจแข็งแกร่งสวนทางเศรษฐกิจโลก

    GC โชว์กำไร 3.2 พันล้าน ธุรกิจแข็งแกร่งสวนทางเศรษฐกิจโลก


    GC เดินหน้ากลยุทธ์ปรับพอร์ตธุรกิจ เพิ่มสัดส่วน Specialty Chemicals และเร่งลงทุนวัสดุยั่งยืน สร้างสมดุลการเติบโตระยะยาว พร้อมลดความเสี่ยงจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

    นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC  เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,232 ล้านบาท สะท้อนผลการดำเนินงานจากการเดินเครื่องผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนความสามารถของ GC ในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวนสูง โดยมีโครงสร้างธุรกิจแบบ Integrated Value Chain เป็นจุดแข็งที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบ การผลิต และซัพพลายเชน พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เดินหน้าต่อได้”

    นอกจากนี้ GC ยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ โดยมุ่งเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบองค์รวม ควบคู่กับการปรับพอร์ตสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) ผ่าน allnex และธุรกิจ Green-Bio & Circularity เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ขณะที่ allnex ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตธุรกิจของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การมีฐานการผลิต สินทรัพย์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่กระจายอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ allnex คงความสามารถทางการแข่งขันได้ แม้ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ส่วนโครงการเติบโตในภูมิภาคสำคัญ ทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก ยังคงเดินหน้าตามแผน สะท้อนบทบาทของ allnex ในฐานะผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ Specialty Chemicals ที่ช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจ Commodity และสนับสนุนการเติบโตของ GC ไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม GC ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Portfolio โดยมุ่งสร้างความแตกต่างผ่านวัสดุเพื่อความยั่งยืน ทั้งไบโอพลาสติก พลาสติกรีไซเคิล และโซลูชันที่ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิล

    ทั้งนี้หนึ่งในก้าวสำคัญ คือการเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA (Polylactic Acid) ของ NatureWorks ณ นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ กำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี โดยเป็นโรงงานแบบครบวงจรที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็นการยกระดับภาคเกษตรกรรม และพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตไบโอพลาสติกในภูมิภาคเอเซีย รองรับความต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความผันผวนของวัตถุดิบฟอสซิล วัสดุทางเลือกยิ่งได้รับความสนใจและมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในมิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนในระยะยาว

    ดังนั้น การที่ GC เดินหน้าไบโอพลาสติก พลาสติกรีไซเคิล และโซลูชันด้านความยั่งยืนอื่น ๆ ตามกลยุทธ์ จึงตอกย้ำโอกาสสำคัญในการต่อยอดการเติบโต สร้างความแตกต่าง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

    นอกจากนี้ยังคงเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านการเป็นที่ 1 ของโลก (Top 1%) จากผลการประเมินความยั่งยืน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemicals Sector) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยนับเป็นบริษัทรายแรกของโลกที่สามารถครองตำแหน่งผู้นำติดต่อกันยาวนานที่สุด และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Sustainability Yearbook Member 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

    รวมถึงยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ Dow Jones Best-in-Class World Index (DJ BIC World) และ Dow Jones Best-in-Class Emerging Markets Index (DJ BIC Emerging Markets) ตอกย้ำความสามารถของ GC ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1lciMFNTA_Mm6JMbmOh9

  • บิ๊กธุรกิจชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย เปิดทุกข้อเสนอเอกชนบนโต๊ะ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’

    บิ๊กธุรกิจชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย เปิดทุกข้อเสนอเอกชนบนโต๊ะ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน และแรงกดดันจากเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด-Climate Change รัฐบาลเปิดเวทีหารือครั้งใหญ่ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เพื่อรับฟังข้อเสนอโดยตรงจากผู้นำองค์กรธุรกิจไทยและต่างชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการเงิน พลังงาน อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ค้าปลีก โลจิสติกส์ เกษตร อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการท่องเที่ยว

    เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาและเสนอ ‘พิมพ์เขียวเศรษฐกิจไทย’ อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบน้ำ การปลดล็อกพลังงานสะอาด การแก้ปัญหาผังเมือง EEC การผลักดัน AI และ Data Center การดึงดูด FDI การพัฒนาคนไทยให้สอดรับอุตสาหกรรมใหม่ ตลอดจนการยกระดับไทยสู่ Trade Hub, Financial Hub และ Green Economy ของภูมิภาค

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน และจะนำข้อมูลไปประมวลเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน โดยยืนยันว่าจะเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ปัญหาแรงงาน และสนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

    ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่จบเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่รัฐบาลจะตั้ง ‘คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน’ หรือ กรอ. เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอทั้งหมดให้เป็น Action Plan พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามความคืบหน้าและกลับมาประเมินผลร่วมกันอีกครั้งภายใน 6 เดือน

    THE STANDARD WEALTH รวบรวม ‘ทุกข้อเสนอสำคัญ’ จากภาคธุรกิจและองค์กรเศรษฐกิจในเวทีนี้ ตั้งแต่ข้อเสนอระดับมหภาคไปจนถึง Pain Point รายอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนว่า ภาคเอกชนไทยกำลังมองอนาคตประเทศอย่างไร และรัฐบาลจะตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้ได้มากน้อยแค่ไหน

    ‘ภาคอุตสาหกรรม’ ชูซื้อสินค้าไทย-ดัน Creative Economy-เร่ง PDP

    ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมเสนอว่า ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาความเป็น ‘รัฐอิสระ’ และวางจุดยืนเป็นกลางให้มั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    พร้อมเสนอให้เร่งรณรงค์การใช้สินค้าไทย เพื่อช่วยพยุงภาคอุตสาหกรรมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมองว่าการรักษาปริมาณการผลิตในประเทศจะช่วยเพิ่ม ‘ผลิตภาพ’ หรือ Productivity และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างจริงจัง เนื่องจากเชื่อว่า คอนเทนต์ไทยสามารถสร้างรายได้ระดับโลกได้แล้ว ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Netflix และมองว่าเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถต่อยอดได้ทันที

    ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อสร้างความชัดเจนด้านพลังงานและการลงทุนในอนาคตอีกด้วย

    ‘ภาคธนาคาร’ เสนอรีโพสิชันไทยเป็น Safe and Low Carbon Hub

    ด้านตัวแทนภาคธนาคารเสนอให้ไทยใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการย้ายฐานการผลิต ซัพพลายเชน และกระแสความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น ‘Middle Power’ และศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    โดยเสนอให้ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การวิจัยและพัฒนา สำนักงานใหญ่ภูมิภาค ตลอดจนศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมปรับจุดยืนประเทศสู่การเป็น “Safe, Efficient and Low Carbon Hub”

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐเร่งสร้าง ‘National Champion’ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัทไทยในระดับภูมิภาค ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใน New Economy โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ ทั้งอาหาร เกษตร บริการ และสุขภาพ

    ในประเด็นหนี้ครัวเรือน ภาคธนาคารเสนอให้เร่งแก้หนี้โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้าง Social Safety Net ให้กลุ่มเปราะบาง และใช้กลไก ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้แรงจูงใจแก่บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยกระดับ SME และการจ้างงานในประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD และดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ‘ภาคการค้า’ ชงตั้งคณะกรรมการแก้คอร์รัปชันแห่งชาติ

    ด้านตัวแทนภาคการค้าเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ’ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนมาตรการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการจัดตั้ง ‘ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ’ เพื่อทำหน้าที่ผลักดันการปฏิบัติให้เกิดผลจริง โดยมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับประเทศ และการเข้าสู่มาตรฐาน OECD ของไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร รวมถึงเร่งบูรณาการการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เพื่อให้การเจรจามีเอกภาพและรวดเร็วมากขึ้น ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

    ‘ภาค SME’ เตือนมาตรการ SME ต้องแยก Micro-Small-Medium ให้ถูก

    ส่วนตัวแทนภาค SME สะท้อนว่า ภาครัฐควรทำความเข้าใจคำว่า MSME ให้ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม Micro ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 2.75 ล้านราย และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากที่สุด

    พร้อมเตือนว่า มาตรการช่วยเหลือที่ใช้คำว่า ‘SME’ แบบกว้างๆ มักทำให้สินเชื่อไหลไปสู่ธุรกิจขนาดกลาง (Medium) มากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก เนื่องจากธนาคารประเมินตามความเสี่ยง

    อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ‘คนละครึ่ง’ และ ‘ไทยช่วยไทย’ ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและประคองผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลหากลไกอื่นนอกเหนือจากระบบธนาคาร เพื่อส่งเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงเสนอให้นำหนี้เสียภาคธุรกิจออกมาบริหารจัดการแยกต่างหาก เพื่อช่วยฟื้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

    พร้อมเรียกร้องให้รัฐออกกฎระเบียบคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อยจากการแข่งขันของทุนต่างชาติ และสนับสนุนการอัปสกิลด้าน AI และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็กในระยะต่อไป

    ‘กลุ่มยานยนต์’ หวั่นฐานผลิตไทยสั่นคลอน ชง Safeguard-ดันรถเก่าแลกรถใหม่

    ด้านตัวแทนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์สะท้อนว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังยอดผลิตรถยนต์ในประเทศลดลงจาก 2 ล้านคัน เหลือเพียง 1.4 ล้านคัน ขณะที่สัดส่วนรถนำเข้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จากจีน เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากอานิสงส์ภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ FTA อาเซียน-จีน จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ Safeguard เพื่อปกป้องฐานการผลิตในประเทศ ผ่านการสร้างความแตกต่างด้านภาษีสรรพสามิตระหว่างรถยนต์ผลิตในประเทศกับรถนำเข้า โดยผูกกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งผลักดันโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ลดปัญหารถเก่าสะสมและฝุ่น PM 2.5 โดยกำหนดเงื่อนไขว่ารถใหม่ที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย รวมถึงขอให้รัฐบาลทบทวนการลดอัตราเงินชดเชยภาษีอากรส่งออก (Tax Compensation) ซึ่งกระทบต้นทุนผู้ส่งออกยานยนต์ ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินและแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์

    ‘ภาคท่องเที่ยว-โรงแรม’ ขอชะลอค่าเหยียบแผ่นดิน-คุม OTA ต่างชาติ

    ด้านตัวแทนภาคธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวเสนอให้รัฐบาลเร่งลดต้นทุนการเดินทางเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งการสนับสนุนเที่ยวบินในหลายเส้นทาง และมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมเสนอให้ชะลอการจัดเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 1,000 บาทออกไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า โดยไม่ควรใช้แนวทางเดียวกับทุกประเทศ แต่ควรกำหนดเงื่อนไขตามศักยภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงเสนอให้รัฐสนับสนุนแพลตฟอร์ม OTA ของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ควบคู่กับการออกกฎหมายกำกับ OTA ต่างชาติให้เสียภาษีและกำหนดเพดานค่าคอมมิชชันอย่างเป็นธรรม รวมถึงเสนอให้เร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมสู่เมืองรอง และดึงต่างชาติร่วมลงทุนสร้าง Manmade Destination ระดับโลกในพื้นที่ศักยภาพ เช่น คลองเตย หรือ EEC

    ‘ภาคการแพทย์’ ดัน Health Security-ปั้นภูเก็ตสู่ Global Wellness Destination

    ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจการแพทย์และสุขภาพเสนอให้รัฐบาลต่อยอดจุดแข็งด้าน Medical Tourism ไปสู่การสร้าง ‘Health Security’ ของประเทศ ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยาสมุนไพร อาหารเสริม วัสดุสิ้นเปลืองและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเสนอให้ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง รองรับสังคมสูงวัยและตลาดส่งออกในอนาคต

    พร้อมเสนอให้รัฐกำหนดสัดส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศ หรือให้แต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโรคระบาดหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งผลักดัน Wellness Tourism อย่างจริงจัง ผ่านการกำหนดพื้นที่นำร่อง เช่น ภูเก็ต ให้เป็น Global Wellness Destination แบบครบวงจร เพื่อสร้าง Competitive Advantage ใหม่ให้กับประเทศ

    ‘ภาควัสดุก่อสร้าง’ เร่ง Fast Track 1.8 ล้านล้าน-เตือนเสี่ยง Twin Inflation

    ส่วนตัวแทนภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและพลังงานเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการ Fast Track มูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท เพื่อสร้าง ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ของประเทศในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาคอขวดด้านน้ำ ไฟฟ้า และใบอนุญาต เพื่อให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี ซึ่งจะสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    อีกด้านหนึ่ง ยังสะท้อนความกังวลต่อการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน โดยเสนอให้รัฐเร่งจัดการสินค้าคุณภาพต่ำ หรือ ‘จีนเทา’ ที่กระทบดีมานด์ในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับ ‘จีนขาว’ ผ่านการควบรวมกิจการ (Consolidation) การใช้ Automation และ AI เพื่อสร้างขนาดธุรกิจระดับอาเซียนให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งลงทุน Grid Modernization รองรับการขยายตัวของพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ รวมถึงเตือนถึงความเสี่ยง ‘Twin Inflation’ จากราคาพลังงานและอาหารที่อาจเร่งตัวพร้อมกันในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องปีหน้า ขณะที่ปัญหาภัยแล้งและ Super El Nino อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศ หากไม่เร่งบริหารจัดการน้ำเชิงรุกตั้งแต่ขณะนี้

    ‘ภาคค้าปลีก’ ชูไทยเป็น Hub การค้าอาเซียน-เร่ง FTA-ดัน AI ยกระดับ Service Economy

    ด้านตัวแทนภาคค้าปลีกและบริการสะท้อนว่า ภาคค้าปลีกและบริการมีการจ้างงานกว่า 6.5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 22% ของ GDP พร้อมระบุว่า ภาคธุรกิจที่ใกล้ชิดผู้บริโภคสามารถสะท้อนพฤติกรรมการจับจ่ายและสภาพเศรษฐกิจจริงได้ชัดเจนที่สุด

    พร้อมเสนอให้รัฐบาลใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยและอาเซียน ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค รวมถึงใช้โอกาสจากกระแส China Plus One และ ASEAN Plus One ดึงดูดการลงทุนคุณภาพเข้าสู่ไทย ทั้งในฐานะ Regional Operation ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และสำนักงานใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้รัฐออกมาตรการจูงใจการลงทุนในเมืองรอง สนับสนุนต้นทุนแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ และปรับนโยบายแรงงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

    ในมิติการค้า ภาคเอกชนมองว่า SME ไทยกำลังเสียเปรียบการแข่งขันออนไลน์จากสินค้านำเข้าที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน จึงเสนอให้รัฐสร้าง ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ ระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมเร่งผลักดัน FTA กับตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป (EU)

    ส่วนภาคท่องเที่ยว เสนอให้รัฐบาลผลักดัน Travel Sandbox เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคท่องเที่ยวมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามายกระดับ Service Economy และ Tourist Economy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy)

    ‘ภาคสินค้าอุปโภคบริโภค’ ชงฟื้นอุดหนุนค่าขนส่ง-เร่งรถไฟชุมพร-ระนอง

    ด้านตัวแทนภาคสินค้าอุปโภคบริโภคสะท้อนว่า ธุรกิจกลุ่มนี้กำลังเผชิญต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าขนส่ง จนบางเส้นทาง “ขาดทุนทุกหีบ” แม้ภาคเอกชนจะพยายามตรึงราคาสินค้าและช่วยเหลือ SME ผ่านวงเงินเครดิตจำนวนมากแล้วก็ตาม

    จึงเสนอให้รัฐบาลรื้อฟื้นมาตรการอุดหนุนค่าขนส่งทางบกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง โดยใช้เทคโนโลยีช่วยจ่ายเงินอุดหนุนตามระยะทางวิ่งจริง เพื่อช่วยตรึงราคาสินค้า ลดภาระผู้บริโภค และประคอง SME ขนส่งให้อยู่รอดในระบบ

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งโครงการรถไฟ Missing Link ชุมพร-ระนอง ระยะทาง 108 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมระบบโลจิสติกส์ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รองรับการส่งออกและสร้างเส้นทางการค้าทางเลือกใหม่

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ไทยยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้าน Food Security ของอาเซียน ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรและอาหารกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองว่าไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในฐานะ ‘พี่ใหญ่’ ของภูมิภาค

    ‘ภาคพลังงาน’ เสนอเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า-กัน Data Center ศูนย์เหรียญ

    ด้านตัวแทนภาคพลังงานเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) โดยชี้ว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วยหนุนค่าเงินบาทในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพและต้นทุนแบตเตอรี่ จึงเสนอให้รัฐวางแผนรองรับอย่างเป็นระบบ

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ใช้ไฟสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตโดยตรงได้ ผ่านระบบแบบ Peer-to-Peer ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันสมัยมากขึ้น

    อีกประเด็นสำคัญคือ การป้องกันปัญหา ‘Data Center ศูนย์เหรียญ’ โดยเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุน Data Center ต่างชาติสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 30% เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ Digital Economy และระบบ AI ของประเทศอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งถนน ทางด่วน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงแก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อนและข้อจำกัดด้านสินเชื่อสำหรับบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ

    ‘ภาคธนาคาร’ ชี้ต่างชาติยังห่วงเสถียรภาพการเมืองไทย

    ด้านตัวแทนภาคธนาคารอีกรายหนึ่งสะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถตอบโจทย์ความกังวลของนักลงทุนต่างชาติได้หลายด้าน แต่ปัจจัยที่ต่างชาติยังจับตาอย่างมากคือ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ

    โดยมองว่า การเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมเสนอให้นำหลักการ 4T ได้แก่ Targeted, Transition, Transform และ Together มาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจสีเขียว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

    ‘ภาคการเงิน’ แนะเพิ่มงบ BOI 2-3 เท่า รับเม็ดเงินย้ายฐานลงทุน

    ขณะที่ตัวแทนจากภาคการเงินเสนอให้รัฐบาลเตรียมรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมมองว่า ไทยควรใช้จังหวะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา ‘ความมั่นคง’ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ

    พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณและบุคลากรของ BOI อีก 2-3 เท่า เพื่อรองรับการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทดแทนข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐในระยะต่อไป

    ‘ภาคเทคโนโลยี’ เร่งพลังงานสะอาด-ปลดล็อกภาษี OECD-ดันไทยสู่ R&D Hub

    ด้านตัวแทนภาคเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สะท้อนว่า ไทยกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนอย่างหนักกับ 7 ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่บริษัทแม่ทั่วโลกให้ความสำคัญ คือ ความพร้อมของพลังงานสะอาด (Clean Energy) ทั้งในด้านปริมาณ ความเสถียร และราคาที่แข่งขันได้ พร้อมเตือนว่าหากไทยดำเนินการช้ากว่าประเทศคู่แข่ง อาจสูญเสียโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนครั้งใหญ่

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการรองรับ Global Minimum Tax ภายใต้กรอบ OECD ให้มีความชัดเจนและสามารถแข่งขันได้ เพราะต่อจากนี้การยกเว้นภาษีแบบเดิมจะไม่เพียงพออีกต่อไป โดยหากไทยออกมาตรการได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศได้อีกจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยที่เป็นฐานการผลิตระดับโลก ไปสู่การเป็นฐานวิจัยและพัฒนา (R&D Hub) มากขึ้น พร้อมดูแลนักลงทุนรายเดิมควบคู่กับการดึงดูดรายใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการแข่งขันแย่งฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงจากหลายประเทศ

    ภาคเอกชนยังเสนอให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และระบบพัฒนาบุคลากรสู่ SME และภาคการศึกษาไทย ผ่านการแบ่งปันระบบ AI in Manufacturing และ Technology Development ที่ใช้งานจริงอยู่แล้ว เพื่อช่วยยกระดับผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

    ‘ภาคเกษตรและอาหาร’ ชูลงทุนระบบน้ำ-ปลดล็อกผังเมือง-ใช้ AI เพิ่มมูลค่า

    ด้านตัวแทนภาคเกษตรและอาหารเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบน้ำและชลประทาน โดยมองว่าภาคเกษตรคือ ‘น้ำมันบนดิน’ ที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้ออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำโดยเฉพาะ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี เพิ่มผลผลิตและรายได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปลดล็อกกฎหมายผังเมือง เพื่อเปิดทางตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรใกล้พื้นที่เพาะปลูก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างงานในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า ‘ผู้ผลิต’ ที่สามารถใช้ AI เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจยุคใหม่

    ‘ภาคดิจิทัลและโทรคมนาคม’ เสนอ AI Government-ตั้งเงื่อนไข Data Center ต้องมี R&D ไทย

    ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม เสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (FDI) ให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30,000-35,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น ‘AI Government’ แห่งแรกของโลก โดยใช้ AI ยกระดับระบบราชการ การศึกษา และเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุน Data Center ระดับโลกต้องตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อสร้างบุคลากรเทคโนโลยีรุ่นใหม่ รวมถึงผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center, AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว

    ‘ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี-การค้าระหว่างประเทศ’ ชงเร่ง FTA-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามแดน

    ด้านตัวแทนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการค้าระหว่างประเทศสะท้อนว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากตลาดภายในประเทศที่มีพลวัต สถาบันการเงินแข็งแกร่ง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพแข่งขันระดับโลก แต่กระบวนการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    พร้อมเสนอให้ไทยเร่งมองตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เช่น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งรวมกันมีประชากรราว 250 ล้านคน และสามารถเชื่อมโยงการค้าผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางบกได้โดยตรง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน และขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนให้ครอบคลุมบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน ยังเตือนว่าไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก จากต้นทุนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น พร้อมย้ำบทเรียนจากวิกฤตปี 2540 ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

    ‘ภาคท่องเที่ยว-ค้าปลีก’ ชี้ไทยต้องสร้าง Identity ใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ด้านตัวแทนภาคท่องเที่ยวและค้าปลีกมองว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันระดับโลก ทำให้แนวทางการสื่อสารแบบเดิม เช่น ‘Amazing Thailand’ หรือการขายจุดเด่นด้านทะเลและชายหาด อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

    ข้อเสนอสำคัญคือ ไทยต้องเร่งสร้าง ‘Identity’ ใหม่ด้านการท่องเที่ยวให้ชัดเจน คล้ายกับที่ญี่ปุ่นใช้วัฒนธรรม หรือเกาหลีใต้ใช้สื่อบันเทิงเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    อีกประเด็นสำคัญคือการฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในไทยบนโซเชียลมีเดียต่างประเทศ จึงเสนอให้ภาครัฐใช้ KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศเป็นผู้สื่อสารโดยตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปรโมตภาพลักษณ์ใหม่ของไทย

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งยกระดับบริการในสนามบิน ทั้งจุดต้อนรับ ระบบตรวจคนเข้าเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้าง First Impression และ Last Memory ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบ 20% ของ GDP ประเทศ

    ‘ภาคนิคมอุตสาหกรรม-โครงสร้างพื้นฐาน’ เตือน EEC ขาดที่ดิน-พลังงานสะอาด-น้ำรองรับลงทุนใหม่

    ด้านตัวแทนภาคนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานระบุว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแข่งขันด้านการลงทุน โดยคู่แข่งหลักในปัจจุบันไม่ใช่สิงคโปร์หรือมาเลเซียอีกต่อไป แต่คือเวียดนามที่มีการปรับโครงสร้างภาครัฐครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน

    แม้ไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, EV, PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง แต่ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญจากปัญหาผังเมืองในพื้นที่ EEC หลังพื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งถูกปรับเป็นพื้นที่สีเขียว ทำให้นักลงทุนไม่สามารถหาแปลงที่ดินตั้งโรงงานได้

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสะท้อนปัญหาเรื่อง Green Infrastructure โดยเฉพาะความล่าช้าในการอนุมัติโครงการพลังงานสะอาด ความไม่ชัดเจนเรื่องค่าใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge) และความพร้อมของระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้พลังงานสูง

    อีกประเด็นเร่งด่วนคือความเสี่ยงจากภาวะ Super El Nino ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมขาดแคลนน้ำในอีก 2 ปีข้างหน้า หากภาครัฐไม่เร่งสูบน้ำและกักเก็บน้ำสำรองตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปีนี้

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาแรงงานกลุ่มเดิม โดยเฉพาะแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปกว่า 400,000 คน ผ่านการ Re-skill และ Up-skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงออกแบบหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในระยะยาว

    รัฐบาลสรุป 4 แกนยุทธศาสตร์ ดันไทยรับโอกาสย้ายฐานลงทุนโลก

    หลังการประชุม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สรุปภาพรวมการหารือทั้งหมดว่า วิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ถือเป็น ‘โอกาสมหาศาล’ ของประเทศไทยในการดึงดูดการย้ายฐานการผลิต ซัพพลายเชน และทรัพยากรบุคคลจากทั่วโลกเข้าสู่ไทย

    ดร.เอกนิติระบุว่าหลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนแนวทางหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้างของภาครัฐ

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะเร่งผลักดันการลงทุนด้าน Clean Energy การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ (Modernization) รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตเอลนีโญ (El Nino) และภัยแล้งที่อาจกระทบทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรในระยะข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการดึงดูดแรงงานทักษะสูงและบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย พร้อมใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 1.8 ล้านล้านบาท ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) สู่ภาคธุรกิจและแรงงานไทย รวมถึงผลักดันการนำ AI มาใช้ในการ Up-skill และ Re-skill คนไทยทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New Growth Engine) เช่น Wellness Hub, Financial Hub, Digital Hub และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้จะต้องเชื่อมโยงกับ Supply Chain ภายในประเทศและ SME ไทย เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการจ้างงานลงสู่ระดับท้องถิ่น

    ส่วนการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกปัญหาที่เป็นคอขวดต่อการลงทุน ทั้งเรื่องที่ดินและผังเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ปัญหาแหล่งน้ำ แรงงาน ขั้นตอนอนุญาต และกฎระเบียบภาครัฐที่ยังล่าช้า รวมถึงยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันและลดอุปสรรคด้านราชการ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของมาตรการ BOI Fast Track ที่ช่วยผลักดันให้การลงทุนจริงในไตรมาสแรกปีนี้เติบโตถึง 18%

    สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่า เวทีหารือครั้งนี้จะไม่จบเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดตั้ง ‘คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน’ หรือ กรอ. เพื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากภาคธุรกิจมาจัดทำเป็น Action Plan ที่สามารถขับเคลื่อนได้จริง พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการและมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนนัดประเมินผลร่วมกันอีกครั้งภายใน 6 เดือนข้างหน้า สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการเปลี่ยนข้อเสนอจากภาคเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริงเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-business-proposals/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-EZg0P28vx9jyj5L7yffj

  • “เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

    “เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

    “เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

    “เศรษฐกิจไทย”ติดหล่ม มาตรการรัฐเอาอยู่ไหม?

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,201 ระหว่างวันที่ 17-20 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเข้มข้นเช่นเคย

    *** สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” เวลานี้ ดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปราะบาง” มากขึ้นทุกขณะ หลังแรงกระแทกจาก “สงครามตะวันออกกลาง” เริ่มลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และ กำลังซื้อของประชาชนอย่างชัดเจน ล่าสุดเวที “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลายเป็นเวทีส่งสัญญาณสำคัญว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “ภาวะเสี่ยง” รอบใหม่ที่ไม่ธรรมดา

    *** ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ฉายภาพตรงไปตรงมาว่า หากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ราว 2.3% แต่เมื่อความขัดแย้งปะทุและลากยาว จึงต้องปรับประมาณการลงเหลือเพียง 1.5% เท่านั้น พร้อมยอมรับว่า “สงครามมีผลกระทบค่อนข้างมีนัยต่อเศรษฐกิจไทย”

    *** ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งช่วงต้นปีติดลบ กลับเริ่มดีดตัวแรงจนแตะเกือบ 3% แล้ว และมีโอกาสพุ่งไปถึง 4-5% ในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะหากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานโลกไม่ยอมลดลงง่ายๆ แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัว แต่ ธปท.ยังไม่มองว่า ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือ เศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง ดร.ดอนเปรียบเทียบว่า ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนหนักกว่านี้ เพราะตอนนั้นเงินเฟ้อทะยานถึง 7-8% จน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่รอบนี้ยังมองว่าเป็นแรงกดดัน “ชั่วคราว” และปีหน้ามีโอกาสคลี่คลายลง

    *** อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนชัดจากเวทีนี้ คือ ธปท.กำลังเดินเกมแบบ “ระวังทุกด้าน” เพราะหากรีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่หากลดดอกเบี้ย ก็อาจยิ่งเติมเชื้อเงินเฟ้อเข้าไปอีก สุดท้ายจึงเลือก “ตรึงดอกเบี้ย” ที่ 1.00% เพื่อประคองสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพราคา

    *** ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ก็สะท้อนภาพไม่ต่างกัน โดยระบุว่า ขณะนี้ ธปท.ยังใช้ “กรณีฐาน” ว่าสงครามจะคลี่คลายในครึ่งแรกของปี และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาเหลือ 80 ดอลลาร์ในปีหน้า …แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้ายกว่านั้น สงครามลากยาวทั้งปี การเดินเรือหยุดชะงัก ห่วงโซ่อุปทานสะดุด วัตถุดิบขาดแคลน ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพง แต่จะลามไปถึง “การจ้างงาน” และ “การผลิต” ทั้งระบบ

    *** ขณะนี้ผลกระทบเริ่มเห็นชัดแล้วในภาคประชาชน เพราะ ธปท.ประเมินว่า การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จะโตเพียง 1.6% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นความหวังหลัก ก็อาจหายไปกว่า 2 ล้านคน จากเป้าหมายเดิม เหลือเพียง 33 ล้านคน เท่ากับปีก่อนหน้า …ที่สำคัญในประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ได้รวมผลของ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ของรัฐบาลไว้แล้ว โดยเฉพาะเงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ที่ใช้มาตรการ “คนละครึ่ง” และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งประเมินว่า จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ราว 0.6%

    *** สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ก็ย้ำว่า แม้เงินเฟ้อปีนี้จะเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% แต่ยังเชื่อว่าเป็นแรงกดดันจากฝั่งต้นทุนพลังงาน ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ จึงยังไม่เห็น “Second-round effect” หรือภาวะที่ผู้ประกอบการแห่ขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้างจนควบคุมไม่ได้

    *** ขณะที่ฝั่งรัฐบาลเอง ก็เดินหน้าอธิบายความจำเป็นของการกู้เงินครั้งประวัติศาสตร์อย่างเต็มกำลัง โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ยืนยันว่า ไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่ง จึงกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพโดยตรง โดยเฉพาะ “ราคาอาหาร” ที่เวลานี้พุ่งขึ้นเกือบ 10% แล้ว … เงินเฟ้อปีนี้อาจขึ้นไปแตะ 4-5% ได้จริง แต่เชื่อว่า “ค่าเฉลี่ยทั้งปี” ยังไม่น่าหลุดกรอบเป้าหมาย 1-3% มากนัก พร้อมระบุว่า ได้หารือร่วมกับ ธปท. และหน่วยงานเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดแล้ว

    *** สรุปภาพใหญ่เวลานี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลาง “สมรภูมิสามด้าน” ทั้ง สงครามพลังงาน เงินเฟ้อ และ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐ และ ธปท. ต่างพยายามประคองสถานการณ์คนละมุม ฝั่งหนึ่งใช้ “นโยบายการเงิน” อีกฝั่งใช้ “นโยบายการคลัง” แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการทั้งหมดจะเพียงพอหรือไม่ หากสงครามครั้งนี้ลากยาวเกินกว่าที่ทุกฝ่ายประเมินไว้… นี่ต่างหากคือ โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องลุ้นกันต่อจากนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/659127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26x-n6pQO7WwtEcXg6AZhX

  • สัญญาณเรียกความมั่นใจ วันวิชิต ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สัญญาณเรียกความมั่นใจ วันวิชิต ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.43 น.

    “วันวิชิต” ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ คือสัญญาณ “เรียกความมั่นใจ” ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

    วันวิชิต บุญโปร่ง

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น

    ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน

    วันวิชิต บุญโปร่ง

    “เวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนจะไม่ได้มองแค่ตัวเลขจีดีพี แต่จะมองว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพไหม มีทิศทางชัดเจนไหม และพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ มองว่า การที่รัฐบาลเชิญ CEO จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าหารือโดยตรง ยังสะท้อนความพยายามเชื่อม “ภาครัฐ” กับ “เศรษฐกิจจริง” เพราะภาคธุรกิจคือกลุ่มที่เห็นปัญหาหน้างานจริง ทั้งเรื่องต้นทุน การแข่งขัน กำลังซื้อ การจ้างงาน และอุปสรรคในการลงทุน ซึ่งบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนผ่านรายงานราชการเพียงอย่างเดียวได้

    วันวิชิต บุญโปร่ง

    ดังนั้น เวทีลักษณะนี้จึงมีความสำคัญในฐานะ “ช่องทางรับฟัง” ที่ทำให้รัฐบาลเข้าใจสภาพเศรษฐกิจจากผู้ปฏิบัติจริง และสามารถนำข้อมูลไปออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้น

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังมองว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับทั้งห่วงโซ่อุปทาน การจ้างแรงงาน การลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก หากบริษัทขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุน ก็จะช่วยรักษาระดับการจ้างงาน และช่วยให้เศรษฐกิจหมุนต่อได้

    วันวิชิต บุญโปร่ง

    “ถ้าเอกชนไม่มั่นใจ ไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็จะชะลอทันที เพราะรัฐไม่สามารถแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศได้เพียงฝ่ายเดียว วันนี้รัฐบาลจึงต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีอนาคต” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือรัฐบาลต้องเปลี่ยนการหารือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเวทีพูดคุยเกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างภาพ แต่ไม่มีการผลักดันนโยบายตามมา ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังมองว่า รัฐบาลต้องรักษาสมดุลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ให้การดูแลภาคธุรกิจขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นการละเลยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือภาคประชาชน เพราะเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยทั้งทุนขนาดใหญ่ SME ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากเดินไปพร้อมกัน

    “ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เอกชนมั่นใจว่าประเทศมีเสถียรภาพ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนการลงทุนได้จริง ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาในรูปของการจ้างงาน รายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ofz-sUxsEshXfZV_7r_Ou

  • อนุทินคุยบิ๊ก CEO ลั่น รัฐ-เอกชนร่วมเสริมแกร่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์12.00 น./วันที่ 16 พ.ค.69

    อนุทินคุยบิ๊ก CEO ลั่น รัฐ-เอกชนร่วมเสริมแกร่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์12.00 น./วันที่ 16 พ.ค.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/GS4gcJrouQw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sS4R4VoscKSF25fK7fouc

  • สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี 2569

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี 2569

    เศรษฐกิจ

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี 2569

    วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี 2569

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี 2569 ณ ชั้น 6 โรงภาพยนต์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน โดยในปี 2569 มีสมาชิกสมาคมฯ ขอรับทุนบุตรจำนวน 61 ทุน แบ่งเป็นระดับอนุบาล 7 ทุน ประถมศึกษา 29 ทุน และมัธยมศึกษา 25 ทุน โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร จำนวน 46 องค์กร ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน

    นางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของสมาชิกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ด้วยความเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ปรับตัวสูงขึ้น การสนับสนุนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของผู้ปกครอง แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต โดยในปี 2569 สมาคมฯ ได้มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 61 ทุน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิกอย่างทั่วถึง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/476369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FR68-2y8QJudfJ0HkLQ8V

  • เงินเฟ้อฉุดตลาดห้นสหรัฐร่วงหนัก ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ

    เงินเฟ้อฉุดตลาดห้นสหรัฐร่วงหนัก ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ

    เงินเฟ้อฉุดตลาดห้นสหรัฐร่วงหนัก ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ

    เงินเฟ้อฉุดตลาดห้นสหรัฐร่วงหนัก ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบแรงกว่า 1% จากความกังวลเงินเฟ้อหลังราคาน้ำมันทะยานเพราะตะวันออกกลางตึงเครียด ขณะทองคำร่วงตามดอลลาร์และบอนด์ยีลด์

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายวันศุกร์ปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนวิตกต่อแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกที่ทวีความรุนแรงจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้แรงขายกระจายตัวในหุ้นขนาดใหญ่ แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะได้แรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนดัชนีทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

    ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่า 1% โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 537.29 จุด หรือ 1.07% ปิดที่ 49,526.17 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 92.74 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 7,408.50 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 410.08 จุด หรือ 1.54% ปิดที่ 26,225.15 จุด

    แรงกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าในภาวะความไม่แน่นอนสูง

    อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเผชิญแรงเทขาย ดัชนี S&P 500 ยังสามารถปิดบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน ถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ขณะที่ Nasdaq และ Dow Jones ต่างปิดลบรายสัปดาห์ โดย Nasdaq สิ้นสุดการปรับขึ้นต่อเนื่อง 6 สัปดาห์

    ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังถ้อยแถลงเชิงเผชิญหน้าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทำให้นักลงทุนกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอาจล่มสลาย นอกจากนี้ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด โดยเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญดังกล่าวยังไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบไปยังตลาดโลกหยุดชะงัก

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก ปรับเพิ่มขึ้น 3.3% ปิดที่ 109.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ก่อนเกิดสงคราม สะท้อนแรงกังวลด้านอุปทานพลังงานที่กำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจโลก

    ขณะเดียวกัน การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้มากนัก และจีนก็ไม่ได้แสดงบทบาทชัดเจนในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

    ด้านตลาดทองคำปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาทองสปอตลดลง 2% อยู่ที่ 4,556.46 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม และตลอดสัปดาห์ราคาทองคำปรับตัวลดลงมากกว่า 3%

    ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐสำหรับส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 2.7% ปิดที่ 4,561.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางมุมมองของตลาดที่เริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวจากราคาพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/742483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WPYB6PmwpO_y2svFeKwLq

  • หอการค้าฯ ชง 4 ข้อถึงรัฐบาล ดันนายกฯ นั่งแม่ทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯ ชง 4 ข้อถึงรัฐบาล ดันนายกฯ นั่งแม่ทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เปิด 4 ข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชนไทย จากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”

    หลังรัฐบาลเปิดทำเนียบรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ปัญหาคอร์รัปชัน ภาคเกษตร ไปจนถึงการค้าและการลงทุน โดยภาคเอกชนเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็น “แม่ทัพ” ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันทุกกระทรวง เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง

    ทำเนียบรัฐบาล
    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำหลายบริษัท ในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อระดมสมองและรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการยกระดับเศรษฐกิจไทยนั้น

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอ 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ
    เสนอแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาชาติเห็นถึงความตั้งใจในการยกระดับประเทศเข้าสู่ OECD

    2. เร่งปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ
    เสนอให้เร่งเข้าไปดูแลและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    3. ผลักดันการค้าและการลงทุนไทย
    เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการค้าและการลงทุนของประเทศอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    4. เสนอ “นายกฯ” นั่งหัวโต๊ะบูรณาการทุกหน่วยงาน
    เนื่องจากหลายประเด็นเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน ภาคเอกชนจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

    ภายหลังการหารือ นายพจน์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนโดยตรง และเชื่อว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะมีการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นเร่งด่วน พร้อมเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kp25aGlkXQuTpPx6RunjT