Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจอินเดียแกร่ง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีงบฯ 69-70 โต 7% : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจอินเดียแกร่ง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีงบฯ 69-70 โต 7% : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) คงอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาลอินเดียไว้ที่ Baa3 พร้อมแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ โดยระบุว่าอันดับดังกล่าวสะท้อนการชั่งน้ำหนักระหว่างขนาดและความหลากหลายของเศรษฐกิจอินเดีย รวมถึงศักยภาพการเติบโตในระดับสูง กับภาระหนี้รัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง ความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอ และรายได้ต่อหัวประชากรที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียในปีงบประมาณ 2569-2570 เป็นขยายตัว 7% จากเดิม 6% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมภาคบริการที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

    มูดี้ส์ระบุในรายงานทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียว่า GDP ที่แท้จริงของอินเดียขยายตัว 8.2% เมื่อเทียบรายปี ในช่วง 6 เดือนแรกของปีปฏิทิน 2569 เพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในปี 2568

    มูดี้ส์ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงมีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G20 รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์เตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อไป และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.8% สำหรับปีงบประมาณ 2569-2570

    นอกจากนี้ ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นอาจทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียเพิ่มขึ้น

    ในด้านการคลัง มูดี้ส์ระบุว่า รัฐบาลอินเดียยังคงมุ่งมั่นที่จะลดการขาดดุลการคลังของรัฐบาลกลางลงเหลือ 4.3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569-2570 จาก 4.4% ในปีก่อนหน้า แม้ว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นข้อจำกัดต่อการปรับลดยอดขาดดุลการคลัง

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw139WhfRjiKV6KIJqd8SAdh

  • แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-เกิดผลยั่งยืน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-เกิดผลยั่งยืน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไขไทยช่วยไทยพลัส แบ่งตามความเปราะบาง – ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไข “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง – ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม รวมถึงเดินหน้า 4 มาตรการ ควบคู่ “ปรับโครงสร้างหนี้ป้องกันลูกหนี้ Stage 2กลายเป็น NPL – ลดต้นทุนค่าครองชีพ – ส่งเสริมการออมและลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง– Reskill/Upskill” เพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด ครอบคลุมมากขึ้น เกิดผลระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และคุณภาพสินเชื่อ

         รศ. ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 – 2 เดือน รวมถึงหากจะมีการพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯ ระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดที่ไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มที่ยังมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ

         “การจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ ไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้น การนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

         นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1. ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระ โดยต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม 2. ลดต้นทุนค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ลดต้นทุน และไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น

         3. สำหรับประชาชนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4. ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) ที่เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

         “เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อ SMEs (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ สำหรับประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

         ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3

         รศ. ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยที่ประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) ที่สูงขึ้น กระนั้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

         “อย่างรอบล่าสุดที่มีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาทซึ่งรวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

         อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินที่ประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย และหากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มที่เริ่มค้างชำระ ก็จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

         “แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาการที่ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์ที่กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล” รศ. ดร.วิชัย ระบุ

         รศ. ดร.วิชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ ไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

         ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ที่ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนที่เดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02180969/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ThNW2-cr0ozTy7QgZ7ByB

  • “อนุทิน” ไฟเขียวไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ไฟเขียวไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันกระตุ้นเศรษฐกิจ

    18 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจไทย ล่าสุดไฟเขียวหลักการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในยุคข้าวยากหมากแพง พร้อมตั้งรับผลกระทบจากกรณี Fed ขึ้นดอกเบี้ย ยันดำเนินนโยบายเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประชานิยม มอบหมาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้แถลงเงื่อนไขสิทธิและรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ควบคู่กับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนนั้น นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

    เมื่อถามถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทินกล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

    ส่วนกรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะนำมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

    เมื่อถามว่าหลังจบโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378983493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BzDtqGLByoFUXgAgTJ9UM

  • ‘ศุภจี’ เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน จ่อชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69

    ‘ศุภจี’ เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน จ่อชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69

    “ศุภจี”เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69 นี้ ยันน้ำมันไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้าน บูรณาการหลายกระทรวง ดึงงบกลาง-เงินกู้-กองทุนพลังงาน ช่วยอุดหนุน ประเมินสงครามยืดเยื้อเกินคาด ยันเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในกรอบ ชี้ราคาน้ำมันไทยถูกกว่าเพื่อนบ้าน ปรับแนวทางอุดหนุนให้เป็นไปตามกลไก เร่งสร้างความเข้าใจบทบาท พาณิชย์คุมป้ายราคา ไม่ใช่ผู้กำหนดโครงสร้างน้ำมัน 

    • ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประชุมหารือเพื่อจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของวิกฤติราคาพลังงาน
    • เตรียมสรุปแพ็กเกจมาตรการทั้งหมดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 22 กันยายน 2569
    • มาตรการจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และมีการพิจารณาหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ

    เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และตนเอง เพื่อหารือถึงแนวทาง และมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตามคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 นี้

     
    “นายกฯ ได้มอบหมายให้หารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ” 

    ขณะที่การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯ นายปกรณ์  มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย และระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนพลังงานก็ดี หรือว่าจะเอาเงินที่มาจากเงินกู้ก็ดี หรือว่างบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เป็นงบกลาง ว่าสามารถที่จะดึงตัวไหนมาใช้ให้เหมาะสมได้ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณา และเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ  

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ชี้ว่า ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อ และรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว

     โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง  โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร  นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา  

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง” 

    นางศุภจี ได้ชี้แจงถึงข้อเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันคือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีพระราชบัญญัติและกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ส่วนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ คือ การกำกับดูแลในฐานะสินค้าควบคุม เพื่อให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน ขายตรงตามป้ายประกาศ และตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้เต็มลิตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค  

    ตอนนี้คนยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นคนกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่สั่งหรือกำหนดราคาให้ถูกลง แต่คุมในลักษณะที่ว่า ถ้าติดประกาศราคาลิตรละ 40 บาทก็ต้องขายลิตรละ 40 บาท  ถ้าอันไหนที่มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์จะไปคุมในเรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องการตรึงราคาน้ำมันจะเป็นอีกหน่วยที่ดูแล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W-HchHklGT2W7Ms_mVavQ

  • “ศุภจี” เผยรัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

    “ศุภจี” เผยรัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

    18 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง 

    สำหรับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือเพิ่มเติมเล็กน้อยระหว่างไทยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.) ตนจะเดินไปประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งจะได้มีการหารือเพิ่มเติมกับนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เกี่ยวกับเรื่องนี้ และคิดว่าจะมีการพูดคุยให้เสร็จเรียบร้อย

    ส่วนการพูดคุยระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อปิดดีลภาษี ตอนนี้ยังไม่ได้มีการนัดหมาย เพราะต้องมีการตกลงกันเรื่องลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมใช่ ซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/79077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WI_FV_VZp_18wEbMRmvP-

  • ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    18 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายนนี้ 

    นางศุภจี กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

    ขณะที่เดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯนายปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ว่าสามารถดึงงบส่วนไหนมาใช้ได้

    ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ตอนนี้ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว 

    โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร   

    นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pxEqJFObyEb_F29a29-lx

  • “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์ บุญญามณี” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน นำคณะผู้แทนไทยเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ระหว่าง 18-21 ก.ย. 2569 ในฐานะแขกของ “Jin Yunqiang” เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ โดรน และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang

    โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือที่สามารถนำไปต่อยอดในทางปฏิบัติ

    คณะผู้แทนไทยในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน สะท้อนถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการรับมือเหตุฉุกเฉิน ภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน เทคโนโลยี ตลอดจนการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    หนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะ คือการเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ โดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์

    ในการเยี่ยมชมดังกล่าว คณะผู้แทนไทยจะได้รับชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน การค้นหาและช่วยเหลือ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดหรือมีความเสี่ยงต่อบุคลากร

    นอกจากการศึกษาด้านเทคโนโลยีแล้ว คณะผู้แทนไทยยังมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ของไทยกับมณฑลยูนนานให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการศึกษาดูงานที่ China Unicom เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยคณะจะได้ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการวางโครงข่ายที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการพัฒนาระบบพลังประมวลผล ศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการผลิต

    การศึกษาดูงานดังกล่าวมีความสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัวทางเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน โดยคณะผู้แทนไทยจะมีโอกาสรับทราบแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีและกรณีศึกษาที่สามารถนำไปพิจารณาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม วิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนในด้านการเรียนการสอนและการฝึกอบรมบุคลากร

    ประเด็นด้านการศึกษาถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของภารกิจที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งระบบอากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์ ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งสามารถนำไปสู่การแลกเปลี่ยนหลักสูตร บุคลากร องค์ความรู้ และแนวทางการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/669222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ld0uTZDKDFbiiwwCxDqay

  • “ธนาคารโลก” ถกความร่วมมือไทยฉบับใหม่ มุ่งสร้างงาน-หนุนเศรษฐกิจ

    “ธนาคารโลก” ถกความร่วมมือไทยฉบับใหม่ มุ่งสร้างงาน-หนุนเศรษฐกิจ

    คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือ (CPF) สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570–2575 ฉบับใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานในช่วงก้าวต่อไปของประเทศไทย บนพื้นฐานของงเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและมีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

    กลุ่มธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 75 ปีในทุกช่วงของการพัฒนาประเทศ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะยิ่งกระชับความร่วมมือดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูปเข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรรและการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนเส้นทางของประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือดังกล่าวยังรับกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวและสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ

    กรอบความร่วมมือฉบับนี้ต่อยอดจากพลังขับเคลื่อนสำคัญของการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งผู้นำจากภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย พร้อมกันนี้ ยังสะท้อน ลำดับความสำคัญที่รวบรวมจากการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชาวไทย เพื่อจัดทำรายงานสำคัญของ กลุ่มธนาคารโลกในชื่อ Building Thailand’s Future Today โดยกรอบความร่วมมือมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนประเด็นสำคัญ เหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิรูปและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานร่วมกับกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. (Joint Public-Private Committee: JPPC)

    “การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเห็นพ้องร่วมกันในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง” สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าว “กรอบความร่วมมือฉบับนี้จะช่วยเปลี่ยนเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เป็นการลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน”

    กรอบความร่วมมือมุ่งเน้นผลลัพธ์สองประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ประการแรกคือ การเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน โดยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ แข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงาน ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม

    ประการที่สองคือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ คมนาคม และพลังงาน ความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ และการช่วยวางรากฐานทางการคลัง ผ่านระบบการจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ รวมถึงความพยายามในการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค

    “ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในระดับที่กว้างขวาง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น” อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าว “เราจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น”

    การจัดทำ CPF ฉบับนี้มีขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมรับบทเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/864332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cq6jVgcebxBP_eZAz1fIX

  • ’ดนุชา‘ มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะไทยโฟกัสลงทุน

    ’ดนุชา‘ มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะไทยโฟกัสลงทุน

    “เลขาฯสภาพัฒน์” มอง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องดี ความเสี่ยงตลาดโลกอาจสูงขึ้น ชี้ควรโฟกัสแผนระยะยาว เน้นดึงการลงทุน

    • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สภาพัฒน์ฯ มองว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลก
    • ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิจารณานโยบายเพื่อรับมือดอกเบี้ยในประเทศที่อาจสูงขึ้นและผลกระทบต่อการดึงดูดเงินลงทุน
    • แนะให้ไทยควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น

    เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง กล่าวถึงการรับมือผลกระทบที่อาจได้รับหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้ความเสี่ยงของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น 
       
    ขณะที่ การรับมือของประเทศไทยในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องพิจารณาดูว่าจะมีนโยบายรับมืออย่างไร เพราะอาจจะทำให้ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยกับต่างประเทศมีความแตกต่างกัน และต้องดูว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนมาได้อย่างไร 

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร นายดนุชา กล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีนโยบายออกมารับมืออยู่แล้ว

    แต่ส่วนตัวมองว่าควรจะทำเรื่องการลงทุน เพราะต้องโฟกัสในแผนระยะยาว หากเตรียมความพร้อมให้ดี เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้กระทบไม่มาก และน่าจะพอต้านได้ รวมถึงการเตรียมรับมือปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง เพื่อไม่ให้สายแบบนี้มาซ้ำเติม

    เมื่อถามว่าหากราคาพลังงานสูงขึ้นอาจกระทบกับค่าขนส่งจะมีมาตรการรับมืออย่างไร

    นายดนุชา กล่าวว่า เบื้องต้นมีกลไกกองทุนอยู่แล้ว รวมถึงหน่วยงานต่างๆก็มีกลไกรับมืออยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าคงไม่สามารถทำให้ทุกคนใช้น้ำมันถูกได้

    ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด และอาจจะกระทบกับกลุ่มที่มีมีรายได้วันต่อวัน ดังนั้น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องเตรียมรับ โดยในส่วนของรัฐบาลขณะนี้พยายามทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน ส่วนวิธีการอย่างไรนั้นคงต้องรอดู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTOAsnLINd5GJnkGZQvKV

  • “ศุภจี” แย้มแพ็กเกจเศรษฐกิจชุดใหม่ รับไตรมาส 4 รอชง ครม.

    “ศุภจี” แย้มแพ็กเกจเศรษฐกิจชุดใหม่ รับไตรมาส 4 รอชง ครม.

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (18 ก.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้าและราคาสินค้าในประเทศ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนการดูแลด้านอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เมื่อถามว่า นอกจากการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นางศุภจี ยืนยันว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและหารือร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

    นางศุภจี ยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบ “แพ็กเกจ” ร่วมของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ภายใต้ภาพรวมของรัฐบาล เพื่อรองรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้เปิดเผยแล้วว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะต่ออายุออกไปอีก 2 เดือน จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 ดังนั้น การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมการดำเนินงานของทุกกระทรวง

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    เคาะแล้ว! “เอกนิติ” เผยต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” สูตรเดิม 60/40 ถึง พ.ย. ชง ครม. 22 ก.ย.นี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/864269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311x8uzMnqpCH2eyUUbuHJ