Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘นิพนธ์’ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมฯไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ‘นิพนธ์’ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมฯไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรมช.มหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย.2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา โดยคณะดังกล่าวประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

    ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งคณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม China Unicom เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ รวมถึงกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6201934/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vP0EYg5wV6GhD_Fd5q5yt

  • นักวิชาการแนะออกแบบไทยช่วยไทยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงดาวน์เกรด

    นักวิชาการแนะออกแบบไทยช่วยไทยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงดาวน์เกรด

    นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัด ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”

    • นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ
    • ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัดต้องใช้ตอบโจทย์เศรษฐกิจมากสุด
    •  ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”หลังทำมาตรการต่อเนื่องแล้วได้คะแนนเสียงทันที
    • หวั่นกระทบวินัยการคลัง เตือนเครดิตเรตติ้งจับตา “เสี่ยงดาวน์เกรด”

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลว่าปัจจุบันเงินกู้ตามพ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทในส่วนแรกที่ให้นำมาใช้ทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเหลืออยู่เพียง 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายหลักของโครงการนี้ให้ชัดเจนว่าจัดทำขึ้นเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่าหากรัฐบาลตั้งเป้าหมายของโครงการนี้ว่าคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงินปะปนกันแบบถ้วนหน้าแก่ประชาชน 30 ล้านคน อาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากผู้ได้รับสิทธิ์บางกลุ่มไม่ได้มีแนวโน้มการบริโภคสูง  ในทางกลับกัน หากเป้าหมายคือการบรรเทาความเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องแจกเงินให้ครบทั้ง 30 ล้านคน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้ประสบความเดือดร้อนจริง จึงควรคัดกรองเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลนอกจากนี้ ควรทบทวนเงื่อนไขการออกแบบโครงการ เช่น สัดส่วนการร่วมจ่าย (Co-paying) ในอัตรา 60/40 ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงมากสำหรับรัฐบาล รวมถึงการกำหนดวงเงินใช้จ่ายและระยะเวลาให้เกิดประโยชน์กับการใช้เม็ดเงินจากเงินกู้สูงสุด

    “รัฐบาลต้องพยายามรักษาสมดุล ระหว่างข้อจำกัดด้านงบประมาณ กับแรงกดดันทางการเมืองที่นักการเมืองมักต้องการให้จัดทำมาตรการในรูปแบบเดิมและใช้วงเงินจำนวนมาก”ดร.อธิภัทร กล่าว

    ในมิติด้านการเงินการคลัง ดร.อธิภัทร ให้ข้อคิดว่า แม้การกู้เงินตาม พ.ร.ก. จะสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ผู้มีหน้าที่ดูแลด้านการคลังและวินัยการคลังของประเทศ ต้องระมัดระวังไม่ให้การดำเนินมาตรการกลายเป็นการละเลยวินัยการคลัง หรือขัดต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการกู้เงิน

    พร้อมกันนี้ ยังเตือนว่าสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ต่างจับตา ฐานะการคลังของรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักที่อาจส่งผลต่อการปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) ของประเทศ การตัดสินใจว่าจะต่ออายุโครงการหรือไม่ จึงไม่สามารถตอบเพียงแค่ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ได้ทันที แต่ต้องพิจารณาว่าการออกแบบโครงการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินงบประมาณจริงหรือไม่

    • แนะต่อยอดโครงสร้างระยะยาว ดึงร้านค้าเข้าภาษี-เสริมแกร่งดิจิทัล

    ดร.อธิภัทร เสนอแนะว่า โครงการไม่ควรมุ่งผลสัมฤทธิ์เพียงแค่การสร้างผลกระทบชั่วคราวในไตรมาสเดียว หรือเน้นแค่การหมุนเวียนเงินให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ในระยะสั้น แต่ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับไปสู่โครงการพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะยาว ได้แก่

    1. การดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ให้มากยิ่งขึ้น
    2. การส่งเสริมศักยภาพร้านค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือ AI
    3. การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ (Access to Credit) ของผู้ประกอบการรายย่อย
    •  “นักการเมือง” เสพติดประชานิยม ไม่ใช่ประชาชน

    เมื่อถามว่าประชาชนหรือร้านค้าอาจเสพติดโครงการแจกเงินในลักษณะนี้เพราะได้รับการช่วยเหลือมาอย่ส ดร.อธิภัทร มองว่า ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสพติด แต่คือนักการเมืองต่างหากที่เสพติดนโยบายประชานิยม”

    เนื่องจากโครงการอย่างไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายประชานิยมที่นักการเมืองชื่นชอบ เพราะสามารถใช้หาเสียงและสร้างคะแนนนิยมได้ทันที ดังนั้น สังคมควรร่วมกันเซ็ตบรรทัดฐานใหม่ เพื่อไม่ให้นักการเมืองเสพติดการใช้นโยบายประชานิยมในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

    “ผมคิดว่าประเทศเราในเรื่องประชานิยมอาจจะไม่เรียกว่าคนเสพติดคือประชาชน ผมคิดว่าคนเสพติดประชานิยมคือนักการเมือง นักการเมืองเนี่ยเสพติดนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม ผมคิดว่าการที่บอกว่าประชาชนเสพติดเนี่ยไม่ถูก คนเสพติดคือนักการเมืองเองเพราะทำโครงการลักษณะนี้แล้วได้คะแนนนิยมทันที สังคมจึงต้องหาทางร่วมกันเพื่อไม่ให้นักการเมืองใช้โครงการลักษณะนี้”ดร.อธิภัทร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V9A4H0Hv3Ep1ZR7qX2zmW

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.58%  ดาวโจนส์ลบ 95.40 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 19/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.58%  ดาวโจนส์ลบ 95.40 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 19/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันโลกและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันที่ 18 ก.ย. 2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลางและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง แต่ยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 95.40 จุด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 5%

    ด้านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 19 ก.ย. 2569 มีการอัปเดตราคาจาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยราคากลุ่มน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ยังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ต.ค. ลดลง 1.61 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือน พ.ย. ลดลง 95 เซนต์ หรือ 0.91% ปิดที่ 103.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันมาจากการที่จีนเรียกร้องให้อิหร่านจำกัดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย หลังซาอุดีอาระเบียร้องขอให้จีนช่วยดำเนินการ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน

    ตลาดน้ำมันกังวลว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญของตะวันออกกลาง ซึ่งมีบทบาทต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง หลังช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงกิจกรรมทางทหารของกลุ่มฮูตีที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ปัญหากำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตา โดยเฉพาะราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันอย่างดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งทะลุระดับ 5% ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,682.64 จุด ลดลง 95.40 จุด หรือ 0.18% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,650.50 จุด เพิ่มขึ้น 12.74 จุด หรือ 0.17% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,522.55 จุด เพิ่มขึ้น 104.25 จุด หรือ 0.39%

    บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างผันผวน โดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยหนุนดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ให้ปิดในแดนบวก แต่ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

    สำหรับภาพรวมตลอดสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนดาวโจนส์ปรับตัวลดลงรายสัปดาห์ในสัดส่วนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ท่ามกลางการจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เงินเฟ้อ และราคาพลังงาน

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 19 ก.ย. 2569 อ้างอิงข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยข้อมูลที่ระบุเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ มีรายละเอียดดังนี้

    ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    PT
    ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกที่แสดงเป็นข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่ผู้ค้าน้ำมันประกาศเปลี่ยนแปลงราคา โดยการเปลี่ยนแปลงราคาจะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ประกาศ

    ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน เนื่องจากราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qbe15-izJfmfrFVZKewSH

  • “ศุภจี” เตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลัง “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จบ ย้ำพาณิชย์คุมราคาสินค้า – สยามรัฐ

    “ศุภจี” เตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลัง “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จบ ย้ำพาณิชย์คุมราคาสินค้า – สยามรัฐ

    “ศุภจี” เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน “พาณิชย์“ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง ”Fed” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
       

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
         

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    #ศุภจี #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2 #เศรษฐกิจไทย #กระทรวงพาณิชย์ #ราคาสินค้า #Fed #ดอกเบี้ย #เศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THj4UL1ClU-3LdcYszChr

  • บุคคลต่างด้าวทั่วไปมีสิทธิ์ซื้อห้องชุดได้ 100% ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    บุคคลต่างด้าวทั่วไปมีสิทธิ์ซื้อห้องชุดได้ 100% ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    การเป็นคนต่างด้าว หรือการประสงค์จะลงทุนหรือซื้อห้องชุดเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวทั่วไปซื้อหรือถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ร้อยละ 100 ได้อย่างเสรี แต่เป็นการให้สิทธิประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ประกอบกิจการที่มีคุณสมบัติและได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดเป็นรายกรณีเท่านั้น

    ซื้อห้องชุด

    กล่าวคือยังคงต้องถูกควบคุมโดยเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างเคร่งครัด และมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในห้องชุดนั้นได้

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5-%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3/foreign-national/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kylfJHyE3MvB-LOqPYO5Y

  • นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    “นิพนธ์” นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือด้านโดรน หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ไทย-จีน พร้อมเข้าชมการสาธิตนวัตกรรม โดรน หุ่นยนต์ กู้ภัย ระบบคอมพิวติ้งอัจฉริยะของ China Unicom และการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา โดยมุ่งขยายผลความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือเหตุฉุกเฉิน และการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของนายจิน หยุนเฉียง (Mr. Jin Yunqiang) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา

    คณะเดินทางประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

    นอกจากนี้ คณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะนายหลี่ เจิ้น (Mr. Li Zhen) อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท ไชน่า ยูนิคอม (China Unicom) เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ ตลอดจนกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล

    อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/378983517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X4dfwNei3AAR7QhQPw-yb

  • สธ.ชวนคนไทยปรับทัศนคติต่อการมีลูก “มีได้จริง เลี้ยงได้ดี” เสนอนโยบาย 5 ด้านปรับสวัสดิการให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กไทยควบคู่ปริมาณไม่ให้ลดลงกว่าเดิม – อนามัยมีเดีย

    สธ.ชวนคนไทยปรับทัศนคติต่อการมีลูก “มีได้จริง เลี้ยงได้ดี” เสนอนโยบาย 5 ด้านปรับสวัสดิการให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กไทยควบคู่ปริมาณไม่ให้ลดลงกว่าเดิม – อนามัยมีเดีย

        #ANAMAINEWS กรมอนามัยเผยผลการเสวนาระดับชาติ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” ในเวที “สภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ประเด็น “การส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร” โดยมี นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงสี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวภัทรพร เล้าวงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพัฒนาสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมอภิปราย และรองศาสตราจารย์ ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
           เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า การรับมือสถานการณ์เด็กเกิดน้อยของประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการรณรงค์ “ชวนให้คนมีลูก” แต่ให้คนที่ต้องการมีลูก “มีได้จริง และเลี้ยงได้ดี” โดยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ครอบครัวชะลอหรือยกเลิกการมีบุตร ทั้งค่าครองชีพ ความมั่นคงในการทำงาน ที่อยู่อาศัย ระบบดูแลเด็กเล็ก ต้นทุนด้านเวลาและสุขภาพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ ข้อมูลจากการประเมินผลนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2560–2569) สะท้อนว่า ต้นทุนที่ครอบครัวคำนึงถึงไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต แต่รวมถึงความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ครอบครัวคาดหวัง ทั้งการศึกษา ที่อยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนั้น การลดต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรสามารถตัดสินใจ มีบุตรได้จริง ขณะเดียวกัน รายงานสถานะประชากรโลกปี 2025 ที่ถูกนำเสนอในเวที ระบุว่า คนไทยร้อยละ 51 มีข้อจำกัดทางการเงินเป็นเหตุให้มีบุตรน้อยกว่าที่ตั้งใจ ขณะที่ร้อยละ 12 ระบุว่าเปลี่ยนใจไม่ต้องการมีบุตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบสนับสนุนครอบครัวที่ยังไม่เอื้อต่อการมีและเลี้ยงดูบุตร
            ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เสนอให้รักษาระดับอัตราการเกิดไม่ให้ลดลง โดยต้องไม่ถูกตีความเป็นการกำหนดให้ประชาชนต้องมีบุตร แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ “คนที่อยากมีลูก สามารถมีลูกได้ตามความตั้งใจ” พร้อมเคารพสิทธิและการตัดสินใจของผู้ที่ไม่ประสงค์จะมีบุตร ผ่านนโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบายด้านการดูแลเด็ก (Childcare Policy) การจัดบริการและมาตรฐานการดูแลเด็กที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2) นโยบายด้านสถานที่ทำงาน (Workplace Policy) สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว (Family Work-Life Balance) ส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly Policy) รวมถึงสิทธิการลา 3) นโยบายด้านการเงิน (Financial Policy) จัดให้มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินสำหรับครอบครัว 4) นโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Policy) ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ดูแลและสนับสนุนผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก (Infertility) 5) นโยบายด้านครอบครัว (Family Policy) ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equity) ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและกลุ่ม LGBTQ+ ตลอดจนส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (RH Literacy) เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการวางแผนครอบครัว
           เพราะการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยไม่สามารถเป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้งสุขภาพ การศึกษา แรงงาน สวัสดิการ ที่อยู่อาศัย ภาษี และเศรษฐกิจ เวทีจึงเสนอให้ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก บูรณาการแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เปลี่ยนกรอบคิดจาก “สวัสดิการ” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ

    ***

    กรมอนามัย /18 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/180969/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GL7Se8OuhrhMmQ6tlg5pj

  • “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้

    “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้

    “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้   เร่งสร้างความเข้าใจบทบาท พาณิชย์คุมป้ายราคา ไม่ใช่ผู้กำหนดโครงสร้างน้ำมัน

    เมื่อเวลา 10.50 น.วันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และตนเอง เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตามคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายนนี้

    “นายกฯได้มอบหมายให้หารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร”

    ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯนายปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนพลังงานก็ดี หรือว่าจะเอาเงินที่มาจากเงินกู้ก็ดี หรืองบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เป็นงบกลางฯ ว่าสามารถที่จะดึงตัวไหนมาใช้ให้เหมาะสมได้ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ชี้ว่า ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง”

    นางศุภจี ได้ชี้แจงถึงข้อเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันคือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีพระราชบัญญัติและกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ส่วนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ คือการกำกับดูแลในฐานะสินค้าควบคุม เพื่อให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน ขายตรงตามป้ายประกาศ และตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้เต็มลิตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    “คนยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นคนกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่สั่งหรือกำหนดราคาให้ถูกลง แต่คุมในลักษณะที่ว่า ถ้าติดประกาศราคาลิตรละ 40 บาทก็ต้องขายลิตรละ 40 บาท ถ้าอันไหนที่มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์จะไปคุมในเรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องการตรึงราคาน้ำมันจะเป็นอีกหน่วยที่ดูแล”นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Afa9HoXzBi4t5Hheyr11L

  • ธปท.ยันดอกเบี้ยไทย 1.00% เหมาะสมกับเศรษฐกิจ หลังแบงก์ชาติทั่วโลกเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ย้ำไม่กังวลเงินทุนเคลื่อนย้าย-บาทยังมีเสถียรภาพ

    ธปท.ยันดอกเบี้ยไทย 1.00% เหมาะสมกับเศรษฐกิจ หลังแบงก์ชาติทั่วโลกเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ย้ำไม่กังวลเงินทุนเคลื่อนย้าย-บาทยังมีเสถียรภาพ

    ธปท.มองส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันเงินทุนเคลื่อนย้ายจำกัด หลังธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นอันตราดอกเบี้ย ชี้เงินบาทเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพ ย้ำอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย

    วันนี้ (18 กันยายน) สุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะที่ แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา

    สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ มติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7 : 2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดๆ ไป

    ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570 ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย

    โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับ 1.00% ซึ่งนับเป็นอันดับต่ำที่สุดอันดับต้นของโลก โดยเป็นรองจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.00%

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-interest-rate-appropriate-baht-stable/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pAjo-Cul2Qma6O03BqANi

  • เปิดภารกิจโกอินเตอร์ นายกฯ ลุย 3 ประเทศ สหรัฐ-ญี่ปุ่น-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้

    เปิดภารกิจโกอินเตอร์ นายกฯ ลุย 3 ประเทศ สหรัฐ-ญี่ปุ่น-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้

    โฆษกรัฐบาล ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81 -พบผู้นำโลก- หารือเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจไทย

    18 กันยายน 2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจสำคัญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรว่า เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะร่วมแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกและพบปะหารือกับผู้นำประเทศ ภาคีต่างประเทศ ภาคเอกชน นักลงทุน ของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะใช้โอกาสนี้และเวทีนี้ สื่อสารทิศทางของไทยต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย โดยจะมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอบทบาทไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ย้ำให้เห็นว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างสร้างสรรค์ และไทยก็มีจุดยืนในการส่งเสริมความร่วมมือและการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ระหว่างการเข้าร่วมประชุม นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะผู้นำและภาคีต่างประเทศ อาทิ ผู้นำภูฏาน อาร์เมเนีย และบังกลาเทศ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมเยี่ยมชมและลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย

    สำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นจะเป็นโอกาสในการพบหารือกับหน่วยงานและภาคส่วน “ทีมประเทศไทย” ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ส่วนภารกิจระหว่างการเยือน สหราชอาณาจักร จะพบหารือบริษัทการเงินชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดทุนไทย

    “นอกจากการพบหารือกับผู้นำหลายประเทศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหาร Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศตลอดจนโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมภารกิจ. นายเอกภพ กล่าว

    นายเอกภพ กล่าวอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงภารกิจด้านการประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารจุดยืนของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยต่อผู้นำ ภาคเอกชน และนักลงทุนในต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เปิดโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการลงทุน เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางร่วมคณะครั้งนี้ เปิดเผยภารกิจด้านตลาดทุนว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลเห็นโอกาสตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรจะใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมให้นายกรัฐมนตรีพบปะนักลงทุนและสถาบันภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อาทิ Bank of America และ Jefferies Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ขณะที่ การเยือนกรุงลอนดอนจะพบปะกับ UBS เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย สร้างความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทย เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1071824/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yhw0LhorERMeOW6N1ASKg