Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดเกมรุก “ตราด” ฝ่าวิกฤตชายแดน ดัน Sport Tourism ผสานดนตรี ชูทุเรียนกู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดเกมรุก “ตราด” ฝ่าวิกฤตชายแดน ดัน Sport Tourism ผสานดนตรี ชูทุเรียนกู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเลขานุการ เปิดเวทีสัมมนาใหญ่ “TRAT CONNECT เชื่อมทุกสิ่ง ผสานการท่องเที่ยวและกีฬา พัฒนาตราดสู่ความยั่งยืน” ระดมพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และสื่อมวลชนกว่า 200 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชาวดี บ้านปูรีสอร์ท จังหวัดตราด

    ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของจังหวัดกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ หลังสถานการณ์ปัญหาแนวชายแดนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งด้านการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว โดยรายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวประมาณ 10-15% รวมถึงเกิดข้อจำกัดในการระบายผลผลิตทางการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดตราดยังมี “แต้มต่อ” สำคัญจากผลผลิตทุเรียนที่ออกสู่ตลาดเร็วกว่าพื้นที่อื่น จึงเตรียมเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พร้อมเร่งผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ให้ลงสู่มือประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    สำหรับแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ จังหวัดตราดเตรียมวางยุทธศาสตร์ด้าน Sport Tourism ควบคู่กับการจัดเทศกาลดนตรีสากล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงลึก พร้อมเร่งปรับภูมิทัศน์และยกระดับความสะอาดในพื้นที่โดยรอบ สร้างภาพจำใหม่ให้จังหวัดตราดมีความปลอดภัยและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน หวังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักโดยเร็ว

    ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนเสนอให้ผลักดันจังหวัดตราดสู่การเป็น “นครแห่งการเรียนรู้” โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างสถาบันการศึกษาแห่งใหม่ แต่สามารถนำศักยภาพและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาใช้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” พร้อมส่งเสริมการสร้าง “นักสื่อความหมายท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าของบ้านเกิดได้อย่างแท้จริง

    ภาคประชาชนยังเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจาก “ผู้คิดแทน” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” ทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และเครือข่าย รวมถึงปรับหลักสูตรการศึกษาให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดจากเวที TRAT CONNECT จะถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลสำคัญ เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นแนวทางในการปูทางสู่การฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดตราดให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1695093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j5rHiHXxON3fW6oPj0bst

  • ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกหารือกรอบความร่วมมือ (Country Partnership Framework: CPF) ฉบับใหม่สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570–2575 โดยมุ่งเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

    ธนาคารโลกระบุว่า กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ต่อยอดจากการทำงานร่วมกับประเทศไทยมานานกว่า 75 ปี โดยจะผสานองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูป เข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรร และการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    4 กลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย สร้างงานใหม่

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    กรอบความร่วมมือใหม่นี้มุ่งผลักดัน 2 ด้านหลัก โดยด้านแรกคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน สนับสนุนธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และขยายการแข่งขันในตลาดภูมิภาคและตลาดโลก รวมถึงเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

    ธนาคารโลกจะให้น้ำหนักกับภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงาน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม

    สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนความเห็นพ้องในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติ โดยกรอบความร่วมมือฉบับใหม่จะช่วยผลักดันไปสู่การลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน

    ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รับมือภัยพิบัติ

    อีกด้านสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน น้ำ คมนาคม และพลังงาน รวมถึงความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม

    แผนงานครอบคลุมการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ รวมถึงการวางรากฐานด้านการคลังผ่านระบบจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค

    อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก IFC กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในวงกว้าง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    จับตาไทยเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ต.ค.นี้

    การจัดทำ CPF ฉบับใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร

    การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hT-hY9o43IVHtvatNanUk

  • จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

    จีนนับเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่สองของโลกรองลงมาจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอำนาจรองเพียงอเมริกาย่อมมีอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหภาพยุโรป ในไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2026 นี้ จีนมีอิทธิพลต่อโลกการค้าของสหภาพยุโรปอย่างมหาศาล โดยสหภาพยุโรปขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 98,000 ล้านยูโร โดยเฉลี่ยแล้ว สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าต่อจีนมากถึงวันละ 1,000 ล้านยูโร ในที่นี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจอิทธิพลของจีนที่มีต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3] 

    ในปัจจุบัน จีนมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอย่างมหาศาล โดยเป็นไปในทิศทางที่ยุโรปกำลังเสียเปรียบ สหภาพยุโรปขาดดุลกับจีนอย่างหนัก จากที่เคยขาดดุล 180,000 ล้านยูโรในปีค.ศ. 2015 พุ่งสูงเป็น 360,000 ล้านยูโรในปีค.ศ. 2025 ทั้งนี้ จีนนับเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรป การนำเข้าสินค้าจากจีนช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน สินค้านำเข้าจากจีนก็กลับทำให้ภาคการผลิตของยุโรปเติบโตได้เชื่องช้า เพราะผู้คนหันไปซื้อสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่า ทำให้สินค้าที่ผลิตในยุโรปเสื่อมความนิยม 

    นอกจากการขาดดุลทางการค้า สหภาพยุโรปยังพึ่งพาจีนอย่างมากในด้านการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยา เคมีภัณฑ์ และการป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม นิกเกิล หรือแรร์เอิร์ธ ในขณะที่จีนก็จำเป็นต้องพึ่งพาสหภาพยุโรปเช่นเดียวกัน โดยจีนจำเป็นต้องพึ่งพาสหภาพยุโรปในการนำเข้าสินค้ายุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิปยานยนต์ขั้นสูง และเครื่องจักรเฉพาะทาง มากกว่าที่สหภาพยุโรปต้องการจากจีนถึง 2 เท่า 

    ความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและจีนยังคงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลภายในตนเอง เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลอย่างมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้น สหภาพยุโรปเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ จากที่เคยเน้นการค้าเสรี เปลี่ยนเป็นการเน้นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม และลดความเสี่ยง รวมทั้งเตรียมเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็นร้อยละ 50 เก็บภาษีตอบแทนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในอัตราร้อยละ 7.5–35.5 

    สหภาพยุโรปพยายามหาหนทางลดการพึ่งพาจีนให้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ภายในปีค.ศ. 2030 และพยายามเสนอกฎหมาย Industrial Accelerator Act (IAA) เพื่อควบคุมเงื่อนไขการถ่ายโอนเทคโนโลยี การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ หากไม่มีข้อตกลงต่างตอบแทน จากนี้ไป เราคงได้แต่จับตากันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหภาพยุโรปจะเป็นไปในทิศทางที่ทั้งสองฝ่ายได้รับผลกระโยชน์อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็คอยเฝ้าดูความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ท่ามกลางการขยายอำนาจของจีนต่อไป  

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Philippe Le Corre. (July 7, 2026). Europe’s “Wake-Up Call”. https://asiasociety.org/policy-institute/europes-wake-call

    [2] Ryan Hass, Daniel S. Hamilton, Constanze Stelzenmüller, Kari Heerman, Carlo Bastasin, Jonathan A. Czin, and Susan A. Thornton. (September 8, 2026). Europe’s China Shock 2.0: Where does it go from here?. https://www.brookings.edu/articles/europes-china-shock-2-0-where-does-it-go-from-here/

    [3] Alessandra Amicucci, Nicolò Gnocato, Vanessa Gunnella, Clara Lindemann, Alfonso Merendino and Carlos Montes-Galdón. (March 2, 2026). The impact of China’s industrial rise on the euro area. https://www.ecb.europa.eu/press/economic-bulletin/focus/2026/html/ecb.ebbox202603_02~7df7facd9a.en.html

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/society/eco-europe-china/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cSrJv7M6EpeCQT4blRTQn

  • “เอกนิติ” จ่อชง ครม. 22 ก.ย. ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน

    “เอกนิติ” จ่อชง ครม. 22 ก.ย. ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน

    วันนี้ (17 ก.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน คงสูตรเดิม 60/40 ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ โดยยืนยันว่าไม่มีโยกงบฯ จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มารองรับการดำเนินการ

    ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากสถานการณ์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่เปิดเผยข้อสรุปรูปแบบโครงการรอบใหม่ เพื่อป้องกันความสับสน และต้องให้ รมว.การคลัง เสนอ ครม.พิจารณาขั้นสุดท้าย

    ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะไม่ใช้วงเงินจากกรอบเงินกู้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากยังมีวงเงินคงเหลือจากโครงการรอบแรก ที่ใช้ไปแล้วประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และกรอบวงเงินเยียวยาอีกเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินโครงการโดยไม่ต้องโยกงบฯ

    คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ยังคงให้สิทธิแจกเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ ส่วนผู้ถูกตัดสิทธิจะใช้สิทธิเท่ากับประชาชนทั่วไป

    อ่านข่าว :

    โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 9 อดีต ขรก.ตุลาการ

    สบอ.9 ยืนยันไม่เคยคัดค้านสร้างถนนยุทธวิธีเนิน 450 ช่องสะงำ

    พบจุดน้ำมันรั่วจากท่อพระราม 3 “ฐิติภัสร์” จี้ BPT-BFPL เร่งซ่อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07QCO4BKHWMGu5oI0ACeqw

  • ยอดค้าปลีก UK เดือนส.ค. โต 0.5% MoM สวนทางคาดการณ์ แม้เผชิญผลกระทบราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    ยอดค้าปลีก UK เดือนส.ค. โต 0.5% MoM สวนทางคาดการณ์ แม้เผชิญผลกระทบราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (18 ก.ย.) ว่า ปริมาณยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรในเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นจากการปะทุขึ้นอีกครั้งของสงครามอิหร่านก็ตาม

    ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่าจะลดลง 0.2% หลังจากที่ปริมาณยอดค้าปลีกในเดือนก.ค. ปรับตัวลดลง 0.5%

    ONS ระบุว่า ปัจจัยหนุนสำคัญในเดือนส.ค.มาจากยอดขายทางออนไลน์และการจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงยอดขายเสื้อผ้าและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน สวนทางกับยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.

    ทั้งนี้ ในช่วงสองเดือนก่อนหน้า ผู้บริโภคได้เพิ่มการใช้จ่ายอย่างคึกคักโดยได้แรงหนุนจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ปริมาณยอดค้าปลีกในเดือนส.ค. ขยายตัวขึ้น 2.4%

    อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลประกอบการล่าสุดของบรรดาผู้ค้าปลีกรายใหญ่ใน UK ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา โดยไพรมาร์ค (Primark) ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าราคาประหยัด รายงานอัตราเติบโตของยอดขายพื้นฐานใน UK ไตรมาส 4 ทรงตัว ขณะที่จอห์น ลูอิส พาร์ตเนอร์ชิป (John Lewis Partnership) รายงานผลขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวกว้างขึ้น ส่วนเน็กซ์ (Next) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของยอดขายในช่วงหลายเดือนข้างหน้าลง เนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่ระบุว่ายอดขายสินค้าหมวดอาหารในเดือนส.ค. อยู่ในระดับทรงตัว

    นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์แนม ได้ออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ภาคครัวเรือนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม เบอร์แนมและ จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงมีข้อจำกัดทางการคลังในการออกมาตรการลดภาษีหรือแจกเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมในร่างงบประมาณแรกของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีกำหนดแถลงในวันที่ 28 ต.ค. นี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIWHnA3_XLy_2_Zbstdvq

  • เศรษฐกิจฟื้นแต่ไร้เสถียรภาพ? เจาะลึกความท้าทายครั้งใหม่ของปากีสถานในปี 2026

    เศรษฐกิจฟื้นแต่ไร้เสถียรภาพ? เจาะลึกความท้าทายครั้งใหม่ของปากีสถานในปี 2026

    ช่วงปีที่ผ่านมา ปากีสถานพยายามอย่างมากที่จะส่งสัญญาณต่อโลกว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังกลับเข้าสู่เส้นทางที่มีเสถียรภาพ หลังต้องเผชิญวิกฤติเงินเฟ้อ เงินสำรองระหว่างประเทศลดลง และความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงก่อนหน้า

    แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “เศรษฐกิจปากีสถานกำลังฟื้นหรือไม่” หากคือ การฟื้นตัวครั้งนี้มั่นคงเพียงพอที่จะนำเงินเข้าไปลงทุนระยะยาวแล้วหรือยัง

    เพราะปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถานคือ สถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศที่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นเดือนที่มีความรุนแรงมากที่สุดของปี

    โดย Pakistan Institute for Conflict and Security Studies ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงและปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธมากกว่า 600 คน และแม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนการโจมตีกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน บาลูจิสถาน ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของความรุนแรง

    สำหรับนักลงทุน บาลูจิสถาน มีความสำคัญมาก เพราะที่นี่คือหัวใจส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของปากีสถาน เป็นที่ตั้งของ ท่าเรือกวาดาร์ และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน หรือ CPEC ซึ่งปากีสถานหวังว่าจะใช้เชื่อมจีน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน 

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ที่ปากีสถานต้องการส่งเสริมการลงทุนในฐานะ “ประตูเศรษฐกิจแห่งอนาคต” กลับเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งรัฐต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อควบคุมความไม่สงบ การโจมตีในบาลูจิสถานเพิ่มขึ้นจาก 83 ครั้งในเดือนกรกฎาคมเป็น 89 ครั้งในเดือนสิงหาคม 

    ความไม่มั่นคงเช่นนี้สามารถเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัย ค่าเบี้ยประกัน ความเสี่ยงต่อบุคลากร การขนส่ง และความต่อเนื่องของโครงการ

    ที่สำคัญ นักลงทุนต้องพิจารณาด้วยว่าความขัดแย้งในบาลูจิสถานไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความไม่พอใจเรื่องการกระจายทรัพยากร การมีส่วนร่วมทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลกลางที่สะสมมานาน 

    ความเสี่ยงประการต่อมาคือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเชิงนโยบาย ปากีสถานยังอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่รัฐบาลพลเรือนต้องแบ่งปันพื้นที่กับกองทัพซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองสูง ความตึงเครียดระหว่างพรรครัฐบาลและพันธมิตร ตลอดจนการขยายบทบาทของผู้นำกองทัพ ทำให้คำถามเรื่องความต่อเนื่องและความคาดการณ์ได้ของนโยบายยังคงอยู่ 

    IMF จัดให้ “policy uncertainty” เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของปากีสถาน และเตือนว่าการแทรกแซงสถาบันทางเศรษฐกิจสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่น เพิ่ม risk premium และกดดันการลงทุนและเงินทุนไหลเข้าได้

    ความเปราะบางดังกล่าวยิ่งชัดในปี 2569 เมื่อสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเส้นทางขนส่ง IMF ประเมินว่าความขัดแย้งจะกดการเติบโตของปากีสถาน เพิ่มเงินเฟ้อ และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลง ผลกระทบสะสมต่อ GDP อาจสูงถึงประมาณ 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปีงบประมาณ 2570 

    ปัญหาของปากีสถานในปี 2569 จึงไม่ใช่ว่าประเทศไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ปากีสถานมีประชากรจำนวนมาก อยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ มีทรัพยากร มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน และกำลังสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และประเทศในตะวันออกกลาง แต่สำหรับนักลงทุน โอกาสเหล่านี้มาพร้อมกับ risk premium ที่สูงกว่าตลาดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้เรื่องราวของ “เศรษฐกิจปากีสถานกำลังฟื้น” ยังมีความจริงอีกด้านหนึ่งที่ต้องมองให้ชัด นั่นคือปากีสถานยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมือง ความมั่นคง การคลัง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสิ้นสุดของความเปราะบางเชิงโครงสร้าง

    สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ปากีสถานอาจเป็นตลาดที่มีโอกาส แต่ในปี 2569 สิ่งที่ควรศึกษาก่อน “ผลตอบแทน” อาจเป็น ราคาของความเสี่ยงที่ต้องจ่ายเพื่อเข้าไปอยู่ในตลาดแห่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1251325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3US54YZR8piI1E_cVe9BdH

  • มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจอินเดียแกร่ง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีงบฯ 69-70 โต 7% : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจอินเดียแกร่ง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีงบฯ 69-70 โต 7% : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) คงอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาลอินเดียไว้ที่ Baa3 พร้อมแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ โดยระบุว่าอันดับดังกล่าวสะท้อนการชั่งน้ำหนักระหว่างขนาดและความหลากหลายของเศรษฐกิจอินเดีย รวมถึงศักยภาพการเติบโตในระดับสูง กับภาระหนี้รัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง ความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอ และรายได้ต่อหัวประชากรที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียในปีงบประมาณ 2569-2570 เป็นขยายตัว 7% จากเดิม 6% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมภาคบริการที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

    มูดี้ส์ระบุในรายงานทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียว่า GDP ที่แท้จริงของอินเดียขยายตัว 8.2% เมื่อเทียบรายปี ในช่วง 6 เดือนแรกของปีปฏิทิน 2569 เพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในปี 2568

    มูดี้ส์ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงมีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G20 รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์เตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อไป และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.8% สำหรับปีงบประมาณ 2569-2570

    นอกจากนี้ ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นอาจทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียเพิ่มขึ้น

    ในด้านการคลัง มูดี้ส์ระบุว่า รัฐบาลอินเดียยังคงมุ่งมั่นที่จะลดการขาดดุลการคลังของรัฐบาลกลางลงเหลือ 4.3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569-2570 จาก 4.4% ในปีก่อนหน้า แม้ว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นข้อจำกัดต่อการปรับลดยอดขาดดุลการคลัง

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw139WhfRjiKV6KIJqd8SAdh

  • แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-เกิดผลยั่งยืน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-เกิดผลยั่งยืน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไขไทยช่วยไทยพลัส แบ่งตามความเปราะบาง – ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไข “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง – ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม รวมถึงเดินหน้า 4 มาตรการ ควบคู่ “ปรับโครงสร้างหนี้ป้องกันลูกหนี้ Stage 2กลายเป็น NPL – ลดต้นทุนค่าครองชีพ – ส่งเสริมการออมและลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง– Reskill/Upskill” เพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด ครอบคลุมมากขึ้น เกิดผลระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และคุณภาพสินเชื่อ

         รศ. ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 – 2 เดือน รวมถึงหากจะมีการพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯ ระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดที่ไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มที่ยังมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ

         “การจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ ไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้น การนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

         นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1. ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระ โดยต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม 2. ลดต้นทุนค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ลดต้นทุน และไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น

         3. สำหรับประชาชนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4. ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) ที่เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

         “เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อ SMEs (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ สำหรับประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

         ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3

         รศ. ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยที่ประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) ที่สูงขึ้น กระนั้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

         “อย่างรอบล่าสุดที่มีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาทซึ่งรวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

         อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินที่ประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย และหากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มที่เริ่มค้างชำระ ก็จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

         “แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาการที่ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์ที่กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล” รศ. ดร.วิชัย ระบุ

         รศ. ดร.วิชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ ไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

         ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ที่ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนที่เดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02180969/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ThNW2-cr0ozTy7QgZ7ByB

  • “อนุทิน” ไฟเขียวไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ไฟเขียวไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันกระตุ้นเศรษฐกิจ

    18 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจไทย ล่าสุดไฟเขียวหลักการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในยุคข้าวยากหมากแพง พร้อมตั้งรับผลกระทบจากกรณี Fed ขึ้นดอกเบี้ย ยันดำเนินนโยบายเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประชานิยม มอบหมาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้แถลงเงื่อนไขสิทธิและรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ควบคู่กับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนนั้น นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

    เมื่อถามถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทินกล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

    ส่วนกรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะนำมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

    เมื่อถามว่าหลังจบโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378983493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BzDtqGLByoFUXgAgTJ9UM

  • ‘ศุภจี’ เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน จ่อชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69

    ‘ศุภจี’ เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน จ่อชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69

    “ศุภจี”เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้า ครม. 22 ก.ย.69 นี้ ยันน้ำมันไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้าน บูรณาการหลายกระทรวง ดึงงบกลาง-เงินกู้-กองทุนพลังงาน ช่วยอุดหนุน ประเมินสงครามยืดเยื้อเกินคาด ยันเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในกรอบ ชี้ราคาน้ำมันไทยถูกกว่าเพื่อนบ้าน ปรับแนวทางอุดหนุนให้เป็นไปตามกลไก เร่งสร้างความเข้าใจบทบาท พาณิชย์คุมป้ายราคา ไม่ใช่ผู้กำหนดโครงสร้างน้ำมัน 

    • ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประชุมหารือเพื่อจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของวิกฤติราคาพลังงาน
    • เตรียมสรุปแพ็กเกจมาตรการทั้งหมดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 22 กันยายน 2569
    • มาตรการจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และมีการพิจารณาหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ

    เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และตนเอง เพื่อหารือถึงแนวทาง และมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตามคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 นี้

     
    “นายกฯ ได้มอบหมายให้หารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ” 

    ขณะที่การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯ นายปกรณ์  มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย และระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนพลังงานก็ดี หรือว่าจะเอาเงินที่มาจากเงินกู้ก็ดี หรือว่างบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เป็นงบกลาง ว่าสามารถที่จะดึงตัวไหนมาใช้ให้เหมาะสมได้ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณา และเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ  

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ชี้ว่า ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อ และรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว

     โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง  โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร  นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา  

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง” 

    นางศุภจี ได้ชี้แจงถึงข้อเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันคือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีพระราชบัญญัติและกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ส่วนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ คือ การกำกับดูแลในฐานะสินค้าควบคุม เพื่อให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน ขายตรงตามป้ายประกาศ และตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้เต็มลิตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค  

    ตอนนี้คนยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นคนกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่สั่งหรือกำหนดราคาให้ถูกลง แต่คุมในลักษณะที่ว่า ถ้าติดประกาศราคาลิตรละ 40 บาทก็ต้องขายลิตรละ 40 บาท  ถ้าอันไหนที่มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์จะไปคุมในเรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องการตรึงราคาน้ำมันจะเป็นอีกหน่วยที่ดูแล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W-HchHklGT2W7Ms_mVavQ