Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธนวรรธน์” ชี้รายได้ไม่พอจ่าย-ค่าครองชีพสูง ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท/ครัวเรือน คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84% – สยามรัฐ

    “ธนวรรธน์” ชี้รายได้ไม่พอจ่าย-ค่าครองชีพสูง ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท/ครัวเรือน คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84% – สยามรัฐ

    วันที่ 17 กันยายน 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยการสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 ขณะที่ 8.2% ไม่มีหนี้

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3% โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.11% จากปีก่อน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ระดับหนี้เฉลี่ยดังกล่าวถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนในปี 2552 สะท้อนว่าภาระหนี้ยังคงกดดันกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน แม้ในเชิงสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงก็ตาม ซึ่งหากพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่า 72% ของกลุ่มตัวอย่างมีเฉพาะหนี้ในระบบ เพิ่มขึ้นจาก 50.9% ในปี 2568 ขณะที่ผู้มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดลงเหลือ 5% จาก 15.4% และผู้ที่มีทั้งหนี้ในและนอกระบบลดลงเหลือ 23% จาก 33.7%

    ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน

    สำหรับหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 23.6% ซื้อสินค้าคงทน 21.8% ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13.5% และนำไปชำระหนี้เดิม 12.1% สะท้อนว่าหนี้บางส่วนถูกใช้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหมุนภาระหนี้เดิม

    ส่วนกลุ่มที่ก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ พบว่า 57.2% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ในปี 2568 รองลงมาเป็นการลงทุนทางการเกษตรรอบใหม่ 19.5% และใช้เพื่อขยายกิจการ 7.8%

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มาจากภาระทางการเงินในครอบครัว 15.6% รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 15.5% ค่าครองชีพสูงขึ้น 14.1% และมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 11.8% ขณะที่ 9.4% ก่อหนี้เพิ่มเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจ

    ด้านความสามารถในการชำระหนี้ พบว่า 73.1% ยังสามารถชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% ประเมินว่าสามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้

    นอกจากนี้ 67.5% ของกลุ่มตัวอย่างเคยประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 32.2% รายได้ลดลง 24.8% เศรษฐกิจไม่ดี 21.3% ยอดชำระเพิ่มขึ้น 11.4% และตกงาน 10.4%

    ในอีก 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างยังมองสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในเชิงลบ โดย 25.2% คาดว่าจะแย่ลงเล็กน้อย และ 18.9% คาดว่าจะแย่ลงมากหรือปัญหารุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มองว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.9% และมองว่าจะดีขึ้นมากหรือได้รับการแก้ไข 4%

    สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4%

    ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%

    นายธนวรรธน์ ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NMkVFrbLpTkMoY1Jc3kaN

  • เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    Loading…

    เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K6drSH-DkwaH6o6biO8VR

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 4 ประเด็นร้อน การเมืองเดือดปม สว. – BOJ ขยับดอกเบี้ย – UN เปิดเวที SDGs – ฝนถล่มไทย

    วันที่ 18 กันยายน 2569 เป็นอีกวันที่มีหลายประเด็นให้ติดตามทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่เกมการเมืองไทยที่เดินหน้าตรวจสอบปมการเลือก สว. ความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก หลังจับตาทิศทางดอกเบี้ยญี่ปุ่น ไปจนถึงเวทีใหญ่ของสหประชาชาติและสถานการณ์ฝนตกหนักในประเทศไทย

    1. การเมืองไทยจับตาปมเลือก สว. กกต. เดินหน้าคดี 77 ราย

    ประเด็นการเมืองที่ยังต้องจับตาคือความคืบหน้ากรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย โดยในจำนวนนี้เป็น สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย

    หลังมติดังกล่าว ประเด็นการทำงานของ กกต. จึงยังเป็นหนึ่งในจุดที่ฝ่ายการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจสอบกระบวนการและข้อเท็จจริงในคดี ขณะที่ขั้นตอนต่อจากนี้ กกต. ต้องจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบเวลาที่กำหนด

    อีกด้านหนึ่ง วันที่ 19 กันยายน ยังตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ช่วงก่อนเข้าสู่วันดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวและการพูดถึงประเด็นการเมืองในอดีตเพิ่มขึ้น

    2. เศรษฐกิจโลกจับตา BOJ ตัดสินใจดอกเบี้ย กระทบเยน-ตลาดเอเชีย

    ตลาดการเงินโลกจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ วันที่ 17–18 กันยายน โดยตลาดคาดหมายว่า BOJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 1.00% เป็น 1.25% ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

    นอกจากตัวเลขดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตาสัญญาณจากผู้ว่าการ BOJ เกี่ยวกับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อค่าเงินเยน กระแสเงินทุน และตลาดการเงินในเอเชีย

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าเงินเยน โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่เป็นระเบียบ หลังเงินเยนกลับมาอ่อนค่าบริเวณ 155 เยนต่อดอลลาร์

    สำหรับไทย ทิศทางตลาดเงิน ค่าเงินบาท และต้นทุนทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องจากแรงกระเพื่อมของนโยบายการเงินประเทศเศรษฐกิจหลัก

    3. เวทีโลกจับตา UN เปิด SDG Moment 2026 ก่อนเข้าสู่ UNGA 81

    บนเวทีระหว่างประเทศ วันที่ 18 กันยายนเป็นวันสำคัญของสหประชาชาติ โดย UN มีกำหนดจัด SDG Moment 2026 ณ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างเวลา 10.00–13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “Together, We Can Get There”

    เวทีดังกล่าวมุ่งเร่งการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ก่อนถึงปี 2030 โดยประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือครอบคลุมทั้งปัญหาหนี้ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนโอกาสและความท้าทายจาก AI

    SDG Moment ยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของช่วง High-level Week ของการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยที่ 81 ซึ่งจะมีการประชุมระดับสูงและการอภิปรายทั่วไปต่อเนื่องในช่วงวันที่ 18–28 กันยายน

    4. โลกออนไลน์รับวันรักแรก แต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง “ฝนหนัก-ไฟดับ” ยังต้องจับตา

    ขณะที่โลกออนไลน์วันที่ 18 กันยายนมีทั้งกระแสเบา ๆ อย่าง “วันรักแรก” และข่าวบันเทิงที่ได้รับความสนใจ โดยหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงคือ “หมอปลาย พรายกระซิบ” ซึ่งมีกำหนดเข้าพิธีมงคลสมรสในวันที่ 18 กันยายน หลังมีการเผยภาพพรีเวดดิ้งและรายละเอียดงานจนกลายเป็นกระแสบนโซเชียล

    แต่ประเด็นที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรงยังเป็นเรื่องสภาพอากาศ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศช่วงวันที่ 17–20 กันยายน โดยวันที่ 18 กันยายนมีพื้นที่เสี่ยงจำนวนมาก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    นอกจากนี้ กฟน. ยังประกาศงดจ่ายไฟชั่วคราวใน 12 จุดในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี วันที่ 18 กันยายน เพื่อดำเนินงานพัฒนาและบำรุงรักษาระบบ ประชาชนในพื้นที่ควรตรวจสอบช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

    วันนี้มีประเด็นต้องจับตาครบทั้ง 4 มิติ ตั้งแต่การเมืองไทยที่ยังร้อนจากปมเลือก สว. ตลาดการเงินโลกที่รอทิศทาง BOJ เวที SDG Moment ของ UN ไปจนถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและข่าวที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/322375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EBUDcfnY4zCidB_F-f93Z

  • พรรคเศรษฐกิจดุ! ชงแก้ กม.เพิ่มโทษประหารคดีทุจริต-ผิดซ้ำซาก

    พรรคเศรษฐกิจดุ! ชงแก้ กม.เพิ่มโทษประหารคดีทุจริต-ผิดซ้ำซาก

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ชงแก้กฎหมาย 3 ฉบับ โทษประหารชีวิตคดีทุจริต-กระทำผิดซ้ำซาก ไม่มีลดโทษ ยกระดับไปยังเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เตรียมขอเสียงสส. สนับสนุนให้ครบ 20 คน

    17 ก.ย.2569 – ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงเสนอแก้ไขร่างกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตและความผิดซ้ำซาก จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประมวลกฎหมายอาญา ร่างแก้ไขพ.ร.บ..ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และร่างแก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ โดยเพิ่มโทษประหารชีวิต คดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ ไม่ลดโทษ และยกระดับความผิดเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจมีนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาด้านความโปร่งใสของประเทศ

    “สาเหตุหนึ่งที่กลุ่มทุนสีเทาหรือกลุ่มบุคคลจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายและมาตรการปราบปรามการทุจริตของไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงจัดทำร่างกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรการในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน”พล.อ.รังษี กล่าว

    พล.อ.รังษี กล่าวต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ พรรคฯเสนอให้กำหนดโทษสูงสุดสำหรับการทุจริตเป็นโทษประหารชีวิต ทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมถึงกำหนดให้โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกในคดีดังกล่าวไม่สามารถลดโทษได้ โดยภายหลังศาลมีคำพิพากษาจะเปิดโอกาสให้จำเลยอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 1 ปี หากไม่สามารถนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาหักล้างคำพิพากษาได้ ก็ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงกรณีการกระทำความผิดซ้ำซากรวมถึงให้ยกระดับความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยทุจริตหรือมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และขยายหลักการดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ตุลาการ อัยการ พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานสืบสวนด้วย

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป พรรคฯ ต้องรวบรวมรายชื่อ สส. เพิ่มเติมอีก 17 คน เพื่อให้ครบ 20 คน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนยื่นร่างแก้ไขกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1070902/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WqKg3Pr9qZhdmfIqO_ePy

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 18 ก.ย. สมรภูมิการเงินโลก BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย ไทยดัน New Economy สู้ศึกการค้า

    เข้าสู่วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ตลาดการเงินและการค้าทั่วโลกยังอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) หลังตลาดคาดการณ์ว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ภาคธุรกิจไทยเดินหน้าปรับตัวรับแรงกดดันจากการค้าโลก พร้อมผลักดันธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุน

    จับตา BOJ ประชุมดอกเบี้ย 17-18 ก.ย.

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดการเงินโลก คือผลการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ซึ่งมีกำหนดประชุมวันที่ 17-18 กันยายน 2569 โดยปัจจุบัน BOJ กำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ประมาณ 1.00%

    ตลาดจับตาว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 จุด มาอยู่ที่ 1.25% หรือไม่ โดยผลสำรวจของ Reuters ก่อนหน้านี้ชี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์การปรับขึ้นดังกล่าว ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น

    หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และสิ่งที่ตลาดให้ความสนใจไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ย คือถ้อยแถลงและสัญญาณของ BOJ เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาค่าเงินเยนและผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลักอาจมีผลต่อกระแสเงินทุนและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินเยน

    ไทยเร่งรับมือเกมการค้าโลก

    สำหรับประเทศไทย อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือทิศทางการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงด้าน Transshipment ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทยในระยะต่อไป

    ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวทั้งด้านห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก

    อีกด้านหนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเดินหน้าร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงาน ก.ล.ต. ผลักดันธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุน ผ่านโครงการ “BOI to IPO” เพื่อเพิ่มช่องทางการระดมทุนให้กับธุรกิจที่มีศักยภาพ

    ล่าสุด เกณฑ์การเข้าจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับปรุงใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับบริษัทในกลุ่ม New Economy รวมถึงธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC พร้อมกำหนด Special Track เพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของธุรกิจกลุ่มดังกล่าว

    สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า การผลักดันโครงการ BOI to IPO เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเพื่อดึงดูดธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะที่มีการปรับกระบวนการพิจารณา IPO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ

    18 ก.ย. จับตา 2 แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจโลก-ไทย

    ภาพรวมเศรษฐกิจวันที่ 18 กันยายน 2569 จึงมีสองประเด็นหลักที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางดอกเบี้ยของ BOJ และการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยต่อเกมการค้าโลก

    ผลการประชุม BOJ จะเป็นข้อมูลสำคัญต่อตลาดเงินและค่าเงิน ขณะที่การเดินหน้าผลักดัน New Economy และการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จะเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนความพยายามของไทยในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KtlcSOU0uKXds0GGZOpTY

  • “อ.ต้น” ถกมาเลเซีย ผุดไอเดียเชื่อมต่อเศรษฐกิจ “สงขลา-สะเดา-เกดะห์”

    “อ.ต้น” ถกมาเลเซีย ผุดไอเดียเชื่อมต่อเศรษฐกิจ “สงขลา-สะเดา-เกดะห์”

    “วีระยุทธ” ถก รมช.คลังมาเลเซีย หารือทางยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค ชูไอเดียเชื่อมต่อเศรษฐกิจ “สงขลา-สะเดา-เกดะห์” รวมพลัง Middle Power รับมือมหาอำนาจ หนุนใช้ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก เลี่ยงลดภาษีเพื่อแย่งบริษัทข้ามชาติ

    วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาชน จัดประชุมหารือกับนายหลิวจินตง (Liew Chin Tong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของภูมิภาค เพิ่มอำนาจต่อรองของอาเซียนกับมหาอำนาจ

    ในการหารือครั้งนี้ นายหลิวจินตงได้สะท้อนวิสัยทัศน์ถึงการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นความคุ้มค่าด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเน้นความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและมาเลเซียต่างมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีระดับกลาง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์  ดังนั้นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดจะช่วยยกระดับให้อาเซียนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อป้องกันผลกระทบจากการแบ่งแยกทางเทคโนโลยีในเวทีสากล

    จากนั้น นายวีระยุทธได้หารือถึงความร่วมมือในการประสานนโยบายอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น ยานยนต์ เหล็ก และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนพร้อมเสนอแนวทางการเชื่อมโยงตลาดทุนผ่านกลไกการจดทะเบียนสองตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเติบโตในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน

    ด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะอดีตกรรมาธิการการเงินการคลัง ได้หารือถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งนายหลิวจินตงได้กล่าวถึงความสำคัญและศักยภาพในการเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์และการค้าระหว่าง อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กับพื้นที่อุตสาหกรรมในรัฐเกดะห์รวมถึงรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย 

    โดย รมช.คลังมาเลเซียเสนอให้มุ่งเปลี่ยนจากการแข่งขันกันเองในบางจุดที่ไม่จำเป็น มาสู่การส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเดียวที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวข้ามแดน ซึ่งจะช่วยรองรับความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเทศในภูมิภาคควรรักษามาตรฐานแรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หลีกเลี่ยงการแข่งกันลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อแย่งบริษัทข้ามชาติระหว่างกัน แต่ควรมุ่งสนับสนุนการบังคับใช้ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) รวมถึงการพัฒนาระบบใบกำกับภาษีดิจิทัล และระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

    สำหรับการรับมือกับความท้าทายทางการค้าข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงผลกระทบจากการทะลักของสินค้าและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น รวมถึงความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและภัยไซเบอร์ข้ามชาติ โดยนายวีระยุทธและนายหลิวจินตงได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือในระดับสมาชิกรัฐสภา ผ่านกลไกกรรมาธิการ การจัดเวทีหารือ และเวทีระดมสมองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายและกำหนดแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคงร่วมกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mpOZ8ku4lXC4EK1tdjXN3

  • สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว

    สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว

    สนพ. เผยสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.9% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 2.4% โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6.0% น้ำมันสำเร็จรูปลดลง 0.8% พร้อมคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 69 เพิ่มขึ้น 1.4%

    17 ก.ย. 2569 – นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.9% โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่การใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6.0% และลิกไนต์ลดลง 52.5% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน

    ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.6% การลงทุนรวมขยายตัว 9.5% และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6%

    สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยการใช้น้ำมัน กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.9% และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น 1.49% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 5.39%

    การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลง 0.7% โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด 43% เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วน 32% เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% ลดลง 0.1% และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลง 1.6%

    การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.5% และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลง 12.5% ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 16.5% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 6.0% จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลง 52.5% เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน

    การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6.0% โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 40.4% มีการใช้เพิ่มขึ้น 3.1% ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4% ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน

    ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น  5.0% โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุด 61% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน 15% พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ 9% พลังน้ำ 4% และน้ำมัน 0.05% สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 1.4% ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 87.1% สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิ.ย. 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% จากเดือนมิ.ย. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน

    การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลง 3.2% ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลง 1.4% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.9% และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2%

    นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 ก.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด

    สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0–2.5% โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ 2.2% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.3% สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2568 ที่ลดลง 1.6% โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.1% ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 8.0% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลง 15.6%

    “สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1071347/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IPsXKR4vIcVF6vznHirKC

  • สมาคมผู้การแพลตฟอร์ม ชี้จุดหมาย ไทย เข้า OECD เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจ กฎหมาย

    สมาคมผู้การแพลตฟอร์ม ชี้จุดหมาย ไทย เข้า OECD เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจ กฎหมาย

    การที่ประเทศไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 มีความหมายลึกซึ้งกว่าการประกาศการเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” เพราะแก่นแท้ที่มีความหมายสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมาย ให้โปร่งใส คาดการณ์ได้ (Predictable) และยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law)

    จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย ให้มุมมองว่า ภาพสะท้อนล่าสุดจากการกำกับดูแล อย่างเช่นคำสั่งของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ให้ผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรายใหญ่ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่า GP เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อขอเวลาศึกษาต้นทุน เป็นสิ่งที่ชวนให้เราอาจต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

    ในปัจจุบันเราได้ยินถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับเรื่องของผลตอบแทนหรือการถูกเรียกเก็บค่า Commission จากแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐมีความชอบธรรมที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อคุ้มครองไม่ให้เกิดการเอาเปรียบที่ไม่เป็นธรรม ส่วนหนึ่งเนื่องจากธรรมชาติของแพลตฟอร์มมีผลกระทบเชิงเครือข่าย (Network Effects) สูงที่โครงสร้างตลาดอาจโน้มเอียงสู่การมีผู้เล่นน้อยราย (Oligopoly) และทำให้ร้านค้าส่วนหนึ่งต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่จึงมีความสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจลึกซึ่งในตัวรูปแบบธุรกิจ ช่วยกันสร้างกติกาที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ แต่ในกรณีนี้คำถามในหลักการที่ควรหยิบยกขึ้นมาคือ เครื่องมือและกระบวนการที่ภาครัฐเลือกใช้ ได้สัดส่วนและสอดคล้องกับแนวทางมาตรฐานที่เหมาะสมหรือไม่?

    3 ข้อสังเกตเชิงกระบวนการและการแข่งขัน

    การห้ามขึ้นราคามีผลในทางปฏิบัติเป็นการควบคุมราคาหรือไม่? แม้การห้ามขึ้นราคาจะไม่ได้กำหนดเพดานตายตัว แต่คำสั่งในลักษณะนี้มีผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่ทำให้ราคาในตลาดถูกควบคุมหรือไม่? ในขณะที่ตลาดมีพลวัตรตลอดเวลาในการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของคนซื้อ คนขาย คนส่ง และต้องก้าวตามการพัฒนาเทคโนโลยีตลอดเวลา การห้ามขึ้นราคาในระยะเวลา 6 เดือน ในสายธุรกิจเทคโนโลยีย่อมมีผลต่อการประกอบธุรกิจอย่างแน่นอน

    กระบวนการในการใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อแทรกแซงธุรกิจควรจะถูกใช้เมื่อมีพยานหลักฐานเบื้องต้นชัดเจนว่าอาจผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายร้ายแรงการสั่งตรึงราคาก่อนในระหว่างที่ยังอยู่ในขั้นรวบรวมข้อมูลศึกษา จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดภาครัฐจึงเลือกจะแทรกแซงตลาดก่อนการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน?

    ตลาดที่เหลือผู้เล่นน้อยรายไม่ได้แปลว่าปิดตาย แต่เป็นตลาดกระจุกตัว แต่ยัง “ท้าชิงได้” (Contestable) เราเห็นผู้ประกอบการแพลตฟอร์มในทั้งธุรกิจ E-Commerce และขนส่งผู้โดยสารและสินค้ารายใหม่เข้าสู่ตลาดในรูปแบบการเก็บค่าบริการที่หลากหลาย ซึ่งแปลว่าตลาดยังมีพลวัตทางการแข่งขัน การสั่งตรึงราคาเฉพาะผู้ประกอบการบางราย จะกระทบต่อหลักการความเป็นกลางทางการแข่งขัน (Competitive Neutrality) และเสี่ยงกลายเป็นการ  “แช่แข็งโครงสร้างตลาด” ที่ลดทอนการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรมหรือไม่?

    โจทย์เชิงโครงสร้างบนเส้นทางการเข้าสู่ OECD เรื่องนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่ามาตรการใดมาตรการหนึ่งขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง นั่นคือการที่กฎระเบียบของไทยมักให้อำนาจหน่วยงานในการใช้ดุลพินิจ และเมื่อต้องเร่งตอบสนองความกังวลเฉพาะหน้าของรัฐบาล จึงอาจทำให้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน และวิเคราะห์ผลกระทบทำได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของ OECD ในการประเมินธรรมาภิบาลภาครัฐ ที่ประกอบไปด้วย ความแน่นอนชัดเจนและการประเมินผลกระทบ 

    การกำกับดูแลที่สามารถคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อยและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม  ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและพยานหลักฐานที่รอบด้าน ข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์ และกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับความแน่นอนและความสามารถในการคาดการณ์ได้ของกรอบการกำกับดูแล เพื่อให้ตลาดสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    #OECD #เศรษฐกิจดิจิทัล #กฎหมายแข่งขันทางการค้า #กขค #DigitalEconomy #SMEsไทย #นิติธรรม #TradeCompetition #RegulatoryPolicy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/platform-traders-association-points-thailand-path-towards-oecd-entry-economic-legal-reforms&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CY0ITA8QDmD-LlmqA0xrB

  • “ทรัมป์” โวยเฟดขึ้นดอกเบี้ย ย้ำต้องหั่นเหลือ 1% อ้างเศรษฐกิจโต-เครดิตดีสุด

    “ทรัมป์” โวยเฟดขึ้นดอกเบี้ย ย้ำต้องหั่นเหลือ 1% อ้างเศรษฐกิจโต-เครดิตดีสุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อเวลา 03.38 น. ของวันที่ 17 กันยายน 2569 ตามเวลาประเทศไทย ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% โดยเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐลงเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น

    ทรัมป์ ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า เพราะสหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือทางเครดิตดีที่สุดในโลกอย่างชัดเจน ขณะที่ประเทศกำลังเฟื่องฟูจากการลงทุนใหม่

    นอกจากนี้ ทรัมป์ ระบุว่า หากสหรัฐฯ หยุดค้าขายกับทุกประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ซึ่งเป็นประเทศส่วนใหญ่ สหรัฐฯ จะทำเงินได้อย่างน้อยปีละ 1.5 ล้านล้านเหรียญ พร้อมกล่าวว่า คำว่า “ขาดดุล” เป็นเพียงคำที่ฟังดูหรูหราสำหรับคำว่า “ขาดทุน”

    “เรากำลังแบกรับเกือบทุกประเทศในโลก และจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสหรัฐฯ และต้องลดโดยเร็ว” ทรัมป์ ระบุ

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ทรัมป์ได้ประกาศเลือกและเสนอชื่อ นายเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจาก นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 ท่ามกลางความคาดหวังว่า วอร์ชจะสนับสนุนแนวทางลดอัตราดอกเบี้ย ตามที่ทรัมป์เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม วอร์ชเคยยืนยันระหว่างการพิจารณารับรองตำแหน่งของวุฒิสภาสหรัฐว่า เขาไม่ได้ให้คำมั่นกับทรัมป์ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมย้ำถึงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แตะ 3.75-4.00% ส่งซิกขยับอีก 1 ครั้งปีนี้

    “ดาวโจนส์” ปิดลบ 631 จุด หลังเฟดขยับขึ้นดอกเบี้ย พ่วง “น้ำมันดิบ” ร่วง ฉุดพลังงานซ้ำ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/863886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RDKJd7nh6CZ6z0H2R9-O5

  • สนพ. คาดใช้พลังงานปี 69 โต 1.4% รับเศรษฐกิจขยายตัว-ดีมานด์ก๊าซเพิ่ม

    สนพ. คาดใช้พลังงานปี 69 โต 1.4% รับเศรษฐกิจขยายตัว-ดีมานด์ก๊าซเพิ่ม

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 2.4%

    เมื่อจำแนกตามประเภทพลังงาน พบว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ส่วนการใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลง 52.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะหยุดเดินเครื่องบางส่วน

    สำหรับภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 2.4% โดย GDP ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.6% การลงทุนรวมขยายตัว 9.5% และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6%

    ด้านการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยการใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันดีเซลลดลง 2.4% เหลือ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่ปรับสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ส่วนการใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 5.9% มาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1.1% อยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น 1.49% และปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 5.39%

    การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ 17,900 ตันต่อวัน ลดลง 0.7% โดยภาคปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 43% เพิ่มขึ้น 0.5% และภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วน 32% เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ภาคขนส่งลดลง 0.1% และภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.6%

    ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า ส่วนการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 4.5% และ 5.1% ตามลำดับ ขณะที่การใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (NGV) ลดลง 12.5% ตามจำนวนรถยนต์ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง

    การใช้ถ่านหินและลิกไนต์รวมอยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 16.5% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 6% จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลง 52.5% จากการหยุดเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    สำหรับการใช้ไฟฟ้าช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด 40.4% ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3.1% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4%

    ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% จากความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน

    ส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5% โดยก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุด 61% รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้าและแลกเปลี่ยน 15% พลังงานหมุนเวียน 11% ถ่านหินนำเข้าและลิกไนต์ 9% พลังน้ำ 4% และน้ำมัน 0.05%

    ด้านภาคขนส่งทางบกมีการใช้พลังงาน 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 1.4% สวนทางกับการใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 87.1% สอดคล้องกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) จดทะเบียนสะสม ณ เดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% จากเดือนมิถุนายน 2568 ที่มีจำนวน 296,813 คัน

    ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 121 ล้านตัน โดยภาคผลิตไฟฟ้าลดลง 3.2% อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน และภาคขนส่งลดลง 1.4% อยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 30.5 ล้านตัน และภาคอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 1.2% เป็น 6.8 ล้านตัน

    สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ในตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

    สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นตลอดปี 2569 จะอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2568 ที่ลดลง 1.6% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.0-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ คาดว่าการใช้น้ำมันตลอดปีจะเพิ่มขึ้น 0.1% ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 8% และไฟฟ้าพลังน้ำกับไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่การใช้ถ่านหินและลิกไนต์จะลดลง 15.6% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ และสภาพอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/863970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KDI6Wv14ct6Cs4Vy0i_BS