Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซีอาร์ซี ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ธุรกิจไทย-เวียดนามหนุนแกร่ง

    ซีอาร์ซี ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ธุรกิจไทย-เวียดนามหนุนแกร่ง

    นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาพลังงาน แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดหลักยังอยู่ในระดับที่ดี โดยบริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขา ปรับโฉมห้างร้าน และเพิ่มแบรนด์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

    สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมาผลประกอบการทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีรายได้รวม 66,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อเนื่องอยู่ที่ 2,888 ล้านบาท เติบโต 12.5% ถือเป็นกำไรไตรมาสแรกสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เป็นผลจากการปรับพอร์ตธุรกิจและการขยายตลาดในไทยและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการรุกตลาดไลฟ์สไตล์และสินค้าพรีเมียม ผ่านการคว้าสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ No Brand จากเกาหลีใต้ รวมถึงการเข้าถือหุ้นในธุรกิจ JD Sports ประเทศไทย เพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจกลุ่มสปอร์ตแฟชั่นและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

    ด้านนายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC กล่าวว่า นอกจากการขับเคลื่อนทางธุรกิจแล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินด้วยความรอบคอบและยืดหยุ่น ตลอดจนจัดสรรเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังคงติดตาม ประเมินความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์อยู่เสมอ พร้อมเดินหน้ารักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2933115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw079KO1iqWWEm4yF0jDXBk8

  • นายกฯ หารือบิ๊ก CEO เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    นายกฯ หารือบิ๊ก CEO เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คุยบิ๊ก CEO ชั้นนำระดับประเทศ “เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์” นั่งประกบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน เสริมความมั่นคง ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศ และเมื่อใดที่ประเทศประสบความสำเร็จ ทุกคนคือผู้ชนะ รัฐพร้อมอำนวยความสะดวก ไม่ยึดติดกฎหมายเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1575918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MTlpDlMmkuDmhr0iyPeWg

  • รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น “วาระเศรษฐกิจเร่งด่วน” สั่งฟื้น

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น “วาระเศรษฐกิจเร่งด่วน” สั่งฟื้น

    บทสรุปเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ-เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง ด้านหอการค้าไทย เสนอตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ ปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ ผลักดันการค้า-การลงทุนของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เมื่อเย็นวานนี้ (15 พ.ค.) เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรค และเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ และขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น “หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร ที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ และความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น

    “ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” โดยรัฐบาลชุดนี้ พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” นายอนุทิน กล่าว

    พร้อมระบุว่า การจัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย และประชาชนต่อไป

    จากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

    1. สถาบันหลัก กกร. – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

    2. ยานยนต์ – นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

    3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

    4. สุขภาพ – พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)

    5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

    6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) และ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร/ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. สหพัฒนพิบูล (SPC)

    7. พลังงาน – นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF)

    8. การเงิน – น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

    9. เทคโนโลยี – นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA)

    10. เกษตร/อาหาร – นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

    โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

    ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง และเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

    นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ-เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    • เปิดข้อเสนอจากหอการค้าไทย ในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 เรื่องในเวทีรับฟังความเห็น ดังต่อไปนี้

    1. เสนอให้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบันการคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่เรื้อรัง กระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาก และจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจและทำจริง เพื่อยกระดับประเทศเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    2. เร่งเข้าไปดูแลและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้โดยทันที ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    3. ผลักดันการค้าและการลงทุนของประเทศไทยอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทาย และโอกาสจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    นายพจน์ กล่าวว่า เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง และหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

    “นี่ถือเป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลทั้งชุด ได้รับฟังความเห็นของภาคเอกชน และตามที่ท่านรับข้อเสนอไป คงจะมีการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน พร้อมเร่งทำต่อเนื่อง และจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12815414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XigI9vIt_hFzj49q4rxQD

  • เจาะลึก พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจไทย หรือแค่ยืดเวลา เปิด ‘4 ต้อง’ พลิกโฉมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    เจาะลึก พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจไทย หรือแค่ยืดเวลา เปิด ‘4 ต้อง’ พลิกโฉมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางที่สะสมมานานหลายปี ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามสำคัญที่หลายคนจับตาคือ เม็ดเงินมหาศาลก้อนนี้จะสามารถฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่ยาชาที่ออกฤทธิ์เพียงชั่วคราว

    วิชาญ กุลาตี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะบาดแผลฉกรรจ์จากวิกฤตโควิดที่ทิ้งรอยไว้ลึกมาก จนถึงปัจจุบัน แรงงานและภาคธุรกิจจำนวนมากยังมีรายได้ไม่ฟื้นตัวกลับไปเทียบเท่ากับระดับก่อนเกิดวิกฤต เครื่องยนต์หลักอย่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังทำงานไม่เต็มสูบ จากที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 40 ล้านคน ปัจจุบันกลับมาเพียงแค่ประมาณ 33 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนี้ การส่งออกที่ตัวเลขดูเหมือนจะขยายตัวสูง แต่ในความเป็นจริงแล้วการนำเข้ากลับขยายตัวสูงกว่ามาโดยตลอด

    สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งติดลบไปแล้วกว่า 50% ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนก็ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ รวมถึงความเสี่ยงจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ในเวลานี้ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังแผ่วลง โดยเหลือเพียงความหวังเดียวคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังเติบโตได้ค่อนข้างดี ดังนั้น การที่ภาครัฐตัดสินใจใช้เม็ดเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นในจังหวะนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น

    ชำแหละเม็ดเงินกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ดันจีดีพีโต 0.7%

    เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทสำหรับช่วยเหลือประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเพียง 1-2 ปี จะทำให้ตัวเลขการเติบโตของประเทศพุ่งสูงขึ้นเพียงชั่วคราว และจะเกิดผลกระทบย้อนกลับ (Payback) ในปีต่อๆ ไป ส่งผลให้มีการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.7%

    ส่วนปีหน้าจะขยายตัวน้อยลงเหลือ 0.4% ขณะที่ในระยะยาว การขยายตัวอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 0.1-0.2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการลงทุนนี้

    สาเหตุที่ตัวเลขการเติบโตไม่สูงอย่างที่คาดหวัง มาจากงบก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ที่วิชาญเรียกว่า ‘งบประคอง’ ซึ่งมุ่งเน้นกระตุ้นการจับจ่ายระยะสั้น งบส่วนนี้มีจุดอ่อนสำคัญคือโอกาสเกิดการ ‘รั่วไหล’ ออกจากระบบเศรษฐกิจถึง 3 ทาง ได้แก่

    • พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป: ประชาชนอาจนำเงินที่ได้จากรัฐไปจ่ายแทนเงินออมของตนเอง ทำให้การบริโภคโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น วิชาญยกตัวอย่างผู้บริโภคบางรายที่เคยซื้อกาแฟแก้วละหลักร้อยบาท แต่กลับยอมลดสเปกมาซื้อแก้วละ 40 บาทในร้านที่เข้าร่วมโครงการรัฐ ทำให้เม็ดเงินสะพัดลดลงเสียด้วยซ้ำ
    • การกักตุนสินค้า: ประชาชนมองว่าเงินที่ได้มาคือส่วนลด จึงเร่งซื้อและกักตุนสินค้าล่วงหน้า ซึ่งเป็นเพียงการ “ซื้อเร็วขึ้น” แต่เม็ดเงินรวมที่จับจ่ายยังคงเท่าเดิม
    • การพึ่งพาสินค้านำเข้า: สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้า ดังนั้นการใช้จ่าย 100 บาทในประเทศ ประโยชน์และมูลค่าเพิ่มจึงไม่ได้ตกอยู่กับประเทศไทยเต็ม 100 บาท

    ใช้โอกาสเป็น ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ จิ๊กซอว์สู่อนาคตสีเขียว

    สำหรับเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาท วิชาญ นิยามให้เป็น ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แม้ว่าในระยะ 1-2 ปีแรก อาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดดนัก เนื่องจากมีการรั่วไหลจากการนำเข้าเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนแผงโซลาร์เซลล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์เพียงแค่ค่าประกอบและติดตั้งเท่านั้น แต่ในระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า การลงทุนในส่วนนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล และหากเศรษฐกิจสีเขียวของไทยมีขนาดใหญ่พอ ก็จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีต่อปัญหาเงินเฟ้อ หากเกิดวิกฤตราคาพลังงานโลกในอนาคต

    หนี้สาธารณะจ่อทะลุ 70% ภายใต้เสถียรภาพที่ยังรับมือได้

    อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะดันให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่

    SCB EIC ระบุว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.4% ของ Nominal GDP และมีแนวโน้มจะพุ่งชนเพดาน 70% ภายในปี 2027 อยู่แล้ว แม้จะไม่มีการกู้เงินก้อนนี้ก็ตาม สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และการที่ภาครัฐขาดดุลการคลังทุกปี นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจพุ่งไปถึง 75% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

    อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะสงครามและราคาพลังงานที่แพงขึ้น กลับมีความ ‘โชคดีในความโชคร้าย’ ซ่อนอยู่ เนื่องจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้ตัวหารอย่าง Nominal GDP ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกลไกนี้จะเข้ามาช่วยชดเชยสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมมากนัก ดังนั้น การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและเครดิตเรตติ้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ปกติ

    บทสรุปสู่ ‘4 ต้อง’ เพื่อความคุ้มค่าระดับชาติ

    เพื่อให้เม็ดเงินมหาศาลก้อนนี้สร้างประโยชน์สูงสุดและสามารถพลิกโฉมประเทศได้จริง วิชาญได้เสนอหลัก ‘4 ต้อง’ ที่รัฐบาลควรนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่

    • ต้องใช้ให้ตรงเป้า: รักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะงบ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ ที่ต้องใช้เพื่อการปรับโครงสร้างจริงๆ และต้องไม่ถูกโยกไปเป็นงบประคองในภายหลัง
    • ต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุน: เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
    • ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้า: พยายามสร้างซัพพลายเชนในประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ตกอยู่ในประเทศไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • ต้องปฏิรูปกฎระเบียบพลังงานควบคู่กันไป: รัฐควรปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เช่น การติดตั้ง Solar Roof, การทำ Net Metering หรือการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนโดยตรง (Direct PPA) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและเอกชนอยากลงทุนต่อเนื่อง แม้ว่าเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนนี้จะหมดลงไปแล้วก็ตาม

    วิชาญ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบมาตรการเพื่อมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เงินประคองให้วิกฤตผ่านพ้นไปแบบชั่วคราวเท่านั้น หากดำเนินการได้สำเร็จ พ.ร.ก. กู้เงินก้อนนี้ จะไม่ใช่เพียงแค่การ ‘ซื้อเวลา’ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ปูทางให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-400-billion-loan-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rp_eh1NL7pd-ulMdb52AH

  • รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

    วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

    รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง

    วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ทึ่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” 

    โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

    1. สถาบันหลัก กกร. – คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

    2. ยานยนต์ – คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

    3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

    4. สุขภาพ – แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

    5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

    6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

    7. พลังงาน – คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf

    8. การเงิน – คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

    9. เทคโนโลยี – ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand

    10. เกษตร/อาหาร – คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

    โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

    ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

    นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VVrU6NYIeyB8fT6co-3bF

  • ‘อนุทิน’ ล้อมวงคุย ‘ซีอีโอ’ ธุรกิจชั้นนำของประเทศ ลั่นรัฐบาล-เอกชนต้องเดินคู่กัน

    ‘อนุทิน’ ล้อมวงคุย ‘ซีอีโอ’ ธุรกิจชั้นนำของประเทศ ลั่นรัฐบาล-เอกชนต้องเดินคู่กัน

    ‘อนุทิน’ ล้อมวงคุย ซีอีโอ ชั้นนำระดับประเทศ ‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์‘นั่งประกบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน เสริมความมั่นคง-แข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศ ชี้เมื่อประเทศประสบความสำเร็จทุกคนคือผู้ชนะ รัฐพร้อมอำนวยความสะดวกไม่ยึดติดบริบท-กฎหมายเดิม

    15 พฤษภาคม 2569 – เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

    โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ทั้งนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะการผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ นอกจากนี้ยังมี นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

    โดยนายกฯ กล่าวต้นการหารือว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรค เสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆ ขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะ ทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อนตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาด พูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้ โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน

    นายกฯ กล่าวว่า ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐ เอกชน ต้องไปด้วยกัน และในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆอย่าง วันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่าน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุกต์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

    “ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หน่ำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำ ผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/997286/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dl7e7RemX7db7fqgR3Xif

  • อนุทิน ถกซีอีโอ ปลดล็อกกฎเก่า-เร่งฟื้นเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    อนุทิน ถกซีอีโอ ปลดล็อกกฎเก่า-เร่งฟื้นเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    รัฐบาลเดินหน้าเปิดเวทีหารือร่วมกับภาคเอกชนต่อเนื่อง เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคด้านการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และฟื้นความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และการแข่งขันในภูมิภาค โดยย้ำบทบาทภาครัฐในฐานะ ‘ผู้สนับสนุน’ การดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันและขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนว่า เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วนโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลต้องการรับฟังจากภาคธุรกิจว่า ยังมีประเด็นใดที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนเพิ่มเติมได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขยายกิจการ เพิ่มการลงทุน สร้างรายได้ และเพิ่มการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    “รัฐบาลต้องการทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน มากกว่าการเป็นผู้กำหนด เพราะภาคเอกชนเป็นผู้ที่เข้าใจตลาดและสภาพเศรษฐกิจได้ดีที่สุด เราจึงพร้อมเปิดพื้นที่ให้สะท้อนปัญหาและข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    — นายกรัฐมนตรี กล่าว

    anutin-ceo-thai-economy-investment-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งติดตามปัญหาและอุปสรรคที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกฎระเบียบ ขั้นตอนอนุญาต และกระบวนการตรวจสอบที่อาจเป็นภาระต่อนักลงทุน เพื่อเร่งแก้ไขให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    ในประเด็นภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชัน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้หลายดัชนีจะสะท้อนมุมมองหรือความรู้สึกของผู้ประเมิน แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ผ่านองค์กรอิสระและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง

    “รัฐบาลตระหนักดีว่า ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญต่อเศรษฐกิจและการลงทุน จึงต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง”

    — นายกรัฐมนตรี กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายทุกประเภท ทั้งยาเสพติด การฟอกเงิน บ่อนการพนัน การสวมสิทธิ์ และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ หรือ Scammer โดยมีการขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าจะไม่ประนีประนอมกับผู้กระทำผิดไม่ว่ากรณีใด

    นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้อิสระหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจว่า ประเทศไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความโปร่งใสและความเป็นธรรม

    บรรยากาศการหารือครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีผู้บริหารและนักธุรกิจชั้นนำจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคึกคัก ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเชิญกลุ่มซีอีโอร่วมรับประทานอาหารค่ำต่อที่ตึกสันติไมตรีภายในทำเนียบรัฐบาล

    anutin-ceo-thai-economy-investment-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ระหว่างเดินออกจากตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบรรยากาศวงหารือว่า “คิดดู คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” พร้อมกล่าวติดตลกว่า ‘หูชาเลย’ สะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เข้มข้นจากภาคธุรกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานเลี้ยงอาหารค่ำ รัฐบาลยังเปิดให้ภาคเอกชนสะท้อนความเห็นผ่านแบบสอบถาม ทั้งในประเด็นมาตรการหรือนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงหรือยุติ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเสนอความคิดเห็นถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อใช้ประกอบการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

    ทั้งนี้ ภายหลังรับฟังความคิดเห็นจาก 10 กลุ่มธุรกิจสำคัญแล้ว รัฐบาลมีแผนเชิญผู้บริหารสถาบันการเงิน กลุ่มไฟแนนซ์ และภาคธุรกิจการเงิน เข้าหารือเพิ่มเติมที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบการเงินในระยะถัดไป ท่ามกลางความพยายามผลักดันเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    anutin-ceo-thai-economy-investment-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/130986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ep6NGCgzfUqbTd37Oiw9e

  • นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

    นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

    เวทีการหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งแรกที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ถือว่าได้รับการตอบรับจากเอกชนเป็นอย่างดี เพราะมีนักธุรกิจชั้นนำ และเจ้าสัวเบอร์ต้นๆของประเทศมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ถือว่าภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับรัฐบาล โดยไม่สามารถแยกกันเดินได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

    นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ

    นอกจากนี้ยังเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการปรับปรุงทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะนำข้อเสนอของภาคเอกชนที่ได้ในเวทีนี้ไปรวมกับแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ตนเองและทีมงานได้ทำไว้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยครอบคลุมเศรษฐกิจหลายด้าน คือ

    • การลงทุน
    • พลังงานสะอาด
    • ทักษะแรงงาน
    • ปัญญาประดิษฐ์  (AI)
    • การปฏิรูปการศึกษา
    • การปฏิรูประบบราชการ

    ทั้งนี้การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้นตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น

    นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

    รวมทั้งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำมาเป็นการทำงานร่วมกันโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค  

    ทั้งนี้วางแผนว่าจะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน

    นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

    ทั้งนี้หลายรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมามีการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในช่วง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และ “รัฐบาลประยุทธ์” มีการใช้รูปแบบคณะกรรมการ กรอ.มาแล้ว ขณะที่ในยุคสมัยหนึ่งได้มีการปรับรูปแบบเป็นคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ที่มีการแบ่งเอกชนออกเป็น 12 กลุ่มย่อย ขับเคลื่อนโจทย์สำคัญของประเทศร่วมกับรัฐบาล

    มาในสมัย “รัฐบาลอนุทิน” มีการฟื้นกลไกของคณะกรรมการ กรอ.ขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ท่ามกลางแรงกดดันและความไม่แน่นอนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก

    สำหรับกลไก กรอ.จึงเป็นความหวังของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชน ที่จะแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลไกนี้จะตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวของประเทศได้หรือไม่มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นระยะๆ

    หากมาดูข้อเสนอของภาคเอกชนที่สำคัญในการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ต่างให้ความเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เสนอว่า ประเทศไทยยังมี “โอกาสมหาศาล” ท่ามกลางวิกฤติโลก โดยเฉพาะภาคเกษตร และอาหาร ซึ่งถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่สร้างได้ไม่รู้จบ

    พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว

    นายธนินท์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรไทยคือ “น้ำ”

    หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้า และถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้านในอดีต จะสามารถยกระดับผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด

    โดยจากประสบการณ์ตรง หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า

    “น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือ ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา” นายธนินท์ กล่าว

    ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร Arise Ventures Group เสนอว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ” ต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรมและการพัฒนาคน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในโลกยุค AI และภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    นายศุภชัย เสนอว่า จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือ “การสร้าง Startup Ecosystem และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยประเทศไทยควรสนับสนุน Seed Fund และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองไอเดียใหม่ๆ เพื่อสร้างธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ของประเทศในอนาคต

    พร้อมเร่งยกระดับระบบการศึกษาไทยครั้งใหญ่ ผ่านการบรรจุหลักสูตรด้าน AI, Computing Science และ Digital Technology เป็นวิชาพื้นฐานตั้งแต่ระดับต้น ควบคู่กับการปลูกฝังเรื่องธรรมาภิบาลด้าน AI และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IhgJjhHz638M8PiWqrhsd

  • ความขัดแย้งกับอิหร่านสั่นคลอนรากฐานเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) กลุ่มประเทศ GCC สามารถระดมงบประมาณซ่อมแซมความเสียหายราว 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สหรัฐ แต่การฟื้นฟูภาพลักษณ์ “ภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ” อาจยากกว่ามาก

    ความขัดแย้งกับอิหร่านสั่นคลอนรากฐานเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) กลุ่มประเทศ GCC สามารถระดมงบประมาณซ่อมแซมความเสียหายราว 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สหรัฐ แต่การฟื้นฟูภาพลักษณ์ “ภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ” อาจยากกว่ามาก

    จากข่าวเศรษฐกิจเผยแพร่โดย Stimson Center รายงานสถานการณ์การโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน บริการการเงิน และเทคโนโลยีในประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)      ทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบ         ในวงกว้างต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ    ในภูมิภาคและห่วงโซ่อุปทานโลก  มีประเด็นที่ควรเฝ้าระวังดังรายละเอียดต่อไปนี้

    สงครามดังกล่าวที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลร้อยละ 25 ของโลก และ LNG ร้อยละ 20 ของโลก และในเดือนเมษายน 2569 IMF ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของกลุ่มประเทศ GCC ปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ คือ กาตาร์หดตัวร้อยละ 14.7 คูเวตร้อยละ 4.2 บาห์เรนร้อยละ 3.8 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ร้อยละ 1.9 ซาอุดีอาระเบียร้อยละ 1.4      และโอมานร้อยละ 0.05 โดย IEA และ Rystad Energy ได้ประเมินค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสถานประกอบการพลังงานกว่า 80 แห่ง ที่ประมาณ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคและการคลัง

    ในเดือนมีนาคม 2569 ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี กาตาร์ และคูเวต ได้ใช้เครื่องมือทางการเงินสนับสนุน   ภาคธุรกิจ เช่น ยูเออี ได้ขยายวงเงิน Currency Swap จำนวน 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ให้แก่บาห์เรน อย่างไรก็ดี สัญญาณตึงเครียดเริ่มปรากฏชัด อาทิ ราคาสินค้าในยูเออีขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 15 ปี ซาอุดีอาระเบียขาดดุลงบประมาณสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561 และ S&P Global คาดว่า GDP ของกาตาร์จะหดตัวร้อยละ 5 จากการระงับการส่งออก LNG

    ในส่วนของบาห์เรน การปิดช่องแคบกระทบการส่งออกน้ำมันและอลูมิเนียม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 ใน   ของรายได้รัฐบาล สำหรับคูเวต ผลผลิตน้ำมันดิบลดลงจาก 1.27 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 800,000 บาร์เรลต่อวัน ในการนี้   ยูเออีได้ถอนตัวออกจาก OPEC และธนาคารกลางได้อัดฉีดเงินเข้าระบบประมาณ 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ขณะที่รัฐบาลดูไบประกาศแพ็คเกจสนับสนุนวงเงิน 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนซาอุดีอาระเบียได้ทบทวน Vision 2030 ลดขนาด        Giga Projects และพบการยื่นล้มละลายเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569 โดยร้อยละ 66 มาจากภาคค้าปลีกและก่อสร้าง ทั้งนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWFs) ของ GCC ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จะเป็นกันชนทางการเงินสำคัญ

    ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

    ภายหลังการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 กลุ่ม GCC มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมประมาณ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  โดยในซาอุดีอาระเบีย มีโรงกลั่น Ras Tanura หนึ่งในศูนย์กลางการกลั่นและส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก โรงกลั่น Samref  ในเมืองท่า Yanbu ริมชายฝั่งทะเลแดง แหล่งน้ำมัน Manifaอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์  (Complex Refinery) เช่น แหล่งผลิตน้ำมันและโรงแยกก๊าซ Khurais        ที่ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ผลผลิตน้ำมันดิบลดลงร้อยละ 10 

    สำหรับยูเออี โรงกลั่นคอมเพล็กซ์เมือง Ruwais โรงกลั่นก๊าซแบบคอมแพล็กซ์ Habshan                          คลังน้ำมัน Fujairah หรือศูนย์กลางพลังงานและน้ำมันที่สำคัญที่สุดของประเทศ อาจต้องได้รับการฟื้นฟู ในขณะที่คอมเพล็กซ์ Ras Laffan ในกาตาร์ ที่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติร้อยละ 5 และ LNG ร้อยละ 20 ของโลก อาจใช้เวลาซ่อมแซมถึง 5 ปี ทำให้กาตาร์อาจสูญเสียรายได้ส่งออกถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี อีกทั้งอิหร่านยังได้สร้างความเสียหายแก่ โรงงาน Pearl GTL ในเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan ศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในประเทศกาตาร์ รวมทั้งโรงกลั่นในคูเวตและซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 95

    มีการพุ่งเป้าโจมตีโรงงานหลอมอลูมิเนียม โดย Emirates Global Aluminum (EGA) ที่เป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ขณะที่ Aluminum Bahrain (Alba) คือโรงถลุงอะลูมิเนียมแบบไซต์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับความเสียหาย ส่วน Qatalum ของกาตาร์ได้หยุดดำเนินการชั่วคราว ซึ่งโรงงานทั้ง 3 แห่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของอุปทานอลูมิเนียมขั้นต้นของโลก คาดว่าการซ่อมแซม EGA จะใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน 

    ความเสียหายแก่ Data Centers และภาคการท่องเที่ยว

    การโจมตีของอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่ Data Centers ใน ยูเออี และบาห์เรน ส่งผลให้บริการการเงินและบริการผู้บริโภคหยุดชะงัก โดย Amazon Web Services (AWS) มีรายงานว่าบริการ 31 รายการที่ได้รับผลกระทบ และแนะนำให้ลูกค้าโยกย้ายบริการไปยังภูมิภาคอื่น

    1. ภาคบริการและการท่องเที่ยว

    นักท่องเที่ยวในภูมิภาคลดลง 23–38 ล้านคน สูญเสียรายได้ 34,000–56,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  เที่ยวบินลดลง 50% ยอดนักท่องเที่ยวลดลงในซาอุดีอาระเบีย 35%  ยูเออี 30% คูเวต-กาตาร์ 25% และโอมาน 20%

    อัตราเข้าพักโรงแรมดูไบดิ่งจาก 81.1% เหลือ 22.8% รัฐบาลดูไบอัดฉีด 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ช่วยธุรกิจท่องเที่ยว บาห์เรนอัตราเข้าพักลดลง 70% เบี้ยประกันสายการบินพุ่งจาก 20,000–35,000 ดอลลาร์ เป็น 75,000 ดอลลาร์

    กิจกรรมการประชุม คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาสำคัญ ถูกเลื่อนหรือยกเลิก เช่น  F1 ซาอุดีอาระเบีย-บาห์เรน (รายได้หาย ~200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ), Qatar Grand Prix, World Economic Forum’s (WEF)               และ Middle East Energy Expo (ผู้เข้าร่วม 50,000 คน)   การประชุม คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาสำคัญ เช่น F1 และ MotoGP ก็ถูกเลื่อนหรือยกเลิก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

     ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวลดลง 23–38 ล้านคน คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่สูญหาย 34,000–56,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวนเที่ยวบินในภูมิภาคลดลงร้อยละ 50 อัตราการเข้าพักโรงแรมที่นครดูไบลดลงจากร้อยละ 81.1 เหลือร้อยละ 22.8 ในบาห์เรนลดลงร้อยละ 70 และเบี้ยประกันสายการบินเพิ่มจาก 20,000–35,000 ดอลลาร์ เป็น 75,000 ดอลลาร์ อนึ่ง บริษัทขนส่งทางบกในซาอุดีอาระเบีย โอมาน และยูเออี พบโอกาสใหม่ในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะโอมานซึ่งมีท่าเรืออยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ได้ออกมาตรการจูงใจอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าเชิงพาณิชย์

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    กลุ่มประเทศ GCC มีแนวโน้มหันมามุ่งเน้นภายในประเทศเพื่อเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน แม้สามารถปรับสรรงบประมาณจาก SWFs เพื่อรับภาระค่าเสียหายรวมประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ แต่การฟื้นฟูภาพลักษณ์ ภูมิภาคที่มีเสถียรภาพจะเป็นภารกิจที่ยากยิ่งกว่า มีแนวทางเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการส่งออกของไทย ดังนี้

    • ติดตามสถานการณ์การเปิดปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ใช้แผนเส้นทางเดินเรือสำรองผ่านท่าเรือ Sohar และ Salalah ของโอมาน ซึ่งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ

    • เจรจาเงื่อนไข Incoterms และจัดทำประกันภัยสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงสงคราม (War Risk) เนื่องจากเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    • เร่งขยายการส่งออกสินค้าอาหาร อุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้างไปยัง GCC เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้ความต้องการนำเข้าสูงขึ้น โดยเฉพาะใน ยูเออี

    • ใช้ Letter of Credit (L/C) หรือเครื่องมือประกันความเสี่ยงทางการค้าจาก EXIM Bank เนื่องจากการล้มละลายในบางประเทศเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569

    • ติดตามทิศทางการลงทุนใหม่ของซาอุดีอาระเบียและ ยูเออี ในด้าน AI เทคโนโลยีสะอาด และบริการการเงิน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยในภาคบริการดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    • กระจายตลาดส่งออกสินค้าอาหารและไลฟ์สไตล์ของไทยไปยังภูมิภาคอื่น ในระหว่างที่ภาคการท่องเที่ยวของ GCC ยังไม่ฟื้นตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qmn99okx2d1a3swh21tzi16r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JIiK5roVnonrYaWR5EvqY

  • 34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

    34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

    วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ

    พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลขอเวลา6เดือน

    เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

    ‘ไทยช่วยไทย’สุดคึกคัก

    แห่ซื้อสินค้ารถพุ่มพวง

    รัฐบาลเปิดทำเนียบคุย 34 เจ้าสัว พร้อมรับฟังข้อเสนอ หวังให้เอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว “เอกนิติ” เผยจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน นายกฯ บอกพูดคุยกับคณะเจ้าสัวเพื่อแก้ข้อติดขัดธุรกิจ มุ่งสร้างงานให้ประชาชน

    เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เรียกนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    mเข้าพบ เพื่อรายงานสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ก่อนที่ในช่วง 17.00 น.ของวันเดียวกันนี้ จะเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    รบ.เปิดทำเนียบหารือ34เจ้าสัว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น. โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    “เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เน้นการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังภาคธุรกิจกันอย่างพร้อมเพรียง โดยการพูดคุยวันนี้จะหารือเรื่องแนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการแบบเดิมมาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนเราต้องทำงานร่วมกัน” นายเอกนิติ กล่าว

    ผลักดันสู่การปฏิบัติใน6เดือน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะร่วมหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าจะต้องไปในทิศทางไหน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ รวมถึงแนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และจะสอบถามว่าทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องอะไรบ้าง และเมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

    ผู้บริหารระดับสูงบ.ยักษ์ใหญ่ร่วมวง

    สำหรับผู้บริหารที่จะเข้าร่วมหารือกับนายกฯ มีรายชื่อเบื้องต้น ดังนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

    รวมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

    นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายชัย อรุณานนท์ชัย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ สมาคมโรงแรมไทย

    หอการค้าฯ-สภาอุตฯชมรัฐบาล

    เมื่อเวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเย็นวันนี้ (15 พ.ค.) จะมีอะไรเสนอต่อรัฐบาลบ้าง ว่า ยังไม่ได้คุย จะไปพูดก่อนได้อย่างไร แต่เรามีข้อเสนออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้ติดต่อเอกชนมา ประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว

    ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของ ส.อ.ท.มีคำตอบเดียวกับทางสภาหอการค้าฯ หากบอกตอนนี้คงไม่ตื่นเต้น คงจะเปิดเผยหลังจากได้พบกับรัฐบาลแล้ว ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ตอนนี้ ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤตอยู่แล้ว ประเด็นนี้ตอนนี้คือ การเพิ่มศักยภาพแข่งขันในประเทศว่า ต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ ขณะเดียวกัน เราต้องการผลักดันเรื่องแอนตี้คอร์รัปชั่น สร้างความโปร่งใสในระบบ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบ มองว่า รัฐบาลควรมุ่งเป้าไปที่จุดไหน นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องดูกลุ่มเปราะบางก่อน ถือว่า สำคัญมาก ต้องควิกวิน ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มเปราะบางก็กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เราได้รับโจทย์มาคือ วันนี้นายกฯจะรับฟังจาก CEO ทั้งหลาย รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหลายว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เรามีข้อเสนอแนะอะไรที่จะสามารถผลักดันกันต่อไปได้

    เมื่อถามว่า การพบปะกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาลถือเป็นนิมิตที่ดีสำหรับภาคเอกชนใช่หรือไม่ นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ดีมาก ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า เยี่ยมเลย ซึ่งเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถึงอย่างไรรัฐกับเอกชนควรจะมาพบกัน โดยเฉพาะหารือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ความจริงรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางด้านนโยบายกับหน่วยงาน แต่คนขับเคลื่อนจริงๆ คือเอกชน เราทราบดีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน

    นายกฯ หาทางช่วยสร้างงานให้ปชช.

    เมื่อเวลา 16.45น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่างๆพยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ

    เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

    เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว

    ‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEOชั้นนำระดับปท.

    ต่อมาเวลา 17.00 น. นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

    ‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์’นั่งประกบ

    ทั้งนี้ นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

    นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

    ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน

    โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    ชู3ประเด็นขับเคลื่อนอาเซียน

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น

    รบ.พร้อมอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

    นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆ อย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

    ขอใช้ทุกข้อมูลเพื่อประโยชน์ชาติ

    “ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หนำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายกฯ กล่าว

    นายกฯร่วมถ่ายภาพหมู่ในตึกไทย

    จากนั้นเวลา19.20น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ ไปถ่ายภาพหมู่ภายในตึกไทยคู่ฟ้า

    จากนั้น นายกฯนำ นักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำเดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปยังตึกสันติไมตรี โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทินร้องโอ้โหพร้อมกล่าวว่า“คิดดู คนระดับนี้2ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

    พาCEOทานดินเนอร์มื้อค่ำ

    ต่อมา นายอนุทิน ได้เดินกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยจังหวะที่เดินออกจากตึกได้เดินมาพร้อมกับนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ก่อนจะปล่อยมุกกับผู้สื่อข่าวว่า “ควงสาว”

    โดยเวลา 19.35 น. นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี ภายในงานจัดอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร เป็นต้น

    นัดบิ๊กสถาบันการเงินไฟแนนซ์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบกันครั้งนี้รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมให้เขียนเปิดใจถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

    โดยภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นจาก 10 ภาคธุรกิจแล้วนั้น มีรายงานว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงินไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

    ชาวบ้านแห่ช้อป‘ไทยช่วยไทย’

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดกิจกรรมตลาดนัด “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการร่วมกับการจัดกิจกรรม (Kick-off) จำหน่ายสินค้าฯ ผ่าน “เครือข่ายรถพุ่มพวง ” ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน นำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 58% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนและเครือข่ายรถพุ่มพวง เครือข่ายร้านค้าชุมชน กระจายสินค้าราคาถูก คุณภาพดี ลงสู่ตำบล หมู่บ้าน ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ให้กับพี่น้องประชาชนอย่าง

    ปล่อยคาราวานรถพุ่มพวงทั่วปท.

    ส่วนที่ว่าการอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนคาราวานรถพุ่มพวงอย่างยิ่งใหญ่ ในกิจกรรม Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นการดำเนินงานเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาลเพื่อลดภาระรายจ่ายให้แก่ประชาชน โดยมีการจัดกิจกรรมพร้อมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรมการปกครอง (มหาดไทย), กรมการค้าภายใน (พาณิชย์) และ ไปรษณีย์ไทย (ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนลึกถึงระดับหมู่บ้าน โดยใช้กลไกของ “รถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นรถเร่ขายสินค้าที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากที่สุด เป็นหัวหอก

    ชลบุรี Kick Off “ไทยช่วยไทย”

    ที่หน้าที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมีนางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา, หัวหน้าส่วนราชการ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยทางจังหวัดชลบุรีได้รับจัดสรรรถพุ่มพวง 55 คัน แบ่งให้อำเภอศรีราชา 4 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถสามล้อพ่วงข้าง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมชุดสินค้าเริ่มต้นและสนับสนุนค่าน้ำมันตามขนาดรถ

    คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ถกนัดแรก

    อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.50 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)ให้สัมภาษณ์ภายการประชุมนัดแรกที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธานว่า ที่ประชุมหารือถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆในการทำงาน ซึ่งมีเวลา 90 วัน ดังนั้น การจะศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้นจึงเป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการจึงใช้ผลการศึกษาที่มีอยู่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผลการศึกษาล่าสุดที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมถึงรายงานจากวุฒิสภาที่ได้ศึกษาไว้มาประกอบในการทำงานด้วย

    ตั้งอนุฯศึกษา3ชุดดูความเป็นไปได้

    นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมด้วย 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรึกษาเชิงสาธารณะ โดยพิจารณาทั้งข้อกังวล รวมถึงนำความห่วงใยในพื้นที่มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ อนุกรรมการทั้ง 3 คณะ จะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงเดือนมิ.ย.

    วางกรอบการทำงาน90วัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับฟังเสียงนักวิชาการรวมถึงเอ็นจีโอด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าว่า จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด เมื่อถามว่า จะออกเป็นลักษณะของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมือนกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูก่อนว่าถ้าโครงการมีลักษณะในเชิงธุรกิจ กลไกในแง่ข้อกฎหมายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องต้นจะดูเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อน ส่วนเรื่องของกฎหมายยังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า จะรีบดำเนินการ โดยกรอบ 90 วันจะนับจากวันที่ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดนี้

    นายดนุชา ยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าการศึกษาในอดีตกับปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาของสนข. ทำไว้เมื่อปี 2566 ดังนั้น วันนี้ต้องดูเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน

    เมื่อถามว่า คิดว่ากรอบการศึกษา 90 วันเพียงพอหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่หากไม่ทันก็จะขอนายกรัฐมนตรีขยายเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CguORhGjcsahm1oM9C0Fe