Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’ รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาสังคม เกี่ยวกับผลกระทบการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป | เดลินิวส์

    ‘กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’ รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาสังคม เกี่ยวกับผลกระทบการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 69 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจาก น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน ในฐานะตัวแทนองค์การภาคประชาชน 146 องค์กร และคณะ เพื่อเรียกร้องให้ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ให้ยึดประโยชน์สาธารณะและสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญก่อนการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น

    นายวีระยุทธ กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือว่า วันนี้ได้มารับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ FTA ไทย-อียู จากภาคประชาสังคม โดยในฐานะคณะ กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ถือเป็นหน้าที่ ที่จะรับฟังข้อกังวลต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป จากการรับฟังการชี้แจง พบว่ามี 4 ประเด็นที่น่ากังวลและต้องติดตามต่อ ได้แก่ 1. เรื่องเกษตรและเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย 2. เรื่องสาธารณสุข โดยเฉพาะผลกระทบด้านยา 3. เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 4. เรื่องดิจิทัล ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง 4 เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหน้าที่ในฐานะ สส. ที่จะติดตามผลกระทบ รวมถึงพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำชี้แจง ตลอดจนทีมเจรจาว่ามีท่าทีอย่างไร และได้คำนึงถึงผลกระทบด้านลบอย่างเพียงพอและรัดกุมหรือไม่

    “ที่สำคัญสิ่งที่เรายืนยันมาโดยตลอดคือ กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ที่ควรมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและส่งเสียงสะท้อนก่อนที่ผลการเจรจาจะออกมา เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นทั้งผลกระทบด้านลบและด้านบวกจากการเจรจาการค้าเสรีกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจมาแล้ว จึงไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย และต้องการให้การเจรจาครั้งนี้ส่งผลในด้านบวกกับประเทศ ซึ่ง กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป” นายวีระยุทธ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6197506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37KmMFSa1QTLFiuFtWUmfJ

  • ชี้อุตฯสร้างบ้าน เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ แนะเร่งยกระดับรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    ชี้อุตฯสร้างบ้าน เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ แนะเร่งยกระดับรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    ‘วราวุธ’ ชี้รับสร้างบ้าน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เร่งยกระดับมาตรฐาน วัสดุ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมแนะต้องพัฒนามาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพราะเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน

    16 ก.ย. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เเปิดเผยในฐานะป็นประธานพิธีเปิดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย แต่มีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เครื่องปรับอากาศ และวัสดุก่อสร้างประเภทต่าง ๆ ไปจนถึงผู้รับเหมา ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน สถาปนิก วิศวกร แรงงาน และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ดังนั้น เมื่อธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโต ย่อมส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับเพียงความสวยงามและความแข็งแรง ไปสู่บ้านที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการอยู่อาศัย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

    นายวราวุธ กล่าวว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นพื้นที่จัดแสดงแบบบ้านและวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้บริโภค ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัยไทย

    ประเด็นสำคัญควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีคือ มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน การยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นกลไกยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไทยในภาพรวม

    “ธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโต ย่อมหมายถึงการสร้างเศรษฐกิจให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน” นายวราวุธ กล่าว

    ทั้งนี้ ขอชื่นชมสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีบทบาทในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานธุรกิจ รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน พร้อมหวังว่างาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในอนาคต

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1071122/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k2qn6gaiTgD-IEHEJiXZO

  • พรรคเศรษฐกิจ ล่าชื่อ สส. ยื่นแก้กฎหมาย ลงโทษประหารชีวิตคดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ-เจ้าหน้าที่รัฐ

    พรรคเศรษฐกิจ ล่าชื่อ สส. ยื่นแก้กฎหมาย ลงโทษประหารชีวิตคดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ-เจ้าหน้าที่รัฐ

    เสนอยาแรงปราบคอร์รัปชัน “พล.อ.รังษี” พรรคเศรษฐกิจ ล่าชื่อ สส. ยื่นแก้กฎหมาย 3 ฉบับ ลงโทษประหารชีวิตคดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ-เจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริต ไม่ให้ลดหย่อนโทษ 

    เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตคดีทุจริตและความผิดซ้ำซาก 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และร่างแก้ไขพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ โดยเพิ่มโทษประหารชีวิต คดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ ไม่มีการลดโทษ และยกระดับความผิดเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม 

    โดยพล.อ.รังษี กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจ มีนโยบายปราบทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 ของโลก สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของประเทศ สาเหตุหนึ่งที่กลุ่มทุนเทา หรือกลุ่มบุคคลจากต่างประเทศมาดำเนินกิจกรรมในประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายและมาตรการปราบทุจริตไทยไม่เข้มแข็งเพียงพอ พรรคเศรษฐกิจจึงจัดทำร่างกฎหมาย ยกระดับมาตรการปราบปรามการทุจริต มีสาระสำคัญกำหนดโทษสูงสุดสำหรับการทุจริตเป็นโทษประหารชีวิต ทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่สามารถลดโทษได้ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจะเปิดโอกาสให้จำเลยอุทธรณ์ใน 1 ปี หากไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างคำพิพากษาได้ ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาล นอกจากนี้เนื้อหาร่างกฎหมายยังครอบคลุมกรณีทำความผิดซ้ำซาก และยกระดับความรับผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษสูงสุดประหารชีวิต และขยายหลักการดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ตุลาการ อัยการ พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานสืบสวนด้วย ขณะนี้ร่างกฎหมาย 3 ฉบับจัดทำเสร็จแล้ว พรรคเศรษฐกิจ มีสส. 3 คน จะรวบรวมรายชื่อ สส. อีก 17 คน ให้ครบ 20 คน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยื่นร่างแก้ไขกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RvZy4HaX1sH4c25ySzYv2

  • กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 มุ่งบริหารจัดการหนี้เชิงรุก ชูมาตรการไกล่เกลี่ย พร้อมหนุนทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 มุ่งบริหารจัดการหนี้เชิงรุก ชูมาตรการไกล่เกลี่ย พร้อมหนุนทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 มุ่งบริหารจัดการหนี้เชิงรุก ชูมาตรการไกล่เกลี่ย พร้อมหนุนทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก


    17/09/2569 | 78 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 มุ่งบริหารจัดการหนี้เชิงรุก ชูมาตรการไกล่เกลี่ย พร้อมหนุนทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ 17 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 3001 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569″ เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงาน การเบิกจ่ายงบประมาณ และพิจารณามาตรการสำคัญในการช่วยเหลือสมาชิกสตรีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวสุขนันทิพย์ ศรีสมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทุนและองค์กรการเงินชุมชน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้องฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมรับทราบและพิจารณาประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ ดังนี้

    – การรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    – การรายงานยอดลูกหนี้คงเหลือและผลการจัดกิจกรรมไกล่เกลี่ยลูกหนี้ค้างชำระอย่างต่อเนื่อง

    – การพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย เห็นชอบให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ

    – การพิจารณาปลดหนี้รายบุคคลและการลด/งดดอกเบี้ยผิดนัด รวมถึงพิจารณาคำขอขอลดหรืออมดอกเบี้ยผิดนัดให้กับสมาชิกลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อช่วยบรรเทาภาระและเปิดโอกาสให้สามารถปิดบัญชีโครงการได้

    – แผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งครอบคลุมการประชุมเชิงปฏิบัติการทบทวนแผน การสรรหาอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และโครงการเชิดชูเกียรติคนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี

    ทั้งนี้ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานในที่ประชุมได้เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และยึดถือกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/421444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FXfZmcns6iLp0Rmzn6E7x

  • สรุป ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 3 ปี กระทบ ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ ยังไง?

    สรุป ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 3 ปี กระทบ ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ ยังไง?

    สรุป ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 3 ปี หลัง FOMC ภายใต้การนำของ ‘เควิน วอร์ช มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตัวเลขนี้กระทบ ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ ยังไง ?

    • เฟดขึ้นดอกเบี้ยสวนทางทรัมป์ เฟดมีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 3.75-4.0% สกัดเงินเฟ้อ พร้อมส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานถึงปี 2027
    • ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และบ้านขยับขึ้นทันที เพิ่มภาระหนี้ครัวเรือน แต่กลับเป็นผลดีช่วยดันผลตอบแทนบัญชีเงินฝากและ CD ให้สูงขึ้น
    • ‘เงินบาท-เอเชีย’ เสี่ยงอ่อนค่า ดอลลาร์แข็งค่ากดดันเงินทุนไหลออกจากเอเชีย MUFG เตือนเงินบาท และรูเปียห์เปราะบางหนักจากภาระนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงกลบรายได้ส่งออก
    • เศรษฐกิจชะลอ คนจนรับศึกหนัก สภาพคล่องโลกตึงตัวกระทบภาคผลิต และส่งออก หากเกิดการเลิกจ้าง และเงินเฟ้อพุ่ง กลุ่มคนยากจนจะแบกรับภาระค่าครองชีพหนักที่สุด

    “ธนาคารกลางสหรัฐ” หรือเฟด ประกาศ “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ภายใต้การนำของประธานเฟด “เควิน วอร์ช” จึงมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75% ถึง 4.0% ซึ่งการขยับครั้งนี้คาดว่าจะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ ไปจนถึงบัญชีเงินฝาก

    สรุป ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 3 ปี กระทบ ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ ยังไง?

    การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมเดือนก.ย. หลังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับสูงขึ้นอีกครั้งในเดือนส.ค.ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน และแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ให้ปรับลดดอกเบี้ยลงก็ตาม 

    เข้าใจกลไก ‘ดอกเบี้ยเฟด’ กระทบกระเป๋าเงิน 

    ดอกเบี้ยนโยบายที่เฟดกำหนดขึ้นนี้คือ อัตราที่ธนาคารพาณิชย์ใช้กู้ยืมระหว่างกันในชั่วข้ามคืน แม้ประชาชนทั่วไปจะไม่ได้กู้ยืมด้วยอัตรานี้โดยตรง แต่นโยบายของเฟดกลับส่งอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการกู้ยืม และผลตอบแทนเงินฝากของรายย่อย

    อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นของผู้บริโภคจะผูกติดกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (Prime Rate) ซึ่งมักจะสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ประมาณ 3%

    ส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะถูกขับเคลื่อนด้วยการคาดการณ์เงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 จะส่งผลให้ Prime Rate ปรับขึ้นตามไปด้วย และทำให้ต้นทุนทางการเงินของสินเชื่อบุคคลหลายประเภทพุ่งสูงขึ้นทันที ซ้ำเติมให้บางครัวเรือนในสหรัฐ ตกอยู่ใต้ภาวะตึงตัวทางการเงินมากยิ่งขึ้น

    มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s ให้มุมมองว่า ครัวเรือนที่มีฐานะดี และกลุ่มผู้สูงอายุมักจะรับมือกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้ดีกว่า เนื่องจากมีโอกาสกู้ยืมเงินน้อยกว่า และหากมีหนี้สิน ก็มักจะเป็นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำที่ล็อกสัญญาไว้ตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด-19 

    แมตต์ ชูลซ์ หัวหน้านักวิเคราะห์การเงินผู้บริโภคจาก LendingTree ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ออมเงิน แต่เป็นเรื่องแย่สำหรับลูกหนี้ เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง และเงินฝากประจำ แต่ในทางกลับกัน คุณก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตแพงขึ้นเช่นเดียวกัน

    ‘เฟดขึ้นดอกเบี้ย’ กระทบเอเชียอย่างไร?

    รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB อธิบายผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐได้ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินทั่วโลกลดลง ซึ่งอาจชะลอการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจเอเชีย” ในหลายมิติ 

    สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น ส่งผลบั่นทอนความสามารถในการทำกำไร และลดแรงจูงใจในการลงทุนใหม่ๆ

    ขณะเดียวกัน ฝั่งครัวเรือนก็มีแนวโน้มรัดเข็มขัด และชะลอการจับจ่ายลง โดยเฉพาะสินค้าคงทน และที่อยู่อาศัย ความต้องการบริโภคที่ลดลงบวกกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลง จึงกลายเป็นอุปสรรค และความท้าทายสำคัญต่อภาคการผลิต และการส่งออกของภูมิภาคเอเชีย

    จับตาสกุลเงิน ‘อาเซียน’ เงินบาท และรูเปียห์เสี่ยงอ่อนค่า

    ในกลุ่มสกุลเงินอาเซียนธนาคาร MUFG ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อ “เงินบาท”  และ “เงินรูเปียห์” ของอินโดนีเซีย (IDR)

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลบรายได้จากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนในสัดส่วนสูง 

    สำหรับอินโดนีเซีย แม้ที่ผ่านมาจะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น แต่การส่งออกถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และโลหะพื้นฐาน เริ่มไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ภาวะ Oil Shock เข้ามาหักล้างกำไรจากสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

    อีกทั้ง “บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ที่พุ่งขึ้นยังลดทอนความน่าสนใจของสินทรัพย์ในอาเซียน ส่งผลให้ทั้งเงินบาท และรูเปียห์เสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027

    ส่วนเงิน “ริงกิต” ของมาเลเซีย (MYR) แม้จะมีปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่แข็งแกร่ง และได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 

    การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของสหรัฐอาจดึงดูดให้นักลงทุนเทขาย และถอนเงินทุนออกจากตลาดเอเชีย จนนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงินในหลายประเทศอย่างรวดเร็ว 

    ค่าเงินที่อ่อนลงนี้มักจะซ้ำเติมแรงกดดันด้าน “เงินเฟ้อ” ผ่านต้นทุนการนำเข้าอาหาร และพลังงานที่แพงขึ้น จนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด

    รายงานระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะในประเทศที่มีภาระหนี้สูงหรือหนี้โตเร็ว ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเจ้าหนี้ภายนอกด้วยหนี้สกุลเงินดอลลาร์สูง กำลังต้องแบกรับต้นทุนการชำระหนี้ที่พุ่งขึ้นจนเกิดภาวะตึงตัว และขาดแคลนสภาพคล่องเงินสด

    ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ทุบคนจนหนักสุด

    กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดจากดอกเบี้ยขาขึ้นคือ “กลุ่มคนยากจน” หากธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐสภาพคล่องภายในประเทศก็จะถูกบีบ และกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง 

    แต่หากไม่ขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยสหรัฐที่ทิ้งห่างอย่างรวดเร็วก็จะเร่งให้เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนยวบ และเงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งทำลายแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่างกัน 

    ไม่ว่าจะเลือกทางใด ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซาลง และภาระหนักหน่วงที่สุดจะตกอยู่กับคนยากจน

    เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว การเลิกจ้างงานจะเพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสในการหางานทั้งใน และนอกระบบจะลดน้อยถอยลง คนจนจึงเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการตกงานมากที่สุด เนื่องจากขาดระบบคุ้มครองทางสังคม และหางานใหม่ได้ยากจากข้อจำกัดด้านทักษะ

     ยิ่งไปกว่านั้น “อัตราเงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงยังเข้ามากัดกร่อนกำลังซื้อที่น้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปอีก ส่งผลให้คนยากจนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าคนกลุ่มอื่นจากทั้งโอกาสการทำงานที่ริบหรี่ และค่าครองชีพที่พุ่งสูง

    อ้างอิง ABD MUFG

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1252253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BE38BeTstRQvWashpXrRY

  • EU เปิดทางแคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรก ร่วมมือเศรษฐกิจ-กลาโหมลึกขึ้น

    EU เปิดทางแคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรก ร่วมมือเศรษฐกิจ-กลาโหมลึกขึ้น

    EU เปิดทางแคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรก ชี้มองเห็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี กลาโหม AI พลังงาน และแร่สำคัญ

    เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า ต้องการเปิดทางให้ประเทศแคนาดากลายเป็น “สมาชิกสมทบ” หรือ Associate Member ชาติแรกของสหภาพยุโรป หรือ EU

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหภาพยุโรปไม่มีสถานะ “สมาชิกสมทบ” กำหนดไว้ในสนธิสัญญา และข้อเสนอดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะให้สิทธิหรือกำหนดภาระผูกพันต่อแคนาดาในระดับใด

    Reuters/Yves Herman
    เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน และมาร์ก คาร์นีย์

    ก่อนหน้านี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งเดินทางไปยังเมืองสตราสบูร์กเพื่อรับฟังการแถลงประจำปีว่าด้วยสถานะของสหภาพยุโรปของฟอน เดอร์ เลเยน ระบุว่า แคนาดาต้องการสร้างพันธมิตรรูปแบบพิเศษกับ EU แต่ไม่ได้ต้องการเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ ในสนธิสัญญาของสหภาพยุโรปไม่มีสถานะที่เรียกว่า “สมาชิกสมทบ” แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสถานะสมาชิกในลักษณะใกล้เคียงกันหลายครั้ง

    ล่าสุด เยอรมนีเคยเสนอให้ยูเครนได้รับสถานะสมาชิกสมทบ เพื่อเป็นขั้นกลางก่อนเข้าเป็นสมาชิก EU เต็มรูปแบบ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับแรงสนับสนุนมากพอ หลังประเทศสมาชิก EU บางประเทศคัดค้านแนวคิดนี้

    แคนาดาต้องการอะไรจาก EU?

    คาร์นีย์กำลังมองหาพันธมิตรใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ และคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของแคนาดา

    ทั้งแคนาดาและ EU ต้องการสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งขึ้น เพื่อรับมือกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงรักษาระบอบประชาธิปไตยและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา ซึ่งทั้งสองฝ่ายมองว่ากำลังเผชิญแรงกดดัน

    ฟอน เดอร์ เลเยน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะสร้างพื้นที่ความมั่งคั่งและเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งจะครอบคลุมความร่วมมือด้านการผลิต พันธมิตรด้านเทคโนโลยี การเชื่อมโยงฐานอุตสาหกรรมกลาโหม ภูมิภาคอาร์กติก ปัญญาประดิษฐ์ พลังงาน และแร่สำคัญ

    ทำไมสถานะ “สมาชิกสมทบ” ถึงซับซ้อน?

    หาก EU ต้องการสร้างสถานะสมาชิกสมทบขึ้นมาจริง จะถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจมีความซับซ้อนทางกฎหมาย

    ฟอน เดอร์ เลเยน เสนอแนวคิดนี้ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของ EU แต่ท้ายที่สุด ประเทศสมาชิก EU จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าแนวคิดดังกล่าวจะเดินหน้าหรือไม่

    ขณะเดียวกัน ยังไม่มีสัญญาณว่า ฟอน เดอร์ เลเยนกำลังเสนอให้บรรจุสถานะสมาชิกสมทบ ลงในสนธิสัญญาของ EU เพราะหากต้องแก้ไขสนธิสัญญา จะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ และต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันภายในแต่ละประเทศด้วย

    ปัจจุบันแคนาดาและ EU มีข้อตกลงการค้าที่เรียกว่า CETA อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะจัดทำขึ้นมานานกว่าทศวรรษ และมีผลบังคับใช้ชั่วคราวมาแล้ว 9 ปี แต่ประเทศสมาชิก EU หลายประเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบันอย่างสมบูรณ์

    หากแคนาดาต้องการผูกตัวเองเข้ากับ Single Market หรือตลาดเดียวของ EU อย่างลึกซึ้งมากขึ้น แคนาดาก็จะต้องปรับมาตรฐานและกฎระเบียบหลายด้านให้สอดคล้องกับกฎหมายของ EU

    อาจต้องทำตามกฎ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง

    สำนักข่าวรอยเตอร์ส ยกตัวอย่าง ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และลิกเตนสไตน์ ซึ่งเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA และสามารถเข้าถึงตลาดเดียวของ EU ได้ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

    แต่ประเทศเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎจำนวนมากของ EU โดยไม่มีสิทธิออกเสียงในการกำหนดนโยบายในฐานะประเทศสมาชิก

    หากแคนาดาเลือกแนวทางลักษณะเดียวกัน ก็อาจตกอยู่ในสถานะ “rule-taker” หรือประเทศที่ต้องนำกฎของ EU ไปใช้โดยไม่มีสิทธิเต็มที่ในการร่วมตัดสินใจ

    อีกตัวอย่างคือ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเข้าถึงตลาดเดียวบางส่วนผ่านข้อตกลงหลายฉบับ ครอบคลุมเรื่องอย่างการเคลื่อนย้ายบุคคล การขนส่ง และการรับรองมาตรฐานสินค้า

    ความท้าทายสำหรับแคนาดาคือ ในอดีตกฎและมาตรฐานจำนวนมากของประเทศถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของแคนาดา

    แล้วจะกระทบประเทศที่กำลังสมัครเข้า EU ไหม?

    การสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างแคนาดากับ EU จะ ไม่ส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศผู้สมัครในยุโรป

    อย่างไรก็ตาม อาจสร้างความไม่พอใจ หากประเทศเหล่านั้นมองว่าแคนาดาได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ เพราะการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก EU และการปรับกฎหมายให้ตรงกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และมักต้องดำเนินการปฏิรูปที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง

    การเป็นสมาชิก EU เต็มรูปแบบเปิดให้เฉพาะ ประเทศในยุโรป และให้สิทธิทั้งการเข้าถึงตลาดเดียวของ EU ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 18 ล้านล้านยูโร หรือราว 689 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 20.77 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 693 ล้านล้านบาท ตลอดจนสิทธิออกเสียง การมีตัวแทนในสถาบันของ EU การเข้าถึงเงินทุนของสหภาพ และสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายผ่านศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป

    ก่อนหน้านี้ ยูเครนเคยมองข้อเสนอของเยอรมนีเรื่องสมาชิกสมทบว่า ไม่เป็นธรรม เพราะยูเครนจะสามารถเข้าร่วมได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง

    EU ระบุว่า อาจรับสมาชิกใหม่ได้เร็วที่สุดในปี 2030 โดยประเทศที่มีความคืบหน้าในกระบวนการสมัครมากที่สุด ได้แก่ มอนเตเนโกร แอลเบเนีย ยูเครน และมอลโดวา

    ดังนั้น ในขณะนี้คำว่า “สมาชิกสมทบ” ยังเป็นเพียงแนวคิดสำหรับสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างแคนาดากับ EU ไม่ได้หมายความว่าแคนาดากำลังจะกลายเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และรายละเอียดเรื่องสิทธิ หน้าที่ ตลอดจนโครงสร้างทางกฎหมายยังต้องได้รับการกำหนดต่อไป

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/283619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lJh6bcXG54p8CMaQfQK_a

  • จน-เหลื่อมล้ำจากบทเรียน 20 จังหวัดรุนแรง ต้องเร่งแก้ในแผนพัฒนาฯ 14

    จน-เหลื่อมล้ำจากบทเรียน 20 จังหวัดรุนแรง ต้องเร่งแก้ในแผนพัฒนาฯ 14

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SIfh4fNXwZHsBpBqJouO-

  • พิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง คนไทยแบกหนี้เฉียด 8 แสนบาท/ครัวเรือน สูงสุดตั้งแต่ปี 2552 คาดสิ้นปีทั้งระบบแตะ 16.6 ล้านล้านบาท

    พิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง คนไทยแบกหนี้เฉียด 8 แสนบาท/ครัวเรือน สูงสุดตั้งแต่ปี 2552 คาดสิ้นปีทั้งระบบแตะ 16.6 ล้านล้านบาท

    ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนปี 2569 พบ 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ เฉลี่ย 794,945 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 7.3% และสูงสุดในรอบ 17 ปี คาดปลายปีหนี้ครัวเรือนทั้งระบบอาจพุ่งแตะ 16.5-16.6 ล้านล้าน

    วันที่ 17 ก.ย. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า

    • 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568
    • 8.2% ไม่มีหนี้

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3%

    ภาพคนไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น 1ภาพคนไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น 2

    ธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มาจากภาระทางการเงินในครอบครัว 15.6% รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 15.5% ค่าครองชีพสูงขึ้น 14.1% และมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 11.8% ขณะที่ 9.4% ก่อหนี้เพิ่มเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจ

    ด้านความสามารถในการชำระหนี้ พบว่า 73.1% ยังสามารถชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% ประเมินว่าสามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้

    นอกจากนี้ 67.5% ของกลุ่มตัวอย่างเคยประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 32.2% รายได้ลดลง 24.8% เศรษฐกิจไม่ดี 21.3% ยอดชำระเพิ่มขึ้น 11.4% และตกงาน 10.4%

    ในอีก 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างยังมองสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในเชิงลบ โดย 25.2% คาดว่าจะแย่ลงเล็กน้อย และ 18.9% คาดว่าจะแย่ลงมากหรือปัญหารุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มองว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.9% และมองว่าจะดีขึ้นมากหรือได้รับการแก้ไข 4%

    สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4%

    ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%

    ธนวรรธน์ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

    ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-household-debt-surge/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NqbjtXhTMfJk4TL2tgnWN

  • “เควิน วอร์ช” ชี้ เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจแกร่งเป็นปัจจัยหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    “เควิน วอร์ช” ชี้ เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจแกร่งเป็นปัจจัยหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธ (16 ก.ย.) โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

    ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

    “เงินเฟ้อสูงเกินไป และยืดเยื้อนานเกินไป’

    วอร์ชได้เน้นย้ำในระหว่างการแถลงข่าวว่า ทั้งตัวเขาและกรรมการคนอื่น ๆ ของเฟดไม่พึงพอใจกับระดับเงินเฟ้อในปัจจุบัน

    “สิ่งที่เรามุ่งเน้นเป็นสำคัญคือภารกิจการสร้างเสถียรภาพด้านราคา แต่ข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดในขณะนี้คือ เงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป และยืดเยื้อมานานเกินไป” เขากล่าว

    วอร์ชยังกล่าวด้วยว่า ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในช่วงฤดูร้อนนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่า หมวดสินค้าและบริการจำนวนมากในข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ล่าสุดนั้น ยังคงเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 3% เมื่อพิจารณาในรอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

    ทั้งนี้ วอร์ชเฟดย้ำว่า คณะกรรมการ FOMC มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีนัยสำคัญ นั่นคือ การจ้างงานที่เต็มศักยภาพ การสร้างเสถียรภาพด้านราคา และการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างมาตรฐานให้แก่ทั่วโลก

    เสถียรภาพด้านราคาคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

    วอร์ชเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพของราคาผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

    “เสถียรภาพด้านราคาคือรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผมคิดว่าเราได้ก้าวสู่ขั้นตอนที่สำคัญในวันนี้เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้น โดยส่วนหนึ่งทำได้ด้วยการยกเลิกนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้” วอร์ชกล่าว และเสริมว่า เฟดสามารถยับยั้งผลกระทบในระลอกสองและระลอกสามจากวิกฤตเงินเฟ้อได้

    การตัดสินใจของเฟดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยตลาด

    วอร์ชกล่าวว่า “เราตัดสินใจในวันนี้โดยอิงจากการประเมินสถานการณ์ของเรา อิงจากการประเมินแนวโน้มการจ้างงาน และอิงจากดุลยพินิจของเราที่ต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ บางครั้งตลาดก็พยายามคาดเดาผลลัพธ์ของเราล่วงหน้า ผมจะยังคงติดตามราคาในตลาดและดูว่าตลาดสะท้อนอะไรออกมา แต่การตัดสินใจในวันนี้คือการตัดสินใจของเราเอง”

    ชี้แจง 3 ปัจจัยที่ทำให้เฟดเปลี่ยนใจขึ้นดอกเบี้ย

    วอร์ชกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เฟดเปลี่ยนใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ คือ 3 ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการประชุมครั้งนี้และครั้งก่อน โดยเขากล่าวว่า ข้อมูลในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงฤดูร้อน เมื่อเทียบกับเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% และสุดท้ายคือ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีส่วนทำให้มุมมองของเฟดเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม วอร์ชไม่ได้อ้างถึงสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยตรง

    “ปัจจัยทั้งสามประการนี้ นำไปสู่การตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งนี้” วอร์ชกล่าว

    การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ของเฟดในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566 โดยนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/649936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pWt8Qr-HdGIihpXUX0yi-

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 3.21% ดาวโจนส์ดิ่ง 631.21 จุด หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เช็กราคาน้ำมัน 17/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 3.21% ดาวโจนส์ดิ่ง 631.21 จุด หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เช็กราคาน้ำมัน 17/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดนิวยอร์กปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 600 จุด หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยประจำวันที่ 17 กันยายน 2569 ยังมีราคาดีเซลอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตรในหลายสถานีบริการ

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบชะงักงันในตะวันออกกลาง ภายหลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอจัดส่งน้ำมันดิบเพิ่มเติมให้แก่โรงกลั่นในเอเชียผ่านทางโอมาน ประกอบกับข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 3.21% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.69% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชีย โดยใช้วิธีขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือบริเวณนอกชายฝั่งท่าเรือโซฮาร์ของโอมาน ซึ่งช่วยลดความวิตกของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันทั่วโลกจะตึงตัว

    ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียได้ปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตี ส่งผลให้ตลาดจับตาความสามารถในการลำเลียงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากท่อส่งดังกล่าวเป็นเส้นทางสำคัญที่ช่วยลำเลียงน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถลำเลียงน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตไปยังชายฝั่งทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันได้ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก

    การเสนอเส้นทางขนส่งน้ำมันเพิ่มเติมผ่านโอมานจึงช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับปัญหาอุปทานในตลาดโลก ขณะที่ข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ซึ่งลดลงน้อยกว่าคาด ทำให้แรงซื้อในตลาดน้ำมันชะลอตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ปรับตัวลดลง

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 ร่วงลงกว่า 600 จุด หลังเฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและแรงกดดันจากราคาน้ำมัน

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,461.90 จุด ลดลง 631.21 จุด หรือ 1.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด หรือ 0.45% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด หรือ 0.01%

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% โดยเฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศยังมีความยืดหยุ่น และการลงทุนยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

    เฟดระบุว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 2% พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับรายงานประมาณการอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot รอบเดือนกันยายน สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังมองว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2569 สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่ยังมีแนวโน้มเข้มงวด ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย

    การปรับขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทำให้เฟดต้องรักษานโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป

    ภายหลังการประชุม ประธานเฟด เควิน วอร์ช ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้นนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างเพียงพอและยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้เฟดจำเป็นต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านราคาต่อไป

    แรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยของเฟดส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้น โดยเฉพาะหลังตลาดรับรู้ว่าเฟดยังไม่ได้ปิดโอกาสสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นแตะระดับ 5% เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 17 กันยายน 2569 ข้อมูลจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท.

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันพีที

    ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันเชลล์

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศ

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3avdwjr1umZ4qJOEydr7-y