Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักเศรษฐศาสตร์ดัง รูบินี คาดทรัมป์จะยกระดับสงครามกับอิหร่าน

    นักเศรษฐศาสตร์ดัง รูบินี คาดทรัมป์จะยกระดับสงครามกับอิหร่าน

    นักเศรษฐศาสตร์ดัง นูเรียล รูบินี ชี้ทรัมป์มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน และจะก่อให้เกิดความเสี่ยง Stagflation “ภาวะเศรษฐกิจโลกชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบยุค 1970″

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน เสี่ยงเกิด “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างเช่นในทศวรรษ 1970” หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนชื่อดัง นูเรียล รูบินี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี

    ในการสนทนากับแคโรลิน รอธ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นบีซี ที่ฟอรัมแอมโบรเซตติในเมืองแชร์โนบิโอ ประเทศอิตาลีเมื่อวันศุกร์ (27มี.ค.69) รูบินี  ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากการคาดการณ์วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ปฏิเสธมุมมองที่ว่าทรัมป์ “กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางลง” ยุติสงคราม ขณะที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดการเงินดูจะมองในแง่ดีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการยุติความขัดแย้ง

    “มีคนให้เหตุผลว่า … คะแนนนิยมของเขาตก เขาอยากให้สงครามนี้จบลงเพราะมันจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเติบโต เงินเฟ้อ และการเลือกตั้งกลางเทอม” เขากล่าว โดยอ้างถึงการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน “แต่ถ้าคุณลองคิดดู ความเสียหายมันเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้ามีการหยุดยิงโดยมีเงื่อนไขแบบที่อิหร่านต้องการ เขาจะดูเหมือนผู้แพ้  ความน่าเชื่อถือของเขาจะอ่อนแอลง และเขาจะต้องแพ้การเลือกตั้งแน่ๆ”

    “ข้อโต้แย้งของผมคือ ในทางที่แย้งกับสามัญสำนึก เขาจะตัดสินใจยกระดับสถานการณ์” รูบินีกล่าวถึงตัวทรัมป์ “เขาจะยกระดับด้วยการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) และยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิด ร่วมกับอิสราเอล โจมตีผู้นำอิหร่านและโครงสร้างทางทหารของประเทศนั้นต่อไป” เขาอธิบายสถานการณ์หนึ่งที่ว่า “ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี สงครามอาจจะยืดเยื้อออกไปอีกเล็กน้อยเพราะการยกระดับนี้ แต่จากนั้นก็อาจเกิดการล่มสลายของระบอบการปกครองของอิหร่านได้”

    รูบินี กล่าวว่า เรื่องนี้อาจหมายความว่าราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ได้เรียกร้องให้เกิดขึ้นในอิหร่าน อาจทำให้ “โลกอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในแง่เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์”

    แต่เขาเตือนถึงอีกสถานการณ์หนึ่งที่ หลังจากทรัมป์ยกระดับความขัดแย้งแล้ว “ฝ่ายอิหร่านยังคงสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของประเทศในอ่าวต่อไปได้ คุณก็จะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างในทศวรรษ 1970”

    “ผมคิดว่า ณ จุดนี้เขาจะยกระดับสถานการณ์ จากมุมมองของเขา การเสี่ยงครั้งนี้คุ้มค่า เมื่อพิจารณาจากมูลค่าเชิงทางเลือกของการชนะสงคราม” เขากล่าว

    ในคืนวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะขยายระยะเวลาการ “หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ออกไปอีก 10 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ การระงับปฏิบัติการจะสิ้นสุดในวันที่ 6 เมษายน ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “การเจรจายังคงดำเนินอยู่ และ … กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี”

    คำแถลงนี้มีขึ้นขณะเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารเพิ่มเติมอีกหลายพันนายเข้าสู่ตะวันออกกลาง

    แม้รูบินีจะกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ฉากทัศน์พื้นฐานของเขาไม่ใช่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเงินเฟ้อสูงหรือภาวะถดถอย แต่เป็นการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขาบอกกับซีเอ็นบีซีว่าตลาดมองความต้องการของทรัมป์ที่จะยุติสงครามอย่างรวดเร็วในแง่ดีเกินไป

    “ถ้ามันไม่จบลงในเร็วๆ นี้ และมีการยกระดับสถานการณ์ คุณจะได้สถานการณ์ที่เป็นสองทางเลือกสุดขั้ว: คุณยกระดับ คุณชนะ และจากนั้นสถานการณ์ก็จะดีขึ้นสำหรับโลกและสำหรับตลาดในระยะยาว” เขากล่าว

    “แต่ถ้าคุณยกระดับแล้วคุณไม่ชนะ คุณจะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบทศวรรษ 1970 ดังนั้นคำถามก็คือว่า ตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงสุดขั้วของการลงเอยด้วยสงครามยืดเยื้อ พร้อมกับช็อกแบบทศวรรษ 1970 และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงสำหรับโลกไว้ในการประเมินหรือยัง นั่นไม่ใช่ฉากทัศน์พื้นฐานของผม แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในตอนนี้”

    • ครั้งนี้จะไม่มี “TACO” หรือไม่?

    รูบินีชี้ว่า ดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตกำลังซื้อขายอยู่แถวเขต “ปรับฐาน” (correction territory) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แม้ว่าที่ผ่านมาแรงกดดันจากตลาดเคยบังคับให้ทรัมป์ “ต้องถอย ต้องยอมแพ้” อยู่บ่อยครั้ง รูบินีให้เหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจแตกต่างออกไป

    “ปัญหาก็คือ ถ้าเขายอมถอยในตอนนี้ เขาจะเสียความน่าเชื่อถือ เขาแพ้สงคราม ระบอบการปกครองปัจจุบันยังคงอยู่ในอำนาจ แล้วเขาก็จะต้องแพ้… การเลือกตั้ง” เขาบอกกับซีเอ็นบีซี

    “เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ณ จุดนี้ ทางเลือกเดียวที่เขามีก็คือการยกระดับ เพราะถ้าเขายกระดับ ก็ยังมี ‘สภาวะของโลก’ แบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรที่ … ผู้นำของ [อิหร่าน] จะล่มสลาย และเขาจะไม่ทำผลงานได้แย่นักในการเลือกตั้งกลางเทอม

    “ถ้ามันหยุดลงตอนนี้ เขาก็จะแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นในแง่นั้น วินัยจากตลาด (market discipline) จึงกดดันต่อเขาน้อยลง เพราะเขาต้อง ‘เทหมดหน้าตัก’ เดิมพันกับความเสี่ยงนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1227185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UoxsSkx8zWPdf3DBbW2DN

  • ‘เลขาธิการสภาพัฒน์’ โต้ ไม่เคยพูดนอกข้อเท็จจริง ปมจัดการ ‘น้ำมัน’

    ‘เลขาธิการสภาพัฒน์’ โต้ ไม่เคยพูดนอกข้อเท็จจริง ปมจัดการ ‘น้ำมัน’

    บรรยากาศเวที ‘Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก’ ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงหนึ่ง ‘เกษมสันต์ วีระกุล’ นักสื่อสารมวลชนและนักบริหารธุรกิจ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์การสื่อสารของรัฐบาลในช่วงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ ว่ายัง ‘ไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังประชาชน’ 

    เกษมสันต์ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ประชาชนคาดหวังจะได้ยิน ‘แผนรับมือในอนาคต’ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการอธิบายสถานการณ์ในอดีต พร้อมเตือนว่า ขณะนี้กำลังเกิด ‘วิกฤตศรัทธา’ ต่อรัฐบาล เพราะการสื่อสารยังมีช่องว่าง พร้อมเสนอให้ ‘ยกเครื่องการสื่อสารทั้งระบบ’ 

    โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก 1.ต้องสื่อสารให้เร็ว โปร่งใส และเข้าใจง่าย 2.ต้องมีความเห็นใจประชาชน ไม่ใช่สื่อสารเชิงตำหนิ และ 3.ควรมี ‘โฆษกหลักเพียงคนเดียว’ ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น นายกฯ หรือรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังสะท้อนเสียงประชาชนที่รู้สึกว่าถูก ‘กล่าวโทษเรื่องกักตุน’ มากเกินไป แม้รัฐอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่การสื่อสารทำให้เกิดการตีความเชิงลบ 

    ด้าน ‘ดนุชา พิชยนันท์’ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการชี้แจงกลับทันทีว่า ที่ผ่านมาได้สื่อสาร ‘ตามข้อเท็จจริง’ อย่างต่อเนื่อง และไม่เคยบิดเบือนข้อมูล แต่ยอมรับว่าการสื่อสาร ยังสามารถ ‘ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้’ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/meet-the-press-march-28-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XdSXJ9tBrOw0naZKKD4P4

  • พาณิชย์ เดินหน้ายกระดับสินค้า GI สร้างเศรษฐกิจ จับมือ ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนแบบครบวงจร

    พาณิชย์ เดินหน้ายกระดับสินค้า GI สร้างเศรษฐกิจ จับมือ ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนแบบครบวงจร

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ว่า ปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้วรวม 254 รายการ ซึ่งผลจากการขึ้นทะเบียนช่วยให้สินค้าสามารถอัปเกรดราคาเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนขึ้นทะเบียน ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้า GI ในปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 115,000 ล้านบาท

    โดยกลยุทธ์สำคัญหลังจากนี้ กรมฯ มุ่งเน้นไปที่การวางระบบควบคุมภายใน เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าให้เป็นระดับพรีเมียมตามความคาดหวังของผู้บริโภค พร้อมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI อย่างถูกต้องผ่านการตรวจรับรองคุณภาพ นอกจากนี้ยังเน้นการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    และเพื่อเป็นการสนับสนุนและชูศักยภาพสินค้าไทย กรมฯ ได้จัดงาน “GI Market 2026” ภายใต้แนวคิด “คัดสรรของดีถิ่นไทย มาตรฐาน GI สู่คุณค่าระดับสากล” ระหว่างวันที่ 23 – 29 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (และเซ็นทรัล พระราม 9) โดยรวบรวมผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานกว่า 70 ร้านค้ามาจำหน่ายโดยตรง

    พร้อมกับลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขับเคลื่อนสินค้า GI อย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับ BEDO จะมุ่งเน้นการรักษาวัตถุดิบต้นกำเนิดและการใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้าในระดับชุมชน

    ขณะที่ด้านการขนส่ง นางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนโครงข่ายโลจิสติกส์ที่มีอยู่กว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้า GI สู่มือผู้บริโภค โดยจะร่วมมอบสิทธิพิเศษ “ลดค่าขนส่งสูงถึง 60%” ซึ่งเป็นอัตราพิเศษที่ไม่เคยให้ในโครงการใดมาก่อน 

    นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังพร้อมสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thailand Postmart และบริการคลังสินค้าครบวงจร (Fulfillment) ทั้งการจัดเก็บ แพ็ก และกระจายสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการแตกหักและช่วยให้ติดตามสถานะการส่งได้ตลอดเส้นทาง โดยจะเริ่มนำร่องส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง 38 รายการ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์กว่า 400 แห่ง ก่อนจะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิตที่มีอยู่กว่า 17,000 ราย และดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ระบบมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าในช่วงนี้จะยังไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V9VEDFVLt7Gq5JV1k7qK1

  • เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

    เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 28 มี ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ว่า วิกฤตสถานการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก และเป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน รวมถึงเป็นวิกฤตที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำคือพวกเราพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ทราบเลยว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่นั้นเต็มความสามารถ ในการดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลางให้ปลอดภัยมากที่สุด 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก พลังงานที่สำคัญคือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ที่ผลิตผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งปัจจัยการผลิตไม่สามารถออกมาขายให้ทั่วโลกได้ นำมาสู่ผลกระทบที่กระทบกับคนทั้งโลกคือด้านพลังงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี จึงใช้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกในการดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชน ในการเข้าไปดูแลเพื่อติดตามสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้มีข้อสั่งการว่า ให้ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลประชาชนให้เต็มที่ จากการที่สถานการณ์ไม่ได้จบลงในเวลาอันรวดเร็ว 1 เดือนผ่านไปเป็นที่ชัดเจนว่าสงครามและวิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือเราจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดทุก 

    เอกนิติ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเราเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด เราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงได้ตัดสินใจเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยให้ลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยเห็นราคาน้ำมันไทยต่ำกว่าประเทศมาเลเซียเลย แต่ทุกคนต้องปรับตัว รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ เราต้องเตรียมความพร้อม 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สิ่งต่อมาที่กระทบคือหลังจากที่ราคาน้ำมันอาจจะต้องปรับตัวขึ้นบ้างให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเมื่อราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตหลายส่วน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้คนมาเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน และฉวยโอกาสขึ้นราคา ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกเกณฑ์ในการควบคุมภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ ยังกระทบให้ค่าขนส่งสูงขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงใช้ งบประมาณทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป จึงใช้กองทุนที่มี มาดูแลประชาชน งบกลางเท่าที่มีอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อมาดูแลไม่ให้กลไกราคากระทบต้นทุนมากเกินไป 

    เอกนิติ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนี้ คนสามารถรองรับวิกฤตได้มีความสามารถไม่เท่ากันคนที่มีเงินก็อาจจะดูแลตัวเองได้มากขึ้นกว่าคนอื่นที่ไม่ได้มีรายได้มาก รัฐบาลเองมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่นั่นคือเงินภาษีของประชาชนเราก็มีอยู่อย่างจำกัด เราถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าในการดูแลประชาชน เราจึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นในการดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย จึงตัดสินใจใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล และเมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา เราก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่า และย้ำว่าเราจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤตครั้งนี้ และวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกเราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แต่เรามีกลุ่มคนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้รถ หรือไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบ ถ้าเราเอาเงินทั้งหมดไปอุ้มหรือไปแทรกแซงราคาน้ำมัน กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนใช้รถ และใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังมีกลุ่มคนที่เขาไม่ได้ใช้ ฉะนั้น ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fBpGWVBO3uJx4qX2Z25Q6

  • “เอกนิติ” รับวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เน้นใช้งบฯ คุ้มค่า-ชะลอผลกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” รับวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เน้นใช้งบฯ คุ้มค่า-ชะลอผลกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในเวที “Meet the Press” หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของโลก ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ในช่วงแรกรัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกสำคัญในการดูแลเสถียรภาพพยุงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป​ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับแนวทาง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม นายเอกนิติ ยอมรับว่า การตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการผ่านกระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน ขณะที่งบประมาณของรัฐมีข้อจำกัดและมาจากภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นลำดับแรก ผ่านมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้า

    “การตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันครั้งนี้ เป็นการบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น อาทิ การลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไปต่างประเทศ และการรณรงค์ลดการใช้พลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือและทุกกลไกที่มีอย่างเต็มที่ ภายใต้ความคุ้มค่าของงบประมาณ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aiQvz09XxUCp0QqFcUPsx

  • สงครามการค้ายุคใหม่เดือด มาครบทั้ง ”อุดหนุน-กีดกัน“ ส่งออกไทยอ่วม

    สงครามการค้ายุคใหม่เดือด มาครบทั้ง ”อุดหนุน-กีดกัน“ ส่งออกไทยอ่วม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kxIYeA63p8nFoTCIdIdTz

  • จากวิกฤตสู่พฤติกรรม: ทำไมคนยังใช้เงินแม้เศรษฐกิจชะลอ

    จากวิกฤตสู่พฤติกรรม: ทำไมคนยังใช้เงินแม้เศรษฐกิจชะลอ

    ในวันที่ข่าวเต็มไปด้วยคำว่าสงคราม เศรษฐกิจชะลอ และความไม่แน่นอน หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการใช้เงินของตัวเองมากขึ้น คิดก่อนซื้อ รวมถึงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันของชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จำเป็น กลับยังเป็นสิ่งที่หลายคนยอมจ่าย เคทีซีมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความย้อนแย้งของพฤติกรรม แต่คือความพยายามของทุกคนในการดูแลความรู้สึกของตัวเองในวันที่โลกภายนอกควบคุมได้ยากขึ้น

    28 มี.ค. 2569 – ข้อมูลจาก Deloitte (2026) ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 39% ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคถึง 75% ยังมีการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินเพียงแต่กำลังเลือกใช้จ่าย สอดคล้องกับ McKinsey & Company (2025) ที่พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้ลดการใช้จ่ายในบางเรื่องแต่ยังคงยอมจ่ายกับสิ่งที่ให้คุณค่ากับตัวเอง โดย 65% ของ Gen Z ยังคงใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองมองว่ามีความหมาย พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Lipstick Effect”

    Lipstick Effect คืออะไร และเริ่มต้นจากไหน

    แนวคิดนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยลีโอนาร์ด ลอเดอร์ ประธานบริษัทเอสเต ลอเดอร์ในขณะนั้น หลังเหตุการณ์ September 11 attacks หรือ 9/11 ซึ่งเป็นก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยเครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำถูกจี้โดยผู้ก่อการร้ายจนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง เขาสังเกตว่าแม้ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่ายสินค้าราคาแพง แต่ยอดขายลิปสติกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่ข้อสังเกตสำคัญว่า เมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินแต่เลือกใช้เงินกับสินค้าที่ราคาเอื้อมถึงได้

    ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความอยากได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกสูญเสียการควบคุมในชีวิต เมื่อรายได้ อนาคต หรือสถานการณ์รอบตัวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การใช้เงินก้อนใหญ่มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น ในขณะที่การใช้จ่ายกับของชิ้นเล็กที่ราคาไม่สูงกลับให้ความรู้สึกดีได้ทันทีและไม่ทำให้รู้สึกผิดต่อการใช้เงินมากนัก รวมถึงเป็นการซื้อความสบายใจในระดับที่ไม่กระทบแผนการเงินอนาคต

    จากลิปสติก…สู่พฤติกรรมผู้บริโภคทั้งระบบ

    เมื่อมองให้กว้างขึ้น Lipstick Effect จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องสำอาง แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น พบว่าผู้คนไม่ได้เลิกแสวงหาความสุขแต่กำลังปรับขนาดของความสุขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง การชะลอการซื้อบ้านหรือรถ อาจเกิดขึ้นพร้อมกับการอนุญาตให้ตัวเองมีมื้ออาหารดี ๆ เสื้อผ้า หรือของชิ้นเล็กเพื่อฮีลใจในแต่ละวัน ลิปสติกจึงเป็นตัวแทนของการใช้จ่ายประเภทหนึ่ง ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มักมีลักษณะร่วมกันคือ ราคาเข้าถึงได้ ตัดสินใจง่าย และให้ความรู้สึกดีได้ทันที เพราะในโลกที่ควบคุมไม่ได้ การได้เลือกบางอย่างด้วยตัวเองกลายเป็นความมั่นคงรูปแบบหนึ่งของชีวิต

    ไม่ใช่หยุดใช้เงิน แต่ต้องเข้าใจการใช้เงิน

    สิ่งที่ Lipstick Effect สอนเราไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค แต่คือมุมมองต่อการใช้เงินให้สอดคล้องกับชีวิตของตัวเองมากที่สุด เพราะบางครั้งการเงินไม่ได้เป็นแค่เรื่องตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความรู้สึกที่เราต้องดูแลให้ไม่ตึงเครียดจนเกินไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตัดทุกอย่างออก แต่คือการรู้ว่า ใช้ไปเพื่ออะไร ใช้แล้วกระทบอนาคตแค่ไหน และยังอยู่ในแผนการเงินที่เรารับได้หรือไม่ เคทีซีมองว่าการเงินที่ดีไม่ได้อยู่ที่การใช้ให้น้อยที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกใช้โดยที่พรุ่งนี้ยังไม่ลำบาก และวันนี้ยังเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/971025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YrjxlqALcVYkSmIfEmcr-

  • จับตา ‘เศรษฐกิจไทย’ ในวิกฤตเงาสงคราม! จากสนามรบสู่ปั๊มน้ำมัน:จุดเปลี่ยนพลังงานสู่ความเปราะบางแบบลูกโซ่

    จับตา ‘เศรษฐกิจไทย’ ในวิกฤตเงาสงคราม! จากสนามรบสู่ปั๊มน้ำมัน:จุดเปลี่ยนพลังงานสู่ความเปราะบางแบบลูกโซ่

    สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างและแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของทรัพยากรพลังงานโลก ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงาน ทั้งในด้านราคาและปริมาณการจัดหา อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตในระบบเศรษฐกิจโลก และสะท้อนมายังเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในบริบทนี้ วิกฤตพลังงาน ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนแรงกดดันด้านต้นทุนในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับมหภาค แต่ยังแทรกซึมลงสู่ระดับจุลภาค ผ่านการลดลงของกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ตลอดจนการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน

    ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานยังมีลักษณะเป็น ‘ลูกโซ่’ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ เมื่อภาคการผลิตต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในตลาด ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่กดดันนโยบายการเงินของประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงในเวทีการค้าโลก

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ก็ได้รับแรงกระเพื่อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นผ่านต้นทุนการเดินทางและค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจดังกล่าวในระยะยาว ไม่เพียงเท่านี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อ เสถียรภาพทางการคลังของภาครัฐ เนื่องจากความจำเป็นในการใช้นโยบายอุดหนุนพลังงานหรือมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

    สั่งตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้ยืนยันว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง

    ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก

    ซึ่งจากการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังได้สรุปผลเบื้องต้น ดังนี้ 1.ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) คาดว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามไทยมี ‘กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

    2.ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า โดยกระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    3.ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

    4.ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ -0.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3%

    5.ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานงานให้ ก.ล.ต.และ ตลท.ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

    6.ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    ‘สงคราม’ ทำเศรษฐกิจชะงัก

    ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีลักษณะพลวัตและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า สภาพัฒน์ได้จัดทำ 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ในเรื่องความกังวลด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงิน บนสมมติฐานที่ 1.หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (ประมาณกลางเดือน มี.ค.-สิ้นเดือน เม.ย.) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงิน ตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค

    โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ คือ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1% แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง แต่ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง ส่วนประเทศต่างๆ ที่มีการระบายน้ำมันสำรองออกมา จะต้องหาน้ำมันกลับเข้ามา ตัวซัปพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซัปพลายโลกลดลง ดีมานด์เพิ่มขึ้น ราคาก็คงต้องขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อจีดีพีได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับยังไง เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง

    สมมติฐานที่ 2.เหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย บางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation หากเกิดกรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9% ส่วนสมมติฐานที่ 3.การเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่ยังประเมินว่าโอกาสที่เกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%

    ดนุชา ชี้ว่า การประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยยัง ‘ทำได้ยาก’ เนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล จะพบว่าทุกๆ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทจะกระทบจีดีพีประมาณ 0.02% ซึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทยตอนนี้คือ ‘เรื่องราคาพลังงาน’ โดยราคาน้ำมันจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน ได้แก่ 1.ภาคเกษตร ที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตา และแก๊ส อยู่ประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปี 3.ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี

    “ในสถานการณ์นี้โอกาสของเศรษฐกิจไทย อยู่ที่เรื่องการส่งออกอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของโลก ซึ่งไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลิตเพื่อส่งออกให้มากขึ้น เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวม การเร่งส่งออกจึงจะกลายเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยตีตื้น หรือลดผลกระทบต่อจีดีพีจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นการขยายตัวของภาคการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากจนเกินไป”

    ผลกระทบราคาพลังงานสะเทือน ศก.

    ในมิติของเศรษฐกิจ คงปฏิเสธไม่ได้ และต้องยอมรับไปพร้อมกันว่า ‘ราคาพลังงาน’ มีผลอย่างมากต่อต้นทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% จาก ‘ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง’ ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทย เฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมาเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2%

    ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว ขณะที่ภาคธุรกิจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

    ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของจีดีพี และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ซึ่งผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ ‘Stagflation’ จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง

    ขณะที่ ‘นโยบายการเงิน’ เจอความท้าทายจาก Stagflation ทำให้ SCB EIC ประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่าเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี

    ขณะเดียวกัน ‘การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ ในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท.ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมถึงประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัด ภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้ว และเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

    อย่างไรก็ดี กนง.อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หรือต้นปี 2570 หากผลกระทบต่อจีดีพีรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ธปท.ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น

    มองรัฐเดินเกมถูก ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’

    สำหรับแนวทางการดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศของรัฐบาล ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกหน้ากระดานจากการช่วยเหลือแบบถ้วนหน้า (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบค่อยเป็นค่อยไป (Managed Float) นั้น ยรรยง มองว่า ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้นหากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที

    ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ ‘กระบวนการนำไปปฏิบัติ (Execution)’ ว่าจะทำอย่างไรให้การปรับราคาขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันฯ หมดลง ‘อาจมีความเสี่ยงต่อวิกฤตเฉียบพลัน (Shock)’ ดังนั้นมองว่า เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกและต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะช็อกต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน!

    การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ขณะที่การอุดหนุนแบบถ้วนหน้านั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มที่มีรายได้สูง ดังนั้นข้อเสนอคือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะแทนการอุดหนุนถ้วนหน้า รวมถึงต้องสื่อสารความจริงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

    เอกชนโอดน้ำมันพุ่งกระทบต้นทุนธุรกิจอ่วม

    แน่นอนว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น ผ่าน ‘มาตรการด้านภาษี’ ด้วยการสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ, ‘มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ’ โดยรัฐควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง และ ‘มาตรการในการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ’ โดยภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ

    ด้าน บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร ยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ โดยราคาอยู่ที่ 38.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 26 มี.ค.2569 บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภท ขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

    ขณะที่ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า วิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนทางด้านพลังงานเป็นพื้นฐานของธุรกิจทั่วไป ทำให้ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและซับซ้อนมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเริ่มมีสัญญาณแล้วในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะส่งสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจมีผลกระทบให้สินค้าบางอย่างขาด จะกระทบหมดทุกสินค้า ขณะเดียวกันยังมองว่าราคาผักสดและผลไม้สดก็อาจต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และประเด็นที่จะมีผลกระทบเร็วที่สุดคือเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์สำหรับดิลิเวอรี อาทิ ช้อน แก้วน้ำ ชาม สำหรับดิลิเวอรีทั้งหมดในวันนี้น่าจะเกิดปัญหาขึ้นถ้าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ดังนั้นกระดาษเตรียมที่จะเข้ามาทดแทนกันมากขึ้นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ และแน่นอนก็ต้องมีการปรับราคาอย่างแน่นอนไม่ใช่แค่ไมเนอร์ แต่ทั้งนี้บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น หรือประมาณ 3 เดือน

    ด้าน แกร็บ ประเทศไทย ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแกร็บได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ขณะเดียวกันแกร็บได้ประกาศให้อินเซนทีฟพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระของคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริการดิลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการ รวมมูลค่า 10 ล้านบาท และเงินจำนวนดังกล่าวนี้จะช่วยเหลือได้ถึง 1 เม.ย.2569

    “เรากำลังทำการบ้าน ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะอีกนานแค่ไหน และจะช่วยได้อย่างไรหลังจากสิ้นสุดอินเซนทีฟพิเศษ รวมทั้งการพิจารณาปรับราคาค่าบริการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งกำลังมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด”

    อย่างไรก็ดี ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกโดยตรง ขณะเดียวกันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการผลิตเพื่อการส่งออกและภาคบริการเป็นหลัก ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อดุลการค้า อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างเป็นระบบ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/971021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OXJw0Qt4V4XhuqfwUxKwF

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 27/03/69 พรุ่งนี้ 28/03/69 จาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 27/03/69 พรุ่งนี้ 28/03/69 จาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wblrweOpOdcQGnt8fmHWM

  • ‘เอกนิติ’ เร่งคุมเกมพลังงานโลก เตือนเลี่ยงวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซ้ำรอยปี 40

    ‘เอกนิติ’ เร่งคุมเกมพลังงานโลก เตือนเลี่ยงวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซ้ำรอยปี 40

    วันนี้ (28 มี.ค.2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยเปิดแผนรับมือวิกฤติพลังงานโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ชี้เป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยและโลก โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงาน หลังช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกถูกปิดกั้น กระทบซัพพลายเชนพลังงานโดยตรง

    โดยย้ำว่า รัฐบาลวางลำดับความสำคัญความปลอดภัยคนไทยเป็นอันดับแรก ก่อนเร่งประเมินผลกระทบเศรษฐกิจที่เริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน

    กันแรงกระแทกเศรษฐกิจ เลี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤติ”

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลกำลังใช้ทุกเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เพื่อชะลอแรงกระแทกไม่ให้กระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการอุดหนุนไม่สามารถดำเนินได้แบบไม่จำกัด เนื่องจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง หากฝืนตรึงราคาจนเกินศักยภาพ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบ คล้ายบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ไทยสูญเสียเงินทุนสำรองจากการแทรกแซงค่าเงิน

    “โจทย์สำคัญคือการบริหารสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนระยะสั้น กับเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ” 

    'เอกนิติ' เร่งคุมเกมพลังงานโลก เตือนเลี่ยงวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซ้ำรอยปี 40

    คุมราคาพลังงาน-ตรึงต้นทุน ไม่ให้ลามทั้งระบบ

    ผลจากมาตรการที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันไทยยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน สะท้อนบทบาทของกลไกกองทุนน้ำมันในการดูดซับความผันผวน ขณะเดียวกัน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งควบคุมต้นทุนในทุกมิติ โดย

    • กระทรวงพาณิชย์ ดูแลราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
    • กระทรวงคมนาคม ใช้มาตรการตรึงค่าขนส่ง
    • ภาครัฐลดรายจ่ายไม่จำเป็น งดเดินทางต่างประเทศ
    • ส่งเสริม Work from Home เพื่อลดการใช้พลังงาน

    “มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตัดวงจรต้นทุน ไม่ให้แรงกดดันจากพลังงานลุกลามไปสู่เงินเฟ้อทั้งระบบ”

    เล็งเพิ่มงบ “สวัสดิการแห่งรัฐ” เจาะช่วยกลุ่มเปราะบาง

    สำหรับระยะถัดไป กระทรวงการคลัง เตรียมยกระดับมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะค่าครองชีพสูง

    นายเอกนิติ เปิดเผยว่า เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ รวมถึงมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    “งบประมาณมีจำกัดเพราะมาจากภาษีประชาชน จึงต้องใช้ให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด โดยเน้นดูแลกลุ่มที่เปราะบางก่อน”

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะใช้ ทุกเครื่องมือ ทั้งนโยบายการคลังและกลไกด้านพลังงาน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นความผันผวนจากวิกฤตโลกครั้งนี้ โดยไม่ให้เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RoT5zuzyFtl1OgA2RBGhD