Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลังชง “คนละครึ่งพลัส” หลังรัฐบาลใหม่เข้าทำงานทันที

    คลังชง “คนละครึ่งพลัส” หลังรัฐบาลใหม่เข้าทำงานทันที

    เตรียมเฮ! คลังจ่อเคาะ “คนละครึ่งพลัส” เยียวยาน้ำมันแพง การันตีเตรียมความพร้อมของระบบไว้หมดแล้ว

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจาก “ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งสูงขึ้น

    “คนละครึ่งพลัส” กลไกหลักเยียวยาพลังงาน

    นายลวรณ ย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานโดยเฉพาะ โดยได้รับข้อสั่งการโดยตรงจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เร่งเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด

    “เรามองเห็นแล้วว่ากลไกของคนละครึ่งพลัส จะเป็นมาตรการที่เข้ามาเยียวยาผลกระทบราคาน้ำมันได้ตรงจุดที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการทางเทคนิคไว้พร้อมหมดแล้ว” นายลวรณ กล่าว

    3 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องรู้

    • ความพร้อมของระบบ: กระทรวงการคลังยืนยันว่าระบบเทคนิคและซอฟต์แวร์ “พร้อมใช้งานทันที”
    • กรอบเวลา: เมื่อมีรัฐบาลเข้าบริหารงานอย่างเป็นทางการ มาตรการนี้จะถูกผลักดันให้เริ่มดำเนินการทันทีตามนโยบายเร่งด่วน
    • มาตรการเสริม: นอกเหนือจากคนละครึ่งพลัส คลังกำลังพิจารณาโครงการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยควบคู่กันไปด้วย

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับประชาชนที่กำลังแบกรับภาระค่าครองชีพ ซึ่งทางกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะทำงานเชิงรุกเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948912/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DMiLYDoOLrgTpfyMlhPA0

  • “ชาวอเมริกัน” นัดประท้วงใหญ่ แสดงพลังต้านทรัมป์ ปมเศรษฐกิจ-สงคราม

    “ชาวอเมริกัน” นัดประท้วงใหญ่ แสดงพลังต้านทรัมป์ ปมเศรษฐกิจ-สงคราม

    ผู้สื่อข่าวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก NBC News ระบุว่า กระแสความไม่พอใจของประชาชนในสหรัฐฯ ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการทำสงครามกับ อิหร่าน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงนโยบายเนรเทศผู้อพยพขนานใหญ่ (Mass Deportation) ที่ทวีความเข้มข้น ล้วนยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง

    ด้าน Sarah Parker ผู้ประสานงานระดับชาติของกลุ่ม 50501 เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า นับตั้งแต่การประท้วงภายใต้ชื่อ “No Kings” ครั้งก่อน ประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมันและอาหาร ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายทางทหารในอิหร่าน นอกจากนี้ เธอยังประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมย้ำว่า “คนอเมริกันกำลังโกรธแค้น และพวกเขาคือกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องว่า ประเทศนี้ต้องไม่มีผู้ปกครองที่ใช้อำนวจอยู่แล้ว

    ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก NBC News ยังสะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการของประธานาธิบดีในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตรวจคนเข้าเมือง สถานการณ์สงคราม และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจภายในประเทศ

    สำหรับชนวนเหตุสำคัญที่จุดกระแสความไม่พอใจในระลอกนี้ เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในรัฐ มินนิโซตา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเนรเทศผู้อพยพ ถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้ Alex Pretti และ Renee Good พลเมืองอเมริกันเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการใช้อำนาจรัฐ และถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการประท้วงครั้งนี้

    ขณะเดียวกัน แกนนำจากกลุ่มแนวคิดก้าวหน้า อาทิ ACLU, Indivisible และ MoveOn คาดการณ์ว่าการประท้วงครั้งที่ 3 จะมีขนาดใหญ่กว่าสองครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างอิงจากสถิติในเดือนตุลาคมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก

    ที่น่าสนใจคือ กว่า 50% ของสถานที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ อยู่ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน (Red States) หรือรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Battleground States) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระแสความไม่พอใจได้ขยายตัวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง และกลายเป็นประเด็นระดับชาติที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/822385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vxTGvS2xnoB__P95avdlu

  • เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    ‪ภายใต้ความพยายามในการ “เปิดกว้าง” และ “ปฏิรูป” เศรษฐกิจตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) จีนเดินหน้าสร้างสรรค์ “การพัฒนาคุณภาพสูง” ด้วยโมเดลการพัฒนาที่ใหม่และหลากหลาย อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสีคราม (Blue Economy) เศรษฐกิจยามราตรี (Night Economy) และอื่นๆ ‬‬‬‬‬‬‬‬‬

    และอีกหนึ่งโมเดลใหม่ที่ออกมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็ได้แก่ “เศรษฐกิจดอกไม้” (Flower Economy) เราตามไปส่องกันว่าจีนจะใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดอกไม้ได้มากน้อยเพียงใด …

    ในอดีต เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจดอกไม้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้นำระดับโลกในด้านการผลิต และการค้าดอกไม้ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งดอกไม้โลก” 

    อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและบริโภคดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐกิจดอกไม้ของจีน นับเป็นอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ไล่ตั้งแต่ การเพาะปลูก การค้า การบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก

    ในฐานะที่เป็น “มาตุภูมิของพืชสวนโลก” จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ในพืชและดอกไม้ป่าหลายสายพันธุ์ อาทิ โบตั๋น เบญจมาศ และ กุหลาบ มรดกทางพันธุกรรมเหล่านี้เป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมดอกไม้ของจีน

    ปัจจุบัน จีนมีพื้นที่เพาะปลูกดอกไม้รวมกันราว 8.7 ล้านไร่ มากกว่าขนาดพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ใหญ่ที่สุดของพื้นที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมดอกไม้ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรงมากกว่า 5.3 ล้านคน ราว 5 เท่าตัวของจำนวนประชากร ของสุราษฎร์ธานีเลยทีเดียว

    จากข้อมูลของสํานักงานบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติ จีนได้พัฒนาคลัสเตอร์การผลิตดอกไม้สำคัญใน 7 แห่ง ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จนกลายเป็นห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

    โดยพื้นที่ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดก็ได้แก่ มณฑลยูนนาน คิดเป็น 40% ของการผลิตโดยรวมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านดอกไม้สด สถิติระบุว่า ราว 7 ใน 10 ของดอกไม้ตัดสดที่จำหน่ายในจีนมาจากยูนนาน

    รองลงมาได้แก่ มณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน ซึ่งโดดเด่นในด้านพืชใบกว้าง ขณะที่ เมืองชิงโจว (Qingzhou) ในมณฑลซานตงที่ขึ้นชื่อในเรื่องดอกไม้กระถาง มณฑลเจ้อเจียงและเจียงซู ที่เน้นต้นกล้าประดับ และ เมืองจิ่วฉวน (Jiuquan) ในมณฑลกานซู่ที่เชี่ยวชาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดอกไม้

    นอกจากนี้ จีนยังวางแผนการพัฒนาพื้นที่ในด้านซีกตะวันตกของจีน ซึ่งใหญ่และหลากหลายกว่าพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันอีกกว่าเท่าตัว ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่มณฑลชิงไห่ แต่สิ่งที่ผมประทับใจจุดแรกกลับเป็น ทุ่งดอกคาโนลา (Canola) บริเวณรอบๆ ทะเลสาบชิงไห่ 

    ท่านผู้อ่านอาจต้องเสียค่าเข้าพื้นที่เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจา ครั้งนั้นผมมีเพื่อนที่เป็นคนท้องถิ่นร่วมเดินทางไปด้วย ก็เลยประหยัดตังค์ได้มากโขอยู่ แต่ผมรับรองว่า ท่านสามารถไปนอนเกลือกกลิ้งถ่ายภาพได้อย่างสบายอารมณ์
    แน่นอนว่า เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม จีนจะมีพื้นที่ด้านซีกตะวันตกของจีน สำหรับการเพาะปลูกดอกไม้ของจีนอีกนับเท่าตัวในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน มณฑลยูนนานยังเป็นพื้นที่ซื้อขายดอกไม้สดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซีย โดยมีปริมาณการซื้อขายราว 15,000 ล้านดอกต่อปี ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบดอกไม้ ต้องหาเวลาไปเดินเยี่ยมชมตลาดซื้อขายดอกไม้ในจีนดูสักครั้งหนึ่ง 

    อย่างใน นครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ด้านซีกตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ก็มีตลาดดอกไม้หลายแห่ง ที่โดดเด่นมากที่สุดก็ได้แก่ ตลาดดอกไม้โต่วหนาน (Dounan Flower Market) ซึ่งถือเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียในปัจจุบัน โดยมีการซื้อขายดอกไม้ 1,600 สายพันธุ์จำนวนรวมถึง 40 ล้านดอกต่อวัน ผ่านตลาดนี้ จนได้สมญานามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งดอกไม้ภูมิภาคเอเซีย”

                                          เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    หากท่านผู้อ่านจะไปชื่นชมความสวยงามของดอกไม้ ถ่ายภาพ ซื้อดอกไม้ปลีก หรือ เดินเล่นแบบชิลล์ๆ ในตลาดนี้ ผมแนะนำว่า ท่านควรหารองเท้าที่สวมใส่สบาย เพราะพื้นที่ตลาดมีขนาดใหญ่มาก และไปในช่วงเช้าระหว่าง 08.30-11.00 น. เพราะผู้คนยังไม่หนาแน่นมากนัก 

    ทั้งนี้ ชั้นแรกเป็นพื้นที่จำหน่ายดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง ขณะที่ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่ของคนรักไม้อวบน้ำ (Succulents) ผมรับรองว่า เวลาของท่านที่ชื่นชอบดอกไม้จะผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด
    แต่หากต้องการไปดูบรรยากาศการประมูล การค้าส่ง และ การขนส่งดอกไม้จำนวนมหาศาล ผมก็ขอแนะนำให้เดินทางไปตลาดนี้ยามค่ำคืน หลัง 20.30 น. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความคึกคักอย่างมาก 

    ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า ท่านจะรู้สึกถึงความพลุกพล่านและจอแจของรถราในตลาดตั้งแต่ช่วงเย็น และอาจนึกเสียดายตังค์ที่ซื้อดอกกุหลาบช่อใหญ่ในช่วงเช้าก็เป็นได้ เพราะราคาดอกกุหลาบช่อใหญ่นั้นอาจมีราคาเพียงไม่กี่หยวนในยามค่ำคืน   

    ขณะที่ ตลาดนกและดอกไม้จิงซิง (Jingxing Bird and Flower Market) ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบดอกไม้ ต้นไม้ บอนไซ และ นก รวมทั้งงานฝีมือและของสะสมโบราณอีกด้วย 

    และ ตลาดดอกไม้เจียม่ง (Jiamong Flower Market) ตลาดนี้ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบความพลุกพล่านของผู้คน และนอกจากดอกไม้สดแล้ว เรายังอาจได้ชื่นชมความสวยงามของดอกไม้ประดิษฐ์ งานฝีมือจากดอกไม้ และสมุนไพรจีนในตลาดแห่งนี้อีกด้วย

    ผมเชื่อว่าท่านจะตะลึงกับความใหญ่ของตลาดที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน ความหลากหลายของดอกไม้นานาพันธุ์ และราคาที่แสนถูกของไม้ดอก ขนาดไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อ และไม่รู้จะขนกลับเมืองไทยอย่างไร หลายคนก็ยังอดซื้อดอกไม้สดหลากสีไปมอบ “ความสุข” และสร้าง “รอยยิ้ม” ให้คนในคณะที่ไม่ได้เดินทางไปตลาดด้วยกันมากมาย 

    ระหว่างเดินเยี่ยมชมตลาดดอกไม้เหล่านี้ ผมเองยังอดเปรยกับเพื่อนที่ไปสำรวจตลาดด้วยกันไม่ได้ว่า ถ้าใช้ชีวิตอาศัยอยู่ที่คุนหมิง ผมคงซื้อดอกไม้สดเหล่านี้ไปตกแต่งบ้านแบบไม่เว้นแต่ละวัน อุตสาหกรรมดอกไม้จึงช่วยสร้างความสุขภาคประชาชนในวงกว้างอีกด้วย

    นอกจากช่องทางจัดจำหน่ายออฟไลน์ ความต้องการออนไลน์กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่สำหรับตลาดดอกไม้

    รายงานการผลิตและการตลาดดอกไม้ของจีน ที่เผยแพร่โดยสมาคมดอกไม้จีน (China Flower Association) ระบุว่า การค้าดอกไม้ออนไลน์ในปี 2025 มีมูลค่าราว 165,000 ล้านหยวน คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดการค้าปลีกดอกไม้โดยรวม และเติบโต 4 ปีต่อเนื่องกัน ส่วนหนึ่งได้อานิสงค์จากการพัฒนาระบบการค้าออนไลน์และบริการโลจิสติกส์ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างทันท่วงที

    กำลังสนุกเลย แต่ผมขอยกยอดไปเจาะลึกเรื่องช่องทางจัดจำหน่าย พัฒนาการด้านการเพาะปลูก การตลาด โลจิสติกส์ และอื่นๆ ของอุตสาหกรรมดอกไม้ของจีนกันในตอนหน้าครับ …

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4186  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/655086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f0jwI2ZslsMn9euI2fBW2

  • ‘

    คุณจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยสู่ “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก” บนเวที Techsauce Healthspan Festival 2026

    เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และโอกาสของไทย

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไม่ใช่เทรนด์ใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ ททท. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน นี่คือตลาดคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง และเป็นหัวใจของการขยับทิศทางจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาสู่การเน้นมูลค่า

    ตัวเลขจากสถาบันสุขภาวะโลก (Global Wellness Institute) ยืนยันภาพนี้อย่างชัดเจน ในปี 2024 เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 200 กว่าล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพจะคว้าส่วนแบ่งได้อย่างเต็มที่

    จาก “นักท่องเที่ยว” สู่ “นักเดินทางที่มีเป้าหมาย”

    คุณจิระวดีชี้ให้เห็นว่า มุมมองของ ททท. ต่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแล้ว หากมองเฉพาะ ‘นักท่องเที่ยว’ ทั่วไป ภาพจะแคบเกินไป ในยุคปัจจุบัน ททท. มองผู้เดินทางในฐานะ ‘นักเดินทาง’ ที่มีเป้าหมายในการเดินทางอย่างชัดเจน

    กลุ่มนักเดินทางเชิงสุขภาพไม่ใช่นักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มนักเดินทางเชิงฟื้นฟู (Regenerative Travel) ที่เน้นประสบการณ์เป็นสำคัญ พวกเขาต้องการเดินทางแล้วกลับไปมีพลังงานเพิ่มขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่พักผ่อนแบบทั่วไป

    ต้นทุนที่ครบครัน จากเหนือจรดใต้

    จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือความหลากหลายของสินทรัพย์ด้านสุขภาวะที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดย ททท. วางตำแหน่งให้แต่ละภาคมีจุดขายเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างตรงจุด

    ภาคเหนือ โดดเด่นด้วยการแพทย์พื้นบ้านดั้งเดิม อย่างการย่ำขาง และสมุนไพรพื้นถิ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมสปาและสุขภาวะมาอย่างยาวนาน ภาคกลาง เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก ด้วยโรงพยาบาลเอกชนที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งกำลังเติบโตในด้านการดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืนยาว (Longevity) อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ ภาคอีสานและภาคใต้ ต่างมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะตัวที่พร้อมนำเสนอสู่ตลาดโลก

    ที่สำคัญคือทุกสินทรัพย์ด้านสุขภาวะและการแพทย์จะถูกผนวกเข้ากับการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเสมอ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่ต้องการทั้งการดูแลสุขภาพและประสบการณ์การท่องเที่ยวควบคู่กัน

    วิวัฒนาการ 3 ยุค: การแพทย์ → สุขภาวะ → อายุยืนยาว

    เส้นทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยผ่านมาแล้ว 3 ยุค ยุคแรกเริ่มจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ตั้งแต่ราวปี 2540 โดย ททท. ใช้กลยุทธ์ให้นักเขียนชาวอเมริกันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทย เพราะเรื่องของการแพทย์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สื่อสาร ไม่ใช่หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวพูดเอง

    จากนั้นจึงขยายสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ และล่าสุดคือการเข้าสู่ยุคของการดูแลเพื่ออายุยืนยาว ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการผสมผสานการดูแลสุขภาพระยะยาวเข้ากับการพักผ่อน

    3 เสาหลักของการตลาดด้านสุขภาพและสุขภาวะ

    ททท. แบ่งกลยุทธ์การทำตลาดออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน

    กลุ่มแรกคือ ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ครอบคลุมบริการทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง กลุ่มที่สองคือ สุขภาวะบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ยกระดับสินทรัพย์อย่างนวดไทยและสมุนไพรด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันว่าสิ่งเหล่านั้นให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และกลุ่มที่สามคือ สุขภาวะจากภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่

    เป้าหมายปลายทางคือการสร้างตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก”

    ตัวเลขที่บอกว่า “ตลาดนี้คุ้มค่า”

    ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะยืนยันว่านี่คือตลาดคุณภาพอย่างแท้จริง

    กว่า 86% เป็นนักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางด้วยตัวเอง มีระยะเวลาพำนักในไทยไม่ต่ำกว่า 12 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับบริการที่เข้ารับ รูปแบบการเดินทางก็หลากหลาย ตั้งแต่มาเป็นครอบครัวในกลุ่มที่มารักษาพยาบาล ไปจนถึงเดินทางคนเดียวหรือมาเป็นคู่ในกลุ่มดูแลความงามและสุขภาพสตรี

    ตลาดหลักในปัจจุบันมาจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ส่วนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมาจากยุโรปและอินเดียซึ่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น

    ปี 2026: ปีแห่งการสร้างการยอมรับระดับโลก

    ปีนี้ถือเป็นปีสำคัญสำหรับการวางตำแหน่งของไทยบนเวทีโลก ททท. มีแผนจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet ในวันที่ 23 เมษายน 2026 เป็นเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศเกือบ 100 รายกับผู้ประกอบการไทยทั้งกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะ

    ไฮไลต์สำคัญอีกงานคือการเป็นเจ้าภาพ การประชุมสุดยอดด้านสุขภาวะโลก (Global Wellness Summit) ที่ภูเก็ตในเดือนกันยายน 2026 โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวเรือใหญ่ การที่งานระดับโลกนี้มาจัดในไทย ถือเป็นการสร้างการยอมรับให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะชั้นนำ

    แคมเปญใหม่ที่นิยามความหรูหราใหม่

    ททท. ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” (การเยียวยาคือความหรูหราแบบใหม่) ภายใต้โครงการ Thailand Health Excellence 2026 ในฐานะ “บทใหม่แห่งการเยียวยาของโลก” แคมเปญนี้นิยามความหรูหราใหม่ ไม่ใช่สิ่งของหรือวัตถุ แต่คือการเยียวยา

    ตั้งแต่การแช่น้ำในบ่อธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากว่า 200 ล้านปี การอาบป่า อาหารไทยที่ทุกส่วนผสมคัดสรรเพื่อบำรุงสุขภาพ ไปจนถึงเทศกาลที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สารที่ส่งออกไปทั่วโลกคือ ถ้าคุณยังไม่มีบ้านหลังที่สอง ลองทำความรู้จักประเทศไทยให้ลึกซึ้ง แล้วไทยจะเยียวยาคุณเหมือนบ้าน

    ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session “Global Wellness Destination: ฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/healthtech/thailand-global-wellness-destination-tat-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XDJUSBasvJpARXEYLwHwL

  • ‘ซาบีดา’ เปิดเส้นทางศรัทธาปัตตานี ดัน 7 ไฮไลต์พหุวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน

    ‘ซาบีดา’ เปิดเส้นทางศรัทธาปัตตานี ดัน 7 ไฮไลต์พหุวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน

    “ซาบีดา” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

    28 มีนาคม 2569 – นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
    สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่

    1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

    3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล

    6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตในอดีต

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/971199/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ar0_Gk2o7xGr_taOTgclk

  • วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    เทรนด์ “ดอกบัว” จากดอกไม้บูชาพระสู่ไอเทมแฟชั่นสุดชิค: เมื่อ Gen Z ปลุกกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นไวรัลทั่วประเทศ

    จากกระแสการท่องเที่ยวตามรอยวัฒนธรรมไทยอย่าง “นุ่งยีนส์ห่มสไบ” ที่เคยฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง วันนี้กลุ่ม Gen Z ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยน “ดอกบัว” ที่เดิมทีถูกจดจำในฐานะดอกไม้สำหรับไหว้พระอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความศรัทธา ให้กลายเป็น ไอเทมแฟชั่นสุดไวบ์ (Vibe) ที่กำลังมาแรงบนแพลตฟอร์ม TikTok และโซเชียลมีเดีย

    จุดเริ่มต้นของกระแสนี้คาดว่ามาจากผู้ใช้งานเอ็กซ์ (Twitter) บัญชี “เอโคโอเค” ที่โพสต์ภาพดอกบัวในแจกันพร้อมระบุถึงความสวยงามในราคาที่ย่อมเยาเพียงช่อละ 30-40 บาท

    จนเกิดเป็นกระแสบอกต่อว่า ดอกไม้ไทยก็สวยงามและนำมาตกแต่งได้ทุกสไตล์ ไม่แพ้ดอกไม้นอกอย่างกุหลาบหรือทิวลิป

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME ซ้อก้าด

    ยิ่งเมื่อเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ซ้อก้าด, เนสตี้ และฟาอัล หยิบมาทำคอนเทนต์ร่วมกับเพลง “ดั่งฝันฉันใด” ของวง Klear ก็ยิ่งทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นไวรัลที่ใครก็อยากทำตาม

    การขยายตัวของโลเคชั่น

    จากปากคลองตลาดสู่จุดเช็กอินทั่วประเทศ ความแรงของเทรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “ปากคลองตลาด” หรือ “สะพานพุทธ” ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างไปยังแหล่งท่องเที่ยวและตลาดดอกไม้ในต่างจังหวัด เช่น

    พระนครศรีอยุธยา: วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร, ตลาดเจ้าพรหม และวัดพระราม

    เชียงใหม่: กาดหลวง (ตลาดวโรรส)

    สุราษฎร์ธานี: ตลาดสดริมน้ำตาปี

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้ดูร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น (Soft Power) โดยก้าวข้ามกรอบความเชื่อเดิมๆ

    วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจจากกระแส “ดอกบัวฟีเวอร์”

    เทรนด์นี้ไม่ได้สร้างแค่ยอดไลก์ แต่เป็น โอกาสทองของผู้ประกอบการ ในการปรับตัวเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า Gen Z ดังนี้

    ธุรกิจร้านดอกไม้: นอกจากการจำหน่ายดอกบัวแบบเดิม พ่อค้าแม่ค้าสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการ “จัดช่อพับกลีบให้สวยงาม” หรือจำหน่ายเป็นเซ็ตสำหรับให้นำไปพับเอง ซึ่งตอบโจทย์ Gen Z ที่มองว่าการพับดอกบัวช่วยฝึกสมาธิและทำให้จิตใจสงบ

    ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหาร: สามารถนำดอกบัวมาใช้เป็น องค์ประกอบในการตกแต่งร้าน (Photo Spot) หรือจัดทำเมนูเครื่องดื่มและขนมที่มีดอกบัวเป็นส่วนประกอบ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ลูกค้าเข้ามาทำคอนเทนต์

    ธุรกิจแฟชั่นและเสื้อผ้า: แบรนด์สามารถออกแบบชุดที่ แมตช์กับสีชมพูละมุนของดอกบัว หรือจัดทำแคมเปญถ่ายภาพสินค้าโดยใช้ดอกบัวเป็นพร็อพ เพื่อสื่อสารถึงความทันสมัยที่ผสมผสานความเป็นไทย

    ธุรกิจท่องเที่ยวและท้องถิ่น: แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดที่มีนาบัวหรืออยู่ใกล้ตลาดดอกไม้ สามารถจัดกิจกรรมหรือมุมถ่ายรูปที่ล้อไปกับเทรนด์นี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเช็กอินในพื้นที่มากขึ้น

    การที่ดอกบัวกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ “ราคาคุ้มและถูก” ทำให้เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถหยิบจับกระแสนี้มาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าในช่วงที่วัฒนธรรมไทยกำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ข้อมูลประกอบhttps://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_324232

    ขอบคุณภาพจากhttps://www.facebook.com/photo?fbid=922585750644175&set=pcb.922587517310665

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/740068&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUmVNERX0g-z2Y7L_jP16

  • ท่องเที่ยวทรุดหนัก! “พิษน้ำมันแพง” เล่นงานสุรินทร์ แพลอยน้ำรายได้วูบเกินครึ่ง นักท่องเที่ยวหาย-ร้านค้าร้องรัฐเร่งแก้ด่วน

    ท่องเที่ยวทรุดหนัก! “พิษน้ำมันแพง” เล่นงานสุรินทร์ แพลอยน้ำรายได้วูบเกินครึ่ง นักท่องเที่ยวหาย-ร้านค้าร้องรัฐเร่งแก้ด่วน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WYwGS6HqpFQbvMq7tg9KE

  • สุดทน! พลังงานแพงถล่มท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    สุดทน! พลังงานแพงถล่มท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    วันนี้ (วันที่ 28 มีนาคม 2569)นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม กลุ่มรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถโดยสาร รถทัวร์ รวมถึงขนส่งทางทะเล เช่น เรือนำเที่ยวและเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัด

    อ้างอิงผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคท่องเที่ยว โดยภาคขนส่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 39–48%

    ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้ทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ แม้ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานโดยตรงไม่สูงมาก แต่ยังคงได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมของนักท่องเที่ยว

    ธเนศ ตันติพิริยะกิจ

    จากการจำลองสถานการณ์ในงานวิจัย หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ต้นทุนโรงแรมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 7% อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 50% ต้นทุนโรงแรมอาจเพิ่มสูงถึง 25.7% ขณะที่ภาคขนส่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 38.5% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกระแทกต่อทั้งระบบอุตสาหกรรม

    นายกสมาคมฯ ระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงค่าเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกในระยะยาว

    โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เท่าผู้ประกอบการรายใหญ่

    พร้อมกันนี้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้เสนอชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ตรึงราคาน้ำมันดีเซลในระดับเป้าหมายสำหรับภาคท่องเที่ยว ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน

    ควบคู่กับการกำหนด “Tourism Fuel Rate” หรือราคาน้ำมันเฉพาะสำหรับภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราราคาพิเศษให้กับผู้ประกอบการขนส่งนักท่องเที่ยว เช่น รถรับส่งโรงแรม รถทัวร์ และเรือท่องเที่ยว ผ่านระบบบัตรหรือการคืนเงินตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อลดต้นทุนในภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบ และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปยังนักท่องเที่ยว

    ในด้านภาษี เสนอให้มีการ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว 6–12 เดือน และออกมาตรการ Energy Tax Credit ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันไปหักภาษีได้โดยตรง

    ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลชั่วคราว การพักชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน เพื่อรักษา demand ของตลาด

    เสนอให้ภาครัฐเร่งออก โครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยขยายรูปแบบจากคนละครึ่งเดิมให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบราคาขายมากเกินไป

    ในขณะเดียวกัน สมาคมฯ เห็นว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการ ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่น landing fee และ passenger service charge

    รวมถึงการจัดทำ แพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด การแบ่งเบาความเสี่ยงร่วมกับสายการบิน (Load Factor Support) ในบางเส้นทางใหม่หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดหรือคงเส้นทางบินไว้ในช่วงที่ต้นทุนสูงและ demand ยังไม่ฟื้นเต็มที่

    ในระยะกลาง เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “Green Transport Corridor” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต โดยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV shuttle และ EV boat พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งทั้งเกาะในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน เสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว (Tourism Energy Stabilization Fund) เพื่อช่วยรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเปราะบางสูง

    “มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบ ตั้งแต่สายการบิน ขนส่ง ไปจนถึงโรงแรม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง จะส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในราคาที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย” นายกสมาคมฯ กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงาน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655155&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2njoNsFdgNLQ81FP4RJK5M

  • สวรรค์ทะเลอันดามัน!

    สวรรค์ทะเลอันดามัน!

    สวรรค์ทะเลอันดามัน! ‘เกาะไข่นอก’ น้ำใส-ทรายขาว พร้อมรับ นทท.ด้วยมิตรชาวใต้

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

    ปักหมุดสวรรค์อันดามัน ‘เกาะไข่นอก’ พังงา! น้ำใส ทรายขาว เที่ยวได้ทั้งปี ย้ำพิกัดเขตอำเภอเกาะยาว พร้อมรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรภาพชาวใต้

    วันที่ 28 มี.ค. 69 บรรยากาศการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดพังงายังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ “เกาะไข่นอก” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต้องการสัมผัสความงามของท้องทะเลอันดามันอย่างใกล้ชิด

    ‘เกาะไข่นอก’ มีลักษณะเป็นเกาะขนาดเล็ก โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวละเอียดรูปครึ่งวงรียาวกว่า 600 เมตร ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสจนสามารถมองเห็นฝูงปลาว่ายวนอยู่ใกล้ชายฝั่ง เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ถ่ายภาพ และดำน้ำตื้นชมแนวปะการังเขากวางที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ โดยเกาะแห่งนี้มีข้อได้เปรียบคือสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเดินทางมาพักผ่อนที่เกาะไข่นอกตลอดทั้งวัน ทั้งกลุ่มที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตและพังงา โดยบนเกาะมีชาวบ้านในพื้นที่คอยให้บริการอย่างเป็นกันเอง ทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเก้าอี้ชายหาดและร่มกันแดด สร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากความสวยงามแล้ว ทางพื้นที่ยังได้เน้นย้ำเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิกัดที่ตั้ง โดยยืนยันว่า หมู่เกาะไข่ (เกาะไข่ใน, เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย) ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ไม่ได้อยู่ในจังหวัดภูเก็ตตามที่บริษัทนำเที่ยวบางแห่งโฆษณาไว้

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของทะเลพังงาแบบดั้งเดิม สามารถติดต่อใช้บริการเรือนำเที่ยวของชาวบ้านได้โดยตรงที่ ท่าเรือโล๊ะจาก อำเภอเกาะยาว หรือลงเรือจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ตซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน เพื่อร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชนและสัมผัสความงามของธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ///////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/955374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ocg3q_rl4GA1psuHrdHfk

  • “อนุทิน” ลั่นดัน “คนละครึ่งพลัส” ทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ชูเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ลั่นดัน “คนละครึ่งพลัส” ทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ชูเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (28 มี.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะต้องเดินหน้าดำเนินการ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสถานการณ์ใด ๆ เนื่องจากเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับประชาชน และต้องผลักดันเมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการประเมินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงปลายปี 2568 พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจ และเรียกร้องให้ดำเนินการต่อ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดย “ไม่มีตรงไหนรั่วไหลออกนอกประเทศ” และรัฐยังได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี ถือเป็น “Win-Win” ของทุกภาคส่วน

    “พอรัฐบาลเข้ามาจะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้ออกมาโดยเร็วที่สุด โครงการนี้เหมือนโครงการ “เรือธง” ที่ทางพวกผมได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีความผกผันหรือผันผวน ไม่มีความเกี’ยวยวข้องกับสถานการณ์น้ำมันหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คนละเรื่องกัน อันนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวงเงินว่าจะอยู่ที่สองพันบาท ตามที่เคยสัญญาไว้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็พลัสอะครับ” โดยในรายละเอียดและรูปแบบนั้น จากรายงานของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวคิดต้องการ “พลัส” เพิ่มจากเดิม

    “ท่านเอกนิติ ท่านชอบพลัสเพิ่มอยู่แล้ว อาจเป็น ‘พลัส พลัส’ มีเวอร์ชันต่าง ๆ ที่ออกมา อัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) ชัดเจนมากขึ้น โคฟเวอเรจ (Coverage) เพิ่มมากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

    ส่วนข้อสังเกตว่าโครงการจะครอบคลุมผู้เสียภาษีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รายละเอียดยังอยู่ระหว่างให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจสรุป และต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้เสนอเข้าสู่ที่ประชุม

    ทั้งนี้ ย้ำว่าโครงการจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดย “จะพลัสเท่าไหร่ พลัสอะไรเพิ่ม” อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด แต่ยืนยันว่า “พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน” เนื่องจากประชาชนให้ความเชื่อมั่นและตอบรับโครงการดังกล่าวอย่างดี

    “…เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะพลัสเท่าไหร่ พลัสอะไรไปบ้างเพิ่มมากขึ้น แต่พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน เพราะว่าประชาชนให้ความมั่นใจและชื่นชมต่อโครงการนี้” นายอนุทิน กล่าวย้ำชัด

    สำหรับวงเงินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสแรก อยู่ที่ 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลางปี 2568 และงบประมาณปี 2569 โดย “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีการยุบสภา และอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการแถลงนโยบายเลือกตั้ง ปี 2569 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวว่า “ผมยังติดพี่น้องประชาชน อีกคนละ 2,400 บาท ดังนั้นขอให้ผมได้มีโอกาสใช้หนี้ท่าน”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “อนุทิน” เตรียมทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. 30 มี.ค. เร่งตั้งรัฐบาลเต็มรูปแบบ

    สภาพัฒน์จ่อชง “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ หลังรัฐบาลแถลงนโยบาย สู้ค่าพลังงานพุ่ง

    “เอกนิติ” ย้ำความพร้อม “คนละครึ่งพลัส” เดินหน้าทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่

    ปิด “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ล้านบาท หนุนเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 0.2%

    รัฐบาลเบรก! “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ หลังยุบสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/822370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j6B7y2LNBbsR6pF85N2yx