Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” ขอโทษประชาชน ปมบริหารราคาน้ำมันสร้างความปั่นป่วน

    “อนุทิน” ขอโทษประชาชน ปมบริหารราคาน้ำมันสร้างความปั่นป่วน

    วันนี้ (28 มี.ค.2569) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    เปิดเวที Meet the Press พูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่านวิกฤตตะวันออกกลางมาแล้ว 1 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบคำถามสื่อมวลชน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

    นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเวลา 1 เดือนที่ทุกประเทศประสบปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน หลังจากเกิดสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก หลายประเทศขาดแคลนน้ำมันและทุกประเทศได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือ

    ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือน มี.ค. ผมต้องขอโทษประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนและเพื่อให้ปรับตัว

    ภาพประกอบข่าว

    แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปและคาดว่าจะยืดเยื้อ รัฐบาลจึงต้องปรับตัวและปรับมาตรการให้เหมาะสม เน้นประคับประคองและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมัน ขนส่ง ประมงและอุตสาหกรรม เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเร่งเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้การเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิดปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เรื่องสถานการณ์น้ำมันที่ขาดแคลนหน้าปั๊มในบางพื้นที่ ขณะนี้เริ่มคลี่คลาย หลังจาก ศบก.ดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตปัญหา โดยยืนยันว่าทำในนามรัฐบาลและทำในนามนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันพยายามขยายคอขวดที่ทำให้เกิดการช็อตของน้ำมัน แม้จะกลั่นน้ำมันได้เท่าเดิม แต่ยังคงนำเข้าได้อย่างต่อเนื่องและมีน้ำมันสำรองที่เพิ่มจำนวนวันมากขึ้น ขณะเดียวกันเพิ่มรอบเวลาการขนส่งและอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าระบบ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้กักตุนน้ำมัน

    ภาพประกอบข่าว

    ขณะที่การหยุดตรึงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันที่ติดลบ ยืนยันว่าการหยุดตรึงน้ำมันยังไม่เท่ากับการลอยตัวเหมือนในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยยังใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ แต่ในอัตราส่วนที่น้อยลง อีกทั้งยังเห็นผลชัดเจนว่า ลดการกักตุนของผู้ที่ฉวยโอกาส ลดความพยายามเข้ามาลอบซื้อน้ำมันหรือส่งน้ำมันเถื่อนออกขายทำกำไร

    พร้อมยืนยันว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งในภูมิภาคนี้ราคาน้ำมันของไทยสูงกว่า 2 ประเทศคือ อินโดนีเซียและบูรไน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ผลิตน้ำมัน ที่มีแหล่งน้ำมันของตัวเอง

    ภาพประกอบข่าว

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย โดยขณะนี้มีสินค้าควบคุม 66 รายการ รวมถึงมีโครงการสินค้าไทยช่วยไทยและธงฟ้า นอกจากนี้ ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนชุดใหญ่ ทั้งการปรับลดภาษีสรรพสามิต เพิ่มสวัสดิการต่างๆ ชดเชยราคาน้ำมันกับภาคการขนส่ง เป็นต้น

    สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งสัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลอนุทิน 1 และจะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า

    ดังนั้น การบริหารสถานการณ์ในภาพรวมของรัฐบาล จะเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบกลุ่มเปราะบางผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

    อ่านข่าว

    อัปเดต 35 รายชื่อโผ “ครม.อนุทิน 2” ผ่านด่านอรหันต์ตรวจเข้มคุณสมบัติ

    ยังไม่รู้ชะตากรรม “3 ลูกเรือ” “สีหศักดิ์” ย้ำประสานช่วยเต็มที่

    สหรัฐฯ คาดสงครามใกล้จบ เรียกร้องสมาชิก G7 ช่วยกดดันอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503944&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EIvy-2UByc5F8VnLZtDRe

  • รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2922995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UxBxh7Db_kH2fgPGJYepB

  • “เอกนิติ” กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก เตรียมถกคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ  30 มี.ค.​ นี้ เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง​

    “เอกนิติ” กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก เตรียมถกคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ 30 มี.ค.​ นี้ เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง​

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงในงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า เป็นวิกฤตพลังงานระดับโลกที่ส่งผลกระทบรุนแรงและมีความยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานเนื่องจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลจึงมุ่งเน้นนโยบายการชะลอและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด 

    สติงเกอร์ กทม.
    งาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    โดยเริ่มจากการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ

    ด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป​ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ 

    โดยรัฐบาลจะค่อยๆ ปรับลดการอุดหนุนลงตามความเหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิ การงดดูงานต่างประเทศ และสนับสนุนการทำงานในรูปแบบ Work from Home เพื่อประหยัดพลังงานของประเทศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์ที่​ 30 มีนาคน​ 2569 นี้ เพื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอย่างคุ้มค่า 

    ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะบริหารจัดการงบประมาณและกองทุนต่างๆ เพื่อพยุงต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกินไป 

    พร้อมชี้แจงว่า รัฐบาลมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือเงินภาษีของประชาชน รัฐบาลถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าในการดูแลประชาชน

    “เราต้องใช้เครื่องมือ เงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ คือเงินภาษีของประชาชนเราต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เราจะใช้ทุกเครื่องมือทุกกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤติครั้งนี้ แต่วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติโลก เราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาลทั้งภาคเอกชน ทั้งภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกันเราจะได้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”

    ส่วนการตัดสินใจลดอุดหนุนน้ำมัน คือการนำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในระยะถัดไปหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า  กองทุนน้ำมันเป็นแค่เครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้น้ำมันสูงเกินไป แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมาก กลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้รถ กลุ่มคนไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรงแต่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน 

    ซึ่งตามที่ชี้แจงว่าถ้าหากเรานำเงินทั้งหมดที่มีไปดูแลเรื่องน้ำมัน คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนที่ใช้รถใช้น้ำมัน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดเพื่อให้ดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02QPGv_jK1-NQa8YsTBZkr

  • “ไมล์ส ไดเชอร์” นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวอเมริกัน สร้างประวัติศาสตร์ บินวิงสูทกลางกรุง ครั้งแรกในไทย

    “ไมล์ส ไดเชอร์” นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวอเมริกัน สร้างประวัติศาสตร์ บินวิงสูทกลางกรุง ครั้งแรกในไทย

    โดย ดิถดนัย สิริประทีปสุข

    เขียนเมื่อ 28/03/2026 20:00 | อัพเดทล่าสุด 28/03/2026 22:13 56

    เมื่อเช้าวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ไมล์ส ไดเชอร์ นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับตำนานจากทีม Red Bull Air Force สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาเอ็กซ์ตรีมของประเทศไทย ด้วยการบินวิงสูท หรือการสวมชุดติดปีกเพื่อร่อนในอากาศลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง เป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร จากความร่วมมือระหว่าง Red Bull แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังจากยุโรป, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเลอบัว โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ

    ไมล์ส ไดเชอร์ นักกีฬาชาวอเมริกัน เป็นหนึ่งในนักบินผาดโผนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ด้วยสถิติการกระโดดร่มมากกว่า 12,000 ครั้ง อีกทั้งยังมีบทบาทในวงการฮอลลีวูด ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังฉากแอ็กชันสุดเสี่ยง โดยเป็นผู้ฝึกสอนให้ ทอม ครูซ ในฉากกระโดดร่มพร้อมมอเตอร์ไซค์จากภาพยนตร์ Mission: Impossible – Dead Reckoning และร่วมแสดงความสามารถใน Iron Man 3 นอกจากนี้ “ไมล์ส” ยังเป็นผู้ทำลายสถิติกับการกระโดดร่ม 64 ครั้ง ในเวลา 24 ชั่วโมง ในปี 2560

    การบินวิงสูทครั้งนี้ ไมล์ส ไดเชอร์ กระโดดร่มลงจากเครื่องบินที่บินอยู่เหนือน่านฟ้า ก่อนทะยานผ่านโดมทองโรงแรมเลอบัว กรุงเทพฯ ด้วยความเร็วสูงถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะร่อนตัวควบคุมทิศทางลงจอดบนเรือที่กำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างแม่นยำ ท่ามกลางภาพอันงดงามของกรุงเทพมหานคร

    “มันว้าวมาก กรุงเทพมหานครสวยงามจริง ๆ ผมแทบไม่อยากเชื่อภาพที่เห็น เพราะผมกระโดดตอนเช้า ช่วงที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น แสงสีทองสาดไปทั่วทั้งเมือง ลองนึกภาพดูสิว่ามันจะสวยขนาดไหน สำหรับผม ที่นี่ติดท็อป 4 ของสถานที่ที่เคยบินมาเลย”

    ไมล์ส ไดเชอร์ พูดถึงการตัดสินใจและความท้าทายในการมาบินวิงสูทที่กรุงเทพมหานครว่า “ผมเคยมางานแต่งงานของเพื่อนที่นี่ และประทับใจมาก เมืองสวยจนทำให้ผมอยากมาบินวิงสูทที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น โปรเจกต์นี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกิดขึ้น เพราะต้องวางแผนและขออนุญาต รวมถึงต้องดูสภาพอากาศและทิศทางลมด้วย”

    “ผมบินทั้งหมด 2 รอบ และท้าทายทุกรอบ มีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ด้วยโลเคชันที่มีตึกจำนวนมาก ความยากคือการจำจังหวะให้แม่นยำ ทั้งจังหวะกระโดด กางร่ม และการเลี้ยว ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ นี่คือความท้าทายของมัน”

    นอกจากนี้ ไมล์ส ไดเชอร์ ยังแนะนำคนไทยที่สนใจกีฬาชนิดนี้ว่า ในประเทศไทยมีชมรมที่สามารถติดต่อสอบถามและเริ่มต้นฝึกฝนได้ อีกทั้งยังมีหลากหลายสถานที่ที่เหมาะสำหรับการบินวิงสูท ขณะเดียวกัน เจ้าตัวยังเผยว่าอยากกลับมาบินในหลายโลเคชันของไทย โดยเฉพาะหาดไร่เลย์ ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/9/article/24710&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EK9etxZZhoUhsOs7k0qOa

  • สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง | TOPNEWS

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง | TOPNEWS

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    • เผยแพร่ : 28/03/2026 22:03

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ด้าน การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ “การส่งเสริมอาหารเป็นยา” เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ” พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่เข้ารับการอบรมดังกล่าว โดยมี นางสาวอุบลรัตน์ มโนศิลป์ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร. สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ และนายเอกชัย เกื้อทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมเป็นวิทยากร ณ ห้องประชุมสวรรคโลก โรงแรมคุ้มภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    สำหรับการอบรมในครั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์แผนไทย กลุ่มงานส่งเสริมบริการ ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ “การส่งเสริมอาหารเป็นยา เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับมัคคุเทศก์ และนักโภชนาการที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุขของภาครัฐ ให้มีองค์ความรู้ สามารถถ่ายทอด นำประโยชน์ของการบริโภคอาหารเป็นยา อีกทั้งยังเป็นการยกระดับภูมิปัญญาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ และการบริโภคอาหารของประชาชนที่เหมาสม ลดโอกาสการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความแข็งแรง และพัฒนาศักยภาพในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่มมูลค่าให้กับเมนูอาหารเป็นยาในแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่อไป

    vdveev

    531531

    115 ปี “กรมศิลปากร” พร้อมสร้างสรรค์ และต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    พนักงานส่งพัสดุแปดริ้ว ปรับตัวสู้วิกฤตน้ำมันแพง ใช้พ่วงท้ายมอเตอร์ไซค์ขนของ ประหยัดต้นทุน

    ทรภ.1 ผนึก ศรชล.ภาค 1 คุมเรือลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย เข้าตรวจเข้มสัตหีบ

    สมุทรสงคราม///วัดอินทาราม จัดงานลิ้นจี่ช่วยชาวสวน แจกแกงเขียวหวานลิ้นจี่ฟรีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนญาติโยม

    เปิดป่าช้าเก็บศพไร้ญาติ คอหวยฮือฮา “หลุมปฐมฤกษ์ 39” เซียนสื่อประทับทรง ชาวบ้านแห่จดเลขเสี่ยงโชค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1530785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25YL8WNQYuuIyj8EwLqAFL

  • ‘เศรษฐา’ เสนอเพิ่มเพดานหนี้’ 80%  ลุยกระตุ้นเศรษฐกิจรับมือสงคราม

    ‘เศรษฐา’ เสนอเพิ่มเพดานหนี้’ 80% ลุยกระตุ้นเศรษฐกิจรับมือสงคราม

    อดีตนายกฯ เศรษฐา เสนอเพิ่มกรอบเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ไม่หวั่นเครดิตเรทติ้งประเทศ ย้ำ ‘บริษัทเครดิตเรทติ้งไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศ’

    นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เรียกร้องให้รัฐบาล “เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ” เพื่อรับมือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อดีตนายกฯ เสนอให้ปรับเพิ่มสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขึ้นเป็นไม่เกิน 80% จากปัจจุบันที่ไม่เกิน 70% เพื่อให้สามารถเปิดพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากนำเงินไปใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน ทางหลวง หรือโครงการป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่การแจกเงินประชานิยม ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ทั้งในสายตาประชาชนและจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ปัจจุบัน รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ตอบรับแนวคิดเรื่องการเพิ่มเพดานกู้ยืม หลังจากเมื่อปีที่แล้วบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) และฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) “ปรับลด” แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงสู่ “เชิงลบ” จากเดิมที่มีเสถียรภาพ โดยให้เหตุผลถึงฐานะการคลังของไทยที่อ่อนแอลง 

    อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจมูลค่า 5.7 แสนล้านดอลลาร์ จากสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ได้จุดกระแสเรียกร้องให้เพิ่มเพดานการกู้ยืมขึ้นมาอีกครั้ง

    “บริษัทจัดอันดับเครดิตไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศ เราต่างหากที่บริหารประเทศ” เศรษฐาวัย 64 ปี กล่าวพร้อมระบุว่า หากมั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องตัดสินใจเดินหน้า

    ทั้งนี้ ประเทศไทยดำเนินนโยบายการกู้ยืมอย่างระมัดระวังมาตั้งแต่หลังเผชิญวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 ซึ่งเกิดจากการลดค่าเงินบาท และต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ในปี 2564 เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด-19

    'เศรษฐา' เสนอเพิ่มเพดานหนี้' 80%  ลุยกระตุ้นเศรษฐกิจรับมือสงคราม

    อย่างไรก็ตาม วิกฤติราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดนี้ กำลังกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุด “อินโดนีเซีย” ซึ่งเคยขอรับความช่วยเหลือจาก IMF เช่นกัน ระบุว่าอาจยอมให้การขาดดุลงบประมาณเกินเพดานที่ตั้งไว้ได้ในกรณีฉุกเฉิน

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่ได้ให้ความเห็นต่อรายงานข่าวนี้ เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า “ต้องการรักษาวินัยการคลังและคงเพดานหนี้ปัจจุบันเอาไว้” ขณะที่รัฐบาลเพิ่งประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเมื่อวันพฤหัสบดี และกำลังพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระการใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุน

    บลูมเบิร์กระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2566-2567 นายเศรษฐาได้ผลักดันนโยบายแจกเงินและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก แม้จะระบุว่าเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่เขายังต้องการเสนอความเห็นเพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า

    สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 2.5% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เกือบสองเท่า แต่ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์” และต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ “เวียดนาม” ที่ขยายตัว 8.46% 

    “ไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องเติบโตอยู่แค่ 2-3%” เศรษฐากล่าว “คุณไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเอง คุณกำลังแข่งขันกับเวียดนาม”

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตราว 1.5-2.5% ในปีนี้ แต่ผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือเพียงกว่า 1% เล็กน้อย ขณะที่เศรษฐาได้ตั้งคำถามต่อการประเมินก่อนสงครามของรมว.คลังที่ว่า เศรษฐกิจไทย “พ้นห้องไอซียูแล้ว”

    “เราอาจพ้นจากภาวะโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้นไอซียู” เศรษฐากล่าว “เรายังต้องการมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในทุกด้าน แต่ต้องโฟกัสที่จุดแข็งของเรา ซึ่งเราทำได้ดีในแง่การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ”

    ทั้งนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้ระบุถึงความท้าทายหลายข้อของไทย ซึ่งรวมถึง ผลิตภาพในระดับต่ำที่เนื้อรัง โครงสร้างประชากรสูงวัย และการลงทุนด้านการศึกษาที่ไม่เพียงพอ

    เศรษฐากล่าวว่า การเพิ่มเพดานหนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะถูกปรับลดอันดับเครดิตโดยอัตโนมัติ และไทยก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการขายพันธบัตร เนื่องจากมักได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปและกองทุนในประเทศ

    ในมุมมองของอดีตนายกฯ ได้เสนอให้ใช้เงินกู้ใหม่ราว 7 แสนล้านบาท ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่กระทบประชาชนราว 25 ล้านครัวเรือนคนที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม

    “เราควรทำโครงการ ‘ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีภัยแล้ง’ และลงทุนให้มากเพื่อช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชได้ตามที่ต้องการและได้ผลผลิตที่เหมาะสม” เขากล่าว “ต้องมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ไฟฟ้าเพียงพอ และน้ำเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก”

    เศรษฐากล่าวว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนที่แล้วของนายกฯ อนุทิน และอิทธิพลที่มีต่อสถาบันสำคัญๆ ทำให้เขา “มีสถานะที่แข็งแกร่งมาก” ซึ่งสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเร่งด่วนได้ หลังจากความปั่นป่วนทางการเมืองที่มีมายาวนานหลายปีบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและกดดันตลาดเงิน

    ทั้งนี้เศรษฐาเปิดเผยว่า เขาและนายอนุทินยังคงพบปะรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นครั้งคราว

    นายเศรษฐากล่าวทิ้งท้ายว่า คณะรัฐมนตรีของอนุทิน ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ควรเร่งดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น Microsoft, Amazon, Alphabet, ByteDance และ Alibaba Group

    “นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี นี่คือโอกาสทอง” เศรษฐากล่าว “เขาควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่กล้าหาญจริงๆ”

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ujMknlvetmLu2dEDqTTcw

  • ‘อนุทิน’ ย้ำส่งชื่อ ครม.ต้นสัปดาห์หน้า ยันเดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส’ แน่

    ‘อนุทิน’ ย้ำส่งชื่อ ครม.ต้นสัปดาห์หน้า ยันเดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส’ แน่

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ระบุว่า “สัปดาห์หน้าจะยื่นทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี” โดยยืนยันว่า “ถูกต้องครับ ต้นสัปดาห์หน้า”

    ส่วนคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ยื่นตรวจสอบมีปัญหากี่คน อนุทิน กล่าวว่า “อย่าไปพูดถึงเลย รายชื่อที่จะส่งขึ้นไปคือรายชื่อที่ไม่มีปัญหา ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียดจากหน่วยงานตรวจสอบที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งไป”

    สำหรับกรณีที่พูดถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” หากสถานการณ์พลังงานดีขึ้นนั้น อนุทิน ชี้แจงว่า “โครงการคนละครึ่งพลัสต้องออกมาอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์น้ำมันจะมีหรือไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้สัญญาไว้กับประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่เราต้องดำเนินการ เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดที่จะมาถึงนี้”

    เมื่อถามอีกว่ากรอบระยะเวลาดำเนินการของโครงการหลังแถลงนโยบายแล้วจะเริ่มเมื่อไหร่ อนุทิน กล่าวว่า “เราประเมินจากโครงการช่วงสิ้นปี 2568 ที่ประชาชนได้ใช้ ทุกคนพึงพอใจและเรียกร้องให้มีโครงการนี้เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์ รัฐก็ได้ภาษีกลับคืนมา เป็นวิน-วินกับทุกภาคส่วน”

    ส่วนจะเริ่มโครงการได้เมื่อไหร่นั้น อนุทิน กล่าวว่า “พอรัฐบาลเข้ามาก็จะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้ออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นโครงการเรือธงที่พวกผมให้สัญญากับประชาชน จะไม่มีความผกผัน ผันผวน หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำมันหรือสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นคนละเรื่องกัน เพราะตรงนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคง”

    เมื่อถามอีกว่าที่ได้หาเสียงไว้ว่าจะเติมเงินเป็น 2,000 บาท จะเป็นตามนั้นใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “ก็พลัส จากที่ผมได้รับรายงานจาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ก็พลัสเพิ่มอยู่แล้ว เป็นพลัส พลัสเป็นเวอร์ชันต่างๆ ที่อัพสกิลออกมาชัดเจนมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับเงื่อนไขจะครอบคลุมไปถึงผู้เสียภาษีด้วยใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้มีเสียงสะท้อนว่า 7 มาตรการที่ออกมายังไม่ครอบคลุมนั้น เรื่องนี้ขอให้เอกนิติ สรุปให้ชัดเจนอีกครั้ง”

    โครงการนี้อย่างไรก็ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เรายังต้องรอให้กระทรวงการคลังเสนอขึ้นมา แต่ย้ำว่าเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนจะพลัสเท่าไหร่ อะไรไปบ้าง แต่พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน เพราะประชาชนให้ความมั่นใจกับโครงการนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-confirms-submitting-cabinet-list-and-pushing-half-half-plus-to-boost-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XsyOW-cLfrLQCmu6B0pbC

  • ‘เอกนิติ’ รับ เลิกอุ้มน้ำมัน ป้องซํ้ารอย วิกฤติปี 40 ย้ำ ‘รัฐบาล’ ดูแลคนทุกกลุ่ม

    ‘เอกนิติ’ รับ เลิกอุ้มน้ำมัน ป้องซํ้ารอย วิกฤติปี 40 ย้ำ ‘รัฐบาล’ ดูแลคนทุกกลุ่ม

    “เอกนิติ” รับ ต้องเลิกอุ้มน้ำมัน ป้องซํ้ารอย วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ย้ำ รัฐบาลใช้ภาษีประชาชน ดูแลคนทุกกลุ่ม หวังชะลอผลกระทบให้มากที่สุด

    เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤติโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ว่า วิกฤติสถานการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก และเป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน รวมถึงเป็นวิกฤติที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำคือพวกเราพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และเมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ทราบเลยว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่นั้นเต็มความสามารถ ในการดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลางให้ปลอดภัยมากที่สุด 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก พลังงานที่สำคัญคือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ที่ผลิตผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งปัจจัยการผลิตไม่สามารถออกมาขายให้ทั่วโลกได้ นำมาสู่ผลกระทบที่กระทบกับคนทั้งโลกคือด้านพลังงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี จึงใช้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกในการดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชน ในการเข้าไปดูแลเพื่อติดตามสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้มีข้อสั่งการว่า ให้ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลประชาชนให้เต็มที่ จากการที่สถานการณ์ไม่ได้จบลงในเวลาอันรวดเร็ว 1 เดือนผ่านไปเป็นที่ชัดเจนว่าสงครามและวิกฤติพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือเราจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดทุก 

    ประเทศส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเราเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด เราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ จึงได้ตัดสินใจเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยให้ลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยเห็นราคาน้ำมันไทยต่ำกว่าประเทศมาเลเซียเลย แต่ทุกคนต้องปรับตัว รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ เราต้องเตรียมความพร้อม 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สิ่งต่อมาที่กระทบคือหลังจากที่ราคาน้ำมันอาจจะต้องปรับตัวขึ้นบ้างให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเมื่อราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตหลายส่วน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้คนมาเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน และฉวยโอกาสขึ้นราคา ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกเกณฑ์ในการควบคุมภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ ยังกระทบให้ค่าขนส่งสูงขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงใช้ งบประมาณทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป จึงใช้กองทุนที่มี มาดูแลประชาชน งบกลางเท่าที่มีอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อมาดูแลไม่ให้กลไกราคากระทบต้นทุนมากเกินไป 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนี้ คนสามารถรองรับวิกฤติได้มีความสามารถไม่เท่ากันคนที่มีเงินก็อาจจะดูแลตัวเองได้มากขึ้นกว่าคนอื่นที่ไม่ได้มีรายได้มาก รัฐบาลเองมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่นั่นคือเงินภาษีของประชาชนเราก็มีอยู่อย่างจำกัด เราถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าในการดูแลประชาชน เราจึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นในการดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย จึงตัดสินใจใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล และเมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา เราก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่า และย้ำว่าเราจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤตครั้งนี้ และวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติโลกเราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แต่เรามีกลุ่มคนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้รถ หรือไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบ ถ้าเราเอาเงินทั้งหมดไปอุ้มหรือไปแทรกแซงราคาน้ำมัน กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนใช้รถ และใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังมีกลุ่มคนที่เขาไม่ได้ใช้ ฉะนั้น ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-jP7BD5eJNC9WT7TT13Qu

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137727&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oryGYmoTg8CbgZpNVYxN-

  • อย่าให้เหลา! ‘ไอซ์’ ภรรยา ‘เหน่ง เหม่งจ๋าย’ โพสต์เดือด แซะแรงจบงานแล้วเลิกสร้างภาพสักที | เดลินิวส์

    อย่าให้เหลา! ‘ไอซ์’ ภรรยา ‘เหน่ง เหม่งจ๋าย’ โพสต์เดือด แซะแรงจบงานแล้วเลิกสร้างภาพสักที | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่าเกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ขึ้นมาทันที หลังจากที่ “ไอซ์” ภรรยาของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกดังผู้ล่วงลับ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโพสต์ ที่ทำเอาหลายคนถึงกับสะดุ้ง

    โดยไอซ์ได้ระบุข้อความสั้นๆ แต่เจ็บจี๊ดว่า “จบงานแล้ว ก็เลิกสร้างภาพสักทีค่ะ อย่าให้เหลานะคะ ไม่อยากทำ”

    งานนี้ทางด้านชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม ส่วนใหญ่เข้ามาส่งกำลังใจให้ไอซ์ และพยายามสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงเพิ่มเติมจากฝั่งไอซ์ คงต้องรอเจ้าตัวออกมาโพสต์ชี้แจงอีกครั้ง..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5728688/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KOkaxYjC2wbpn7Oi37aOq