Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ในระยะถัดไป ผลกระทบจะลามไปถึงภาคครัวเรือนมากขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงปลายปี ราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤต ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ รวมถึงธุรกิจขนส่งทางทะเลที่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ส่วน SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือโตเพียง 1.4% จากเดิม 1.8% หลังราคาพลังงานพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง กดดันเศรษฐกิจรอบด้าน ขณะที่เงินเฟ้อเร่งขึ้นแตะ 3.2% ทะลุกรอบเป้าหมาย โดยแรงกดดันเริ่มชัดในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังซื้ออ่อนลง และธุรกิจเผชิญต้นทุนพุ่ง ทำให้หลายรายชะลอลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    EIC เตือนว่าไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ “โตต่ำ-เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation จากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ขณะที่ท่องเที่ยวและการค้าโลกก็เริ่มชะลอตัวตามต้นทุนที่แพงขึ้น ด้านนโยบาย คาด กนง. ยังตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาครัฐมีข้อจำกัดใช้งบมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูง ทั้งนี้หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงชะลอตัวลงได้อีก และแรงกดดันค่าครองชีพอาจอยู่กับคนไทยยาวกว่าที่คิด

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำมันแพง” แต่เป็นแรงกระเพื่อมที่กำลังไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ และสุดท้ายอาจไปจบที่ “ค่าครองชีพ” ของคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fiFMHhvMe6juC9ujMBqEh

  • สธ.ประกาศความพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 ดันนวดไทย-สมุนไพร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness โลก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์

    สธ.ประกาศความพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 ดันนวดไทย-สมุนไพร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness โลก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์

    กระทรวงสาธารณสุข เผยความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุขภาพโลก Global Wellness Summit (GWS) 2026 เตรียมเปิดประตูเมืองภูเก็ต ต้อนรับผู้นำธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลก โชว์ศักยภาพการนวดไทยและสมุนไพรไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness โลกมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit (GWS) 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต (Angsana Laguna Phuket) จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Symphony of Wellness” ที่สะท้อนการผสาน ศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของไทยเข้ากับนวัตกรรมระดับสากลได้อย่างกลมกลืน

    โอกาสสำคัญครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ร่วมดำรงตำแหน่งประธานร่วม (Co-Chair) ในการจัดงาน GWS 2026 โดยผนึกกำลังผู้นำระดับโลกจาก 4 สาขาความเชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขและนวัตกรรมดิจิทัลเฮลธ์ของประเทศไทย, ศ.ดร.นพ. Jiří Dvořák จากสวิตเซอร์แลนด์ อดีต CMO ของ FIFA และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต, คุณ Cathy Feliciano-Chon จากฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์การตลาดไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวระดับโลก และ คุณ Jessica Jesse จากสหรัฐอเมริกา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ BuDhaGirl® และผู้นำแนวคิด “Mindful Glamour®” เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Destination อย่างเต็มตัว นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีการประชุมสุขภาพโลก

    นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ “Thai Wellness Soft Power” สู่สายตาผู้นำธุรกิจและนักลงทุนกว่า 600 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอุตสาหกรรม Wellness ที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    กระทรวงสาธารณสุข เตรียมจัด 5 กิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างความประทับใจระดับพรีเมียม ชูศักยภาพไทย ในฐานะเจ้าภาพ ได้แก่ 1.Wellness Showcaseนิทรรศการนวัตกรรมสมุนไพร นวดไทย และ Medical Wellness พร้อมโอกาสเจรจาธุรกิจ (B2B) 2.Curated Route Tours เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วไทย เช่น การอาบป่า (Forest Bathing) และเส้นทางสมาธิ (Mindfulness) 3. Wellness Cuisine งานเลี้ยง Gala Dinner ภายใต้แนวคิด Thai Food Good Health ถ่ายทอดคุณค่าอาหารไทยเชิงสุขภาพ ผ่านการผสานวัตถุดิบสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาโภชนาการแบบองค์รวม สะท้อนอัตลักษณ์และพลัง Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก 4.Welcome Reception งานต้อนรับที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยในรูปแบบร่วมสมัย 5.Global Networking การรวมตัวของ CEO, แพทย์ และนักลงทุน เพื่อกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต

    ทางด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า การประชุม Global Wellness Summit 2026 (GWS) ในปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต (Angsana Laguna Phuket) รีสอร์ตหรู ท่ามกลางทะเลสาบและหาดบางเทา ซึ่งได้รับการคัดเลือกด้วยมาตรฐานการบริการระดับ 5 ดาว พร้อมศักยภาพของ Phuket ที่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพชั้นนำของโลก ทั้งในด้านคลินิกเวชศาสตร์เชิงป้องกันและสปาระดับไฮเอนด์

    การจัดงานในครั้งนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการประชุมสุดยอดระดับโลก ซึ่งเปิดให้เข้าร่วมเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น (invite-only) ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอเชิญชวน ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดศักยภาพและความยิ่งใหญ่ของ “เวลเนสไทย” ผ่านการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับคำเชิญได้ทางเว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก https://www.dtam.moph.go.th/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1007697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32NVzzhh4RIdfOEdCL7tU6

  • ต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง: เมื่อสงครามตะวันออกกลาง ลามถึงจานอาหาร

    ต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง: เมื่อสงครามตะวันออกกลาง ลามถึงจานอาหาร

    Loading…

    ต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง: เมื่อสงครามตะวันออกกลาง ลามถึงจานอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-59&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l3TgXFjG1A_MNfwot9K_J

  • โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล (CRC) จัดพิธีเชิญเสาเอก “โรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย” เดินหน้าพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท บนทำเลยุทธศาสตร์แห่งการเชื่อมโยงภูมิภาคโดยรอบ ช่วยยกระดับเศรษฐกิจ การค้า และไลฟ์สไตล์ของจังหวัดหนองคาย – มิติห

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล (CRC) จัดพิธีเชิญเสาเอก “โรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย” เดินหน้าพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท บนทำเลยุทธศาสตร์แห่งการเชื่อมโยงภูมิภาคโดยรอบ ช่วยยกระดับเศรษฐกิจ การค้า และไลฟ์สไตล์ของจังหวัดหนองคาย – มิติห

    มิติหุ้น – ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดพิธีเชิญเสาเอกศูนย์การค้า “โรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย” เพื่อความเป็นสิริมงคลและประกาศเริ่มต้นการก่อสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก คุณศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรบินสันไลฟ์สไตล์ และบุคคลสำคัญของจังหวัดเข้าร่วมงาน ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของจังหวัดหนองคายในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญ และประตูการค้าชายแดนที่มีบทบาทโดดเด่นต่อการเติบโตของภูมิภาคโดยรอบ

    คุณเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การจัดพิธีเชิญเสาเอกในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการโรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาศูนย์การค้าให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้ชีวิต การค้า และการเติบโตของเมือง ภายใต้แนวคิด ‘Central to Life’ หรือ ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน โดยเราเชื่อมั่นในศักยภาพของจังหวัดหนองคายในฐานะจังหวัดชายแดนที่มีโอกาสเติบโตสูง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าให้โครงการแห่งนี้มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว”

    ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย ถือเป็นสาขาที่ 27 ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ มีมูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่อาคารรวมประมาณ 39,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์การค้ากว่า 27,000 ตารางเมตร ที่รวบรวมสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนหนองคายและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างครบครัน ตั้งแต่แหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โซนเทคโนโลยี และแก็ดเจ็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารศูนย์รวมความอร่อย ไปจนถึงบริการในชีวิตประจำวัน พื้นที่เสริมทักษะการเรียนรู้ ความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว และโซนสวนสนุกสำหรับเด็ก ทั้งนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของโครงการคือ การเป็นสาขาแรกของโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่พัฒนาแนวคิด “Seamless Journey” เชื่อมประสบการณ์การใช้งานระหว่าง ห้างสรรพสินค้า แบรนด์ร้านค้าในเครือพันธมิตร และร้านค้าผู้เช่าต่าง ๆ ภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิต จับจ่าย และใช้เวลาภายในโครงการได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสะดวก ครบครัน และประสบการณ์ที่หลากหลายในที่เดียว

    นอกจากนี้ พื้นที่ด้านนอกศูนย์การค้ายังได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่กิจกรรม และแฮงก์เอาต์ขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนในจังหวัด โดยเฉพาะการใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือเลิกงาน ตอกย้ำบทบาทของโครงการในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตแห่งใหม่ที่พร้อมเชื่อมโยงทั้งการค้า ความบันเทิง และกิจกรรมของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

    และในอนาคต โครงการยังมีแผนพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ “Outdoor Zone” ซึ่งเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมที่ออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคในพื้นที่ เน้นการกระจายศักยภาพเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น โดยจะตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพบริเวณด้านหน้าของศูนย์การค้าฯ เพื่อสร้างทราฟฟิกเชื่อมต่อกับพื้นที่หลักของศูนย์การค้าฯ และสนับสนุนการเติบโตซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน “Go Hotel” เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว ที่เดินทางเข้ามายังจังหวัดหนองคาย สะท้อนแนวคิดการพัฒนาโครงการแบบครบวงจร ที่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับศักยภาพทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการ “โรบินสันไลฟ์สไตล์ หนองคาย” ตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น โดยอยู่บนถนนมิตรภาพ ห่างจากตัวเมืองจังหวัดหนองคายประมาณ 3 กิโลเมตร และห่างจากจุดข้ามแดนไทย-ลาว ด่านจังหวัดหนองคาย 6 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้โครงการในอนาคตอย่างโครงการศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายสินค้าและรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย จีน และลาว ที่สถานีนาทา จังหวัดหนองคาย เพียง 800 เมตรเท่านั้น จึงนับเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิต การค้า และการลงทุนแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายและภูมิภาคได้อย่างชัดเจน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/27/629229/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1biCtAAKWlKrZnbYGuXW4l

  • ททท. คาดสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน เตรียมจัดงาน ‘มหาสงกรานต์’ ปีนี้ปักหมุดสวนเบญจกิติ

    ททท. คาดสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน เตรียมจัดงาน ‘มหาสงกรานต์’ ปีนี้ปักหมุดสวนเบญจกิติ

    ททท. คาดเทศกาลสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เตรียมจัดงานใหญ่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติและโรงงานยาสูบเดิม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งตลาดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ ททท.ยังคงรูปแบบการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย เดินทางจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยหากไม่มีปัญหาวิกฤติพลังงาน มองว่าจำนวนและรายได้น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ประมาณ 5-7%

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า การจัดงานสงกรานต์ 2569 จะจัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นทุกปี โดยงานหลักในกรุงเทพฯ ที่ ททท.เป็นผู้จัดเอง คืองาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติและโรงงานยาสูบเดิม มุ่งเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อตอกย้ำความเป็นเทศกาลงานประเพณีระดับโลก โดยสอดแทรกแนวคิดย้อนยุค ปัจจุบัน และร่วมสมัย ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้าร่วมกิจกรรม 

    และงาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 จัดตั้งแต่วันที่ 10-30 เมษายน 2569 ณ อุทยานเบญจสิริ (สวนเบญจสิริ) และลานคนเมือง (ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) นำเสนอเสน่ห์ ศิลปะ อัตลักษณ์ความเป็นไทยมาถอดรหัสและตีความใหม่ ใส่งานศิลป์โดยเชื่อมโยงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ โดยศิลปินไทยที่เป็นเจ้าของคาแรกเตอร์ (Character) ที่เป็นที่รู้จัก สะท้อนถึงคุณค่า เอกลักษณ์ และเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1227196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_USlGT6mPbaEOlNx9JX2

  • นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงขึ้นทั้งเบนซินและดีเซล ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ เนื่องจากการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าต้นทุนที่เป็นราคาน้ำมันจึงตัดสินใจเลื่อนการเดินทางหรือท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ ที่บริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่“เกาะช้างเฟอร์รี่”ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ตั้งช่วง 10.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2569 ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเภอเกาะช้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มทัวร์ต่างชาติ และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาลงเรือเฟอร์รี่จำนวนมาก และไม่ต้องต่อคิวนานเพียงต่อต้องรอลงเฟอร์รี่นานประมาณ 30 นาที เพื่อรอให้รถยนต์เต็มลำและเดินทางออก ซึ่งเที่ยวเวลา 11.00 น.ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราด เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันแพง มีผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว จะเห็นได้จากยอดจองห้องพักที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ซึ่งแตกต่างจากปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ชื่อดังที่มักจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดจองให้ขยับตัวขึ้นได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเฝ้าระวังสถานการณ์ หากสงครามยังไม่มีทีท่าจะยุติภายในเร็ววัน ความวิตกกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เคยเป็นความหวังของผู้ประกอบการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/955281&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MzrShBbMevW4GdSJgaAnm

  • เอกฉันท์! “ภาวิดา จิรภัญญา” นั่งนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ คนใหม่ | TOPNEWS

    เอกฉันท์! “ภาวิดา จิรภัญญา” นั่งนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ คนใหม่ | TOPNEWS

    สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เลือกตั้งนายกสมาคมฯและคณะกรรมการ ประจำปีการบริหาร 2569 – 2571 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นางสาวภาวิดา จิรภัญญา หรือ “คุณจ๋า” ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ประจำวาระปี 2569-2571 โดยได้รับความเชื่อมั่นจากสมาชิกถึงศักยภาพและประสบการณ์ในการบริหารงาน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนให้เติบโตอย่างมีทิศทางและยั่งยืน

    โดยมี นายบุญยก พวงสุนทร อุปนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) กล่าวต้อนรับ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางธนัญญา เชิดโฉม รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ผู้มีเกียรติจากหน่วยงาน และนายกสมาคมองค์กรภาคท่องเที่ยวต่าง ๆ ผู้ประกอบการโรงแรม ผู้บริหารโรงแรม ตลอดจนผู้ประกอบการ ที่ร่วมออกบูธแสดงสินค้าและบริการ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 12.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมรวงข้าว โรงแรมสมายล์ ล้านนา เชียงใหม่

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การขับเคลื่อนกิจกรรมของสมาคมโรงแรมไทย” เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมโรงแรมให้ก้าวทันสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางธนัญญา เชิดโฉม รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ และผู้แทนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ พ.ต.ท. ณัฐพล ชุ่มบัวตอง รองผู้กำกับตรวจคนเข้าเมือง

    นางสาวภาวิดา จิรภัญญา นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน เปิดเผยภายหลังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งว่าในนามของคณะกรรมการสมาคมฯ ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้สละเวลาอันมีค่ามาร่วมงาน “ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568” ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของท่าน ไม่เพียงแต่ทำให้การดำเนินงานของสมาคมฯ เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโรงแรมในภาคเหนือตอนบนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกท่านเช่นนี้ในกิจกรรมต่อๆ ไป เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

    พร้อมเข้ามารับหน้าที่ในการขับเคลื่อนสมาคมฯ อย่างเต็มกำลัง แนวทางการดำเนินงานในวาระนี้ จะมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างผู้ประกอบการโรงแรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจโรงแรมให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคใหม่ ทั้งด้านคุณภาพการบริการ ความปลอดภัย และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

    “สมาคมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการปรับตัวสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในพื้นที่” นางสาวภาวิดา กล่าว

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือให้โดดเด่นในระดับสากล ผ่านการสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่น วัฒนธรรม และเสน่ห์ของพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานโรงแรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

    พร้อมกันนี้ นายกสมาคมฯ คนใหม่ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของสมาชิกว่าเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมฯ จะช่วยสร้างพลังในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงแรมในภาคเหนือตอนบนให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

    โอกาสเดียวกัน คณะกรรมการสมาคมฯ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกที่เข้าร่วมงาน “ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก และสะท้อนถึงความร่วมมือของสมาชิกที่พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมฯ อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) แสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใต้การนำของนางสาวภาวิดา จิรภัญญา จะสามารถผลักดันความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมโรงแรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบนเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1530280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w8A1rSqYlP-3lQpaEbJTM

  • ‘

    คุณจิระวดี คุณทรัพย์ ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยสู่ “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก” บนเวที Techsauce Healthspan Festival 2026

    เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และโอกาสของไทย

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไม่ใช่เทรนด์ใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ ททท. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน นี่คือตลาดคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง และเป็นหัวใจของการขยับทิศทางจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาสู่การเน้นมูลค่า

    ตัวเลขจากสถาบันสุขภาวะโลก (Global Wellness Institute) ยืนยันภาพนี้อย่างชัดเจน ในปี 2024 เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 200 กว่าล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพจะคว้าส่วนแบ่งได้อย่างเต็มที่

    จาก “นักท่องเที่ยว” สู่ “นักเดินทางที่มีเป้าหมาย”

    คุณจิระวดีชี้ให้เห็นว่า มุมมองของ ททท. ต่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแล้ว หากมองเฉพาะ ‘นักท่องเที่ยว’ ทั่วไป ภาพจะแคบเกินไป ในยุคปัจจุบัน ททท. มองผู้เดินทางในฐานะ ‘นักเดินทาง’ ที่มีเป้าหมายในการเดินทางอย่างชัดเจน

    กลุ่มนักเดินทางเชิงสุขภาพไม่ใช่นักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มนักเดินทางเชิงฟื้นฟู (Regenerative Travel) ที่เน้นประสบการณ์เป็นสำคัญ พวกเขาต้องการเดินทางแล้วกลับไปมีพลังงานเพิ่มขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่พักผ่อนแบบทั่วไป

    ต้นทุนที่ครบครัน จากเหนือจรดใต้

    จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือความหลากหลายของสินทรัพย์ด้านสุขภาวะที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดย ททท. วางตำแหน่งให้แต่ละภาคมีจุดขายเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างตรงจุด

    ภาคเหนือ โดดเด่นด้วยการแพทย์พื้นบ้านดั้งเดิม อย่างการย่ำขาง และสมุนไพรพื้นถิ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมสปาและสุขภาวะมาอย่างยาวนาน ภาคกลาง เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก ด้วยโรงพยาบาลเอกชนที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งกำลังเติบโตในด้านการดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืนยาว (Longevity) อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ ภาคอีสานและภาคใต้ ต่างมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะตัวที่พร้อมนำเสนอสู่ตลาดโลก

    ที่สำคัญคือทุกสินทรัพย์ด้านสุขภาวะและการแพทย์จะถูกผนวกเข้ากับการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเสมอ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่ต้องการทั้งการดูแลสุขภาพและประสบการณ์การท่องเที่ยวควบคู่กัน

    วิวัฒนาการ 3 ยุค: การแพทย์ → สุขภาวะ → อายุยืนยาว

    เส้นทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยผ่านมาแล้ว 3 ยุค ยุคแรกเริ่มจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ตั้งแต่ราวปี 2540 โดย ททท. ใช้กลยุทธ์ให้นักเขียนชาวอเมริกันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทย เพราะเรื่องของการแพทย์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สื่อสาร ไม่ใช่หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวพูดเอง

    จากนั้นจึงขยายสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ และล่าสุดคือการเข้าสู่ยุคของการดูแลเพื่ออายุยืนยาว ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการผสมผสานการดูแลสุขภาพระยะยาวเข้ากับการพักผ่อน

    3 เสาหลักของการตลาดด้านสุขภาพและสุขภาวะ

    ททท. แบ่งกลยุทธ์การทำตลาดออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน

    กลุ่มแรกคือ ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ครอบคลุมบริการทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง กลุ่มที่สองคือ สุขภาวะบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ยกระดับสินทรัพย์อย่างนวดไทยและสมุนไพรด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันว่าสิ่งเหล่านั้นให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และกลุ่มที่สามคือ สุขภาวะจากภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่

    เป้าหมายปลายทางคือการสร้างตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก”

    ตัวเลขที่บอกว่า “ตลาดนี้คุ้มค่า”

    ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะยืนยันว่านี่คือตลาดคุณภาพอย่างแท้จริง

    กว่า 86% เป็นนักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางด้วยตัวเอง มีระยะเวลาพำนักในไทยไม่ต่ำกว่า 12 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับบริการที่เข้ารับ รูปแบบการเดินทางก็หลากหลาย ตั้งแต่มาเป็นครอบครัวในกลุ่มที่มารักษาพยาบาล ไปจนถึงเดินทางคนเดียวหรือมาเป็นคู่ในกลุ่มดูแลความงามและสุขภาพสตรี

    ตลาดหลักในปัจจุบันมาจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ส่วนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมาจากยุโรปและอินเดียซึ่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น

    ปี 2026: ปีแห่งการสร้างการยอมรับระดับโลก

    ปีนี้ถือเป็นปีสำคัญสำหรับการวางตำแหน่งของไทยบนเวทีโลก ททท. มีแผนจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet ในวันที่ 23 เมษายน 2026 เป็นเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศเกือบ 100 รายกับผู้ประกอบการไทยทั้งกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะ

    ไฮไลต์สำคัญอีกงานคือการเป็นเจ้าภาพ การประชุมสุดยอดด้านสุขภาวะโลก (Global Wellness Summit) ที่ภูเก็ตในเดือนกันยายน 2026 โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวเรือใหญ่ การที่งานระดับโลกนี้มาจัดในไทย ถือเป็นการสร้างการยอมรับให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะชั้นนำ

    แคมเปญใหม่ที่นิยามความหรูหราใหม่

    ททท. ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” (การเยียวยาคือความหรูหราแบบใหม่) ภายใต้โครงการ Thailand Health Excellence 2026 ในฐานะ “บทใหม่แห่งการเยียวยาของโลก” แคมเปญนี้นิยามความหรูหราใหม่ ไม่ใช่สิ่งของหรือวัตถุ แต่คือการเยียวยา

    ตั้งแต่การแช่น้ำในบ่อธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากว่า 200 ล้านปี การอาบป่า อาหารไทยที่ทุกส่วนผสมคัดสรรเพื่อบำรุงสุขภาพ ไปจนถึงเทศกาลที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สารที่ส่งออกไปทั่วโลกคือ ถ้าคุณยังไม่มีบ้านหลังที่สอง ลองทำความรู้จักประเทศไทยให้ลึกซึ้ง แล้วไทยจะเยียวยาคุณเหมือนบ้าน

    ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session “Global Wellness Destination: ฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/healthtech/thailand-global-wellness-destination-tat-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XDJUSBasvJpARXEYLwHwL

  • เปิดใหม่ “ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง” ตาก เล่นน้ำ-ล่องยางกลางป่า ชูท่องเที่ยวสายธรรมชาติ

    เปิดใหม่ “ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง” ตาก เล่นน้ำ-ล่องยางกลางป่า ชูท่องเที่ยวสายธรรมชาติ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137748&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MkenIEbgPL5gwUoEZ38x4

  • แพทย์แนะวาง “ถ้วยน้ำ” ในห้องพักแบบนี้ ลดเสี่ยงป่วย-ติดเชื้อ เวลาไปเที่ยวอย่าลืมทำ!

    แพทย์แนะวาง “ถ้วยน้ำ” ในห้องพักแบบนี้ ลดเสี่ยงป่วย-ติดเชื้อ เวลาไปเที่ยวอย่าลืมทำ!

    ทำไมควรวาง “ถ้วยน้ำ” ในห้องพักเวลาไปเที่ยว? แพทย์เผยเหตุผลที่หลายคนไม่รู้

    ช่วงวันหยุดยาวเป็นเวลาที่หลายคนออกเดินทางท่องเที่ยวและพักในโรงแรม แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่ “วางถ้วยน้ำในห้อง” อาจช่วยลดความเสี่ยงเจ็บป่วยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรได้แนะนำวิธีง่าย ๆ นี้ เพื่อช่วยดูแลสุขภาพระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งมักทำให้การติดเชื้อเพิ่มขึ้น

    ทำไมช่วงท่องเที่ยวถึงป่วยง่าย?

    ตามรายงานของ The Mirror ดร. ปูนัม คริชาม แพทย์ประจำรายการ BBC Morning Live ได้ให้คำแนะนำที่เธอสนับสนุนให้ทุกคนปฏิบัติตามเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “การระบาดระลอกใหม่หลังวันหยุด

    ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิและความดันอากาศเปลี่ยนแปลง เชื้อไวรัสและแบคทีเรียจะสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ประกอบกับช่วงวันหยุดที่ผู้คนเดินทางและพบปะกันมากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ

    นอกจากนี้ หากเพิ่งหายป่วย ระบบภูมิคุ้มกันอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงติดเชื้อซ้ำได้ง่าย

    เครื่องปรับอากาศ ตัวแปรสำคัญในห้องพัก

    อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือ “เครื่องปรับอากาศ” ซึ่งมักเปิดใช้งานตลอดเวลาในห้องพักหรือบนเครื่องบิน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคได้

    นอกจากนี้ แอร์ยังทำให้อากาศในห้องแห้ง ส่งผลให้จมูกและลำคอแห้งตามไปด้วย ซึ่งอาจลดความสามารถของร่างกายในการป้องกันเชื้อโรค

    อากาศแห้ง เสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น

    เมื่อเยื่อบุจมูกและลำคอแห้ง จะทำให้การดักจับเชื้อโรคลดลง ส่งผลให้ไวรัสและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

    อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ คอแห้ง ระคายเคือง คัดจมูก ไอเรื้อรัง หรือปวดศีรษะ ซึ่งมักพบได้บ่อยในห้องที่มีแอร์เปิดตลอดเวลา

    วิธีง่าย ๆ แค่ “วางถ้วยน้ำ” ก็ช่วยได้

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากไม่มีเครื่องเพิ่มความชื้น สามารถใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการวางถ้วยน้ำไว้ในห้อง เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ

    นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และลดผลกระทบจากอากาศแห้งที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศ

    การวางถ้วยน้ำในห้องพักอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สามารถช่วยเพิ่มความชื้น ลดความแห้งของอากาศ และช่วยให้ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ระหว่างการเดินทาง

    วิธีง่าย ๆ แบบนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยดูแลสุขภาพได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ซับซ้อน

     

    1. The Mirror
    2. Healthline
    3. SOHA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880674/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ac4uhX2ppcmNEjzzTVWix