Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ‘ปริมาณ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ‘นวัตกรรม’ คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

    ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    • สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • (2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
    • ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน’ คือกุญแจสำคัญ

    • ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
    • ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้ และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด
    • บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน’ เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
    • ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย ‘สินทรัพย์ไม่มีตัวตน’ มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    ไทยต้องออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน ‘กล้าให้เงินทุน’ และภาคธุรกิจ ‘กล้าลงทุน’ ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

    1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

    2. ใช้กลไก ‘แบ่งปันความเสี่ยง’ ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม

    3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

    4. สร้างแรงจูงใจด้าน ‘อุปสงค์’ เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

    ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  SCB EIC ›

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-innovation-finance-gap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6rpzhLuuatVQaSfsxoSk

  • ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 6 เดือน พิษสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

    ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 6 เดือน พิษสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค. 69 ว่า ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 ในเดือนก.พ.69 เป็น 51.8 ลดลงสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เพราะผู้บริโภคกังวลสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ลดจาก 47.3, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 ลดจาก 51.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2 ลดจาก 62.4    

    “ผลการสำรวจครั้งนี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เพราะราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร ซึ่งทุกครั้ง

    ที่ราคาน้ำมันขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และจากสถิติที่เก็บข้อมูล มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง คือ 1. ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจ และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง”    

    สำหรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นขณะนี้ บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมือง มีความเข้มแข็ง และรัฐบาลยังทำงานได้ แม้มีกระแสวิจารณ์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ซึ่งจะทำให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันดิบเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 97-98 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะอิสราเอลยังโจมตีเลบานอน พันธมิตรของอิหร่าน ทำให้อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ภายหลังจากสหรัฐฯและอิหร่าน ประกาศพักรบ 2 สัปดาห์ และอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว    

    “ต้องจับตาการเจรจาของสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถานวันที่ 10 เม.ย.นี้ ถ้าการสู้รบจบได้ระยะยาว สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลาย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะหยุดทรุดตัวลงมาก หรือมีโอกาสกลับขึ้นมาได้ แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว สงครามไม่จบ และลากยาวต่อไปอีก 3-6 เดือน ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้า ค่าครองชีพ ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ และกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเจรจากับโรงกลั่นในประเทศ ให้ลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร จะผ่อนคลายบรรยากาศช่วงสงกรานต์ให้มีความคึกคักในระดับหนึ่ง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ศูนย์ฯยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เพราะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 กรณี คือ กรณีแรกสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ 1 เดือน เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัว 1.6% กรณี 2 ยืดเยื้อ 1-3 เดือน เศรษฐกิจโต 1-1.5% และกรณีสุดท้าย ยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 0% ถึงติดลบ

    “หากสถานการณ์ยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับ รัฐบาลใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งใช้งบ 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท อีกทั้งการท่องเที่ยว และการส่งออกยังไม่เห็นภาพการชะลอที่ชัดเจนนัก จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2925757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e_BDPx1_923-jP3cwHrgc

  • เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เวียดนาม-ไทย รับเคราะห์หนักสุด! เวิลด์แบงก์คาดเศรษฐกิจสองประเทศชะลอตัวแรงสุดในอาเซียน โดยจีดีพีไทยเสี่ยงขยายตัวเพียง 1.3% ในปี 2026

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในปี 2026 เวียดนามและไทยจะเป็นสองประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมด้วยวิกฤตสงครามในอิหร่าน

    แม้ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีของเวียดนามจะยังคงขยายตัวได้ 6.3% ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม 5 เศรษฐกิจหลักของอาเซียน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโต 8.02% ในปี 2025 และ 7.8% ในไตรมาสแรกของปี 2026

    ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการพัฒนาของธนาคารโลก ชี้ว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงอย่างเวียดนามจะเจ็บหนักที่สุดจากปัจจัยกีดกันทางการค้าและปัญหาราคาน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมองว่าการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว ขณะที่การประกาศหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน

    มรสุมรุมเร้า “ไทย-ฟิลิปปินส์”  

    สำหรับประเทศไทย เวิลด์แบงก์ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.3% ลดลงจาก 2.4% ในปี 2025 เนื่องจากไทยยังคงบอบช้ำจากปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ และภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ส่วนฟิลิปปินส์ก็เผชิญความเสี่ยงไม่แพ้กัน โดยคาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตเพียง 3.7% ลดลงจาก 4.4% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลพวงจากคดีทุจริตคอร์รัปชัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และล่าสุดคือการที่รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันแพง

    ในทางกลับกัน พี่ใหญ่ของภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย และเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย คาดว่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า โดยจีดีพีอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัว 4.7% และมาเลเซียอยู่ที่ 4.4% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนแต่ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะมาเลเซียที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง จนทำให้การส่งออกซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตอย่างโดดเด่น

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน

    แนะปรับตัวรับมือต้นทุนพุ่ง-เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะ

    แม้อุตสาหกรรม AI จะเป็นโอกาสทอง แต่ธนาคารโลกเตือนว่าภูมิภาคนี้จะดึงประโยชน์มาใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันอาเซียนยังคงขาดแคลนทั้งทักษะทางเทคนิคระดับสูงและทักษะพื้นฐานแรงงาน

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจในภูมิภาคยังต้องรับมือกับต้นทุนพลังงาน ราคาปุ๋ย อาหาร และค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งจะพุ่งเป้ากระทบอุตสาหกรรมชิปโดยตรง ก่อนจะลุกลามไปยังห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ประกอบกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนให้ซบเซาลงอีก

    ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการพัฒนาของธนาคารโลกทิ้งท้ายด้วยการเสนอแนะให้รัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห แต่ควรเปลี่ยนมาให้ความช่วยเหลือแบบ “เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” โดยมุ่งไปที่กลุ่มฐานราก ชนชั้นกลาง กลุ่มเปราะบาง และธุรกิจ SMEs เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกประเมินว่าผลกระทบโดยรวมจากสงครามอิหร่านต่อประเทศกำลังพัฒนาอาจไม่ได้รุนแรงเท่าที่กังวลไว้ในตอนแรก และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจของหลายประเทศจะกลับมาฟื้นตัวได้แบบก้าวกระโดดในปี 2027

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในปีนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.2% ชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2025 ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/business/financial/740689&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tPaxYFhvmFM2XOxI8zxPs

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค เดือนมี.ค. 69 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 โดยเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2

    ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมี.ค. นี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เนื่องจากการปรับขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 69 ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยราคาน้ำมันขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร

    อย่างไรก็ตาม เห็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยจากสถิติจากที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเก็บข้อมูล พบว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงได้ต่อเนื่อง คือ 1. น้ำมัน ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หรือภาวะโรคภัย และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง เรื่องการประท้วงนอกสภาฯ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สะท้อนว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากดัชนีทางการเมืองเป็นเพียงตัวเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่าน ๆ มา ถือว่าเป็นมิติบวกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีภาพที่ประชาชนมองว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังทำงานแม้ว่าจะมีกระแสวิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ทั้งนี้ การที่รัฐบาลยังทำงาน และภาพของมุมมองของผู้บริโภคที่มองว่าการเมืองนิ่ง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินมาตรการของรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้ชัดเจนและสามารถทำได้อย่างเต็มที่

    “สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในกรอบ 97-98 ดอลลาร์/บาร์เรล ยังไม่ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ดังนั้น ทิศทางของโลกยังมองถึงสถานการณ์ที่คลี่คลาย แต่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะสหรัฐฯ ได้พูดถึงการเจรจาหยุดยิงมาต่อเนื่อง 1-2 เดือนแล้ว แต่อิหร่านมีท่าทีปฏิเสธ แม้เมื่อวานนี้ (8 เม.ย.) สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน มีเงื่อนไขในการหยุดยิง แต่เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเช้าอิสราเอลยังมีการโจมตีเลบานอน ดังนั้น การเจรจาอาจไม่สำเร็จโดยง่ายเพราะทั้งสองฝ่ายมีเงื่อนไขเป็นของตนเอง และต้องการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น สถานการณ์ยังผันผวน มีความเป็นไปได้ที่สงครามจะจบใน 3 เดือน หรือสงครามอาจลากยาวมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งต้องติดตามท่าทีของทั้ง 3 ประเทศต่อไปโดยเฉพาะการเจรจาในช่วง 1-2 วันนี้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ถ้าการเจรจาที่จะถึงนี้ล้มเหลว สงครามจะยืดเยื้อและราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าการเจรจาเกิดขึ้น ท่าทีในการปรองดองอาจจะดูง่ายขึ้น โดยให้ติดตามว่าหลังจาก 2 สัปดาห์หลังจากนี้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือไม่ ทั้งนี้ ถือเป็นเงื่อนไขที่ดีที่ทำให้ไม่มีแรงกดดันเชิงลบด้านพลังงานในไทย เพราะการที่รัฐบาลสามารถเจรจากับโรงกลั่นและลดราคาไปได้ 2 บาท/ลิตร จะผ่อนคลายบรรยากาศในช่วงสงกรานต์ ซึ่งถ้าบรรยากาศในช่วงสงกรานต์มีความคึกคักในระดับหนึ่ง จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และถ้าสถานการณ์ของการเจรจาหยุดยิงพัฒนาไปในเชิงบวก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะหยุดทรุดตัวลงมาก หรือมีโอกาสที่จะกลับขึ้นมาได้ ดังนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    “ดัชนีทุกอย่างย่อลง แต่ในภาพรวมยังไม่รุนแรง ภายใต้ปัจจัยที่เริ่มรับรู้ราคาน้ำมันที่เกิน 40 บาท/ลิตร กำลังซื้อยังไม่หายไปอย่างรุนแรง ทุกภาคส่วนทั้งท่องเที่ยว เกษตร ยังมีแนวโน้มเดิมคือขยายตัวไม่ดี แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวค่อนข้างแรง เนื่องจากอ้างอิงจากปัจจัยราคาน้ำมัน ที่ยังมีทิศทางยืนตัวในระดับสูงต่อแม้สิ้นสุดสงครามก็ตาม ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะมีผลต่อต้นทุนการขนส่ง และเม็ดพลาสติก ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 69 จนถึงช่วงไตรมาส 3/69 อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย มองไว้ที่ 3% บวก/ลบ ดังนั้น จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายน่าจะยังทรงตัวในระดับเดิมนี้” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น

    1. สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%
    2. สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%
    3. สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง โดยจะขอรอดูสถานการณ์และตัวเลขก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69

    “บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง การค้าขายไม่ค่อยคึกคัก แต่สัญญาณของการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังไม่เห็นภาพในเชิงลบ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานในการเติบโตมากกว่า 1% ได้ โดยการส่งออกมองว่า 1-3% ยังมีความเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ยังไม่ชัด จากการสอบถามภาคการขนส่งทางเรือระบุว่าตอนนี้เรือว่างพอสมควร ดังนั้น การส่งออกชะลอลงแน่นอน แต่ข้อดีคือภาษีสหรัฐฯ เราเหลือ 15% ดังนั้น บรรยากาศของโลกไม่ถูกกดดันจากสงครามการค้า แต่สงครามจริงกดดันเรื่องราคาน้ำมัน ถ้าการเจรจาต่อรองหยุดยิงทำได้เร็ว ก็จะเห็นแนวโน้มเห็นภาพของส่งออกที่ชัดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sgYStugy4Rtp8-Nf836cq

  • ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว     ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าโลกคึกคักด้วยอัตราการเติบโตที่ 7.5% มูลค่าแตะระดับ 35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้นมาถึง 2.5ล้านล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากการเติบโตทางการค้าของประเทศแถบเอเชียตะวันออกและแอฟริกา ซึ่งผลจากปีก่อนได้ส่งต่อมาถึงไตรมาสแรกปี 2569 อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เหลือของปีนี้อาจไม่ใช่ความสดใสชวนฝันอย่างที่คิด

    ข้อมูลจากรายงาน Global Trade Update (April 2026): Global trade growth continues, but fragility rises เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 โดยองค์การการค้าโลก หรือ ดับเบิลยูทีโอ ระบุว่า คาดการณ์การค้าโลกจะชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปี เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งกดดันด้านเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและจะส่งผลต่อไปกระทบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัดในหลายประเทศอยู่แล้ว

    ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีศุลกากร การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ และการล่มสลายกฎเกณฑ์ทางการค้า ยิ่งทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซาลง แม้ว่าความต้องการสินค้าทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีอยู่สูง และยังมีดีมานด์บางส่วน เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ที่พบว่ายังคงแข็งแกร่งมากและอาจช่วยสนับสนุนการค้าโลกได้ 

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่น่าจะสามารถชดเชยความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันและความขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มขึ้นได้ ใน 

     ทั้งนี้รายงานยังระบุอีกว่า อีกด้านหนึ่งของการค้าโลกยังพบความเชื่อมั่นทางการค้าในหลายภูมิภาคที่กำลังพัฒนาโดยเปิดกว้างและส่งเสริมการลงทุนการค้าข้ามพรมแดน ซึ่งอาจช่วยขยายการค้าภายในภูมิภาคและการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน

          “แม้จะมีทั้งปัจจัยบวกและลบแต่ โดยรวมแล้ว แนวโน้มในไตรมาสต่อๆ ไปชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการค้าโลกจะเข้าสู่โหมดที่ค่อยๆช้าลง โดยมีความเสี่ยงที่เอนเอียงไปทางด้านติดลบเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ” 

    รายงายได้เล่าเรียงปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มการค้าในระยะสั้น ในส่วนของปัจจัยลบ ประกอบด้วย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ,ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องยังคงส่งผลกระทบต่อการซัพพลายพลังงาน โลจิสติกส์ในภูมิภาค และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าโลกในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานและผลกระทบทางอ้อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก

    ยังมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องในนโยบายการค้าของสหรัฐ แม้ว่าการยกเลิกภาษีทรัมป์จะช่วยบรรเทาได้เพียงเล็กน้อย แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูงอยู่เนื่องจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ขยายวงกว้างขึ้น อาจส่งผลให้เกิดภาษีศุลกากรแบบเลือกปฏิบัติรูปแบบใหม่

      การแข่งขันและการแตกแยกทางภูมิเศรษฐกิจ ทั้งนี้พบว่า รัฐบาลต่างๆ กำลังใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ระบบเงินอุดหนุน นโยบายอุตสาหกรรม และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในภาคส่วนเชิงกลยุทธ์ การกระทำเหล่านี้มักเป็นการจำกัดการค้า ลดความแม่นยำในการคาดการณ์ แบ่งแยกตลาด และเพิ่มภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับห่วงโซ่อุปทาน

          นโยบายที่เข้มงวดซึ่งเกิดจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก จากนโยบายอุตสาหกรรมที่เร่งการผลิตขณะที่ความต้องการทั่วโลกอ่อนแรงอาจทำให้ภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคส่วนสำคัญ เช่น การผลิตสีเขียวและการผลิตขั้นสูง ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดมาตรการทางการค้าเชิงป้องกันและเพิ่มการแข่งขันภายในห่วงโซ่คุณค่าเชิงกลยุทธ์กันเสียเอง

    การค้าบริการชะลอตัว การเติบโตของการค้าบริการชะลอตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งเพิ่มขึ้น

    แรงกดดันด้านหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่สูงขึ้นยังคงจำกัดพื้นที่ทางการคลัง ขัดขวางการลงทุน และบั่นทอนความต้องการนำเข้า เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ความท้าทายด้านหนี้สินจึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพการค้าโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

         นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึง ปัจจัยเชิงบวกที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการค้าโลก ประกอบด้วย การเติบโตในภาคส่วนดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และสิ่งแวดล้อม

          “การขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นและอุตสาหกรรมสีเขียวยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าโลกภาคส่วนเหล่านี้สนับสนุนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ ฮาร์ดแวร์ AI และอุปกรณ์พลังงานสะอาด”

    การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจเชื่อมโยง การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ระหว่างเศรษฐกิจหลักได้สร้างโอกาสสำคัญสำหรับเศรษฐกิจเชื่อมโยง ซึ่งผลักดันการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในบทบาทกันชนที่สร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    การขยายตัวของการค้าใต้-ใต้ คาดว่าการค้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะยังคงเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความหลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการค้าในระดับภูมิภาค แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดกำลังพัฒนาในฐานะเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตของการค้าโลก

    ความต้องการนำเข้าที่ยืดหยุ่นจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ แม้จะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งยังคงแสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมที่ยืดหยุ่นหรือขยายตัว 

    มาตรการนโยบายที่มุ่งเป้าหมายกระตุ้นภาคส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระแสการค้าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพโครงการริเริ่มระดับภูมิภาคใหม่และโครงการเข้าถึงสิทธิพิเศษข้อตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจาอาจให้ผลประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นหากได้รับการสรุป นอกจากนี้การขยายการเข้าถึงสินค้าปลอดภาษีของจีนสำหรับการส่งออกของแอฟริกาและการต่ออายุที่เป็นไปได้ของกฎหมายว่าด้วยการเติบโตและโอกาสของแอฟริกา สนับสนุนการเข้าถึงตลาดแบบพิเศษ ในขณะที่การกระชับและการดำเนินการตามข้อตกลงระดับภูมิภาคที่มีอยู่จะให้ผลดีในระยะกลาง

    “ในปี2568  การค้าระหว่างสหรัฐและจีนลดลงอย่างมาก ลดลงประมาณ 1ใน 4เมื่อเทียบกับปี 2567  หรือประมาณ 170 พันล้านดอลลาร์ แม้จะมีการลดลงนี้ แต่การค้าโดยรวมของทั้งสองประเทศยังคงเติบโตต่อไป การค้าทวิภาคีที่หายไปบางส่วนถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง

    ประเทศอื่นๆแทน ทำให้เกิดประเทศเศรษฐกิจ “ตัวเชื่อม” หลายแห่ง ซึ่งเป็นประเทศที่มีการค้ากับทั้งสหรัฐและจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยรักษาระดับแนวโน้มการค้าโลกในเชิงบวกที่โดดเด่นเมื่อปี 2568 ได้แก่ อียิปต์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เห็นการไหลเวียนของการค้ากระจุกตัวไปทางใดทางหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการแบ่งส่วนการค้าโลกยังคงไม่สม่ำเสมอและควรทำความเข้าใจในบริบทของภาคส่วนและประเทศต่างๆ

    สำหรับประเทศไทยรายงานชี้ว่า เป็นหนึ่งในรายการประเทศที่มีบทบาทในผลจากความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่นำไปสู่การเกิดให้ของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ แม้รายงานไม่ได้บอกว่า กลุ่มเศรษฐกิจเชื่อมโยงต้องทำอะไรบ้างเพื่อรักษาบทบาทนี้ไว้ แต่ดูจากลิสต์ประเทศอื่นๆที่รับบทเดียวกับไทย ก็คงจะนอนใจรอให้ลูกบอลวิ่งเข้าเท้าอย่างเดียวแต่การทำตัวเองให้พร้อมและออกแสวงหาโอกาสนั่นคือกุญแจสำคัญที่จะดึงการค้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุคที่ความท้าทายรายล้อมรอบตัวแบบนี้ 

    ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว     ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jfd2lBObfbGJQNAd1e87E

  • ปั้นอนาคต! รัฐบาลชูเรียนฟรีจริง เรียนได้ทุกเวลา สร้างทุนมนุษย์คุณภาพ | เดลินิวส์

    ปั้นอนาคต! รัฐบาลชูเรียนฟรีจริง เรียนได้ทุกเวลา สร้างทุนมนุษย์คุณภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในฐานะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 32 ของประเทศไทย เป็นผู้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา

    นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายด้านสังคม โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา “เรียนฟรีจริง เรียนฟรีมีงานทำและเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

    ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคตเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบเพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

    พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5767526/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lSH7tl20BKM1upWdfwTrf

  • เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4%

    เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4%

    เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4% หรือมูลค่า 195 ล้านล้านจ๊าต โดยรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่จะกำหนดและจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญในแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและขนาดย่อย (MSME) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเมียนมา ส่งเสริมการผลิตในเมียนมา ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า รวมทั้ง การศึกษา สาธารณสุข การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและการบูรณะ การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบและจัดสรรตามความต้องการที่แท้จริง เพื่อให้การพัฒนาประเทศสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก 

    ผลกระทบ/โอกาส การคาดการณ์ GDP ของเมียนมาขยายตัวและการดำเนินการต่อเนื่องของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนว่าเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศและขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ ภาคเกษตร ธุรกิจ MSME การผลิตในเมียนมา การก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจในเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ รวมทั้งธุรกิจไทยที่ลงทุนในเมียนมา และธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับเมียนมาด้วย ซึ่ง สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยปักหมุดตลาดเมียนมา

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)

    นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ztur1o5sws0l86qvbft745af&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VcAOl7JITGXRaYlKCb2CD

  • ว 4/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ว 4/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ว 4/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารแนบ

    ว 4/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    [ซื้อ 1 แถม 1] ไฟโซล่าเซลล์ ไฟสปอร์ตไลท์ LED โซล่าเซลล์สปอตไลท์ solar light กันน้ำและกันฟ้าผ่ เปิดปิดอัตโนมัติ

    ฿74 – ฿1,153

    https://s.shopee.co.th/801HUF4aRi?share_channel_code=6


    ว 4/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา42569หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ ที่ 24 มีนาคม 2569

    เปิดอ่าน 6,483 ครั้ง

    คำขวัญวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569

    เปิดอ่าน 5,406 ครั้ง

    คำสั่ง สพฐ. เรื่อง รับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ และ คำสั่ง สพฐ. เรื่อง ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    เปิดอ่าน 9,003 ครั้ง

    ว 5/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    เปิดอ่าน 209 ครั้ง

    สพฐ.บรรจุแต่งตั้ง รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษารายใหม่ จำนวน 10 ราย

    เปิดอ่าน 13,820 ครั้ง

    สพฐ.มีหนังสือขอความร่วมมือในการลดการใช้พลังงานเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง

    เปิดอ่าน 3,509 ครั้ง

    สพฐ.มีคำสั่งย้าย รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 11 ราย

    เปิดอ่าน 14,004 ครั้ง

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 16 ราย (23 มีนาคม 2569)

    เปิดอ่าน 4,370 ครั้ง

    ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ลำดับเกียรติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย พ.ศ. 2568

    เปิดอ่าน 8,302 ครั้ง

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 6 ราย (18 กุมภาพันธ์ 2569)

    เปิดอ่าน 20,171 ครั้ง

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569

    เปิดอ่าน 4,036 ครั้ง

    สพฐ.ประกาศแนวทางลดภาระครู

    เปิดอ่าน 10,060 ครั้ง

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 14 ราย (26 มกราคม 2569)

    เปิดอ่าน 10,757 ครั้ง

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย (11 กุมภาพันธ์ 2569)

    เปิดอ่าน 18,626 ครั้ง

    สพฐ.แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ จำนวน 5 ราย

    เปิดอ่าน 21,817 ครั้ง

    ปฏิทินการบริหารงานบุคคล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2569

    เปิดอ่าน 7,590 ครั้ง

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yAxoJYekNQ_TnSuKkEZ8K

  • ‘สุรศักดิ์’มอบนโยบายกีฬา เน้นเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ ยกมาตรฐานการแข่งขัน-ศักยภาพนักกีฬา

    ‘สุรศักดิ์’มอบนโยบายกีฬา เน้นเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ ยกมาตรฐานการแข่งขัน-ศักยภาพนักกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด  ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ  ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยขอให้ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ

    ในด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีฯ ระบุว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในด้านการกีฬา ได้มุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนในชาติทุกช่วงวัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางกรอบการพัฒนาไว้บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพของประชาชน (Sport Health) การผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ (Sport Wealth) การยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ (Sport Pride) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา (Sport Future) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

    นายสุรศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายจะเกิดขึ้นได้จาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงานในสังกัด โดยต้องร่วมกันขับเคลื่อนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมทั้งยึดหลักความโปร่งใส มองการณ์ไกล และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/977761/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xlK23rPC3i36LroDW5HPr

  • กรมการท่องเที่ยว จับมือตำรวจท่องเที่ยวบุกภูเก็ต กวาดล้างนอมินี – ธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย

    กรมการท่องเที่ยว จับมือตำรวจท่องเที่ยวบุกภูเก็ต กวาดล้างนอมินี – ธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย

    กรมการท่องเที่ยว จับมือตำรวจท่องเที่ยวบุกภูเก็ต กวาดล้างนอมินี – ธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย

    วันที่ 8 เมษายน 2569 กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ผนึกกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อจัดระเบียบและปราบปรามการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 พบผู้กระทำผิด 2 รายใหญ่ เตรียมสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและปรับพินัย

    จากการตรวจสอบเชิงลึกพบความผิดปกติของ บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการดำเนินกิจการในลักษณะตัวแทนอำพราง หรือ Nominee พฤติการณ์ความผิด: พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริษัทหลังจากได้รับใบอนุญาต โดยปัจจุบันมีกรรมการ 2 ราย เป็นชาวไทย 1 ราย และชาวต่างชาติสัญชาติอิสราเอล 1 ราย ข้อกฎหมาย: กรณีดังกล่าวถือว่า ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 17 (1) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ ซึ่งระบุชัดเจนว่ากรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย บทลงโทษ: สำนักงานทะเบียนฯ เตรียมดำเนินการ เพิกถอนใบอนุญาต ของบริษัทดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและผลประโยชน์ของคนไทย

    ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ บริษัทอีกแห่ง แม้จะมีสถานะการจดทะเบียนปกติ แต่พบการกระทำผิดในส่วนของสถานที่ตั้ง พฤติการณ์ความผิด บริษัทมีการประกอบกิจการในสถานที่ที่ ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และไม่มีการแจ้งจดทะเบียนสาขาให้ถูกต้องตามขั้นตอนเข้าข่ายความผิดฐานประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาตสาขา ตามมาตรา 22/2 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการ ปรับพินัย ตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด

    การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการที่แฝงตัวกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้มีความโปร่งใส และคุ้มครองผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69865&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FqODcpfLdVrQNTXOsarFH