Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สงกรานต์นี้ ก่อนล้อหมุนต้องพร้อม ไม่ประมาท! กรมอนามัย แนะ “5 เตรียม” รับมือร้อนจัด-ฝุ่นสูง – อนามัยมีเดีย

    สงกรานต์นี้ ก่อนล้อหมุนต้องพร้อม ไม่ประมาท! กรมอนามัย แนะ “5 เตรียม” รับมือร้อนจัด-ฝุ่นสูง – อนามัยมีเดีย

               กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

               แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดการณ์ว่า ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพอากาศร้อนจัดเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน หรือ ฮีตสโตรก (Heatstroke) ประกอบกับในบางพื้นที่ยังมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมอนามัยจึงขอให้ประชาชนยึดหลัก “5 เตรียม” ก่อนล้อหมุน ดังนี้ 1) เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง เพื่อลดความเหนื่อยล้าและป้องกันอาการหลับในขณะขับขี่ หากมีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาและเอกสารสำคัญให้พร้อม 2) เตรียมอุปกรณ์ป้องกันอากาศร้อนและฝุ่น โดยเตรียมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และครีมกันแดด เตรียมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีดัชนีความร้อนสูงหรือพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง 3) เตรียมของกินแก้ง่วง ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะม่วงเปรี้ยว หรือลูกอมเคี้ยวหนึบ เพื่อช่วยกระตุ้นความตื่นตัว นอกจากนี้ น้ำดื่มสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ควรดื่มบ่อยๆ โดยไม่ต้องรอกระหาย รวมถึงผลไม้สดที่มีน้ำเยอะ แต่น้ำตาลไม่สูงมาก เช่น แตงโม ชมพู่ แคนตาลูป เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย และ 4) เตรียมยาและเวชภัณฑ์ สำหรับกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย ต้องเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอตลอดการเดินทาง รวมถึงยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ หรือผงเกลือแร่ (ORS) เผื่อกรณีเสียเหงื่อมากจากอากาศร้อน 5) ระหว่างเดินทาง ห้ามทิ้งเด็กและผู้สูงอายุไว้ในรถโดยลำพังโดยเด็ดขาด

               “สำหรับผู้ที่ขับรถยนต์ส่วนตัว ตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทาง ควรเลี่ยงกินอาหารประเภทแป้ง ขนมปังขาว ข้าวขาว และข้าวเหนียว เพราะการกินคาร์โบไฮเดรตในอาหารมื้อใหญ่ในปริมาณมาก เป็นเหตุให้เลือดไหลหมุนเวียนไปส่วนอื่นๆ ของร่างกายน้อยลง โดยเฉพาะสมอง ทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา นอกจากนี้ ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากง่วงหรือถ้ารู้สึกเมื่อยล้าให้จอดพักทุก 2 ชั่วโมง เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดความเมื่อยล้า ก่อนเดินทางต่อไป ทั้งนี้ การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญของการเดินทางในช่วงสงกรานต์นี้ กรมอนามัยขอเน้นย้ำให้ประชาชนหมั่นสังเกตอาการตนเองและคนรอบข้าง หากรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหายใจลำบากจากฝุ่น และอากาศร้อน ให้รีบหาที่พักในที่ร่มหรือที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกทันที เพื่อให้เทศกาลแห่งความสุขนี้เป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

    ***

    กรมอนามัย / 10 เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/1004692/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B5AQjSb6rTgNYQFiW3LXX

  • สมุทรสงคราม ยกระดับท่องเที่ยว เตรียมเปิด One Stop Service อำนวยความสะดวกครบ จบในจุดเดียว

    สมุทรสงคราม ยกระดับท่องเที่ยว เตรียมเปิด One Stop Service อำนวยความสะดวกครบ จบในจุดเดียว

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

    สมุทรสงครามเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดเตรียมเปิด “Tourist Service Point” หรือจุดบริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร (One Stop Service) ใจกลางเมืองแม่กลอง หวังยกระดับมาตรฐานการบริการ รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ที่ร้าน Mix&Me café’ and restaurant by บ้านพระครูติ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม นายนิทรารัตน์ แพทย์วงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษาสภาฯ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยมีคณะกรรมการและที่ปรึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการเตรียมจัดตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจะตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางรถไฟข้างโรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญใกล้ตลาดร่มหุบ และเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากสัญจรผ่านในแต่ละวัน

    รูปแบบของจุดบริการ เป็นบูธขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5 เมตร ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน ภายในจะให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน ทั้งเส้นทางท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ วิถีชุมชน และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวแนะนำ (Route) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนเดินทาง

    นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ เช่น แผ่นพับ และรูปแบบออนไลน์ผ่าน QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้ทันที รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

    ไม่เพียงเท่านั้น จุดบริการแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีฉุกเฉิน เช่น หลงทาง ตกรถ หรือประสบปัญหาระหว่างการเดินทาง โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นศูนย์รวมบริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ และบริการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมราคาค่าบริการให้เป็นธรรม สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย และป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีรายได้เสริม โดยสนับสนุนให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทาง พร้อมทั้งจัดอบรมทักษะภาษาอังกฤษและการเป็นมัคคุเทศก์เบื้องต้น เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการในท้องถิ่น ทั้งนี้ จุดบริการดังกล่าวจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่จิตอาสาคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

    นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้งพื้นที่จำหน่ายของฝาก “ของดีเมืองแม่กลอง” บริเวณอาคารวราปลาทู ใกล้กับปั้มน้ำมันเชลล์ ถนนทางเข้าเมือง เขตเทซบาลเมืองสมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมสินค้าในท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27M1rXbC4gEzJAFFepNJLH

  • เกาหลีใต้หวนเปิดบริการรถไฟท่องเที่ยว มุ่งสู่สถานีติดชายแดน DPRK : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้หวนเปิดบริการรถไฟท่องเที่ยว มุ่งสู่สถานีติดชายแดน DPRK : อินโฟเควสท์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เว็บไซต์กระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (9 เม.ย.) ว่า เกาหลีใต้เตรียมกลับมาให้บริการรถไฟท่องเที่ยวขาไปและขากลับจากสถานีโดราซาน ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศและใกล้กับชายแดนระหว่างเกาหลีในวันศุกร์ (10 เม.ย.) หลังจากระงับบริการมานานราว 6 ปีครึ่ง

    สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รถไฟจะวิ่งเลยสถานีอิมจินกังเข้าสู่เขตควบคุมพลเรือน ซึ่งเชื่อมต่อสถานที่สำคัญในเขตปลอดทหารเกาหลี ทั้งหอดูดาวโดรา หมู่บ้านรวมชาติ และค่ายเกรฟส์ โดยการเดินรถไฟนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ”

    ทั้งนี้ สถานีรถไฟโดราซานเคยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อคาบสมุทรเกาหลี ถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือในอดีตระหว่างเกาหลีใต้กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) และสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงระหว่างเกาหลีแม้มีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HzS_YKCX99qRwbDZjwKXA

  • IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    IMF เตือน ‘ออยล์ช็อก’ เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แถลงระหว่างการประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ประจำฤดูใบไม้ผลิ 2569 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เรื่อง “การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับและบรรเทาผลกระทบ จากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญช็อกอุปทานจากสงคราม ทำให้พลังงานขาดแคลน ราคาพุ่ง และกดดันเงินเฟ้อกับการเติบโต พร้อมเตือนให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    “เศรษฐกิจโลกที่มีขีดความสามารถในการฟื้นตัวกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างแสนสาหัสไปทั่วทุกมุมโลก  ดิฉันใคร่ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามครั้งนี้ และสงครามทั้งปวงที่เกิดขึ้น

    ในการประชุม Spring Meetings ของเราในสัปดาห์หน้า เมื่อเราต้อนรับบรรดารัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก เราจะมุ่งแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับวิกฤตระลอกล่าสุดนี้เป็นหลัก และบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน

    การดำเนินการนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในธรรมชาติของปัจจัยของวิกฤตการณ์ ช่องทางที่ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ความรุนแรงของผลกระทบ ตลอดจนนโยบายที่จะสามารถบรรเทาผลกระทบนั้นได้

    แล้ววิกฤติการณ์ที่เข้ามากระทบเราคืออะไรกันแน่ คำตอบคือ “ภาวะวิกฤติอุปทาน” ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวันปรับลดลงราวร้อยละ 13 และปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับลดลงร้อยละ 20 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะนี้เราทุกคนต่างต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้องเผชิญกับภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักไปทั่วโลก ไม่สมมาตรโดยผลกระทบของวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความใกล้กับพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง สถานะเป็นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าพลังงานของแต่ละประเทศ และขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศนั้น ๆ

    ภาวะวิกฤติอุปทานเชิงลบผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นดังที่เคยเป็นมา ดัชนีราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นจาก 72 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โชคดีที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอยู่มาก โดยหลายประเทศจำต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่านั้นมาก

    ลองนึกถึงประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อุปทานที่ห่างไกลออกไปกันบ้าง ประเทศเหล่านี้กำลังข้องใจว่าจะยังคงมีน้ำมันเชื้อเพลิงส่งไปถึงพวกเขาได้หรือไม่ภายหลังภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรงเช่นนี้

    ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และจะยังคงส่งผลกระทบต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    การหยุดเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากความจำเป็นในการรักษากำลังการผลิตขั้นต่ำ โดยที่ขณะนี้สัญญาณเตือนภัยได้เริ่มกระพริบเป็นสีแดงแล้วในหลายพื้นที่

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    การขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหยุดชะงักแก่ภาคการขนส่ง การค้า และการท่องเที่ยว ในโลกที่มีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกจากกันไม่ออก

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ความไม่มั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรอีก 45 ล้านคน เนื่องจากการหยุดชะงักของระบบการขนส่ง ส่งผลให้จำนวนของผู้ที่เผชิญภาวะอดอยากทั้งหมดพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 360 ล้านคน และปัญหานี้อาจจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น  และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากการพึ่งพาปัจจัยวัตถุดิบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม อาทิ กำมะถัน ก๊าซฮีเลียมสำหรับการผลิตชิปซิลิคอนและการถ่ายภาพด้วยเครื่อง MRI รวมถึงแนฟทาสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 

    ผลกระทบจากวิกฤติการณ์นี้จะปรากฏออกมาในรูปแบบใดได้บ้าง โดยหลักแล้วจะผ่านสามช่องทาง ดังนี้

    ช่องทางแรกคือ ผลกระทบด้านราคาและการขาดแคลนซัพพลาย ราคาสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น เมื่อประกอบกับภาวะขาดแคลนซัพพลายแล้วนั้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้อุปสงค์ปรับลดลงอย่างรุนแรง

    ช่องทางที่สอง ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ หลุดไปจากเป้าหมายสำคัญที่วางไว้ และจุดชนวนกระบวนการเกิดภาวะเงินเฟ้อที่สร้างความเสียหายได้ ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวของประมาณการอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นในสหรัฐอเมริกา โปรดสังเกตว่าเส้นกราฟได้เคลื่อนตัวไปทางขวา ซึ่งบ่งชี้ถึงความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และเส้นกราฟนี้แสดงให้เห็นกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) ซึ่งก็มีการเคลื่อนตัวไปทางขวาเช่นกัน อีกทั้งความกว้างที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ให้เห็นระดับความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น โชคดีที่ความคาดหวังในระยะยาวนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ช่องทางที่สาม ภาวะการเงินและไฟแนนซ์ จากก่อนนี้ที่เอื้ออำนวย ภาวะดังกล่าวได้ปรับตัวตึงตัวขึ้น ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้ปรับตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จนถึงวันนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการคลายตัวลงบ้าง

    เราเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทั้งในช่วงทศวรรษที่ 70 และในช่วงต้นทศวรรษนี้ เราทราบดีว่าท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ คลี่คลายลง และจะนำมาซึ่งจุดดุลยภาพใหม่ โดยที่อุปทานจะฟื้นตัวกลับมาและอุปสงค์จะปรับตัวตามสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิตจะเริ่มเดินกำลังการผลิตอีกครั้ง และจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น

    เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ โปรดพิจารณาว่าโลกของเราทยอยลดการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยรองรับและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงขึ้น แต่เชื้อเพลิงหลักอันดับหนึ่งของเราก็ยังคงเป็นน้ำมันอยู่เช่นเดิม 

    ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังร่วมกันรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ สิ่งสำคัญคือเราจะต้องสานต่อความพยายามร่วมกันในการแสวงหา ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการกระจายแหล่งพลังงาน แม้ว่าแต่ละประเทศอาจมีแนวทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่แตกต่างกันไป แต่ทุกประเทศล้วนจำเป็นต้องมุ่งมั่นดำเนินการพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้

    ขออนุญาตขยับไปสู่คำถามสำคัญข้อถัดไป นั่นคือ ผลกระทบต่อการเติบโตนั้นเป็นวงกว้างเพียงใด

    คำตอบสำหรับคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าการหยุดยิงจะยังคงดำเนินต่อไปและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่ รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่าสงครามได้สร้างความเสียหายไว้มากน้อยเพียงใด

    เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของเราที่จะเผยแพร่ใน “สัปดาห์หน้า” จะครอบคลุมสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฟื้นตัวสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสถานการณ์จำลองที่มีการฟื้นตัวในระยะเวลาปานกลาง และสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงขึ้นมากเป็นระยะเวลายาวนานกว่าเดิมมาก และเกิดผลกระทบระลอกสองตามมา

    สถานการณ์จำลองทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีสมมติฐานจากบริบทที่การลงทุนอย่างทุ่มเทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี รวมถึงภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ต่างมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกมีแรงส่งการเติบโตอย่างยิ่ง

    แท้จริงแล้ว หากไม่มีวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เราคงจะได้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อย

    ทว่าในปัจจุบัน แม้แต่สถานการณ์ที่เรามองว่าเอื้ออำนวยที่สุด ก็ยังมีความเสี่ยงที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลง ซึ่งมีสาเหตุจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การสูญเสียความเชื่อมั่น และผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ นั่นเอง

    นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในประเทศกาตาร์ เป็นตัวอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงร้อยละ 93 ของภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยราวร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตดังกล่าวมีการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง  นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้หยุดทำการผลิตมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม และได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม และอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้เต็มกำลังการผลิตเหมือนเดิม

    แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีที่สุด มันก็จะไม่สามารถหวนกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนเกิดวิกฤตการณ์ได้อีก

    โปรดสังเกตเพื่อเป็นข้อพึงระวังว่า ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ในทะเลแดงนั้น ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนักจากภาวะหยุดชะงักรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว โดยปริมาณการสัญจรยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับราวครึ่งหนึ่งของปริมาณการสัญจรในปี 2023 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังนั้น เราไม่อาจทราบได้อย่างแท้จริงว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรสำหรับการเดินทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  หรือในประเด็นเดียวกันนี้ สำหรับการฟื้นตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศในภูมิภาค

    แต่สิ่งที่เราทราบแน่ชัดก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าสันติภาพครั้งใหม่นี้ยั่งยืนก็ตาม

    ทั้งนี้ เราทราบดีเช่นกันว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม รวมถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการปิดช่องแคบ และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด

    ผลกระทบครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหนนั้นส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินมากน้อยเพียงใดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งรวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาที่การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักไปนานถึง 5 สัปดาห์

    ขออนุญาตนำเสนอแผนภูมิสำคัญสักสองสามภาพ เพื่ออธิบายประกอบประเด็นหลักที่แตกต่างทั้งสามประการ ดังนี้

    ประการแรก เรามาแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทางด้านซ้าย และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทางด้านขวา ดังที่เห็นได้จากจุดจำนวนมากที่กระจุกตัวอยู่ทางด้านซ้ายนั้น แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศเหล่านี้จัดเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

    ประการที่สอง เรามาพิจารณาประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบครั้งนี้กัน โปรดสังเกตว่าผลกระทบดังกล่าวได้ตกหนักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษแม้ว่าจุดสีแดงทางด้านซ้ายจะช่วยเตือนใจเราถึงผลกระทบของสงครามที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกน้ำมันด้วยเช่นกันก็ตาม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ประการที่สาม เรามาดูอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Ratings) ซึ่งเราจะใช้เป็นตัวแทนในการวัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน พื้นที่ด้านล่างซ้ายของแผนภาพคือกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่มีความเปราะบาง เรามาลองระบายสีกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราด้วยสีเหลือง และระบายกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กด้วยสีส้ม จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศทั้งสองกลุ่มนี้ที่มีการระบายสีครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ “โซนแห่งความเปราะบาง” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นจุดที่เราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสัปดาห์หน้า

    เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นทั่วโลก แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่อยู่ห่างไกลจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบและได้รับประโยชน์จากอัตราการค้า ก็ยังรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

    คำถามถัดไปคือ ประเทศต่าง ๆ ควรทำอย่างไร

    ขออนุญาตเรียนเตือนล่วงหน้าว่า เนื่องจากสถานการณ์นี้ถือเป็นภาวะวิกฤตอุปทานเชิงลบเช่นเดียวกันที่เคยเกิดขึ้น การปรับตัวของอุปสงค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

    ผู้กำหนดนโยบายสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในหลากหลายรูปแบบ และแน่นอนว่า การดำเนินการจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเรียกร้องให้นานาประเทศพึงงดเว้นจากการดำเนินมาตรการแบบต่างคนต่างทำ อาทิ การควบคุมการส่งออก การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์โลกปั่นป่วนยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ อย่าได้กระทำการใดที่เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟเลย

    นอกจากนั้นแล้ว เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อน ๆ ความตื่นตัวและความคล่องตัวเป็นหัวใจสำคัญ ข้อท้าทายอยู่ที่การตรวจจับว่าสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปจะนำเราจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งเมื่อใด

    ในขณะนี้ การรอคอยและเฝ้าจับตาดูสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น โดยธนาคารกลางต่างเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ยังคงนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดในด้านอื่น ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะดำเนินการมากขึ้นหากความน่าเชื่อถือตกอยู่ในความเสี่ยง หน่วยงานด้านการคลังควรให้การสนับสนุนแบบเจาะจงและเป็นการชั่วคราวแก่กลุ่มประชากรที่เปราะบาง โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินการด้านการคลังระยะกลางของตน

    หากความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ธนาคารกลางควรเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การสนับสนุนทางการคลังควรเน้นเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและเป็นการชั่วคราว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้การเติบโตชะลอตัวลงไปอีก แต่ก็เป็นกลไกในการดำเนินการอยู่แล้ว

    สุดท้ายนี้ หากภาวะทางการเงินที่ตึงตัวอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติอุปสงค์เชิงลบเพิ่มเติมจากภาวะวิกฤติอุปทาน นโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่การรักษาสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่นโยบายการคลัง หากมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอและในกรณีที่มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนไปใช้การสนับสนุนอุปสงค์ที่ทำการปรับให้เหมาะสมแล้ว

    มาลองดูคร่าว ๆ กันว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของเรา

    ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักหลายแห่งจะปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดยิ่งขึ้น  ในภาพนี้ เราจะเห็นเส้นทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักสี่เส้นทางที่สะท้อนจากกลไกตลาด โดยแต่ละเส้นทางแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวสูงขึ้น 

    ในด้านนโยบายพลังงาน เราพบว่าหลายประเทศได้เริ่มนำมาตรการประหยัดพลังงานฉุกเฉินมาบังคับใช้ ตั้งแต่การรณรงค์ทั่วไป ไปจนถึงการจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล และการทำงานจากบ้านหรือระยะไกล มาตรการเหล่านี้รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดในระบบติดตามนโยบายพลังงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ซึ่งได้มีการสรุปข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ 

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่า การแบ่งปันข้อมูลในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเหตุผลที่เราได้ผนึกกำลังร่วมกับ IEA และธนาคารโลก ในการจัดตั้งกลุ่มประสานงานขึ้น โดยมี IMF รับบทบาทเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจมหภาค

    และสุดท้าย เมื่อย้อนกลับมาพิจารณานโยบายการคลัง เราพบว่าประเทศส่วนใหญ่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย การอุดหนุนจากรัฐในการตรึงราคาพลังงาน และมาตรการควบคุมราคา แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เลือกที่จะให้การสนับสนุนในวงกว้างก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้ เราสามารถดูบทสรุปของ IEA ได้ที่นี่ 

    เราจะชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่บั่นทอนสัญญาณราคาจะส่งผลให้การตอบสนองด้านอุปสงค์ที่จำเป็นถูกบั่นทอนลงตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ระดับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น เราจึงกำลังทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนทางการคลังและร่างข้อกำหนดการสิ้นสุดอายุสัญญาที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ในการนี้ เรากำลังเน้นย้ำด้วยว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะนี้ ทั่วโลกได้เห็นเส้นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการดำเนินงบประมาณขาดดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับนโยบายการเงิน และทำให้ความผันผวนดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เปรียบเสมือนการขับรถโดยใช้ขาข้างหนึ่งเหยียบคันเร่งและอีกข้างหนึ่งเหยียบเบรค ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    ดังที่เราจะเน้นย้ำในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับที่จะเผยแพร่ในเร็ว ๆ นี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ทางการคลัง โดยระดับหนี้สาธารณะโดยทั่วไปนั้นสูงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอยู่มาก รวมถึงกลุ่มประเทศ G20 ส่วนใหญ่  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในช่วงเวลาที่ภาวะต่าง ๆ ยังเอื้ออำนวย

    ด้วยเหตุนี้ ยอดชำระภาระดอกเบี้ยจึงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ในทุกระดับรายได้ นัยสำคัญนั้นชัดเจน กล่าวคือ ทุกประเทศต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีความรับผิดชอบ และส่วนใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ดิฉันใคร่ขอเน้นย้ำเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

    ขออนุญาตเปลี่ยนมากล่าวถึงนโยบายภาคการเงินและไฟแนนซ์ ดังที่รายงานเสถียรภาพทางการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ของเรา จะเน้นย้ำให้เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความตื่นตัว คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีความผันผวนได้อย่างทันท่วงที 

    เราเคยอยู่ในภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในด้านเทคโนโลยีและตัวกลางทางการเงินใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ธนาคาร แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต แต่ก็ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการพลิกผันขึ้น ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเริ่มกังวลว่าความไม่มั่นคงด้านพลังงานอาจฉุดรั้งการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากได้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก

    นโยบายกำกับดูแลเสถียรภาพระดับจุลภาคและมหภาคที่รอบคอบจะต้องทำหน้าที่ลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินดังกล่าว และสร้างความมั่นใจว่าระบบจะมีระบบรองรับขีดความสามารถในการปรับตัว

    ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเน้นย้ำถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ นั่นคือ นโยบายที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีพลังบางอย่างที่ประเทศต่าง ๆ ไม่อาจควบคุมได้ แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและสถาบันทางเศรษฐกิจของตนเองได้

    ขอให้เราพึงตระหนักไว้ว่า ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐาน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของท่านยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ซึ่งวิกฤตการณ์เช่นนั้นย่อมจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

    และในขณะที่ท่านกำลังรับมือกับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ขออย่าได้ละเลยที่จะกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันรังสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายด้านโครงสร้างและกฎระเบียบของประเทศของท่านนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งศักยภาพในการเติบโตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพ

    ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ท่านสร้างสรรค์นโยบาย และสถาบันที่เข้มแข็งถือเป็นภารกิจหลักและหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา และในฐานะผู้ทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางเศรษฐกิจ เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่านเสมอเมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์

    กลับมาดูกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกที่มีความเปราะบางอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) และลองระบายสีฟ้าทับประเทศทั้งหมดที่กำลังดำเนินโครงการขอรับความช่วยเหลือภายใต้การสนับสนุนของ IMF เราสามารถขยายขนาดของโครงการเหล่านี้ได้เท่าที่จำเป็น และเราคาดว่าจะมีโปรแกรมให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโปรแกรม

    IMF เตือน 'ออยล์ช็อก' เขย่าเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศต้องพร้อมรับมือวิกฤติ

    เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง เราคาดการณ์ว่าความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินจาก IMF ในระยะใกล้นี้จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2 หมื่นล้าน หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถรักษาข้อตกลงในการหยุดยิงไว้ได้ จนถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีตรงกันข้าม

    มีประเด็นสำคัญสองประการที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ ประการแรก ช่วงตัวเลขดังกล่าวคงจะเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก หากปราศจากการกำหนดนโยบายที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง รวมถึงประเทศขนาดใหญ่บางประเทศ ในตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และประการที่สอง เรามีทรัพยากรอย่างเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้

    ถูกต้องค่ะ สมาชิกทั้ง 191 ประเทศของเราสามารถวางใจได้ว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหากประเทศเหล่านั้นมีความจำเป็น และยังสามารถวางใจได้ว่า เราจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันค้นหาหนทางก้าวต่อไปท่ามกลางม่านหมอกแห่งความไม่แน่นอน และนี่คือหัวใจสำคัญของการประชุมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

    ขอขอบคุณ และขอให้เรามาร่วมกันภาวนา เพื่อให้เกิดสันติภาพยั่งยืนสืบไปในตะวันออกกลางและทั่วสากลโลก เพราะสงครามพรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพียรสร้างมาไปจนหมดสิ้น”

    ที่มา: IMF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UzZ2y-pVrDfhTP6ZPrJ_V

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

    วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

    ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

    ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2925886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R3RF73F4zbUCgHuKREU8A

  • เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    เสียงเตือนจากธนาคารโลก.!

    รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ล่าสุด เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ช่วงต้นปี 2569 เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเคยคาดหวังความคึกคักที่ 5% ในปี 2568 กลับต้องเผชิญกับสภาวะชะลอตัวเหลือเพียง 4.2% ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจาก “มรสุมสมบูรณ์แบบ” ที่พัดถล่มจากหลายทิศทาง

    หัวใจสำคัญของปัญหาที่ธนาคารโลกเน้นย้ำคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่ชัดเจนสุดคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนภาษีทางอ้อมที่ซ้ำเติมทั้งภาคการผลิต และผู้บริโภคหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาพลังงานดีดตัวขึ้นถึง 50% รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน ในภูมิภาคอาจหายไปทันที 3-4% ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

    ซ้ำร้ายกว่านั้น “มาตรการกีดกันทางการค้า” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ยังกลายเป็นกำแพงขวางกั้น การส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเอเชีย ความผันผวนของนโยบายโลก ทำให้เหล่านักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ และเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไปก่อน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

    “จีน” ในฐานะพี่ใหญ่ของภูมิภาค กำลังเผชิญมรสุมภายในที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน การเติบโตที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 4.2% ในปี 2026 สะท้อนถึงบาดแผลลึกภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังรักษาไม่หายและอุปสงค์ ภายในประเทศที่ยังซบเซา 

    เมื่อจีนซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” และ “ตลาดขนาดใหญ่” เริ่มขยับตัวช้าลง ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไปยังจีน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามหลัก “โดมิโนทางเศรษฐกิจ”

    ท่ามกลางข่าวร้าย..รายงานยังชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งที่น่าจับตามอง นั่นคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และเวียดนาม..!!

    ประเทศเหล่านี้เริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ระยะยาว

    อย่างไรก็ตามความกังวลที่ “ช่องว่างทางทักษะ” เนื่องจากปัจจุบันบริษัทที่นำ AI มาใช้ในไทยและจีน ยังมีสัดส่วน ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

    “ธนาคารโลก” มีการเสนอแนะแนวทางชัดเจนคือการใช้ “มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจง” เพื่อพยุงกลุ่มเปราะบางและ SMEs โดยไม่ให้กระทบต่อวินัยทางการคลังมากเกินไป

    ขณะเดียวกันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่เคยหยุดชะงักไปจะต้องถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ทั้งการปรับปรุงระบบการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยและการเปิดเสรีภาคบริการ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ที่มีคุณภาพจากต่างชาติ

    บทสรุปของสถานการณ์ปี 2026 นี้ คือการเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ความยืดหยุ่นในอดีตไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคตประเทศที่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล และบริหารจัดการความเสี่ยงจากความขัดแย้งระดับโลกได้ดีที่สุดเท่านั้น ที่จะสามารถผ่านพ้นมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งในปี 2027 ตามที่คาดการณ์ไว้..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/824888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o7C72qlRO8A1l8_kja4H8

  • วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30T38bPuTsnSuS238Pzm_S

  • ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้ภาวะสงคราม ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอลที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบว่าสินทรัพย์ที่ตลาดเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe haven) โดยเฉพาะทองคำ มีราคาปรับตัวลดลงอย่างมากหลังจากที่เกิดสงครามขึ้น โดยราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงเดือนมี.ค. ปรับลดจากระดับก่อนสงครามที่ 5,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ลงมามากกว่า 10% เหลืออยู่ที่ระดับราว 4,700 เหรียญฯ ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับลดลงอย่างมีนัยฯ เช่นกัน จากระดับ 80,000 บาทในช่วงต้นเดือน ลงมามากกว่า 10% ซื้อขายอยู่ที่ระดับราว 71,000 บาท

    ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่คุณ Donald Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. 2025 ซึ่งในเวลานั้นราคาทองคำโลกและราคาทองคำไทยยังซื้อขายอยู่ที่ระดับเพียง 2,600 เหรียญฯ ต่อออนซ์ และ 40,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาทองคำได้ปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของความต้องการในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ นำโดยความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หลังจากมีการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Reciprocal tariff) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความกังวลดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยภาพเศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าได้ต่อจากการปรับตัวในด้านต่างๆ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งยังคงอยู่ในเงื่อนไขของการผ่อนคลาย กล่าวคือ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการคลังยังมีพื้นที่ในการก่อหนี้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรวมถึงธนาคารกลางหลายแห่งกระจายความเสี่ยงออกจากการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทองคำเป็นตัวเลือกหลักในการถือครองแทนที่ดอลลาร์ฯ

    อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้อาจแตกต่างออกไปจากช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยงขาลงเพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุของการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันหลังจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานให้เกิดการชะงักงัน และอาจส่งผลต่อเนื่องต่อดุลการค้าและทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศ นอกจากนี้ ด้วยความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อในอนาคตทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องทบทวนการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

    ด้วยเงื่อนไขโดยภาพรวมดังกล่าว ทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจคาดว่าจะลดลงในระยะข้างหน้า ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดสภาพคล่อง และไม่มีดอกเบี้ยรับหรือเงินปันผล จึงถูกขายออกมาเพื่อสร้างสภาพคล่องขึ้นมา เนื่องจากสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็นภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

    โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำสามารถปรับตัวลดลงได้จากปัจจัยด้านสงครามที่มีโอกาสนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับระยะเวลาของสงครามในอดีตกับระยะเวลาของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยเฉพาะหากนักลงทุนมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวมากเพียงพอ เพราะในที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวจะมีทางออกเกิดขึ้นเหมือนเช่นในอดีต โดยทองคำยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หลังจากสงครามครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260410-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw297QNxaCOQchzXVv4aHHzY

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย หนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมการคุ้มครอง “ผ้าไทย” ในมิติทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปลุกกระแสความภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่วัฒนธรรมไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นโอกาสในการนำเสนอเอกลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการและการรณรงค์ต่างๆ อาทิ โครงการ “ผ้าไทย ใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา การรณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” และเทรนด์การแต่งกายร่วมสมัย “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นต้น สะท้อนความตื่นตัวของผู้คนในสังคมที่หันมาให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การสวมใส่ผ้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพิธีการหรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย กลายเป็นไอเท็มที่มีความสนุก สดใส และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น กระแสดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ผลักดันให้ช่างฝีมือ นักออกแบบ และผู้ผลิตผ้าไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์​

    กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งส่งเสริมให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นมากกว่ากระแสในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยผ้าไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา รากเหง้า วิถีชีวิต และความหลากหลายของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและนักออกแบบไทย และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมายและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว โดยจะช่วยปกป้อง “องค์ความรู้และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม” ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน GI ผ้าไทยแล้ว 19 รายการ อาทิ ผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยห้อม (แม่ฮ่องสอน) ผ้าไหมยกดอกลำพูน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมปักธงชัย (นครราชสีมา) ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ผ้าหมักโคลน หนองสูง (มุกดาหาร) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) เป็นต้น รวมทั้งปกป้อง “ผลงานสร้างสรรค์ใหม่” ผ่านการคุ้มครองลิขสิทธิ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ​นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ชุมชนผู้ผลิต อาทิ การสร้างแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เป็นต้น การต่อยอดงานออกแบบร่วมสมัยที่ยังคงอัตลักษณ์ไทยและสามารถพัฒนาเป็นสินค้าในตลาดได้จริง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขยายโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าและวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

    ​โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการหารือร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ถึงแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยและชุดไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการออกแบบลวดลาย การพัฒนาเทคนิคการทอ และข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการอ้างอิง และสนับสนุนผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการผลักดันชุดไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อ UNESCO โดยมุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าเชิงองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และวิถีการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยไว้อย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1011420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfxuTm2CczygUWKoKUkRH

  • TOP เปิดแผนปี 69 ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลกเร่งผลิตดีเซลเพิ่ม-จ่อเป้า Net Zero เร็วกว่ากำหนด : อินโฟเควสท์

    TOP เปิดแผนปี 69 ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลกเร่งผลิตดีเซลเพิ่ม-จ่อเป้า Net Zero เร็วกว่ากำหนด : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไทยออยล์ [TOP] ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 8 เม.ย.รายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 ได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีแผนปฏิบัติการเชิงรุกและการบริหารจัดการความเสี่ยงรองรับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯ อยู่ในระดับดี โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

    1. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจปัจจุบัน ผ่านการดำเนินงานปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และหน่วยสนับสนุนที่เกี่ยวข้องสำเร็จตามแผนงานที่กำหนด

    2. ดำเนินโครงการสำคัญตามแผนกลยุทธ์ โดยเดินหน้าก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมารายใหม่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

    3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน ดังนี้

    • การดำเนินโครงการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
    • การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ในการขยายวงเงินเครดิตที่ใช้ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ
    • การลดระดับหนี้สินและจัดการโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม ประกอบด้วย การไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงินก่อนกำหนด และการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    4. การบริหารจัดการด้านความยั่งยืน ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยแสวงหาการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568 พร้อมทั้ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยผสมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน

    สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิรวม 3,171 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รับปัจจัยบวกจากรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 4,042 ล้านบาท และกำไรจากการต่อรองราคาเข้าซื้อธุรกิจของบริษัทร่วมในประเทศสิงคโปร์ 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,584 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.69 บริษัทได้ดำเนินการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยใช้อัตราการกลั่นสูงสุด (Refinery Utilization Rate) ที่ระดับ 113% พร้อมเร่งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาและอเมริกา เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง แม้ว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย จะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 18.7 ล้านลิตรต่อวันเป็น 19.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้บริการคลังน้ำมันที่โรงกลั่นตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17aLVfMX2NWSq3U9x03Y4C