Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 10/04/2026 ช่วงที่1

    “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 10/04/2026 ช่วงที่1

    เผยแพร่:

    “อนุทิน” ร่ายยาวนโยบาย “หนู 2” อัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ ปฏิรูปกฎหมาย-ระบบราชการ วาง 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/P9KEEJ2m3bE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ehtd6AftXtmVejdK6VsdD

  • ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจฯ ม.หอการค้าไทย ระบุดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ต่ำสุดรอบ 6 ด. เหตุปชช. กังวลสงคราม-น้ำมันแพง

    ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจฯ ม.หอการค้าไทย ระบุดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ต่ำสุดรอบ 6 ด. เหตุปชช. กังวลสงคราม-น้ำมันแพง

    วันที่ 9 เมษายน 2569 ศูนย์พยากรณ์ธุรกิจและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สรุปผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนมีนาคม 2569 จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5, 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมกราคม ที่อยู่ในระดับ 47.3, 51.5 และ 62.4 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 37.4 เป็น 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 61.7 มาอยู่ที่ระดับ 59.7 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n0KfUI2Z4W-PxkX7jpiwv

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    9 เมษายน 2569 – เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน พร้อมข้อความว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/royal-court/977511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UhasxG2Vivfr15XPBkjWl

  • รัฐมนตรีศึกษาฯ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมเดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

    รัฐมนตรีศึกษาฯ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมเดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในฐานะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 66

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในฐานะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 32 ของประเทศไทย เป็นผู้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ 

    นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายด้านสังคม โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา “เรียนฟรีจริง เรียนฟรีมีงานทำและเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย 

     – พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

    เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 

    – ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคตเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

    โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบเพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย 

    – พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย 

    ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

    20260409134035_8133 (1).jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/E7OMcGKx9&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L–ZKnb2KlRB9Z8jIDnPk

  • ผู้ว่าประจวบฯ ชวนเที่ยวงาน “มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว-งานกาชาด” ครั้งที่ 16 จัดเต็มกิจกรรม 11 วัน

    ผู้ว่าประจวบฯ ชวนเที่ยวงาน “มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว-งานกาชาด” ครั้งที่ 16 จัดเต็มกิจกรรม 11 วัน

    เมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 ที่สถานีรถไฟหัวหินหลังเก่า จ.ประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว และงานกาชาด ประจำปี 2569 พร้อมด้วย พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ นางรัฐยา อาจหาญ เผยพร ปลัดจังหวัดฯ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน นางอุบลวรรณ คงสว่าง ผจก.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดฯ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากร่วมรับฟัง

    นายสิทธิชัย กล่าวว่า งานท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว และงานกาชาด จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 16 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชนในจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 เม.ย.- 4 พ.ค.69 ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัดฯ ถนนเลียบชายทะเลอ่าวประจวบฯ และสะพานสราญวิถี

    ภายในงานมีการจัดโซนแสดงนิทรรศการของส่วนราชการ 20 กระทรวง ภายใต้แนวคิด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” เพื่อให้ผู้เที่ยวงานได้รับทราบถึงแนวทางและเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดใน 10 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำ การส่งเสริมอนุรักษ์การท่องเที่ยวทางทะเล การส่งเสริมสินค้าเกษตร การส่งเสริมแรงงานภาคการท่องเที่ยว กลยุทธ์การสร้าง Wellness Province ให้ประจวบเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว รวมถึง Wellness Tourism ท่องเที่ยวดี สุขภาพดี มีคุณค่า และ Safe Tourism นักท่องเที่ยวต้องปลอดภัย

    แต่ละคืนมีกิจกรรมบนเวทีเริ่มวันที่ 25 เม.ย. จัดเวทีเสวนาเรื่องเกษตร ประมง ปศุสัตว์ การแสดงวงโยธวาทิต เชียร์ลีดเดอร์ และนักเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัด / วันที่ 26 เม.ย. การแสดง TO BE NUMBER ONE / วันที่ 27 เม.ย. เวทีเสวนาเรื่อง คนรักษ์สุขภาพ การ MOU คนรักษ์สุขภาพ ชุดการแสดง / วันที่ 28 เม.ย. การประกวดร้องเพลง “ท้องถิ่น ท้องที่ สามัคคี” / วันที่ 29 เม.ย. เวทีเสวนา เรื่องวานศิลปะและเมืองแห่งศิลป์ การแข่งขันธ์ยุทธศิลป์ มวยไทย / วันที่ 30 เม.ย. การประกวดวงดนตรีเยาวชน / วันที่ 1 พ.ค. เวทีเสวนา 10 ห้องเรียนเสริมการศึกษา ชุดการแสดงของโรงเรียนตามโครงการ 10 ห้องเรียนเสริมการศึกษา / วันที่ 2 พ.ค. การประกวดร้องเพลง “ท้องถิ่น ท้องที่ สามัคคี” รอบชิงชนะเลิศ / วันที่ 3 พ.ค. การประกวดสาวงามเมืองสามอ่าว ประจำปี 2569 / วันที่ 4 พ.ค. เวทีเสวนา เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน แรงงาน ชุดการแสดงของเทศบาลเมืองประจวบฯ การหมุนวงล้อกาชาด

    ซึ่งไฮไลท์ในวันเปิดงานที่ 24 เม.ย. นี้ จะมีจุดพลุในรูปแบบการแสดงระบำพุลประกอบดนตรี และการแสดงแสง สี เสียง อัตลักษณ์ของทั้ง 8 อำเภอ เพื่อเผยแพร่วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละอำเภอให้ผู้ร่วมงานได้รับชม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดเวลาของการจัดงาน เช่น การแสดงอัตลักษณ์ท้องถิ่นประกอบแสง สี เสียง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและเสน่ห์ของ “เมืองสามอ่าว” อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม / การประกวดสินค้าเกษตร / การแข่งขันกีฬามวยไทย ตะกร้อลอดบ่วง / กิจกรรมเดินแบบผ้ามัดย้อม ใครใส่ก็สวย โดยนายแบบและนางแบบกิตติมศักดิ์

    กิจกรรม Night Run เดิน-วิ่ง ชมเมืองสามอ่าว / กิจกรรมการออกร้านกาชาด รายได้เพื่อการกุศลในกิจการเหล่ากาชาด จ.ประจวบฯ โดยจัดพิมพ์สลากกาชาดจำนวน 50,000 ฉบับ จำหน่ายในราคาใบละ 100 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่รถยนต์รวม 3 คัน และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยจะมีการหมุนวงล้อออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล พร้อมรางวัลอื่น ๆ ในคืนสุดท้ายของการจัดงาน

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ เทศกาลกินอาหารทะเล ที่รวบรวมเมนูอาหารทะเลสดใหม่ สินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมาจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าโอทอปของดีประจวบฯ และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาราวานสินค้าอุปโภคบริโภค บูธจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมชมการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียงในทุกค่ำคืน อาทิ บอล เชิญยิ้ม, ไก่ กะละมังส์, อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า, ZAI The Gentlemans, เฟริส พรชิตา และ อานัส สันละกะยา จึงขอเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวงานดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140636&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Ae0A153ot93GayPLKXH3

  • เอกชนอุ้มพนักงานเพิ่มเงิน-สวัสดิการ สู้ค่าครองชีพพุ่ง

    เอกชนอุ้มพนักงานเพิ่มเงิน-สวัสดิการ สู้ค่าครองชีพพุ่ง

    มาตรการช่วยเหลือพนักงานของภาคเอกชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงิน ที่เลือกใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” เข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพของพนักงานโดยตรง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคานํ้ามันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

    อสังหาฯอัดฉีดเงินช่วยค่าครองชีพพนักงาน

     ภาคอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีผลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแรงกดดันราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทยเริ่มขยับนโยบาย “ดูแลพนักงาน” อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการออกมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในระยะสั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรในองค์กร

    นำโดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้พนักงานเดือนละ 1,000 บาท เริ่มในเดือนเมษายน นี้โดยระบุว่าบริษัทติดตามสถานการณ์ราคานํ้ามันโลกและผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับสูงขึ้น และกระทบค่าใช้จ่ายพื้นฐานของพนักงานโดยตรง

    ในขณะเดียวกันบริษัทเอพี ไทยแลนด์จำกัด (มหาชน) ก็ประกาศมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยมอบเงินช่วยเหลือพิเศษรวม 2,800 บาท ในเดือนเมษายน นี้เช่นเดียวกัน สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการหรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและค่าเดินทางมากที่สุด

    นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติ-โสภณ ประธานฝ่ายบริหาร  เอพี ไทยแลนด์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 2,000 บาทที่บริษัทให้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังโควิด-19 และเพิ่มพิเศษอีก 800 บาทในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงาน

    ฝั่งบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ SC ก็ออกมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยมอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้พนักงานและบริษัทในเครือ คนละ 500 บาทต่อเดือน ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากร

    ทั้งนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนชีวิตของพนักงาน” ในการบริหารองค์กรโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพ มีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและคุณภาพชีวิตจึงเป็นที่น่าจับตาว่า การขยับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้องค์กรอื่นในอุตสาหกรรมออกมาประกาศมาตรการช่วยเหลือตามมาอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก และแรงกดดันด้านค่าครองชีพยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายเช่นนี้

    แบงก์กรุงเทพ-กรุงไทยจ่ายก้อนเดียว

    ด้านสถาบันการเงินมีรูปแบบความช่วยเหลือที่แตกต่างออกไป โดย ธนาคารกรุงเทพ มีแนวทางจ่ายเงินก้อน (LumpSum) จำนวน 20,000 บาทต่อคน ภายในวันที่30 เมษายนนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้พนักงานในทันที รองรับค่าใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นในระยะสั้น สะท้อนศักยภาพขององค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือในวงเงินสูงแบบครั้งเดียว

    ในขณะที่ธนาคารกรุงไทยถือโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ธนาคารได้มอบเงิน 10,000 บาทเป็นของขวัญให้กับพนักงานธนาคารทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับพนักงานไปด้วย

    ธุรกิจไอทีช่วยเงินรายเดือน-คูปองอาหาร-ค่าเน็ต

    สอดคล้องกับภาคธุรกิจไอที มีรายงานข่าวจาก บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการระบบ GPS Tracking และ IoT Solutions ระบุว่า เนื่องด้วยสภาวะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคานํ้ามันในตลาดโลกมีความผันผวน บริษัทจึงมีนโยบายสนับสนุนค่าครองชีพแก่พนักงานทุกท่าน รายละ 1,000 บาท ต่อเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยจะเริ่มจ่ายในรอบเดือน เมษายน – มิถุนายน 2569

    ด้านนายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) เชนสโตร์สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เสริมรายใหญ่ กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือภายในกับทีมบริหาร เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ค่าเดินทางพนักงาน ในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน อย่างไรก็ตามยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน โดยอาจมีวงเงินช่วยเหลือพนักงานคนละ 1,000-2,000 ต่อเดือน ส่วนระยะเวลาการช่วยเหลือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาพลังงาน

    เช่นเดียวกับนายธัญญธร เหล่าวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเงินช่วยเหลือพนักงานในช่วงวิกฤตพลังงาน เพื่อตอบรับคำแนะนำของรัฐบาลในการประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์ไม่แน่นอน และบริษัทเข้าใจถึงผลกระทบต่อการเดินทางและกิจวัตรของพนักงาน บริษัทจึงได้ออกมาตรการยืดหยุ่นชั่วคราวที่ช่วยทั้งพนักงานและสังคมพร้อมมีส่วนช่วยประเทศประหยัดพลังงาน โดยมีนโยบายให้พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่บ้าน (WFH) หรือทำงานที่ออฟฟิศตามความเหมาะสม โดยบริษัทพิจารณาปรับลด/เพิ่ม ตามสถานการณ์ และปรับอัตราการเบิกจ่ายค่านํ้ามันให้พนักงานสำหรับการเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ และ สนับสนุนให้พนักงานโดยสารรถร่วมกัน (carpooling)

    โดยภาพรวมสะท้อนว่า ภาคเอกชนไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการนำมาตรการทางการเงินมาใช้ดูแลพนักงาน ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่เร่งตัว โดยมีแนวโน้มว่ามาตรการลักษณะนี้จะขยายวงกว้างไปยังภาคธุรกิจอื่นเพิ่มเติม หากสถานการณ์ราคาพลังงานยังคงยืดเยื้อในระยะถัดไป

    นายวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าบริษัทไม่มีนโยบายแจกเป็นเงินสด เพื่อช่วยเหลือพนักงานในช่วงวิกฤตพลังงาน แต่ช่วยใช้วิธีการแจกเป็นคูปองอาหาร และค่าบริการอินเตอร์เน็ต เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของพนักงานในการทำงาน Work From Home

    เบทาโกร จัดหาที่พักดูแลแบบ Bubble

    ทางด้านยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรนางสาวเยเนอเวียบ ศิริวรรณ ฟิเนท์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตสงครามที่ดันต้นทุนพุ่ง ความท้าทายของเบทาโกรในการดูแลพนักงานกว่า 3 หมื่นคน คือ องค์กรต้องเร่งปรับตัวควบคู่กับการดูแลพนักงาน โดยในส่วนของพนักงานกลุ่มหน้างานกว่า2 หมื่นคนที่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้

    บริษัทได้เตรียมแผนรองรับกรณีราคานํ้ามันปรับตัวสูง เช่น การจัดหาที่พักใกล้สถานที่ทำงาน และการจัดระบบดูแลแบบ “Bubble” เพื่อลดภาระค่าครองชีพและการเดินทาง ขณะที่พนักงานกลุ่มออฟฟิศที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ บริษัทมีการสื่อสารอย่างโปร่งใส โดยมองว่าการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางควรถูกนำกลับมาใช้เป็นงบประมาณเพื่อช่วยเหลือพนักงานกลุ่มหน้างาน

    รวมถึงมีการพิจารณาปรับสวัสดิการบางส่วน เช่น การควบคุมค่าใช้จ่ายฟีดการ์ดนํ้ามัน ให้สอดคล้องกับต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งรักษาสมดุลระหว่างความอยู่รอดขององค์กรและการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม

    ส.อ.ท.ชี้ภาคผลิตกระทบหนัก จ่อลด OT–WFH

    ขณะเดียวกัน เกรียงไกร เธียรนุกุล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันลูกจ้างและประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากราคานํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น อาหารจานเดียวอย่างก๋วยเตี๋ยวที่ปรับราคาจาก 50 บาท เป็น 60-70 บาทต่อชามในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งเริ่มทยอยออกมาตรการช่วยเหลือพนักงานในรูปแบบเงินสดประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น

     “ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม กำลังหารือกันว่าจะช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร ขณะนี้หลายแห่งเริ่มกลับมาใช้มาตรการ Work from Home สำหรับพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายการผลิต เช่น ฝ่ายบัญชี แอดมิน หรือฝ่ายขาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเดินทาง” นายเกรียงไกรกล่าว

      อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยบางอุตสาหกรรมเริ่มขาดแคลนวัตถุดิบหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจนกระทบยอดขาย ส่งผลให้ต้องปรับลดเวลาการทำงานหรือชั่วโมงล่วงเวลา (OT) ซึ่งกระทบต่อรายได้ของพนักงานโดยตรง ทำให้แต่ละโรงงานอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการช่วยเหลือลูกจ้างในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/656244&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23HW1zY9khGB6PdQbB8-Xl

  • ตำรวจบุกกวาดล้างผีมะพร้าวพัทยา ตะลึง!เจอสาวผิวสียืนขายบริการเพียบ | เดลินิวส์

    ตำรวจบุกกวาดล้างผีมะพร้าวพัทยา ตะลึง!เจอสาวผิวสียืนขายบริการเพียบ | เดลินิวส์

    เมื่อคืนวันที่ ต เม.ย. พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ชลบุรี) สั่งการให้ชุดสืบสวน สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณี บริเวณชายหาดพัทยา ถนนเลียบชายหาด และถนนพัทยาสายสอง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมหญิงต่างชาติได้รวม 16 ราย ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน และยูกันดา โดยมีพฤติการณ์เข้าข่าย “ติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว หรือรบเร้าบุคคลในที่สาธารณะเพื่อการค้าประเวณี” อันเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

    เบื้องต้น ผู้ต้องหา 12 ราย ถูกเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000 บาท พร้อมถูกเพิกถอนวีซ่าและควบคุมตัวไว้เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 1 ราย พบว่าอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการเพิกถอนวีซ่า และเตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทางเช่นเดียวกัน

    โดยการกวาดล้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5768080/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AdlUNjHWGpTl1Q1wIgI5J

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    มหาสงกรานต์ปี 69 โอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจไทย EP.56

    ออกอากาศ ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    ปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/271722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdvrsOkYSo6F2VfcYl-yh

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม คาดในกรณีฐาน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 ส่วนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายแตะ 3.5% และห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    วันนี้ (9 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบัน ธปท.คาดว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ​เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 นับว่าชะลอตัวจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ที่ผ่านมา

    โดยในกรณีฐานดังกล่าว ธปท.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลง ภายในช่วงกลางปีนี้ กล่าวคือ หากสถานการณ์จบภายในเดือนมิถุนายน GDP ไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 1.3% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 3.5% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์จบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้ GDP ไทยอาจโตที่ 1.7% และเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%

    ประมาณการล่าสุดนี้นับว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในการแถลงข่าวผลการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยช่วงนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ประมาณ 2.0% ในปีนี้ พร้อมทั้งมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา

    วิทัย ยังย้ำว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.3-1.7% นี้ยังไม่นับมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาของรัฐบาล “รัฐบาลใหม่มาจะมีมาตรการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่จะกระตุ้นด้วยอะไร ด้วยเกมใหญ่คือพ.ร.ก.กู้เงิน หรือเกมเล็กอันนี้ผมยังไม่ทราบ”

    อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์จะจบช้าหรือเร็ว (2) ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกทำลายมาแค่ไหน และ (3) การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Chain Disruption) เช่น น้ำมัน เม็ดพลาสติก และปิโตรเคมี

    โดยผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุว่า หากไทยเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ‘ชัด’ เนื่องจากหากเกิดภาวะ Disruption อาจจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออีกทอด

    “ถ้าอีก 2 สัปดาห์จบ เปิดช่องแคบกลับมาปกติ ราคาน้ำมันก็จะยังไม่ลง จะมีพรีเมียมอยู่ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก็ถูกทำลายเยอะแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้ เช่นตกลงกันไม่ได้ กลับมาถล่มกันใหม่ จบสิ้นปี (เศรษฐกิจ) ก็หัวปักเลย” วิทัยกล่าว

    ยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม

    วิทัยกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุปทาน (Supply) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้ลดลง นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เสี่ยงจะทำลายอุปสงค์ (Demand) อีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ธปท.จะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้ออยู่นาน (Persistent) จนทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยน ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดู

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ ‘ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว’ พร้อมส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม โดยระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในจุดที่ ‘คง’ หรือ ‘ขึ้น’ มากกว่า”

    วิกฤตพลังงานรอบนี้ จ่อลากยาวกว่าโควิด กระทบคนตัวเล็กมากกว่าต้มยำกุ้ง

    วิทัยยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยมองว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาวกว่า ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ใช้น้ำมันเยอะ

    “ตอนโควิด ที่ธุรกิจปิดทั้งประเทศ รายได้ธุรกิจเป็นศูนย์ แต่พอกลับมาเปิด วิกฤตก็จบเลย เศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว แต่ตอนนี้ ธุรกิจยังเปิดอยู่ แต่กระทบค่าครองชีพ ทำให้คนเดือดร้อน ธุรกิจดิสรัปต์ เพราะไม่มีวัตถุดิบ แม้ไม่ได้ทำให้รายได้คนเป็นศูนย์ แต่คนค้าขาย SME ผู้คนที่ต้องใช้น้ำมันจะถูกกระทบเยอะ นอกจากนี้ น้ำมันคาดว่า จะแพงไปอีกสักระยะ ทุกอย่างจะแพงไปอีกระยะ” วิทัยกล่าว

    ส่อง ‘เครื่องมือ’ แบงก์ชาติในการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง

    วิทัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์และนอนแบงก์ไปแล้ว ผ่านการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) หากเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ รวมถึงได้มีการออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) เพื่อเติมเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

    “เมื่อวาน ธปท.ได้ขอความร่วมมือดังๆ เพื่อหวังช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ใช้รถ และเกี่ยวข้องกับการค้าขาย เช่น สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน” วิทัยกล่าว

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อาจมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบลูกหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ธปท. สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้สถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้ โดยระบุว่า ในเบื้องต้นอาจมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น การกู้ซื้อ EV หรือโซลาร์เซลล์

    โดยหากสถานการณ์ลูกหนี้รุนแรงขึ้นอีก ธปท.ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อยู่ในกระดาน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง DR และ TDR มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องพิจารณาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภาวะ Moral Hazard รวมไปถึงมาตรการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังกำหนดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 8% ยังไม่กลับไประดับ 10% หลังเคยลดไปเหลือ 5%

    “ถ้าสถานการณ์หนักขึ้นไปกว่านี้ เช่นหนี้เสีย (NPL) เริ่มกระดิก มาตรการอื่นก็จะซัดลงไปเพิ่มเติม แต่ถ้าสถานการณ์จบใน 2 สัปดาห์อาจใช้แค่บางตัว แต่ไม่ใช้บางตัว” วิทัยกล่าว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20XBv_UXytILhTMPE_1vs1

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ‘ปริมาณ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ‘นวัตกรรม’ คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

    ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    • สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • (2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
    • ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน’ คือกุญแจสำคัญ

    • ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
    • ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้ และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด
    • บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน’ เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
    • ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย ‘สินทรัพย์ไม่มีตัวตน’ มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    ไทยต้องออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน ‘กล้าให้เงินทุน’ และภาคธุรกิจ ‘กล้าลงทุน’ ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

    1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

    2. ใช้กลไก ‘แบ่งปันความเสี่ยง’ ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม

    3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

    4. สร้างแรงจูงใจด้าน ‘อุปสงค์’ เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

    ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  SCB EIC ›

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-innovation-finance-gap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6rpzhLuuatVQaSfsxoSk