Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตำรวจบุกกวาดล้างผีมะพร้าวพัทยา ตะลึง!เจอสาวผิวสียืนขายบริการเพียบ | เดลินิวส์

    ตำรวจบุกกวาดล้างผีมะพร้าวพัทยา ตะลึง!เจอสาวผิวสียืนขายบริการเพียบ | เดลินิวส์

    เมื่อคืนวันที่ ต เม.ย. พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ชลบุรี) สั่งการให้ชุดสืบสวน สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณี บริเวณชายหาดพัทยา ถนนเลียบชายหาด และถนนพัทยาสายสอง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมหญิงต่างชาติได้รวม 16 ราย ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน และยูกันดา โดยมีพฤติการณ์เข้าข่าย “ติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว หรือรบเร้าบุคคลในที่สาธารณะเพื่อการค้าประเวณี” อันเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

    เบื้องต้น ผู้ต้องหา 12 ราย ถูกเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000 บาท พร้อมถูกเพิกถอนวีซ่าและควบคุมตัวไว้เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 1 ราย พบว่าอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการเพิกถอนวีซ่า และเตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทางเช่นเดียวกัน

    โดยการกวาดล้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5768080/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AdlUNjHWGpTl1Q1wIgI5J

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.56

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    มหาสงกรานต์ปี 69 โอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจไทย EP.56

    ออกอากาศ ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    ปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/271722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdvrsOkYSo6F2VfcYl-yh

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม คาดในกรณีฐาน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 ส่วนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายแตะ 3.5% และห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

    วันนี้ (9 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบัน ธปท.คาดว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ​เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 นับว่าชะลอตัวจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ที่ผ่านมา

    โดยในกรณีฐานดังกล่าว ธปท.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลง ภายในช่วงกลางปีนี้ กล่าวคือ หากสถานการณ์จบภายในเดือนมิถุนายน GDP ไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 1.3% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 3.5% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์จบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้ GDP ไทยอาจโตที่ 1.7% และเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%

    ประมาณการล่าสุดนี้นับว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในการแถลงข่าวผลการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยช่วงนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ประมาณ 2.0% ในปีนี้ พร้อมทั้งมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา

    วิทัย ยังย้ำว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.3-1.7% นี้ยังไม่นับมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาของรัฐบาล “รัฐบาลใหม่มาจะมีมาตรการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่จะกระตุ้นด้วยอะไร ด้วยเกมใหญ่คือพ.ร.ก.กู้เงิน หรือเกมเล็กอันนี้ผมยังไม่ทราบ”

    อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์จะจบช้าหรือเร็ว (2) ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกทำลายมาแค่ไหน และ (3) การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Chain Disruption) เช่น น้ำมัน เม็ดพลาสติก และปิโตรเคมี

    โดยผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุว่า หากไทยเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ‘ชัด’ เนื่องจากหากเกิดภาวะ Disruption อาจจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออีกทอด

    “ถ้าอีก 2 สัปดาห์จบ เปิดช่องแคบกลับมาปกติ ราคาน้ำมันก็จะยังไม่ลง จะมีพรีเมียมอยู่ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก็ถูกทำลายเยอะแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้ เช่นตกลงกันไม่ได้ กลับมาถล่มกันใหม่ จบสิ้นปี (เศรษฐกิจ) ก็หัวปักเลย” วิทัยกล่าว

    ยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม

    วิทัยกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุปทาน (Supply) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้ลดลง นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เสี่ยงจะทำลายอุปสงค์ (Demand) อีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ธปท.จะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้ออยู่นาน (Persistent) จนทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยน ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดู

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ ‘ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว’ พร้อมส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม โดยระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในจุดที่ ‘คง’ หรือ ‘ขึ้น’ มากกว่า”

    วิกฤตพลังงานรอบนี้ จ่อลากยาวกว่าโควิด กระทบคนตัวเล็กมากกว่าต้มยำกุ้ง

    วิทัยยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยมองว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาวกว่า ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ใช้น้ำมันเยอะ

    “ตอนโควิด ที่ธุรกิจปิดทั้งประเทศ รายได้ธุรกิจเป็นศูนย์ แต่พอกลับมาเปิด วิกฤตก็จบเลย เศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว แต่ตอนนี้ ธุรกิจยังเปิดอยู่ แต่กระทบค่าครองชีพ ทำให้คนเดือดร้อน ธุรกิจดิสรัปต์ เพราะไม่มีวัตถุดิบ แม้ไม่ได้ทำให้รายได้คนเป็นศูนย์ แต่คนค้าขาย SME ผู้คนที่ต้องใช้น้ำมันจะถูกกระทบเยอะ นอกจากนี้ น้ำมันคาดว่า จะแพงไปอีกสักระยะ ทุกอย่างจะแพงไปอีกระยะ” วิทัยกล่าว

    ส่อง ‘เครื่องมือ’ แบงก์ชาติในการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง

    วิทัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์และนอนแบงก์ไปแล้ว ผ่านการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) หากเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ รวมถึงได้มีการออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) เพื่อเติมเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

    “เมื่อวาน ธปท.ได้ขอความร่วมมือดังๆ เพื่อหวังช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ใช้รถ และเกี่ยวข้องกับการค้าขาย เช่น สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน” วิทัยกล่าว

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อาจมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบลูกหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ธปท. สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้สถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้ โดยระบุว่า ในเบื้องต้นอาจมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น การกู้ซื้อ EV หรือโซลาร์เซลล์

    โดยหากสถานการณ์ลูกหนี้รุนแรงขึ้นอีก ธปท.ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อยู่ในกระดาน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง DR และ TDR มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องพิจารณาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภาวะ Moral Hazard รวมไปถึงมาตรการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังกำหนดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 8% ยังไม่กลับไประดับ 10% หลังเคยลดไปเหลือ 5%

    “ถ้าสถานการณ์หนักขึ้นไปกว่านี้ เช่นหนี้เสีย (NPL) เริ่มกระดิก มาตรการอื่นก็จะซัดลงไปเพิ่มเติม แต่ถ้าสถานการณ์จบใน 2 สัปดาห์อาจใช้แค่บางตัว แต่ไม่ใช้บางตัว” วิทัยกล่าว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20XBv_UXytILhTMPE_1vs1

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อ

    ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ‘ปริมาณ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ‘นวัตกรรม’ คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

    ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    • สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • (2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
    • ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน’ คือกุญแจสำคัญ

    • ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
    • ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้ และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด
    • บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน’ เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
    • ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย ‘สินทรัพย์ไม่มีตัวตน’ มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    ไทยต้องออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน ‘กล้าให้เงินทุน’ และภาคธุรกิจ ‘กล้าลงทุน’ ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

    1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

    2. ใช้กลไก ‘แบ่งปันความเสี่ยง’ ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม

    3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

    4. สร้างแรงจูงใจด้าน ‘อุปสงค์’ เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

    ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  SCB EIC ›

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-innovation-finance-gap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6rpzhLuuatVQaSfsxoSk

  • ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 6 เดือน พิษสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

    ดัชนีเชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 6 เดือน พิษสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค. 69 ว่า ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 ในเดือนก.พ.69 เป็น 51.8 ลดลงสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เพราะผู้บริโภคกังวลสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ลดจาก 47.3, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 ลดจาก 51.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2 ลดจาก 62.4    

    “ผลการสำรวจครั้งนี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เพราะราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร ซึ่งทุกครั้ง

    ที่ราคาน้ำมันขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และจากสถิติที่เก็บข้อมูล มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง คือ 1. ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจ และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง”    

    สำหรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นขณะนี้ บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมือง มีความเข้มแข็ง และรัฐบาลยังทำงานได้ แม้มีกระแสวิจารณ์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ซึ่งจะทำให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันดิบเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 97-98 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะอิสราเอลยังโจมตีเลบานอน พันธมิตรของอิหร่าน ทำให้อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ภายหลังจากสหรัฐฯและอิหร่าน ประกาศพักรบ 2 สัปดาห์ และอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว    

    “ต้องจับตาการเจรจาของสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถานวันที่ 10 เม.ย.นี้ ถ้าการสู้รบจบได้ระยะยาว สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลาย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะหยุดทรุดตัวลงมาก หรือมีโอกาสกลับขึ้นมาได้ แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว สงครามไม่จบ และลากยาวต่อไปอีก 3-6 เดือน ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้า ค่าครองชีพ ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ และกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเจรจากับโรงกลั่นในประเทศ ให้ลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร จะผ่อนคลายบรรยากาศช่วงสงกรานต์ให้มีความคึกคักในระดับหนึ่ง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ศูนย์ฯยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เพราะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 กรณี คือ กรณีแรกสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ 1 เดือน เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัว 1.6% กรณี 2 ยืดเยื้อ 1-3 เดือน เศรษฐกิจโต 1-1.5% และกรณีสุดท้าย ยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 0% ถึงติดลบ

    “หากสถานการณ์ยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับ รัฐบาลใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งใช้งบ 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท อีกทั้งการท่องเที่ยว และการส่งออกยังไม่เห็นภาพการชะลอที่ชัดเจนนัก จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2925757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e_BDPx1_923-jP3cwHrgc

  • เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน “เวียดนาม-ไทย” รับแรงกระแทกหนักสุดในอาเซียน

    เวียดนาม-ไทย รับเคราะห์หนักสุด! เวิลด์แบงก์คาดเศรษฐกิจสองประเทศชะลอตัวแรงสุดในอาเซียน โดยจีดีพีไทยเสี่ยงขยายตัวเพียง 1.3% ในปี 2026

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในปี 2026 เวียดนามและไทยจะเป็นสองประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมด้วยวิกฤตสงครามในอิหร่าน

    แม้ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีของเวียดนามจะยังคงขยายตัวได้ 6.3% ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม 5 เศรษฐกิจหลักของอาเซียน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโต 8.02% ในปี 2025 และ 7.8% ในไตรมาสแรกของปี 2026

    ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการพัฒนาของธนาคารโลก ชี้ว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงอย่างเวียดนามจะเจ็บหนักที่สุดจากปัจจัยกีดกันทางการค้าและปัญหาราคาน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมองว่าการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว ขณะที่การประกาศหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน

    มรสุมรุมเร้า “ไทย-ฟิลิปปินส์”  

    สำหรับประเทศไทย เวิลด์แบงก์ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.3% ลดลงจาก 2.4% ในปี 2025 เนื่องจากไทยยังคงบอบช้ำจากปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ และภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ส่วนฟิลิปปินส์ก็เผชิญความเสี่ยงไม่แพ้กัน โดยคาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตเพียง 3.7% ลดลงจาก 4.4% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลพวงจากคดีทุจริตคอร์รัปชัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และล่าสุดคือการที่รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันแพง

    ในทางกลับกัน พี่ใหญ่ของภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย และเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย คาดว่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า โดยจีดีพีอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัว 4.7% และมาเลเซียอยู่ที่ 4.4% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนแต่ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะมาเลเซียที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง จนทำให้การส่งออกซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตอย่างโดดเด่น

    เซ่นพิษสงคราม! เวิลด์แบงก์เตือน

    แนะปรับตัวรับมือต้นทุนพุ่ง-เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะ

    แม้อุตสาหกรรม AI จะเป็นโอกาสทอง แต่ธนาคารโลกเตือนว่าภูมิภาคนี้จะดึงประโยชน์มาใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันอาเซียนยังคงขาดแคลนทั้งทักษะทางเทคนิคระดับสูงและทักษะพื้นฐานแรงงาน

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจในภูมิภาคยังต้องรับมือกับต้นทุนพลังงาน ราคาปุ๋ย อาหาร และค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งจะพุ่งเป้ากระทบอุตสาหกรรมชิปโดยตรง ก่อนจะลุกลามไปยังห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ประกอบกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนให้ซบเซาลงอีก

    ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการพัฒนาของธนาคารโลกทิ้งท้ายด้วยการเสนอแนะให้รัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห แต่ควรเปลี่ยนมาให้ความช่วยเหลือแบบ “เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” โดยมุ่งไปที่กลุ่มฐานราก ชนชั้นกลาง กลุ่มเปราะบาง และธุรกิจ SMEs เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกประเมินว่าผลกระทบโดยรวมจากสงครามอิหร่านต่อประเทศกำลังพัฒนาอาจไม่ได้รุนแรงเท่าที่กังวลไว้ในตอนแรก และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจของหลายประเทศจะกลับมาฟื้นตัวได้แบบก้าวกระโดดในปี 2027

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในปีนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.2% ชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2025 ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/business/financial/740689&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tPaxYFhvmFM2XOxI8zxPs

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค เดือนมี.ค. 69 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 โดยเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2

    ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมี.ค. นี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เนื่องจากการปรับขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 69 ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยราคาน้ำมันขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร

    อย่างไรก็ตาม เห็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยจากสถิติจากที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเก็บข้อมูล พบว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงได้ต่อเนื่อง คือ 1. น้ำมัน ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หรือภาวะโรคภัย และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง เรื่องการประท้วงนอกสภาฯ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สะท้อนว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากดัชนีทางการเมืองเป็นเพียงตัวเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่าน ๆ มา ถือว่าเป็นมิติบวกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีภาพที่ประชาชนมองว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังทำงานแม้ว่าจะมีกระแสวิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ทั้งนี้ การที่รัฐบาลยังทำงาน และภาพของมุมมองของผู้บริโภคที่มองว่าการเมืองนิ่ง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินมาตรการของรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้ชัดเจนและสามารถทำได้อย่างเต็มที่

    “สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในกรอบ 97-98 ดอลลาร์/บาร์เรล ยังไม่ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ดังนั้น ทิศทางของโลกยังมองถึงสถานการณ์ที่คลี่คลาย แต่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะสหรัฐฯ ได้พูดถึงการเจรจาหยุดยิงมาต่อเนื่อง 1-2 เดือนแล้ว แต่อิหร่านมีท่าทีปฏิเสธ แม้เมื่อวานนี้ (8 เม.ย.) สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน มีเงื่อนไขในการหยุดยิง แต่เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเช้าอิสราเอลยังมีการโจมตีเลบานอน ดังนั้น การเจรจาอาจไม่สำเร็จโดยง่ายเพราะทั้งสองฝ่ายมีเงื่อนไขเป็นของตนเอง และต้องการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น สถานการณ์ยังผันผวน มีความเป็นไปได้ที่สงครามจะจบใน 3 เดือน หรือสงครามอาจลากยาวมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งต้องติดตามท่าทีของทั้ง 3 ประเทศต่อไปโดยเฉพาะการเจรจาในช่วง 1-2 วันนี้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ถ้าการเจรจาที่จะถึงนี้ล้มเหลว สงครามจะยืดเยื้อและราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าการเจรจาเกิดขึ้น ท่าทีในการปรองดองอาจจะดูง่ายขึ้น โดยให้ติดตามว่าหลังจาก 2 สัปดาห์หลังจากนี้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือไม่ ทั้งนี้ ถือเป็นเงื่อนไขที่ดีที่ทำให้ไม่มีแรงกดดันเชิงลบด้านพลังงานในไทย เพราะการที่รัฐบาลสามารถเจรจากับโรงกลั่นและลดราคาไปได้ 2 บาท/ลิตร จะผ่อนคลายบรรยากาศในช่วงสงกรานต์ ซึ่งถ้าบรรยากาศในช่วงสงกรานต์มีความคึกคักในระดับหนึ่ง จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และถ้าสถานการณ์ของการเจรจาหยุดยิงพัฒนาไปในเชิงบวก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะหยุดทรุดตัวลงมาก หรือมีโอกาสที่จะกลับขึ้นมาได้ ดังนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    “ดัชนีทุกอย่างย่อลง แต่ในภาพรวมยังไม่รุนแรง ภายใต้ปัจจัยที่เริ่มรับรู้ราคาน้ำมันที่เกิน 40 บาท/ลิตร กำลังซื้อยังไม่หายไปอย่างรุนแรง ทุกภาคส่วนทั้งท่องเที่ยว เกษตร ยังมีแนวโน้มเดิมคือขยายตัวไม่ดี แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวค่อนข้างแรง เนื่องจากอ้างอิงจากปัจจัยราคาน้ำมัน ที่ยังมีทิศทางยืนตัวในระดับสูงต่อแม้สิ้นสุดสงครามก็ตาม ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะมีผลต่อต้นทุนการขนส่ง และเม็ดพลาสติก ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 69 จนถึงช่วงไตรมาส 3/69 อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย มองไว้ที่ 3% บวก/ลบ ดังนั้น จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายน่าจะยังทรงตัวในระดับเดิมนี้” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น

    1. สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%
    2. สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%
    3. สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง โดยจะขอรอดูสถานการณ์และตัวเลขก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69

    “บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง การค้าขายไม่ค่อยคึกคัก แต่สัญญาณของการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังไม่เห็นภาพในเชิงลบ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานในการเติบโตมากกว่า 1% ได้ โดยการส่งออกมองว่า 1-3% ยังมีความเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ยังไม่ชัด จากการสอบถามภาคการขนส่งทางเรือระบุว่าตอนนี้เรือว่างพอสมควร ดังนั้น การส่งออกชะลอลงแน่นอน แต่ข้อดีคือภาษีสหรัฐฯ เราเหลือ 15% ดังนั้น บรรยากาศของโลกไม่ถูกกดดันจากสงครามการค้า แต่สงครามจริงกดดันเรื่องราคาน้ำมัน ถ้าการเจรจาต่อรองหยุดยิงทำได้เร็ว ก็จะเห็นแนวโน้มเห็นภาพของส่งออกที่ชัดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sgYStugy4Rtp8-Nf836cq

  • ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว     ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าโลกคึกคักด้วยอัตราการเติบโตที่ 7.5% มูลค่าแตะระดับ 35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้นมาถึง 2.5ล้านล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากการเติบโตทางการค้าของประเทศแถบเอเชียตะวันออกและแอฟริกา ซึ่งผลจากปีก่อนได้ส่งต่อมาถึงไตรมาสแรกปี 2569 อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เหลือของปีนี้อาจไม่ใช่ความสดใสชวนฝันอย่างที่คิด

    ข้อมูลจากรายงาน Global Trade Update (April 2026): Global trade growth continues, but fragility rises เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 โดยองค์การการค้าโลก หรือ ดับเบิลยูทีโอ ระบุว่า คาดการณ์การค้าโลกจะชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปี เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งกดดันด้านเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและจะส่งผลต่อไปกระทบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัดในหลายประเทศอยู่แล้ว

    ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีศุลกากร การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ และการล่มสลายกฎเกณฑ์ทางการค้า ยิ่งทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซาลง แม้ว่าความต้องการสินค้าทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีอยู่สูง และยังมีดีมานด์บางส่วน เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ที่พบว่ายังคงแข็งแกร่งมากและอาจช่วยสนับสนุนการค้าโลกได้ 

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่น่าจะสามารถชดเชยความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันและความขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มขึ้นได้ ใน 

     ทั้งนี้รายงานยังระบุอีกว่า อีกด้านหนึ่งของการค้าโลกยังพบความเชื่อมั่นทางการค้าในหลายภูมิภาคที่กำลังพัฒนาโดยเปิดกว้างและส่งเสริมการลงทุนการค้าข้ามพรมแดน ซึ่งอาจช่วยขยายการค้าภายในภูมิภาคและการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน

          “แม้จะมีทั้งปัจจัยบวกและลบแต่ โดยรวมแล้ว แนวโน้มในไตรมาสต่อๆ ไปชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการค้าโลกจะเข้าสู่โหมดที่ค่อยๆช้าลง โดยมีความเสี่ยงที่เอนเอียงไปทางด้านติดลบเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ” 

    รายงายได้เล่าเรียงปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มการค้าในระยะสั้น ในส่วนของปัจจัยลบ ประกอบด้วย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ,ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องยังคงส่งผลกระทบต่อการซัพพลายพลังงาน โลจิสติกส์ในภูมิภาค และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าโลกในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานและผลกระทบทางอ้อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก

    ยังมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องในนโยบายการค้าของสหรัฐ แม้ว่าการยกเลิกภาษีทรัมป์จะช่วยบรรเทาได้เพียงเล็กน้อย แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูงอยู่เนื่องจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ขยายวงกว้างขึ้น อาจส่งผลให้เกิดภาษีศุลกากรแบบเลือกปฏิบัติรูปแบบใหม่

      การแข่งขันและการแตกแยกทางภูมิเศรษฐกิจ ทั้งนี้พบว่า รัฐบาลต่างๆ กำลังใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ระบบเงินอุดหนุน นโยบายอุตสาหกรรม และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในภาคส่วนเชิงกลยุทธ์ การกระทำเหล่านี้มักเป็นการจำกัดการค้า ลดความแม่นยำในการคาดการณ์ แบ่งแยกตลาด และเพิ่มภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับห่วงโซ่อุปทาน

          นโยบายที่เข้มงวดซึ่งเกิดจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก จากนโยบายอุตสาหกรรมที่เร่งการผลิตขณะที่ความต้องการทั่วโลกอ่อนแรงอาจทำให้ภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคส่วนสำคัญ เช่น การผลิตสีเขียวและการผลิตขั้นสูง ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดมาตรการทางการค้าเชิงป้องกันและเพิ่มการแข่งขันภายในห่วงโซ่คุณค่าเชิงกลยุทธ์กันเสียเอง

    การค้าบริการชะลอตัว การเติบโตของการค้าบริการชะลอตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งเพิ่มขึ้น

    แรงกดดันด้านหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่สูงขึ้นยังคงจำกัดพื้นที่ทางการคลัง ขัดขวางการลงทุน และบั่นทอนความต้องการนำเข้า เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ความท้าทายด้านหนี้สินจึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพการค้าโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

         นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึง ปัจจัยเชิงบวกที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการค้าโลก ประกอบด้วย การเติบโตในภาคส่วนดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และสิ่งแวดล้อม

          “การขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นและอุตสาหกรรมสีเขียวยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าโลกภาคส่วนเหล่านี้สนับสนุนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ ฮาร์ดแวร์ AI และอุปกรณ์พลังงานสะอาด”

    การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจเชื่อมโยง การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ระหว่างเศรษฐกิจหลักได้สร้างโอกาสสำคัญสำหรับเศรษฐกิจเชื่อมโยง ซึ่งผลักดันการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในบทบาทกันชนที่สร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    การขยายตัวของการค้าใต้-ใต้ คาดว่าการค้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะยังคงเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความหลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการค้าในระดับภูมิภาค แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดกำลังพัฒนาในฐานะเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตของการค้าโลก

    ความต้องการนำเข้าที่ยืดหยุ่นจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ แม้จะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งยังคงแสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมที่ยืดหยุ่นหรือขยายตัว 

    มาตรการนโยบายที่มุ่งเป้าหมายกระตุ้นภาคส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระแสการค้าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพโครงการริเริ่มระดับภูมิภาคใหม่และโครงการเข้าถึงสิทธิพิเศษข้อตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจาอาจให้ผลประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นหากได้รับการสรุป นอกจากนี้การขยายการเข้าถึงสินค้าปลอดภาษีของจีนสำหรับการส่งออกของแอฟริกาและการต่ออายุที่เป็นไปได้ของกฎหมายว่าด้วยการเติบโตและโอกาสของแอฟริกา สนับสนุนการเข้าถึงตลาดแบบพิเศษ ในขณะที่การกระชับและการดำเนินการตามข้อตกลงระดับภูมิภาคที่มีอยู่จะให้ผลดีในระยะกลาง

    “ในปี2568  การค้าระหว่างสหรัฐและจีนลดลงอย่างมาก ลดลงประมาณ 1ใน 4เมื่อเทียบกับปี 2567  หรือประมาณ 170 พันล้านดอลลาร์ แม้จะมีการลดลงนี้ แต่การค้าโดยรวมของทั้งสองประเทศยังคงเติบโตต่อไป การค้าทวิภาคีที่หายไปบางส่วนถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง

    ประเทศอื่นๆแทน ทำให้เกิดประเทศเศรษฐกิจ “ตัวเชื่อม” หลายแห่ง ซึ่งเป็นประเทศที่มีการค้ากับทั้งสหรัฐและจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยรักษาระดับแนวโน้มการค้าโลกในเชิงบวกที่โดดเด่นเมื่อปี 2568 ได้แก่ อียิปต์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย แม้จะมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เห็นการไหลเวียนของการค้ากระจุกตัวไปทางใดทางหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการแบ่งส่วนการค้าโลกยังคงไม่สม่ำเสมอและควรทำความเข้าใจในบริบทของภาคส่วนและประเทศต่างๆ

    สำหรับประเทศไทยรายงานชี้ว่า เป็นหนึ่งในรายการประเทศที่มีบทบาทในผลจากความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่นำไปสู่การเกิดให้ของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ แม้รายงานไม่ได้บอกว่า กลุ่มเศรษฐกิจเชื่อมโยงต้องทำอะไรบ้างเพื่อรักษาบทบาทนี้ไว้ แต่ดูจากลิสต์ประเทศอื่นๆที่รับบทเดียวกับไทย ก็คงจะนอนใจรอให้ลูกบอลวิ่งเข้าเท้าอย่างเดียวแต่การทำตัวเองให้พร้อมและออกแสวงหาโอกาสนั่นคือกุญแจสำคัญที่จะดึงการค้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุคที่ความท้าทายรายล้อมรอบตัวแบบนี้ 

    ‘ไทย’รับบท‘เศรษฐกิจเชื่อมโยง’อานิสงค์การค้าหลายขั้ว     ‘ดับเบิลยูทีโอ’ฉายภาพเขตอิทธิพล‘สหรัฐ-จีน ’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jfd2lBObfbGJQNAd1e87E

  • ปั้นอนาคต! รัฐบาลชูเรียนฟรีจริง เรียนได้ทุกเวลา สร้างทุนมนุษย์คุณภาพ | เดลินิวส์

    ปั้นอนาคต! รัฐบาลชูเรียนฟรีจริง เรียนได้ทุกเวลา สร้างทุนมนุษย์คุณภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในฐานะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 32 ของประเทศไทย เป็นผู้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา

    นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายด้านสังคม โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา “เรียนฟรีจริง เรียนฟรีมีงานทำและเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

    ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคตเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบเพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

    พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5767526/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lSH7tl20BKM1upWdfwTrf

  • เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4%

    เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4%

    เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4% หรือมูลค่า 195 ล้านล้านจ๊าต โดยรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่จะกำหนดและจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญในแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและขนาดย่อย (MSME) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเมียนมา ส่งเสริมการผลิตในเมียนมา ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า รวมทั้ง การศึกษา สาธารณสุข การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและการบูรณะ การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบและจัดสรรตามความต้องการที่แท้จริง เพื่อให้การพัฒนาประเทศสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก 

    ผลกระทบ/โอกาส การคาดการณ์ GDP ของเมียนมาขยายตัวและการดำเนินการต่อเนื่องของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนว่าเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศและขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ ภาคเกษตร ธุรกิจ MSME การผลิตในเมียนมา การก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจในเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ รวมทั้งธุรกิจไทยที่ลงทุนในเมียนมา และธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับเมียนมาด้วย ซึ่ง สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยปักหมุดตลาดเมียนมา

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)

    นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ztur1o5sws0l86qvbft745af&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VcAOl7JITGXRaYlKCb2CD