Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ข่าวด่วน ข่าวล่าสุด ข่าววันนี้ วิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวด่วน ข่าวล่าสุด ข่าววันนี้ วิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    จีนรับ ‘โอกาสทอง’ จากวิกฤติ น้ำมันแพง ‘ทำยอดขายอีวีบูม’

    ในสงครามตะวันออกกลาง ที่เขย่าน้ำมันจนแตะ 100 เหรียญ ไม่ได้เพียงทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น หากแต่เป็นแรงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง ‘จีน’ ในฐานะผู้ผลิตที่พร้อมที่สุด อาจกลายเป็น ‘ผู้ได้ประโยชน์’ จากวิกฤติน้ำมันครั้งนี้

    World Economics

    15 เม.ย. 2569 | 13:00

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qhyyx1JD-wlAYNx70RBvg

  • พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

    พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

    15 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ ]

    เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ – ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)

    แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์

    วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ

    จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

    – เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

    – ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    (- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)

    ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

    – ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

    – ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน – รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

    – นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้

    วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

    นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

    – รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

    – แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.

    อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27E4GHFTXlS9ueI-Mzk5Zu

  • รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรุงเทพฯ, วันที่ 15 เม.ย. – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ขณะที่ระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” – ขณะที่ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง เชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน ส่วนที่เชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน ขณะที่ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ส่วนสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ กาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/289876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CnFc7-AArQS_zxKGlDgWo

  • เมื่อพันธมิตรสหรัฐฯ “ไม่ร่วมรบ” แต่ต้อง “ร่วมรับ” แรงสะเทือนเศรษฐกิจโลก

    เมื่อพันธมิตรสหรัฐฯ “ไม่ร่วมรบ” แต่ต้อง “ร่วมรับ” แรงสะเทือนเศรษฐกิจโลก

    วันนี้ (15 เม.ย.2569) สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสของ CNN วิเคราะห์ถึงสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะไม่ใช่สงครามของชาติพันธมิตร แต่ผลกระทบกลับกำลังลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ผู้นำชาติพันธมิตรจำนวนมากที่ปฏิเสธจะเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหาร กำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากทั้ง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และประชาชนในประเทศของตนเอง

    ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำโลกเริ่มเปลี่ยนท่าทีอย่างชัดเจน จากเดิมที่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ กลายเป็นการออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพยายามสร้างมิตรภาพกับทรัมป์ ได้ออกมากล่าวด้วยความเหลืออดว่าเขารู้สึกเบื่อหน่าย ที่ประชาชนชาวอังกฤษต้องเผชิญกับค่าไฟและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของทรัมป์ในตะวันออกกลาง

    เช่นเดียวกับในอิตาลีที่ นายกฯ จอร์เจีย เมโลนี ซึ่งเป็นผู้นำขวาจัดที่เคยใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุดและพยายามเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทำเนียบขาวกับยุโรป ก็ต้องหันมาวิจารณ์ทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.) ต่อการโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะอิตาลีมีชาวคาทอลิกมากกว่า 40 ล้านคนและมีความสัมพันธ์พิเศษกับวาติกัน ความนิยมของเธอเองก็ลดลงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงเนื่องจากสงคราม

    ทรัมป์ กลับตอบโต้ด้วยคำพูดรุนแรง โดยบอกกับสื่ออิตาลีว่า เขาตกใจกับสิ่งที่นายกฯ อิตาลีพูด และเธอต่างหากที่เขายอมรับไม่ได้ เพราะเธอไม่สนใจว่าอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์และอาจระเบิดอิตาลีภายใน 2 นาที ความสัมพันธ์ที่เมโลนีสร้างมานานกว่า 1 ปีจึงพังทลายลงในพริบตา

    นายกฯ อิตาลี จอร์เจีย เมโลนี และ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

    นายกฯ อิตาลี จอร์เจีย เมโลนี และ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

    ตัวเลขที่ไม่โกหกใคร เศรษฐกิจโลกในสภาวะชะงักงัน

    ความกังวลของผู้นำเหล่านี้ได้รับการยืนยันโดยคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ “เชิงลบ” ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2568 สำหรับประเทศที่พึ่งพาก๊าซและน้ำมันจากตะวันออกกลาง สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

    โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีลงเหลือเพียงร้อยละ 0.8 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 1.3 ซึ่งถือเป็นหายนะสำหรับรัฐบาลของสตาร์เมอร์ที่กำลังสั่นคลอนจากการไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาโชติช่วงได้อีกครั้ง

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร

    ในขณะที่ฟากฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในเดือน ก.พ. ก็ต้องเผชิญกับมรสุมตั้งแต่ต้นเทอม เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นกำลังผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและขัดขวางการปรับขึ้นค่าแรงที่ประชาชนเฝ้ารอ

    วิกฤตความนิยมและรอยร้าวใน NATO

    ก่อนสงครามอิหร่าน ทรัมป์ ก็ได้รับความนิยมต่ำในหลายประเทศพันธมิตรอยู่แล้ว จากการสำรวจของ Pew Research ปีที่แล้ว คะแนนนิยมของเขาอยู่ที่ร้อยละ 35 หรือต่ำกว่าในหลายประเทศ และสูงกว่าโจ ไบเดน เพียงไม่กี่ประเทศ เช่น อิสราเอลและไนจีเรีย ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่กำลังทำลายโครงสร้างพันธมิตรที่เคยช่วยขยายอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ

    ทรัมป์เองก็มองนาโตไม่ใช่พันธมิตรป้องกันร่วม แต่เป็นเครื่องมือในการผลักดันนโยบายต่างประเทศของเขา เช่น การส่งเรือไปเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อพันธมิตรที่พึ่งพาร่มป้องกันของสหรัฐฯ แต่ไม่ยอมร่วมรบ การต่อต้านสงครามจากประชาชนในยุโรปยิ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ไม่กล้าเข้าร่วม เพราะสงครามถูกมองว่าไม่ฉลาด ไม่มีโอกาสสำเร็จ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

    บทเรียนราคาแพงจากแคนาดาถึงฮังการี

    ในแคนาดา นายกฯ มาร์ก คาร์นีย์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการยืนหยัดต่อต้านทรัมป์คือทางรอดทางการเมือง เขาเพิ่งเปลี่ยนรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้กลายเป็นเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งซ่อมและการแปรพักตร์ของฝ่ายค้าน โดยคาร์นีย์ประกาศกร้าวในการประชุมพรรคเสรีนิยมว่าจะสร้างแคนาดาให้แข็งแกร่งจนไม่มีใครสามารถพรากอธิปไตยไปได้

    ท่าทีของเขาคือการประกาศอิสรภาพจากการครอบงำของสหรัฐฯ แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการเก็บภาษีศุลกากรและการเจรจาข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือที่ขมขื่นก็ตาม

    ขณะที่ในยุโรปตะวันออก ปรากฏการณ์ “ออร์บาน” ร่วงจากอำนาจคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด “วิกเตอร์ ออร์บาน” ผู้นำจอมเผด็จการที่ครองอำนาจมานาน 16 ปี และเป็นที่เชิดชูของกลุ่ม MAGA (Make American Great Again) ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างน่าตกใจ ทั้งที่ทรัมป์และเจดี แวนซ์ พยายามช่วยรณรงค์หาเสียงให้อย่างหนัก ความพ่ายแพ้นี้ส่งสัญญาณว่าผู้นำประชานิยมในยุโรปอาจต้องตีตัวออกห่างจากขบวนการ MAGA หากต้องการรักษาอำนาจของตนเองไว้

    วิกเตอร์ ออร์บาน อดีตผู้นำเผด็จการ ฮังการี

    วิกเตอร์ ออร์บาน อดีตผู้นำเผด็จการ ฮังการี

    ความย้อนแย้งของอำนาจทางการทหาร

    แม้ผู้นำยุโรปจะเริ่มกล้าวิจารณ์ทรัมป์มากขึ้น แต่พวกเขาก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ นั่นคือความอ่อนแอทางทหาร เมื่อทรัมป์ตำหนิว่าพันธมิตรนาโตไม่ยอมส่งเรือไปช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นั่นหมายถึงเขาจี้ถูกจุดอ่อนที่แสนเจ็บปวด เพราะความจริงคือประเทศเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ขาดแรงสนับสนุนทางการเมือง แต่พวกเขาไม่มีขีดความสามารถทางทหารเพียงพอ หลังจากตัดงบประมาณป้องกันประเทศมานานหลายปี

    หากทรัมป์ ถอนตัวจากนาโตจริง ยุโรปจะต้องเร่งเพิ่มงบกลาโหมติดอาวุธใหม่เพื่อพึ่งพาตนเอง ซึ่งหมายถึงการตัดงบสวัสดิการและสาธารณสุข ที่อาจนำไปสู่การประท้วงและการล่มสลายของรัฐบาล

    สุดท้ายแล้ว แม้จะโกรธเคืองทรัมป์แค่ไหน แต่ยุโรปก็ยังไม่สามารถเสี่ยงที่จะแตกหักกับสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มตัว ขณะที่ ผลกระทบระยะยาว อาจทำให้พันธมิตรที่เคยแข็งแกร่งอ่อนแอลง และสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับโลกที่ไม่ยอมตามทุกคำสั่งอีกต่อไป

    อ่านข่าวอื่น :

    สงกรานต์วันสุดท้าย ถนนข้าวสาร-สวนเบญจกิติ คึกคัก

    “อิสราเอล” ละเมิดการหยุดยิง โจมตีปาเลสไตน์ มีผู้เสียชีวิต 11 คน

    ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายคนขับกระบะชน 4 เยาวชนเสียชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QR6HuhWGhOWr4KVgalTpt

  • ธนารักษ์เร่งปลดล็อกที่ราชพัสดุ ปรับค่าเช่ารับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนารักษ์เร่งปลดล็อกที่ราชพัสดุ ปรับค่าเช่ารับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนารักษ์เร่งปลดล็อกที่ราชพัสดุ ปรับค่าเช่ารับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนารักษ์เร่งปลดล็อกที่ราชพัสดุ ปรับค่าเช่ารับเศรษฐกิจผันผวน

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ภายหลังเทศกาลสงกรานต์ กรมเตรียมจัดประชุมเพื่อทบทวนอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุ รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เงื่อนไขต่าง ๆ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาใช้ประโยชน์พื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ว่างที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

    การปรับเงื่อนไขดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้การเปิดประมูลที่ราชพัสดุในรอบถัดไปมีความน่าสนใจมากขึ้น หลังจากผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้กรมได้เปิดจำหน่ายที่ราชพัสดุจำนวน 43 แปลง แต่สามารถขายได้เพียง 4 แปลง สร้างรายได้ราว 4-5 ล้านบาทเท่านั้น สะท้อนว่าราคาและเงื่อนไขอาจยังไม่ตอบโจทย์ภาวะตลาดและความต้องการของนักลงทุน

    ขณะเดียวกัน กรมธนารักษ์ยังคงเดินหน้าเปิดประมูลที่ราชพัสดุในทำเลศักยภาพสูง โดยล่าสุดได้เปิด 4 แปลงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้ยื่นซื้อซองเอกสารเฉลี่ย 4-6 รายต่อแปลง

    แปลงแรกเป็นที่ดินเปล่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ขนาดกว่า 4 ไร่ ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์การค้า ICONSIAM และโครงข่ายคมนาคมสำคัญ ทั้งรถไฟฟ้าและท่าเรือโดยสาร เหมาะสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยว โดยมีผู้สนใจมากกว่า 6 ราย

    แปลงที่สอง “บ้านพายัพ” ในเขตพระนคร เป็นอาคารราชพัสดุในพื้นที่เมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหมาะสำหรับการพัฒนาในรูปแบบที่ผสานการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือพื้นที่สร้างสรรค์ มีเอกชนสนใจยื่นซองกว่า 5 ราย แปลงที่สาม เป็นอาคาร 4 ชั้นในย่านวงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมสำคัญ สามารถพัฒนาเป็นสำนักงานหรือธุรกิจบริการได้ โดยมีผู้สนใจราว 5-6 ราย

    ส่วนแปลงสุดท้ายอยู่ในย่านถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เหมาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ มีผู้สนใจประมาณ 4-5 ราย

    “กรมมีกำหนดเปิดให้เอกชนเข้าดูพื้นที่และยื่นซองประมูลในวันที่ 19 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีการแข่งขันในระดับหนึ่งจากผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในทำเลศักยภาพ”

    นอกจากนี้ กรมยังมีแผนเตรียมเปิดประมูลที่ราชพัสดุแปลงใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ร้านอาหาร “กินลมชมสะพาน” โดยเดิมพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนส่งคืนให้กรมธนารักษ์ เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต ขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจสอบถามข้อมูลแล้ว

    ในส่วนของโครงการศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) ที่ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลเรื่องความล่าช้า กรมยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเตรียมหารือเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RMLYaOfEnsqd4qhKgsL1V

  • IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน

    IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% (ในประมาณการเมื่อเดือนมกราคม) นับเป็นอัตราการเติบโต ต่ำที่สุดในอาเซียน และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดย เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5%, มาเลเซีย 4.7%, ฟิลิปปินส์ 4.1%, สิงคโปร์ 3.5%, รวมถึง กัมพูชาและลาวราว 4% และ เมียนมา 3%

    ในด้านเงินเฟ้อ IMF คาดไทยอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดย สภาพัฒน์ (สศช.) มองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินอยู่ที่ 2.5–3.5%

    IMF ชี้ว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

    การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเวทีเศรษฐกิจโลกสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านการเติบโตและเสถียรภาพเศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-gdp-lowest-asean-imf/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jeB0guVrgoGTaH2knmera

  • รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วไทย

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วไทย


    รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วไทย รัฐบาลเผยเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวชัดเจน รายได้กระจายครบทุกภูมิภาค

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yUsp3ly2d0BjVdCgiYfAr

  • กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน เดินหน้าจัดกิจกรรม “ตลาดนัดวันศุกร์” ครั้งที่ 37 เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าฟรีให้กลุ่มอาชีพอิสระและกลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน มั่นใจเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ช่วยสร้างรายได้จริง พร้อมยกระดับสู่การเป็นเครือข่ายทางการตลาดที่เข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานมีนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมการมีงานทำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จึงได้จัดกิจกรรม “ตลาดนัดวันศุกร์” ณ บริเวณชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นช่องทางให้กลุ่มอาชีพเหล่านี้ได้นำผลิตภัณฑ์คุณภาพมาจัดแสดงและจำหน่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    “เราต้องการให้พื้นที่นี้เป็นมากกว่าแค่ตลาดนัด แต่เป็น ‘สะพานเชื่อมโยงโอกาส’ ที่ทำให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจากการจัดงานต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 37 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มอาชีพไปแล้วกว่า 247,000 บาท สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีความหลากหลายและโดดเด่น อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรภูมิปัญญาไทย งานคราฟต์เครื่องหนังประณีต และขนมไทยโบราณ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง”

    นายสมชาย ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางานมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการ “สร้างเครือข่ายทางการตลาด” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาทักษะการขาย และสร้างคอนเนคชันทางการค้าร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจขนาดย่อมมีความแข็งแกร่งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาอาชีพเสริม หรือต้องการต่อยอดช่องทางสร้างรายได้ กรมการจัดหางานขอเชิญชวนเข้ามาร่วมเยี่ยมชมและสนับสนุนสินค้าคุณภาพภายในงาน หรือศึกษาข้อมูลการส่งเสริมอาชีพเพิ่มเติมได้ที่
    • เว็บไซต์: www.doe.go.th/vgnew (กองส่งเสริมการมีงานทำ)
    • แพลตฟอร์มคนทำงานอิสระ: คนทำงานอิสระ.doe.go.th
    • สายด่วนกรมการจัดหางาน: โทร. 1506 กด 2
    • สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1012403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0179PEz2WjLnT72WYsv0vO

  • สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

    รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย

    ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย 

    ทั้งนี้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว 

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    “นายกฯชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656609&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7wy2dFU26a1U0VAhOhsW

  • เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเหลือราว 1.2–1.6% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (โตช้าแต่ของแพง)
    • สงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานมาก “เปราะบางหนัก”
    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจผันผวน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายช่วยเฉพาะจุดมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 3.2% สูงเกินกรอบเป้าหมาย ธปท. สะท้อนภาพ “โตต่ำ-ของแพง” จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่งและกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งตัวสูงถึง 85–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงตกอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ค่าครองชีพพุ่ง

    อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการคลัง จากภาระนำเข้าน้ำมัน เงินทุนไหลออก และมาตรการภาครัฐที่ต้องใช้งบพยุงค่าครองชีพ ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นโยบายดอกเบี้ยกลายเป็นโจทย์ยาก โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% แม้เงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน แต่หากเศรษฐกิจชะลอรุนแรง อาจเห็นการลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จากแรงเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

    ด้าน กกร. ประเมินสอดคล้องกัน โดยปรับกรอบ GDP ไทยเหลือ 1.2–1.6% และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านสัญญาณการใช้ดีเซลที่ลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหายไปกว่า 1 ล้านคนในช่วงสั้น

    ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้หลายระดับ โดยกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยควบคู่ค่าครองชีพสูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐถูกแนะให้เร่งปรับนโยบายจากการกระตุ้นแบบวงกว้าง ไปสู่มาตรการ “3T” คือช่วยเฉพาะจุด ชั่วคราว และมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกตลอดปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862981&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3dUw-q0EMNanOWhrNzxT