Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หาดใหญ่ | ปิดจบสวยงาม “มิดไนท์สงกรานต์ 2569” สุดคึกคัก นทท. ทะลุ 5 แสนคน

    หาดใหญ่ | ปิดจบสวยงาม “มิดไนท์สงกรานต์ 2569” สุดคึกคัก นทท. ทะลุ 5 แสนคน

    วันนี้ 15 เมษายน 2569 ปิดฉากลงอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่สำหรับเทศกาล “หาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ 2569” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 เมษายนที่ผ่านมา โดยบรรยากาศตลอด 4 วัน 4 คืน เต็มไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มของเหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย โดยจากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่าตลอดระยะเวลาจัดงานมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้ง 4 วัน รวมกว่า 500,000 คน

    ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานพลังของภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งเทศบาลนครหาดใหญ่ ต้องขอขอบคุณพันธมิตรหลักที่ร่วมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สายการบินไทยแอร์เอเชีย (AirAsia) บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคง และผู้ประกอบการในพื้นที่ทุกภาคส่วน

    งานหาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ 2569 ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก แต่แสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งของชาวหาดใหญ่และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความร่วมแรงร่วมใจของชาวหาดใหญ่ในการพลิกฟื้นบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนผู้ประกอบการ และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้ง

    ขอขอบคุณทุกรอยยิ้มที่มอบให้หาดใหญ่ แล้วพบกันใหม่ในปีหน้ากับ หาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ 2570 อย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30733/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_YD_Lk2_le_SAhB62C-g6

  • ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

    ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

    *** หากวิเคราะห์นโยบายทางเศรษฐกิจตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย หรือ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่มีต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. 69 ซึ่งสะท้อนมุมมองของรัฐต่อการให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ที่กำลังลุกลามไปทั่ว จากสงครามการค้าเศรษฐกิจที่เคยใช้เพียงตัวเลขสู้กัน จนขยายตัวเป็นสงครามจริงในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะความตึงเครียดในอ่าวอาหรับระหว่างอิสราเอล และ พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงราคาพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    นโยบายรัฐบาลจึงไม่เพียงเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่เน้นการกระตุ้นจากฐานราก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน ท่ามกลางความผันผวนจากเงินเฟ้อและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 

    ทั้งนี้จากการที่เจ๊เมาธ์นำบทวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส บล.เคจีไอ และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มาวิเคราะห์ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้อง ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ จนแบ่งกลุ่มหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกได้ ดังนี้

    กลุ่มแรก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นเด่นที่ต้องจับตาคือ AMATA และ WHA ซึ่งมีความพร้อมด้านพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค 

    ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์อันดี และมีประวัติการรับงานในโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์อย่าง STECON และ INSET ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มการบริโภคและการท่องเที่ยว (Consumption & Tourism) ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวตลอด 365 วัน และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2569” และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างอย่าง CPALL, CPAXT และ CRC 

    นอกจากนี้ นโยบายสนับสนุนกลุ่มเกษตรและอาหารผ่านการลดต้นทุนขนส่งและยกระดับสู่ “ครัวโลก” ยังส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มอาหารอย่าง CPF และกลุ่มเครื่องดื่มอย่าง CBG และ ICHI ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ต่ำลงจากการลดราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายรัฐ 

    ส่วนในภาคการท่องเที่ยว การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมและบริการอย่าง ERW, CENTEL และ MINT รวมถึงกลุ่มสนามบินอย่าง AOT ที่จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

    กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มการเงิน ดิจิทัล และ พลังงาน (Finance, Digital & Energy) ซึ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร และกลุ่มเช่าซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคารอย่าง KTB จะได้รับประโยชน์จากการเป็นกลไกหลักของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มลีสซิ่งอย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD จะได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่กลุ่มรากหญ้า เพราะการชำระหนี้ดีขึ้นและช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย (NPL) 

    นอกจากนี้ นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ยังเป็นโอกาสทองของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร อย่าง ADVANC และ TRUE ขณะที่กลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้าอย่าง GULF และ GPSC ยังคงมีความแข็งแกร่งจากนโยบายความมั่นคงทางพลังงานและการสนับสนุนพลังงานสะอาด

    โดยสรุปแล้ว รายชื่อหุ้นเด่นที่เจ๊เมาธ์ ได้จากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกจากนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ประกอบด้วย

    กลุ่มนิคมและรับเหมา: AMATA, WHA, STECON, INSET

    กลุ่มค้าปลีกและอาหาร: CPALL, CPAXT, CRC, CBG, ICHI, CPF

    กลุ่มการเงินและธนาคาร: KTB, BBL, KBANK, MTC, TIDLOR, SAWAD

    กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ: AOT, ERW, CENTEL, MINT

    กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี: ADVANC, TRUE, COM7

    กลุ่มพลังงาน: GULF, PTT, PTTEP, GPSC, TOP 

    อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จะให้มุมมองที่เป็นบวกและส่งเสริมจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ประเด็นปัญหาที่มาจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่เห็นทางออก

    รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ยังคงมีอิทธิพลกดดันอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้กลยุทธ์หลักในการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในจังหวะนี้ คือ การเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play หรือหุ้นที่เน้นรายได้ภายในประเทศ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐโดยตรง

    ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดว่า ในยามวิกฤต การรักษาความสามัคคี และการสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด…แล้วเราจะเหลืออะไร! 

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/speak-every-district/656555&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHTa6lu5oZpamMY99nqnK

  • แม้น้ำมันแพง คนไทยรัดเข็มขัด สงกรานต์ 2569 คาดเงินสะพัด 1.29 แสนล้าน ‘ททท.’ ลุ้นยอดต่างชาติ หนุนรายได้โต 6%

    แม้น้ำมันแพง คนไทยรัดเข็มขัด สงกรานต์ 2569 คาดเงินสะพัด 1.29 แสนล้าน ‘ททท.’ ลุ้นยอดต่างชาติ หนุนรายได้โต 6%

    ม.หอการค้าไทย เผยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้าน หดตัวลง 3.7% หลังคนไทยชะลอใช้จ่าย เที่ยวต่างประเทศลดลง เน้นเที่ยวในจังหวัด เซ่นพิษน้ำมันแพง-ของแพง ‘ททท.’ หวังต่างชาติเที่ยวไทยทะลัก 5 แสนคน ดันเศรษฐกิจโตเพิ่ม 6%

    อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ 2569 ว่า ส่วนใหญ่ 58.2% ไม่เล่นน้ำสงกรานต์ และ 41.8% เล่นน้ำสงกรานต์ โดย 56.6% เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง 5.5% เที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านและวางแผนเที่ยว

    ส่วนเที่ยวต่างประเทศ 0.7% โดยคนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน ส่วนใหญ่ท่องเที่ยวแถบเอเชีย ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง

    ส่วนแผนการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่ 42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ตอบว่าใช้จ่ายลดลง ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ 20.8% ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

    “สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัด”

    โดยคนส่วนใหญ่ 54.9% นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือเงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส

    ทั้งนี้ บรรยากาศของสงกรานต์ปีนี้คนส่วนใหญ่ 51.8% มองว่าสนุกสนานเหมือนเดิม แต่สัดส่วนคนที่มองว่าสนุกสนานลดลง มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนคือปรับจาก 4% เป็น 33% ส่วนที่ตอบว่าสนุกสนานมากขึ้นมีสัดส่วน 15.1 %

    ขณะที่ เจน Z กว่า 46.3% ไม่ไปเล่นน้ำ เจน Y 70% และเจน X 81% ภาพรวม 58.2% ส่วนคนที่ไปเล่นน้ำ 58%

    อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจชี้ว่าคนไทยมีปัญหาความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยปัญหาที่กังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันแพง มากถึง 95.1% ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัด และการลวนลามทางเพศ

    ด้านธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหา สงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงากว่าปีก่อน คาดว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบ 129,649 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.7% (YoY) ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากน้ำมันแพงขึ้น

    ขณะที่ การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

    เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ

    “ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง”

    อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า จะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป

    ขณะที่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท

    ขณะที่ตลาดในประเทศมีการเดินทางของคนไทยประมาณ 5.96 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้กว่า 22,250 ล้านบาท

    “เทศกาลสงกรานต์ยังคงเป็นแม่เหล็กเศรษฐกิจ สำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางและสร้างรายได้ให้ประเทศ แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอกก็ตาม” ฐาปนีย์ กล่าว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/songkran-2569-spending-tourism-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uyfqbJbf5MFN0aO18uWLK

  • ประจวบฯคึก! สงกรานต์เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน นักท่องเที่ยวแน่น กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก

    ประจวบฯคึก! สงกรานต์เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน นักท่องเที่ยวแน่น กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก

    ภูมิภาค

    ประจวบฯคึก! สงกรานต์เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน นักท่องเที่ยวแน่น กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 13 เมษายน 2569 เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ จัดกิจกรรม “สงกรานต์เที่ยงวัน สุขสันต์ถึงเที่ยงคืน ครั้งที่ 3” บริเวณเวทีกลางหน้าสะพานสราญวิถี อำเภอเมือง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

    นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม

    นางรัชนีวรรณ พรมเล็ก ปลัดเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า การจัดงานมุ่งเน้นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีสงกรานต์ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นน้ำอย่างสุภาพ ปลอดภัย และเคารพสิทธิของผู้อื่น

    ภายในงานมีการแสดงดนตรีและกิจกรรมบันเทิงหลากหลาย อาทิ วง AG Combo วงแทมมะริน และการแสดงจากศิลปิน “คิง ก่อนบ่าย” รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล เช่น ซองกันน้ำ สร้างสีสันให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงค่ำคืน

    ทั้งนี้ การขยายเวลาจัดงานตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมีความคึกคัก

    การจัดงานดังกล่าวยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ “เมืองสามอ่าว” ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและนันทนาการ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m9yU-ENuxxFEjqSvi6-o6

  • เปิดหน้าครั้งแรก! ไอซ์ อภิษฎา เผยโฉมสามี หล่อว้าวทั้งโซเชียล

    เปิดหน้าครั้งแรก! ไอซ์ อภิษฎา เผยโฉมสามี หล่อว้าวทั้งโซเชียล

    เปิดหน้าครั้งแรก! ไอซ์ อภิษฎา เผยโฉมสามี หล่อว้าวทั้งโซเชียล

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

    กลายเป็นโมเมนต์ที่แฟนๆ พากันฮือฮาไม่น้อย เมื่อคุณแม่คนสวย “ไอซ์ อภิษฎา” เปิดเผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่นระหว่างทริปท่องเที่ยว พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก เป็นครั้งแรกที่หลายคนได้เห็นใบหน้าของสามีแบบชัดๆ หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าตัวเก็บเป็นเรื่องส่วนตัวมาโดยตลอด

    ทันทีที่ภาพถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะลุคของ คุณพ่อที่มาพร้อมความหล่อ ทำเอาแฟนคลับต่างพากันชื่นชมไม่ขาดสาย หลายเสียงยังบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สมกับที่เคยจินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน คือความน่ารักของลูกสาวอย่าง “น้องเลอา” ที่หลายคนทักเป็นเสียงเดียวกันว่าหน้าตาถอดแบบคุณพ่อมาอย่างกับแกะ ทำเอาแฟนคลับต่างยิ้มตามและเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

    ขอบคุณภาพจาก : @apitsada

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/958638&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WvqMX1yivjHUb_1uQUnRB

  • เปิดใจพ่อชาวบราซิลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อไขปริศนาการตายของลูกสาวที่ไปทัศนศึกษาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน – BBC News ไทย

    เปิดใจพ่อชาวบราซิลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อไขปริศนาการตายของลูกสาวที่ไปทัศนศึกษาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน – BBC News ไทย

    A composite image or illustration of Victoria with three images in total - the middle of which is red in colour. She is smiling in each of the images.

    ที่มาของภาพ, BBC/Natalini personal collection

      • Author, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล
      • Role, นครเซาเปาโล
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2015 กลุ่มนักเรียกจากโรงเรียนวอลดอร์ฟ รูดอล์ฟ ชไตเนอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในนครเซาเปาโล เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศบราซิล กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางสำหรับการทัศนศึกษาในฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ชานเมือง

    วิกตอเรีย มาฟรา นาตาลินี เด็กหญิงวัย 17 ปี เป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนเหล่านี้ เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอไปเจอวงดนตรีวงโปรดของเธออย่าง “ควีน” (Queen) หลังกลับมาจากทัศนศึกษาครั้งนี้

    ทว่าเธอไม่อาจทำตามความหวังของตัวเองได้ เพราะนั่นคือการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตเธอ เธอถูกพบเป็นศพไม่กี่วันหลังจากเดินทางไปถึงฟาร์มดังกล่าว

    การตายของวิกตอเรียเป็นปริศนามากเกือบทศวรรษ ทว่าพ่อของเธอยังคงเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกสาวของเขา และเปิดฉากการสืบสวนคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง

    การตายปริศนาในทริปทัศนศึกษา

    ตามแผนนั้น กลุ่มนักเรียนทั้งหมด 34 คน จะใช้เวลาสองถึงสามวัน ณ ฟาร์มเปเรราส ในเมืองอิตาติบา รัฐเซาเปาโล ในทริปนี้มีอาจารย์ทั้งหมด 2 คน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิประเทศอีก 3 คน พวกเขาวางแผนที่จะสอนเด็ก ๆ ผ่านการปฏิบัติจริงในวิชาคณิตศาสตร์ การศึกษาภูมิประเทศ รวมไปถึงการเขียนแผนที่อย่างละเอียดต่อทรัพย์สินในชนบท

    โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือติดตัวไปยังฟาร์มดังกล่าว

    “พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับพ่อแม่ เราเชื่อใจว่าโรงเรียนจะทำหน้าที่ของพวกเขาได้” จูอาว คาร์ลอส นาตาลินี พ่อของวิกตอเรีย กล่าวกับบีบีซีนิวส์ บราซิล

    ในวันที่ 5 ของทริปนี้ นักเรียนถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยกันเขียนแผนที่ของส่วนต่าง ๆ ของฟาร์มแห่งนี้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • Trump walks to Air Force One on April 11, 2026 at Joint Base Andrews, Maryland

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ณ เวลาราว 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น วิกตอเรียบอกกับกลุ่มของเธอว่า เธอจะไปเข้าห้องน้ำและเดินตามทางเดินไปยังบ้านในฟาร์ม ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร

    จากการสอบสวนของตำรวจ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่กลุ่มนักเรียนกลุ่มนั้นเห็นวิกตอเรีย

    Victoria, wearing a black dress, and her father - wearing a smart black jacket and a white shirt - smile at the camera.

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, พ่อของวิกตอเรียยังคงเดินหน้าเรียกร้องหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเขา

    เมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วโมงและวิกตอเรียยังไม่กลับมา เพื่อน ๆ ของเธอจึงเข้าไปแจ้งกับครู และการค้นหาเด็กหญิงวัยรุ่นผู้นี้จึงเริ่มต้นขึ้น

    พ่อของวิกตอเรียกล่าวว่า กว่าที่จะมีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว นั่นเป็นข้อมูลที่เขาได้รับตอนนั้น

    เขาได้รับแจ้งว่าลูกสาวของตัวเองหายตัวไปในคืนเดียวกันนี้ และเขาเดินทางไปถึงฟาร์มดังกล่าวในเวลาราวห้าทุ่มตามเวลาท้องถิ่น

    นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่การค้นหาถูกหยุดไว้ โดยมีการหยิบยกความเป็นไปได้ว่าวิกตอเรียจะถูกลักพาตัวขึ้นมา

    ความพยายามค้นหากลับมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่นานหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เฮลิคอปเตอร์ออกค้นหาวิกตอเรีย เจ้าหน้าที่ก็พบร่างของเธอในบริเวณรอบ ๆ ของฟาร์มแห่งนั้น

    “มันเป็นข่าวที่ช็อกมากตอนที่พวกเขาบอกผมว่าพวกเขาเจอร่างของเธอ ผมกำลังยืนอยู่(แต่ขาก็อ่อนแรง) จนต้องพยายามหายใจให้ออกเพื่อขึ้นมายืนอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ผมต้องบอกข่าวนี้กับสมาชิกในครอบครัว และยังต้องยืนยันตัวตนลูก” นาตาลินี เล่าถึงวันที่เขากล่าวว่าเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

    การตายโดยธรรมชาติหรืออาชญากรรม

    Victoria  wearing a red top and sitting on a sofa smiles at the camera. She has long, brown hair.

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, วิกตอเรียร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาที่จัดโดยโรงเรียนของเธอ ร่วมกับนักเรียนอีก 33 คน

    สมมติฐานหลักตอนนั้นคือวิกตอเรียเสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยบาดแผลภายนอกบนร่างของเธอหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเธอตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

    รายงานจากสถาบันนิติเวช (Legal Medical Institute – IML) ซึ่งออกมาภายในเวลาไม่นานหลังวิกตอเรียเสียชีวิต ระบุว่า “ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ”

    ผลการตรวจยังพบว่า วิกตอเรียไม่ได้ใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์

    ในขณะนั้น สื่อบางแห่งรายงานด้วยว่า วิกตอเรียมีประวัติอาการชัก ซึ่งครอบครัวออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

    นาตาลินีระบุว่า ลูกสาวของเขามีสุขภาพแข็งแรง รับประทานอาหารดี และออกกำลังกายเป็นประจำ จึงทำให้เขามีความสงสัยต่อข้อสรุปของรายงานดังกล่าว

    “หลังจากผ่านไปไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เราเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลกไปหมด ร่างของเธอถูกพบอยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ของฟาร์ม ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอตั้งใจจะไปก่อนจะหายตัวไป และนั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เราพยายามขอให้ตำรวจท้องที่สอบสวนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่พวกเขาปฏิเสธ โดยอ้างว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ” นาตาลินีกล่าว

    Three police vehicles in a field surrounded by greenery and trees and five people standing nearby.

    ที่มาของภาพ, Itatiba Newspaper

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่พบร่างของวิกตอเรีย หนึ่งวันหลังมีรายงานว่าเธอหายตัวไป

    นาตาลินีมีข้อสงสัยอย่างมากต่อสภาพที่เจ้าหน้าที่ไปพบร่างของวิกตอเรีย เธอถูกพบในลักษณะคว่ำหน้า และแขนไขว้กัน ในมุมมองของเขา นั่นบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ร่างถูกเคลื่อนย้าย

    เขาตัดสินใจสืบหาความจริงด้วยตนเอง และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญนิติเวชเอกชน ซึ่งสรุปว่า แม้จะไม่พบบาดแผลภายนอก แต่วิกตอเรียถูกฆาตกรรม และร่างของเธอถูกนำมาทิ้งไว้ ณ จุดที่เจ้าหน้าที่ไปพบ

    “ผู้เชี่ยวชาญที่ผมว่าจ้างได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลูกสาวของผม วิเคราะห์อย่างละเอียด และจำลองเหตุการณ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยชี้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การเสียชีวิตตามธรรมชาติ” นาตาลินีกล่าว

    นาตาลินีได้ยื่นรายงานจากผู้เชี่ยวชาญเอกชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้คดีถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ และถูกส่งต่อไปยังหน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมและคุ้มครองบุคคล (DHPP) ของนครเซาเปาโล

    เมื่อต้นปี 2016 หน่วย DHPP ได้ร้องขอให้ศูนย์นิติเวชของกรมความปลอดภัยสาธารณะแห่งเซาเปาโลจัดทำรายงานฉบับใหม่ ซึ่งยืนยันว่า วิกตอเรียเสียชีวิตจาก “ภาวะขาดอากาศหายใจจากกลไกทางกายภาพ (mechanical asphyxia) ในลักษณะการปิดกั้นทางเดินหายใจโดยตรง” ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าเธออาจถูกฆาตกรรม

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปิดกั้นทางเดินหายใจโดยตรงในลักษณะนี้ มักเกิดจากการใช้มือ ซึ่งหมายความว่า อาจมีบุคคลลงมือทำร้ายวิกตอเรียโดยตรง

    Victoria wears and blue top and a baseball cap

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, การตายของวิกตอเรียยังคงเป็นปริศนาแม้ว่าจะมีการรื้อคดีของเธอขึ้นมาสอบสวนอีกครั้ง

    นาตาลินีเชื่อว่า ลูกสาวของเขาถูกดักทำร้ายระหว่างที่เดินไปยังสำนักงานใหญ่ของฟาร์ม

    “เธอน่าจะพยายามต่อสู้ป้องกันตัว และคนที่ลงมือทำร้ายก็กลัวว่าเธอจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไปแจ้งความ พยายามไม่ให้เธอส่งเสียงร้อง คนที่ลงมือจึงอุดปากและจมูกของเธอ ซึ่งท้ายที่สุดทำให้ลูกสาวของผมขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต” นาตาลินีกล่าว

    ในแถลงการณ์เพื่อตอบโต้รายงานดังกล่าว ฟาร์มเปเรราส ซึ่งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทัศนศึกษา ระบุว่า พวกเขาได้ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน และอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช “ซึ่งได้สัมภาษณ์พนักงานทุกคนที่ประสงค์จะให้ข้อมูล ได้หลายครั้งตามความจำเป็น และสามารถเข้าถึงเอกสารใด ๆ ที่ร้องขอได้อย่างอิสระ”

    แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า “การทำงานของตำรวจดำเนินไปอย่างอิสระอย่างเต็มที่ และทางฟาร์มได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้สอบสวนอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด”

    ขณะที่ในแถลงการณ์ต่อบีบีซีแผนกภาษาบราซิล ตำรวจพลเรือนรัฐเซาเปาโลปฏิเสธว่าไม่มีข้อบกพร่องในการสืบสวน และยืนยันว่าได้ “ดำเนินมาตรการทางกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสมครบถ้วนแล้ว”

    ความคืบหน้าของคดี

    เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คณะผู้พิพากษาชุดที่ 4 ของศาลยุติธรรมอุทธรณ์ (Superior Court of Justice – STJ) มีคำสั่งให้ โรงเรียนวอลดอร์ฟ รูดอล์ฟ ชไตเนอร์ ในนครเซาเปาโล จ่ายค่าเสียหายทางศีลธรรมราว 188,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 ล้านบาท) ให้กับพ่อของวิกตอเรีย

    ค่าเสียหายประเภทนี้ในบราซิล หมายถึงการชดเชยต่อความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความทุกข์ทางจิตใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง

    อย่างไรก็ตาม ในเดือน มี.ค. ศาลอาญามีคำวินิจฉัยว่า ครูและผู้บริหารของโรงเรียนไม่ต้องรับผิดทางอาญาในข้อหาประมาทเลินเล่อ ซึ่งนำไปสู่การหายตัวและการเสียชีวิตของวิกตอเรีย

    พ่อของวิกตอเรียระบุว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว โดยอ้างถึงข้อบกพร่องในกระบวนการสอบสวนคดี

    ขณะเดียวกัน คดีฆาตกรรมได้ถูกนำกลับมาเปิดสอบสวนอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกยุติไป โดยเจ้าหน้าที่สรุปว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสอบสวนครั้งใหม่นี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

    A number of police vehicles at the farm after Victoria's death. There is one man in uniform looking down the road at the vehicles.

    ที่มาของภาพ, Itatiba Newspaper

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินว่าสาเหตุของการตายของวิกตอเรียเป็นไปตามธรรมชาติ

    สำนักงานการศึกษาของรัฐเซาเปาโลระบุในแถลงการณ์ว่า ได้ตรวจสอบการดำเนินงานของโรงเรียนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ

    ด้านโรงเรียนระบุว่า ได้ปฏิบัติตาม “มาตรการด้านความปลอดภัยที่จำเป็นทั้งหมดระหว่างการทัศนศึกษา และหลังจากสังเกตว่าวิกตอเรียหายตัวไป ก็ได้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที”

    แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า “ในกิจกรรมการเรียนการสอนทุกประเภท ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกสถานศึกษา โรงเรียนได้จัดทีมบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด”

    ทั้งนี้ โรงเรียนยังแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของวิกตอเรีย และยืนยันว่า “ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่วันแรกของการสอบสวน” พร้อมระบุว่า “รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่จนถึงขณะนี้ ที่สาเหตุการเสียชีวิตของนักเรียนยังไม่ได้รับการคลี่คลาย”

    “เธอเป็นลูกสาวของผม และผมไม่เสียใจเลย”

    Victoria’s father sits at a glass table with his hands together. He has grey hair and is wearing a blue jacket and white t-shirt.

    ที่มาของภาพ, Personal collection

    คำบรรยายภาพ, นาตาลินียังคงตามหาคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุของการตายของลูกสาวของเขา

    นาตาลินียังคงเดินหน้าผลักดันความพยายามเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว แม้ว่าคดีจะถูกนำกลับมาเปิดสอบสวนอีกครั้งแล้วก็ตาม

    เมื่อสามปีก่อน เขาได้เริ่มต้นคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้คลี่คลายคดีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ร่วมลงชื่อแล้วเกือบ 58,000 คน และเขาตั้งใจจะเดินหน้ารณรงค์และสร้างการรับรู้ต่อไป จนกว่าจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว

    บนโซเชียลมีเดีย เขายังคงดูแลเพจเพื่ออัปเดตความคืบหน้าของคดี โดยบนอินสตาแกรม เขาใช้บัญชีชื่อ “Victoria Natalini vive” (วิกตอเรีย นาตาลินี ยังมีชีวิตอยู่) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้

    ขณะเดียวกัน นาตาลินียังเดินหน้าสืบสวนด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ มานำเสนอต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยล่าสุด เขาได้ประกาศมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

    ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างไม่ย่อท้อ เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันทางอารมณ์อย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แต่เขาระบุว่า หากจำเป็น เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างซ้ำอีกครั้ง

    “เธอคือลูกสาวของผม และผมไม่เสียใจเลย” เขากล่าว

    รายงานเพิ่มเติมโดย วิตอร์ ทาวาเรส และ รูเต ปินา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx234kye7keo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gr7W43lFSP7FicBy2NnXL

  • “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน” สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลม กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ยศชนัน”สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลมคึกคัก ชูความหลากหลายกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะทำงานพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่พบปะประชาชนและนักท่องเที่ยวในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ที่ถนนสีลม พร้อมสวมเสื้อลายดอกร่วมเล่นสงกรานต์ 

    นายยศชนัน และคณะได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQIA+ ที่เข้ามาฉีดน้ำและร่วมถ่ายรูปเซลฟี่อย่างสนุกสนาน โดยนายยศชนัน ระบุว่าความหลากหลายที่เกิดขึ้นบนถนนสีลมคือจุดแข็งสำคัญของ Soft Power และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ต้องได้รับการส่งเสริม

    นายยศชนัน ยังระบุว่าแม้ปัจจุบันสถานการณ์พลังงานโลกจะมีความไม่แน่นอนและเป้าหมายความมั่นคงทางพลังงานจะมีความเปราะบาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่รัฐบาลยืนยันว่ากลไกเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ในสภาวะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้

    คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งเรืองธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรค และ นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยสมาชิกพรรค ได้ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการวางแนวทางบริหารจัดการค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย

    หลังจากร่วมเล่นน้ำเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง นายยศชนัน และคณะ ได้เข้าพูดคุยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พนักงานรักษาความสะอาด สำนักงานเขตบางรัก ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ตลอดช่วงเทศกาล ก่อนที่จะเดินทางกลับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740937&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LFPlFRZVsB_ovwH9SXxry

  • ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้คาดโตแค่ 1.5% – BBC News ไทย

    ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้คาดโตแค่ 1.5% – BBC News ไทย

    คำบรรยายวิดีโอ, รับชม: ผู้สื่อข่าวบีบีซีมิเชลล์ ฟลูรี รายงานถึงสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
      • Author, เดียร์เบล จอร์แดน
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026

    “นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา” ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

    ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

    รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027

    จากสมมติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตรางานเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงมา

    ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • Trump walks to Air Force One on April 11, 2026 at Joint Base Andrews, Maryland

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เขาเตือนว่า แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี ตอนนั้นคือช่วงเวลาที่เหล่าผู้ผลิตน้ำมันจากโลกอาหรับได้ประกาศคว่ำบาตรสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุนอิสราเอลในช่วงสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

    อย่างไรก็ดี กูรินชาเสริมว่าโลกทุกวันนี้พึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้บริโภคจึงรุนแรงน้อยกว่า

    ขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่าง ๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

    “รัฐบาลต่าง ๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

    A long line of cars lined up for gas at filling station on a Saturday night during the oil crisis of 1973, Brooklyn, New York City

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี

    สงครามครั้งนี้ส่งให้ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก่อนจะปรับลดลง โดยในวันอังคาร (14 เม.ย.) ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 98.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อเกินสองปี

    รายงานระบุว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การผลิตรวมถึงการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 3.1%

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3% ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าถูกคงไว้ที่ 3.2%

    สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ไอเอ็มเอฟ คาดว่า สหราชอาณาจักรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแรงกระแทกด้านพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร

    ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวอาหรับมีแนวโน้มเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ

    รายงานประเมินว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 3.2% ในปี 2027 หากสงครามยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    สำหรับประเทศอย่างกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของโลก และได้ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านโดย โรงแยกก๊าซราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงแปรรูป LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกโจมตี และคาดว่าจะยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

    ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจกาตาร์จะหดตัว 8.6% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 8.6% ในปีถัดไป

    Workers unload goods from the back of a truck at the Jamila food market in Sadr City, east Baghdad on April 13, 2026.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ราคาอาหารปรับสูงขึ้นในหลายประเทศท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

    รายงานยัง ระบุว่า อิรัก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจะชะลอลง 6.8% แต่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโต 11.3% ในปี 2027

    ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความสามารถในการรับมือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และความพร้อมของเส้นทางส่งออกทางเลือก ตัวอย่างเช่น ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่เชื่อมจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันได้สูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรล/วัน

    สำหรับเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย คาดว่าจะชะลอตัวในปี 2026 แต่ยังเติบโตได้ 3.1% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็น 4.5% ในปีถัดไป

    ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีหน้า โดย “ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า”

    อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า สมมติฐานดังกล่าวอาจต้องมีการปรับทบทวน หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป และระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินใหม่

    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2026 ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.5% เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

    ขณะที่ คาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2027 ยังคงเดิมที่อัตราการเติบโตที่ 4%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังระบุว่า รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่า เศรษฐกิจรัสเซียจะเติบโต 1.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 0.8% และ 1% ตามลำดับ

    ก่อนหน้านี้ รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรหลายระลอก หลังจากเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อกว่า 4 ปีก่อน

    ในเดือน มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

    นอกจากนี้ เขายังผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านชั่วคราว ครอบคลุมปริมาณ 140 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 30 วัน

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน เพื่อสกัดการส่งออกน้ำมัน

    สถานการณ์ประเทศไทย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2026 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2027 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2026 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2027

    สำหรับเวียดนาม ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีในปีนี้จะหดตัวลงจากปีก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ 7.1% ในปี 2026 ก่อนจะหดตัวลงอีกในปี 2027 เหลือ 6.7%

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงศรีเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดยชี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมาตั้งแต่ก่อนมีสงครามแล้ว โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการบริโภค

    รายงานฉบับนี้เสริมว่า สงครามในตะวันออกกลางนั้นยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต การหยุดชะงักของภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าในหลายกลุ่ม รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง

    ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ด้านศูนย์วิจัย KKP Research ภายใต้กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกรายงาน ที่วิเคราะห์ว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ เกิดการขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นระยะเวลานานขึ้น (4-6 เดือน) จีดีพีของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ราว 1.4%

    ศูนย์วิจัย KKP Research ยังระบุอีกว่า หากเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ในกรณีสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลานาน จีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 0.7%

    รายงานเพิ่มเติมโดยปณิศา เอมโอชา ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp844jd10e8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-mBDzelFGpsek9kJ-5yBd

  • เปิดกลุ่มหุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เปิดกลุ่มหุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/15/632508/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tpgZmboAF43hoWIaeljAO

  • จับตา หุ้นไทย ก่อนเปิดตลาดหลังสงกรานต์  พรุ่งนี้ 16/04/69

    จับตา หุ้นไทย ก่อนเปิดตลาดหลังสงกรานต์ พรุ่งนี้ 16/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJvVCLMIVymW6SxFWp2_7