Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ป่าตองเดือด!ทัวริสต์ต่างชาติแสบ รุมฉีดน้ำถล่มรถตู้-บังคับเปิดประตูฉีดซ้ำ ชาวเน็ตจี้เช็กบิล | เดลินิวส์

    ป่าตองเดือด!ทัวริสต์ต่างชาติแสบ รุมฉีดน้ำถล่มรถตู้-บังคับเปิดประตูฉีดซ้ำ ชาวเน็ตจี้เช็กบิล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 69 เพจ “Phuket Times ภูเก็ตไทม์” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์การเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

    โดยในโพสต์ดังกล่าวมีข้อความระบุว่า “ดูมันทำ! สุดป่วน เถื่อน! พวกฝรั่งเศส อาราเบีย คนทำมาหากินเดือดร้อน” พร้อมติดแฮชแท็กเกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์และพื้นที่ป่าตอง

    จากภาพในคลิป ปรากฏกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากกำลังเล่นน้ำบริเวณริมถนนอย่างคึกคัก โดยมีการใช้ปืนฉีดน้ำรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ก่อนจะพุ่งเป้าไปยังรถตู้คันหนึ่งที่กำลังสัญจรผ่าน และมีการฉีดน้ำใส่รถอย่างต่อเนื่อง แม้คนขับจะพยายามหยุดรถและปิดประตูเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายเมื่อบางรายเปิดประตูรถและฉีดน้ำเข้าไปภายใน ทำให้การจราจรด้านหลังเริ่มติดขัด

    หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยมีผู้ใช้โซเชียลจำนวนมากแสดงความคิดเห็นถึงความเหมาะสมของพฤติกรรมดังกล่าว อาทิ การเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการควบคุมการเล่นน้ำในพื้นที่ท่องเที่ยว การมองว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่มีรายงานการดำเนินคดี หรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่กระแสสังคมยังคงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลการจัดกิจกรรมเล่นน้ำในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5780126/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dn4OT9GGGbxi8lunFnoRP

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เสี่ยงถดถอยจากผลกระทบสงคราม

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เสี่ยงถดถอยจากผลกระทบสงคราม

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานพุ่ง กระทบเงินเฟ้อและการเติบโตทั่วโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กำลังผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เคลื่อนเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ในการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เจ้าหน้าที่ด้านการเงินทั่วโลกต่างแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดย IMF ได้นำเสนอ 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ ได้แก่ ระดับอ่อนแอ ระดับเลวร้าย และระดับรุนแรง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของความขัดแย้ง

    ในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยสูงถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 และ 125 ดอลลาร์ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์หลัก (baseline) ของ IMF ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะยุติลงในระยะสั้น และราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

    แม้กระนั้น นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าแนวโน้มปัจจุบันกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ “ฉากทัศน์เชิงลบ” มากขึ้น โดยคาดว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกดดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลดลงเหลือเพียง 2.5% จาก 3.4% ในปี 2025

    IMF ระบุว่า หากไม่มีความขัดแย้งดังกล่าว เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวได้ดีกว่านี้ จากแรงหนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยี อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

    ในกรณีรุนแรงที่สุด การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.0% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะถดถอย โดยระดับดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น วิกฤตการเงินโลกปี 2009 และการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เสี่ยงถดถอยจากผลกระทบสงคราม

    แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่ม เสี่ยงนโยบายการเงินเข้มงวด

    IMF เตือนว่าราคาพลังงานที่สูงเป็นเวลานานจะกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดการปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าแรงในวงกว้าง ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    ในฉากทัศน์รุนแรง อัตราเงินเฟ้อโลกในปี 2026 อาจสูงเกิน 6% เทียบกับ 4.4% ในกรณีดีที่สุด อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางอาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เสี่ยงถดถอยจากผลกระทบสงคราม

    เศรษฐกิจหลักและตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบต่างกัน

    สหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น โดยคาดการณ์ปี 2026 อยู่ที่ 2.3% ขณะที่ยูโรโซนได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่งผลให้การเติบโตลดลงเหลือประมาณ 1.1%

    จีนเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงเติบโตในระดับต่ำ

    ในส่วนของตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาพลังงานสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง มีแนวโน้มเติบโตลดลงอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม อินเดียถือเป็นจุดสว่าง โดยมีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 6.5% จากแรงส่งของเศรษฐกิจภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

    เตือนรัฐบาลใช้นโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง

    IMF ระบุว่ารัฐบาลหลายประเทศอาจออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน เช่น การอุดหนุนหรือการควบคุมราคา แต่เตือนว่าควรดำเนินการอย่างจำกัดและชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    ทั้งนี้ IMF เน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก พร้อมหลีกเลี่ยงมาตรการที่อาจสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/740943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a5QnnsApBDnOoOjss8Efo

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ลดราคา 1 บาทต่อลิตร

    ส่วนน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์E85 ,E20 ลดราคา 3 บาทต่อลิตร 

    ขณะที่ซูเปอร์พาวเวอร์แก๊สโซฮอล์95 (โออาร์)และไฮพรีเมี่ยมแก๊สโซฮอล์98+ (บางจาก) ลดราคา 1 บาท

    ด้านน้ำมันดีเซล B7 ลดราคา 4 บาท และน้ำมันดีเซล B20 ลดราคา 6 บาท

    ดีเซลพรีเมี่ยมโออาร์ และบางจากลดราคา 2 บาท

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 66.30 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 44.40 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.40 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 66.80 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 44.40 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.40 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28IVM8ITi-45mPR8f-nWDu

  • PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาดเกือบครึ่ง หนุน Bitcoin ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

    PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาดเกือบครึ่ง หนุน Bitcoin ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

    Siam Blockchain

    By

    เมษายน 14, 2026

    PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาดเกือบครึ่ง หนุน Bitcoin ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

    สรุปข่าว
    • ตัวเลข PPI สหรัฐฯ เดือน มี.ค. 2569 ออกมาที่ 0.5% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.1% และต่ำกว่าค่าก่อนหน้าที่ 0.7% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับผู้ผลิตกำลังชะลอตัวชัดเจน
    • ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดนี้เพิ่มโอกาสที่ Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวและเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต
    • Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $74,331 (+4.89%) และ Ethereum อยู่ที่ $2,373.56 (+8.80%) โดยตลาดจับตาว่าโมเมนตัมขาขึ้นจะต่อเนื่องหรือไม่หลังข้อมูล PPI นี้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    ตัวเลข PPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อต้นน้ำกำลังเย็นลง เพิ่มโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อ Bitcoin และ Ethereum ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยแพร่ตัวเลข PPI สหรัฐฯ (ดัชนีวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในระดับผู้ผลิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณล่วงหน้าของเงินเฟ้อผู้บริโภค) ประจำเดือนมีนาคม ออกมาที่ 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.1% อย่างมีนัยสำคัญ และยังต่ำกว่าตัวเลขเดือนก่อนหน้าที่ 0.7% อีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับต้นน้ำของสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลงในทิศทางที่ชัดเจน

    ความสำคัญของตัวเลขนี้อยู่ที่การที่ PPI วัดราคาตั้งแต่ “ต้นสาย” ก่อนที่ต้นทุนจะส่งผ่านมาถึงผู้บริโภค นักเศรษฐศาสตร์จึงมองตัวเลขนี้เป็น “ตัวชี้นำ” ของ CPI และ PCE ที่ Fed ใช้ตัดสินใจนโยบาย เมื่อ PPI ชะลอลงแรงกว่าที่คาด ตลาดจึงรีบปรับมุมมองทันทีว่า Fed มีพื้นที่มากขึ้นในการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย Fed ในรอบถัดไป

    PPI ต่ำกว่าคาด บอกอะไรเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ตัวเลข PPI ที่ออกมา 0.5% นั้นต่ำกว่าคาดการณ์ถึง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ และยังต่ำกว่าตัวเลขเดือนก่อนที่ 0.7% แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าราคาในระดับผู้ผลิตกำลังปรับตัวลงต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง หรือต้นทุนพลังงานที่ผู้ผลิตต้องแบกรับ ล้วนชะลอตัวลงพร้อมกัน สิ่งที่ตลาดมองคือเมื่อต้นทุนผู้ผลิตเย็นลง แรงกดดันที่จะส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภคก็จะลดลงตาม ทำให้โอกาสที่ตัวเลข PCE ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุดจะเดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมาย 2% มีมากขึ้นกว่าเดิม

    ในมุมของนโยบายการเงิน ตัวเลขนี้ลดแรงกดดันให้ Fed ต้องคง hawkish stance หรือท่าทีแข็งกร้าวในการควบคุมเงินเฟ้อไว้นานขึ้น ตลาดฟิวเจอร์อัตราดอกเบี้ย Fed จึงปรับเพิ่มความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังของ 2569 ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังตัวเลขออกมา

    Bitcoin และ Ethereum ตอบสนองอย่างไรต่อสัญญาณนี้

    ณ ขณะที่ตัวเลขออกมา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $74,331 บวกอยู่ที่ 4.89% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum พุ่งแรงกว่าที่ $2,373.56 บวกถึง 8.80% กลไกที่เชื่อมโยงตัวเลข PPI เข้ากับตลาดคริปโตมีความชัดเจน เมื่อเงินเฟ้อต้นน้ำชะลอลง ความคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว และเมื่อดอลลาร์อ่อน สินทรัพย์ที่ถูกมองเป็นทางเลือกป้องกันการเสื่อมค่าของเงินอย่าง Bitcoin ก็มีแรงดึงดูดมากขึ้นในสายตานักลงทุน

    นอกจากนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ย Fed มีแนวโน้มลดลง ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะลดลงตาม ทำให้เงินทุนบางส่วนที่จอดรอในตราสารหนี้มีแรงจูงใจที่จะย้ายมายังสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมากขึ้น สัญญาณนี้เป็นบวกต่อตลาดคริปโตโดยรวม โดยเฉพาะในกรอบระยะกลาง

    จับตาตัวเลขถัดไปที่จะยืนยันทิศทาง

    แม้ตัวเลข PPI จะส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน แต่นักลงทุนยังต้องรอดูตัวเลข Core PCE สหรัฐฯ ในรอบถัดไปเพื่อยืนยันว่าแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอลงจริงในระดับที่ Fed พอใจหรือไม่ PPI บอกเราว่าเงินเฟ้อต้นน้ำกำลังเย็นลง แต่ Fed จะตัดสินใจจากตัวเลขปลายน้ำอย่าง PCE เป็นหลัก นักลงทุนในตลาดคริปโตจึงควรติดตามทั้งสองชุดตัวเลขควบคู่กัน


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข PPI รอบนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีที่สุดที่ตลาดคริปโตได้รับในช่วงนี้ เพราะมันไม่ได้แค่ “ต่ำกว่าคาด” เล็กน้อย แต่ต่ำกว่าคาดถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ และยังต่ำกว่าเดือนก่อนอีกด้วย นั่นคือทั้งแรงส่งรายเดือนและทิศทางโดยรวมกำลังพลิกกลับมาเป็นบวก สิ่งที่ผมจะจับตาใกล้ชิดคือการประชุม Fed รอบหน้าและตัวเลข Core PCE ถ้าทั้งสองออกมาในทิศทางเดียวกัน โอกาสที่ Bitcoin จะทดสอบระดับสูงใหม่ก็มีอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำให้คอยดูว่าความผันผวนระยะสั้นจะดึงราคากลับมาทดสอบแนวรับหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจอะไร เพราะตลาดคริปโตมักวิ่งล่วงหน้าข่าว และราคาที่บวกอยู่แล้วก่อนตัวเลขออกก็อาจหมายความว่านักเก่งกำไรบางส่วนรอขายทำกำไรอยู่ด้วย

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/14/us-ppi-below-forecast-april-2026-bullish-bitcoin-fed-rate-cut/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zPOKoQbduXC9mBWcIGVXP

  • ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

    ส่องนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐาน ปากท้อง ฐานราก

    *** หากวิเคราะห์นโยบายทางเศรษฐกิจตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย หรือ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่มีต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. 69 ซึ่งสะท้อนมุมมองของรัฐต่อการให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ที่กำลังลุกลามไปทั่ว จากสงครามการค้าเศรษฐกิจที่เคยใช้เพียงตัวเลขสู้กัน จนขยายตัวเป็นสงครามจริงในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะความตึงเครียดในอ่าวอาหรับระหว่างอิสราเอล และ พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงราคาพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    นโยบายรัฐบาลจึงไม่เพียงเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่เน้นการกระตุ้นจากฐานราก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน ท่ามกลางความผันผวนจากเงินเฟ้อและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 

    ทั้งนี้จากการที่เจ๊เมาธ์นำบทวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส บล.เคจีไอ และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มาวิเคราะห์ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้อง ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ จนแบ่งกลุ่มหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกได้ ดังนี้

    กลุ่มแรก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นเด่นที่ต้องจับตาคือ AMATA และ WHA ซึ่งมีความพร้อมด้านพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค 

    ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์อันดี และมีประวัติการรับงานในโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์อย่าง STECON และ INSET ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มการบริโภคและการท่องเที่ยว (Consumption & Tourism) ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวตลอด 365 วัน และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2569” และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างอย่าง CPALL, CPAXT และ CRC 

    นอกจากนี้ นโยบายสนับสนุนกลุ่มเกษตรและอาหารผ่านการลดต้นทุนขนส่งและยกระดับสู่ “ครัวโลก” ยังส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มอาหารอย่าง CPF และกลุ่มเครื่องดื่มอย่าง CBG และ ICHI ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ต่ำลงจากการลดราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายรัฐ 

    ส่วนในภาคการท่องเที่ยว การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมและบริการอย่าง ERW, CENTEL และ MINT รวมถึงกลุ่มสนามบินอย่าง AOT ที่จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

    กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มการเงิน ดิจิทัล และ พลังงาน (Finance, Digital & Energy) ซึ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร และกลุ่มเช่าซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคารอย่าง KTB จะได้รับประโยชน์จากการเป็นกลไกหลักของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มลีสซิ่งอย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD จะได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่กลุ่มรากหญ้า เพราะการชำระหนี้ดีขึ้นและช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย (NPL) 

    นอกจากนี้ นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ยังเป็นโอกาสทองของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร อย่าง ADVANC และ TRUE ขณะที่กลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้าอย่าง GULF และ GPSC ยังคงมีความแข็งแกร่งจากนโยบายความมั่นคงทางพลังงานและการสนับสนุนพลังงานสะอาด

    โดยสรุปแล้ว รายชื่อหุ้นเด่นที่เจ๊เมาธ์ ได้จากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกจากนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ประกอบด้วย

    กลุ่มนิคมและรับเหมา: AMATA, WHA, STECON, INSET

    กลุ่มค้าปลีกและอาหาร: CPALL, CPAXT, CRC, CBG, ICHI, CPF

    กลุ่มการเงินและธนาคาร: KTB, BBL, KBANK, MTC, TIDLOR, SAWAD

    กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ: AOT, ERW, CENTEL, MINT

    กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี: ADVANC, TRUE, COM7

    กลุ่มพลังงาน: GULF, PTT, PTTEP, GPSC, TOP 

    อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จะให้มุมมองที่เป็นบวกและส่งเสริมจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ประเด็นปัญหาที่มาจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่เห็นทางออก

    รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ยังคงมีอิทธิพลกดดันอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้กลยุทธ์หลักในการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในจังหวะนี้ คือ การเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play หรือหุ้นที่เน้นรายได้ภายในประเทศ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐโดยตรง

    ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดว่า ในยามวิกฤต การรักษาความสามัคคี และการสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด…แล้วเราจะเหลืออะไร! 

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/speak-every-district/656555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHTa6lu5oZpamMY99nqnK

  • ‘วิทัย’ เดินหมากฝ่าวิกฤติสงคราม ชูภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้

    ‘วิทัย’ เดินหมากฝ่าวิกฤติสงคราม ชูภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้

    ‘วิทัย’เปิดภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้ ควบคู่คุมเสถียรภาพ วางรากฐานระบบการเงินใหม่ พร้อมสานต่อจัดการทุนเทา-คุมทอง

    ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้าสู่ “เศรษฐกิจไทย” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน

    “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ในฐานะผู้กำกับดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงิน กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายรอบด้าน

    บทบาทของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท. ในช่วงเวลานี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลนโยบายการเงินในเชิงมหภาคเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้ประคองระบบ” ในหลายมิติ ทั้งการดูแลลูกหนี้ การเสริมสภาพคล่องในระบบ การรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ตลอดจนการวางรากฐานมาตรฐานใหม่ให้กับระบบการเงินไทยในระยะยาว

    “วิทัย” กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วน ในขณะนี้คือการทุ่มสรรพกำลัง ประคองเศรษฐกิจดูแลลูกหนี้ให้รอดพ้นวิกฤติ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่เปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง ภารกิจสำคัญอันดับแรกของธปท.

    คือการ “ประคับประคอง” โดยเฉพาะการดูแล “ลูกหนี้” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพยุงกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
    การขับเคลื่อนภารกิจนี้ ส่งผ่านมาถึง “มาตรการทางการเงิน” ที่ถูกส่งออกมาต่อเนื่อง เพื่อหวังให้สถาบันการเงินเข้าไปมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการเพิ่มสภาพคล่อง และการปรับโครงสร้างหนีให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ในแต่ละกลุ่ม ทั้งการลดภาระการผ่อนชำระรายเดือน การยืดระยะเวลาชำระหนี้ การปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง

    มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของธปท. ที่ต้องการ “ซื้อเวลา” ให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถตั้งหลักได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกต่ออายุอย่างต่อเนื่องคือ การผ่อนปรนอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตให้อยู่ที่ระดับ 8% ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระหนี้ระยะสั้นของประชาชน ในภาวะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การลดภาระการชำระขั้นต่ำ ช่วยให้ผู้ถือบัตรมีสภาพคล่องมากขึ้นในแต่ละเดือน

    แม้จะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (NPL) ในระบบ

    ไม่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ “วิทัย” ยังเดินหน้าภารกิจจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการปรับ “ค่าธรรมเนียม” ในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการเงินไทย

    ปัจจุบันค่าธรรมเนียมในหลายบริการมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละธนาคาร สะท้อนถึงโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การแข่งขันที่ไม่เท่ากัน ธปท. จึงมีแนวคิดในการ “จัดระเบียบ” ค่าธรรมเนียมใหม่ โดยครอบคลุมรายการประมาณ 15-17 รายการ 

    เช่นการจัดระเบียบค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีที่มียอดเงินต่ำกว่า 2,000 บาท การปรับลดค่าฟีการโอนบาทเนต ที่ปัจจุบันมียอดเก็บสูงที่ 250 บาทต่อรายการ หรือค่าฟีการพิจารณาขอสินเชื่อ (Front end Fee) ที่ปัจจุบันถูกเรียกเก็บสูงถึง 3-5% ของวงเงิน

    เช่นเดียวกับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด (Pre Payment Fee) ที่เหล่านี้มีการเก็บค่าฟีทั้งระดับต่ำสุด และไปสูงสุด ดังนั้นค่าฟีที่จะเห็นปรับเปลี่ยนคือ จะเห็นค่าฟีหลายรายการปรับมาสู่ระดับต่ำที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และเชื่อว่าการปรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะไม่กระทบต่อกำไรของแบงก์มากจนเกินไป 

    หัวใจของการปรับครั้งนี้ ก็เพื่อ กำหนดเพดานค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงต้นทุนจริง การลดความเหลื่อมล้ำของค่าธรรมเนียมระหว่างธนาคาร การสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการ

    แม้ทั้งหมดนี้จะต้องผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) และกว่าจะมีผล แต่เหล่านี้สะท้อนจริงจังของบทบาทผู้ว่าฯ ที่ต้องการ “รีเซตมาตรฐาน” ของระบบธนาคารไทยในระยะยาว

    อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ธปท.กำลังผลักดัน คือ การเปิดทางให้ “Virtual Bank” หรือธนาคารไร้สาขา ที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ในระบบการเงิน ที่เขามองว่า Virtual Bank จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการแข่งขันในระบบธนาคารลดต้นทุนการให้บริการ ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินไปยังกลุ่ม underserved

    แม้ในระยะแรก ขนาดธุรกิจของ Virtual Bank ยังไม่สามารถเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ระดับ “ล้านล้านบาท” ได้ แต่ในระยะยาว การเข้ามาของผู้เล่นใหม่จะช่วยอาจโครงสร้างการแข่งขัน และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆสู่ระบบการเงินที่ถูกใจผู้ใช้บริการมากขึ้น

    ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และช่องทางเคลื่อนย้ายเงิน ที่ผ่านมาธปท.จึงออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน เพื่อลดปริมาณการเก็งกำไรที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรม โดยผู้ที่ซื้อขายทองคำเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องรายงานข้อมูลทันที ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันต้องรายงานยอดการถือครองทองคำ (position) ณ สิ้นเดือน

    มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงควบคุมตลาดทองคำ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการป้องปรามการใช้ทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ผิดกฎหมาย
    ควบคู่กับ การจำกัดการถอนเงินสดไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ จุดเริ่มต้น

    มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังพบพฤติกรรมผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง ที่มีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

    แม้เงินสดที่ถูกเบิกออกไปก่อนหน้าจะยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบ แต่การกำหนดเพดานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของธุรกรรมที่ไม่โปร่งใส และเพิ่มความสามารถในการติดตามตรวจสอบของภาครัฐ มาตรการทั้งการจำกัดการฝากเงิน การถอนเงินสดที่ 5 ล้านบาท เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินสดให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

    สมดุลระหว่าง “การผ่อนคลาย” และ “การกำกับเข้ม” เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่าบทบาทของธปท.ในปัจจุบัน คือการเดินอยู่บน “เส้นบางๆ” ระหว่างการผ่อนคลาย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และพยุงเศรษฐกิจ อีกด้านเป็นการวางการ “กำกับเข้มข้น” เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบชนิดที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต 

    เพื่อหวังว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งการลดภาระค่าธรรมเนียม และการผ่อนเกณฑ์บัตรเครดิต คือด้านหนึ่งของ “การประคอง” ขณะที่มาตรการควบคุมทองคำ และเงินสด คืออีกด้านของ “การป้องกันความเสี่ยง” ต่อระบบการเงินมากยิ่งขึ้น 

    บนเส้นทางของ “วิทัย” ที่ถือเป็นผู้นำในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของผู้ว่าการธปท. ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้กำหนดนโยบาย” แต่ยังต้องเป็น “ผู้ออกแบบระบบ” ที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อรับแรงเสียดทาน ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงคราม ราคาน้ำมัน และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ธปท. จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งเชิงนโยบาย เชิงกำกับดูแล และเชิงโครงสร้าง

    ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “จิ๊กซอว์” ที่จะช่วยให้ระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตในวันที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

    ภายใต้การนำของผู้ว่าการธปท. ภารกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาเสถียรภาพ แต่ยังต้อง “พาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุ” ไปให้ได้ พร้อมกับการวางรากฐานใหม่ให้ระบบการเงินมีความทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น

    โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ความไม่แน่นอนที่จะกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1229680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WZi69IrXbg2uNhVTEwSQn

  • เคล็ดไม่ลับ ฝ่าพิษเศรษฐกิจหน้าร้อน “สงกรานต์” ใช้จ่ายอย่างไรไม่ “ร้อนใจ-ร้อนเงิน”

    เคล็ดไม่ลับ ฝ่าพิษเศรษฐกิจหน้าร้อน “สงกรานต์” ใช้จ่ายอย่างไรไม่ “ร้อนใจ-ร้อนเงิน”

    ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรงมาก กำลังสร้างวิกฤติให้กับราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และราคาอาหารทั่วโลก ค่าครองชีพที่สูงขึ้นกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกม ทำให้ “สงกรานต์” ปีนี้คนไทยใช้จ่าย และท่องเที่ยวได้ไม่เหมือนเดิม

    ที่มากไปกว่านั้น วิกฤติครั้งนี้อาจจะไม่จบง่าย คนไทยอาจจะต้องรับแรงกระแทกจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้ แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างไร “ชีวิตของเราก็ยังต้องดำเนินต่อไป ข้าวยังต้องกิน น้ำยังต้องอาบ น้ำมันยังต้องเติม สงกรานต์ก็ยังต้องฉลอง เราหยุดทุกอย่างไม่ได้”

    นับจากวันนี้ “การวางแผนทางการเงิน” หาวิธีเพิ่มรายได้ ควบคุมการใช้จ่าย ออมเงิน-ลงทุน จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไทย เพราะนอกจากรายจ่ายประจำ รายจ่ายเพื่อท่องเที่ยว ให้รางวัลตัวเอง เช่น ค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ เดินทางกลับบ้าน ซื้อของฝากพ่อแม่ ญาติพี่น้องลูกหลาน ทำบุญให้ทาน ก็เป็นอีกส่วนที่ต้องกันเงินไว้ และที่สำคัญ คือ เรายังต้องมีเงินออมไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน และมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ

     แต่ปัญหาคือจะมี “วิธีใช้จ่าย และออมเงิน” แบบไหน เราถึงจะมีเงินใช้จ่ายเพียงพอที่จะฝ่าพิษเศรษฐกิจร้อนๆ ที่ร้อนกว่า “หน้าร้อนทะลุ 40 องศา” ของประเทศไทย และยังสามารถหาความสุข สนุก ไม่ขื่นขมมากเกินไปในช่วงสงกรานต์เดือดๆปีนี้ได้ โดยไม่ต้องร้อนใจ และร้อนกระเป๋าสตางค์

    และคนจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของพวกเราอย่างดี ว่าที่ผ่านมาเรา “ประหยัด หรือฟุ่มเฟือยเกินตัว” น่าจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “ผู้ให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล” ที่เราทั้งใช้จ่ายผ่านบัตร “รูดปรี๊ดๆ” ขอสินเชื่อเพื่อผ่อนซื้อสินค้าและบริการ หรือแม้แต่กดเงินสด เพื่อใช้รับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน

    “ทีมเศรษฐกิจ” ได้ขอเคล็ดลับการวางแผนใช้จ่ายและออมเงินในช่วงเศรษฐกิจไม่เป็นใจ จากผู้ให้บริการระดับตัวท็อปตัวแม่ มาแชร์ มาเล่าประสบการณ์ แนะเทคนิคดีๆ ให้คนไทยมีหนทางใช้จ่ายโดยไม่ต้องร้อนใจ-ร้อนเงิน

    “กรุงศรีฯ” เผย 4 เคล็ดลับใช้เงินแบบคนสมาร์ท

     เริ่มต้นด้วย “4 เคล็ดลับ สำหรับคนที่ยังอยากใช้เงิน อยากท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ แต่ยังอยากสบายใจ สบายกระเป๋าหลังจบเทศกาล มีเคล็ดลับการวางแผนใช้เงินแบบคนสมาร์ท” จาก “บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” มาฝากกัน

    กับคำถามที่ว่า ถ้าสงกรานต์ปีใหม่ไทย พวกเราเที่ยว+สนุก+ใช้เงินเต็มที่ รู้ตัวอีกที…เงินหายไปครึ่งบัญชี ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร กิจกรรมต่างๆ คำถามของบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์คือจะ “สนุกได้เต็มที่” แต่ไม่ทำให้การเงินสะดุดได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” ถ้าวางแผนดีพอ แต่ต้องมีเคล็ดลับ 4 ข้อนี้

    เคล็ดลับข้อที่ 1.ตั้งงบก่อนออกเดินทาง : อย่าเริ่มจาก “อยากทำอะไร” แต่ให้เริ่มจาก “มีงบเท่าไร”

    แบ่งง่ายๆ เช่น เป็นค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร เพราะงบที่ชัด = เที่ยวสนุกแบบไม่รู้สึกผิดทีหลัง และควรตั้งงบเผื่อฉุกเฉินไว้ด้วย เพราะ “อะไรๆก็เกิดขึ้นได้” เช่น อุบัติเหตุรถเสีย เจ็บป่วย หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน การมี “วงเงินสำรอง เป็นแผนสำรองของชีวิต” จะช่วยให้คุณไม่ต้องเครียดเวลาเจอรายจ่ายที่คาดไม่ถึง

    เคล็ดลับข้อที่ 2.แบ่งจ่ายแบบมีระบบ : การจ่ายเงินก้อนใหญ่ทีเดียว อาจกระทบเงินสดในทันที 

    การจองโรงแรม หรือแพ็กเกจเที่ยว ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งอาจจะทำให้เราขาดสภาพคล่องเฉียลบพลันได้ ลองใช้วิธีแบ่งจ่าย หรือใช้บัตรที่ช่วยผ่อน 0% จะช่วยให้เงินไม่หายไปทีเดียว และยังมีเงินเหลือไว้เผื่อฉุกเฉินอีกด้วย

    เคล็ดลับข้อที่ 3.เปรียบเทียบโปรโมชันก่อนใช้ : ตัวช่วยที่ทำให้เที่ยวได้สบายใจขึ้น

    เพราะการใช้บัตรเครดิต มักมีเครดิตเงินคืน, ส่วนลด และมีคะแนนสะสม ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่า ให้การใช้จ่าย อย่าลืมเปรียบเทียบข้อมูลและเลือกให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์คุณ ในช่วงที่ค่าใช้จ่ายเยอะและกระจุกตัวแบบสงกรานต์ การมีเครื่องมือทางการเงินที่ “ยืดหยุ่น” สำคัญมาก

    “บัตรเครดิต และบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” มีเครดิตเงินคืน ขณะที่บัตรกดเงินสด สามารถเป็นแผนสำรองยามฉุกเฉิน และสามารถเลือกผ่อน 0% เป็นตัวช่วยให้ “ไม่ต้องดึงเงินก้อนทั้งหมดออกมาใช้ทันที” ทำให้ยังมีเงินเหลือหมุน และรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดได้

    เคล็ดลับข้อที่ 4.สนุกได้ แต่อย่าลืมมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายและจ่ายหนี้ “หลังสงกรานต์”

    เพราะบางคนหลายคนใช้เงินเต็มที่…แล้วมาลำบากตอนสิ้นเดือน ดังนั้น ก่อนที่จะจ่ายลองคิดง่ายๆก่อนจ่าย ว่า “เดือนหน้าเรายังโอเคอยู่ไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” อาจต้องเบรกและคิดเพื่อวางแผนการเงินดีๆ

    “สงกรานต์ไม่ควรเป็นแค่ “ช่วงเวลาที่สนุก” แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่ “สนุกได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรายจ่ายทีหลัง” เพียงแค่วางแผนล่วงหน้าใช้จ่ายอย่างสมาร์ท ก็สามารถ “คลายร้อน” ได้ทั้งอากาศ และการเงินในกระเป๋า และสำคัญที่สุด คือ ใช้เท่าที่จำเป็น หากต้องกู้เงิน หรือขอสินเชื่อ ให้ชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินไป”

    “เคทีซี” แนะ 3 กลยุทธ์รับมือค่าครองชีพสูง

    ขณะที่ บัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย หรือเคทีซี นอกเหนือจากการแนะนำการปรับแผนการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ รับความต้องการใช้จ่าย และเดินทางของคนไทยที่ยังไม่หายไป รวมทั้งแนะนำการใช้เงินอย่างฉลาดในวันที่เศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอน รายได้ไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

    โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้คนส่วนใหญ่ยังต้องการท่องเที่ยว หรือกลับบ้าน เพราะ “สงกรานต์” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่วันหยุดยาว แต่คือช่วงเวลาของการได้กลับไปหาครอบครัว

    แต่ในปีนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อการเดินทางหนึ่งครั้งสูงขึ้นตามไปด้วย หลายคนจึงจำเป็นต้องชะลอการเดินทางลง แต่เคทีซีมองว่ายังมีอีกหนทาง การปรับเปลี่ยนจุดหมายให้สอดคล้องกับความเสี่ยง งบประมาณ และความสะดวก วางแผนและจัดสรรการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ กำหนดงบล่วงหน้าเพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายจริงก่อนเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีค่าใช้จ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน จะทำให้เรายังคงใช้จ่ายและเดินทางในช่วงนี้ได้

    “การเลือกเดินทางระยะสั้น หรือรวมหลายจุดหมายในทริปเดียว เป็นทางเลือกที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ โดยยังได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวครบถ้วน เที่ยวให้สนุกไม่ใช่เรื่องยาก แต่โจทย์คือเที่ยวแล้วไม่สร้างภาระทางการเงินระยะยาว ดังนั้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่ผันผวน คนไทยควรปรับมายืนในฝั่ง “ใช้จ่ายให้ฉลาดขึ้น” ซึ่งไม่ใช่การรัดเข็มขัดจนขาดอิสรภาพ หากคือการออกแบบการใช้เงินให้สอดคล้องกับชีวิต เดินเกมการเงินอย่างมีข้อมูลรองรับ”

    เมื่อของแพงขึ้น ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่จะใช้จ่ายด้วยความคิดที่มากขึ้น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เลือกจับจ่ายในช่วงโปรโมชัน หันไปหาสินค้าทดแทน ตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง รวมทั้งยังนิยมเลือกสินค้าหรือบริการที่ผ่อนชำระได้ เพื่อกระจายภาระค่าใช้จ่าย เก็บเงินสดไว้ในภาวะรายจ่ายสูงแต่รายได้ไม่ขยับ สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า คนไทยกำลังปรับวิธีคิดเรื่องเงิน “แบบใหม่” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคที่ของแพงเป็นเรื่องปกติ

    และเมื่อรายได้กลายเป็นกำแพงที่ปีนข้ามไปไม่ไหว ผู้บริโภคจึงต้องสร้างกลยุทธ์ทางการเงินของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่ “ใช้ให้น้อยที่สุด” แต่คือการ “ใช้ให้ฉลาดที่สุด” โดยให้ความสำคัญกับ 3 กลยุทธ์สำคัญ คือ

    1.จัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย แยกให้ชัดว่าอะไรคือจำเป็น อะไรคือดี

    ต่อใจ และอะไรคือ “สิ่งที่ยังไม่เกิดประโยชน์” ไม่เพิ่มคุณภาพชีวิต โดยคงการใช้จ่ายที่จำเป็น และเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ลด “สิ่งรบกวนทางการเงิน” ไม่ว่าจะเป็น Flash Sale / Influencer Marketing หรือคำว่าของมันต้องมี ซึ่งกระตุ้นให้เราใช้จ่ายโดยไม่ตั้งใจ

    2.ใช้เครื่องมือการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้บัตรเครดิตเป็นตัวช่วยบริหารกระแสเงินสด ไม่ใช่ตัวเร่งใช้จ่าย มีการวางแผนรอบบิล เลือกใช้ในหมวดที่จำเป็น ใช้สิทธิพิเศษที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ จะช่วยยืดสภาพคล่องและคุมต้นทุนการเงินได้จริง และสิ่งหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ผู้บริโภคเริ่มใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” ให้คุ้มขึ้นกว่าที่เคยเพื่อให้เงินที่จ่ายออกไปมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    ตัวอย่างเช่น การใช้คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต เช่น KTC FOREVER เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษ เครื่องดื่ม หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถ “ลดต้นทุนความสุข” ได้โดยไม่ต้องลดคุณภาพชีวิตลง

     3.หาแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง เพื่อเสริมความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากรายได้หลักที่โตช้ากว่าค่าใช้จ่าย และเรากำลังกลายเป็น “นักวางแผนการเงินจำเป็น” ที่ต้องใช้ข้อมูลและเครื่องมือทุกอย่างที่มี เพื่อให้คุณภาพชีวิตยังไปต่อได้อย่างมั่นคง

     เมื่อ “ของแพง”กลายเป็นวิกฤติ แต่ “รายได้” ไม่ขยับ“ผู้บริโภคยิ่งต้องทำให้ทุกบาทที่ใช้มีความหมายมากกว่าเดิม “เคทีซี” จึงขยับบทบาทจากเครื่องมือชำระเงิน จากวงเงินสินเชื่อ ไปสู่ตัวกลางสร้างความคุ้มค่าทุกพิกัดการใช้จ่าย ทั้งหมวดจำเป็นและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คนไทย “ใช้น้อยลง แต่อยู่ดีขึ้น” ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี ชี้เทคนิค “ออมเงิน” เผื่อจำเป็น–ฉุกเฉิน

    ในขณะที่ “สงกรานต์” เป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและการใช้จ่าย แต่ภายใต้แรงกดดันของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่วิกฤติร้อนๆ ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี ระบุว่า ควบคู่กับการตั้งเป้าหมายในการใช้จ่าย การตั้งเป้าหมายในการออมเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ

    โดยแนะ 3 เทคนิคในการ “ออมเงิน” เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสพิเศษ และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการตั้ง “เป้าหมาย ระยะเวลา และจำนวนเงินออม” ทั้งสามสิ่งนี้ควรมีความสัมพันธ์กัน

    ขณะที่เราอาจจะเคยได้ยินว่า เราควรออมเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้เพื่อให้อยู่ได้สบาย แต่ในบางช่วงเวลาที่เป้าหมายการออมเงินของเรามีมากกว่า 1 อย่าง หรือในสถานการณ์ที่มีความผันผวน เราอาจจำเป็นต้องออมเงินเพิ่มเป็น 10-30% ของรายได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ควรให้เบียดเบียนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากจนเกินไป เรียกว่าออมได้ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง

    เช่น เป้าหมายของเราในช่วงสงกรานต์นี้ คือ การพาครอบครัว คนที่รักไปเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการท่องเที่ยว รับประทานอาหาร หรือถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้เงินแบบไหน ก็แค่กำหนดจำนวนเงินที่จะใช้จ่ายเอาไว้ก่อน ถือเป็นหนึ่งในวิธีการตั้งเป้าหมาย เพื่อให้เราแยกประเภทการใช้จ่าย และการออมเงินไปสู่เป้าหมายที่เราอยากใช้จ่ายได้

    แต่การออมที่ดี จะยังต้องกำหนดระยะเวลา เพราะหากมีเป้าหมาย แต่ไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจน จะกลายเป็นเป้าหมายที่เลื่อนลอยยากที่จะสำเร็จ

    ขณะเดียวกัน ยังต้องตั้งจำนวนเงินที่เราจะใช้จ่ายได้ และจำนวนเงินที่จะออมไหว โดยให้พิจารณาจากรายรับ-รายจ่าย จากรายได้ทั้งหมด พิจารณาเงินส่วนที่เหลือจากรายได้ที่มีหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆเรียบร้อยแล้ว เช่น รายได้ประจำเดือนสุทธิ-ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร เพื่อประเมินความเป็นไปได้และความสามารถในการออมเงิน ช่วยให้เราออมเงินในจำนวนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระยะเวลาที่มี

    และเพื่อไม่ให้พลั้งมือใช้เงินส่วนของเงินออม การแยกบัญชีใช้จ่ายปกติออกจากเงินออมเป็นเรื่องที่ควรทำ โดยอาจแบ่งบัญชีเงินออมออกเป็น 4 บัญชี ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ได้แก่ บัญชีฉุกเฉิน บัญชีเงินออมระยะสั้น เงินออมระยะยาว และบัญชีเพื่อการลงทุน หรือหากคิดว่ายุ่งยากเกินไป จะใช้บัญชี ทีทีบี โนฟิกซ์ ที่เป็นทางเลือกในการช่วยออมก็ได้ เพราะเป็นบัญชีออมทรัพย์ที่มีฟังก์ชันแยกเก็บเงินได้หลายเป้าหมาย โดยไม่ต้องแยกหลายบัญชี

    มาถึงตรงนี้ หวังว่า “เคล็ดไม่ลับ” เหล่านี้จะไม่ได้ช่วยแค่ให้ “คนไทย” ไม่ร้อนใจร้อนเงินแค่ในช่วงสงกรานต์ปีใหม่ไทยนี้เท่านั้น แต่ช่วยรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่คาดว่าจะหนักหนาสาหัสกว่าครั้งไหนๆไปด้วยกัน.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2926686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z1ifXvosOcHpxd3szb3LL

  • รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.00 น.

    รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดถึงความคืบหน้าการปรับแบบปรับรายละเอียดรายงาน EIA โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (Missing Link) ว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อสรุปผลการศึกษาการปรับรายละเอียดโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิประเทศทางกายภาพได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนผลการศึกษา ทั้งด้านความเหมาะสม รูปแบบโครงการใหม่ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติดำเนินโครงการ พัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนระบบรางให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรางในกรุงเทพมหานคร

    ทั้งนี้ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะของจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนตำแหน่งและชื่อสถานีราชวิถี เปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีรามาธิบดี” ตั้งอยู่ระหว่างถนนสวรรคโลก และถนนกำแพงเพชร 5 ห่างจากจุดเดิมประมาณ 100 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม (Sky Walk) เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และยังเชื่อมต่อกับโครงการก่อสร้างสะพานลอยทางเดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกตึกชัยไปจนถึงแยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้

    2. รูปแบบโครงสร้างทางรถไฟเป็นแบบอุโมงค์เปิด หรือคลองแห้ง (Open Trench) 3.ลักษณะสถานี เป็นสถานีที่เป็นรูปกล่อง ประกอบด้วย ชั้นชานพักผู้โดยสาร ชั้นชานชาลา หลังคาสูง 5.5 เมตร 4.สถานีใต้ดิน แบบ 2 ชั้น โดยให้ชั้นบนเป็นทางวิ่งของสายเหนือ-ใต้ และชั้นล่างเป็นทางวิ่งสายตะวันออก-ตะวันตก และเผื่อพื้นที่ด้านข้างไว้ให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการ Airport Rail Link ส่วนต่อขยายในอนาคต ที่จะต้องวางโครงสร้างไว้ใต้ดินเช่นเดียวกัน

    นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสถานีราชวิถี อาจทำให้ลักษณะของผลกระทบที่เคยศึกษาไว้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงได้จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำข้อคิดเห็นที่ได้รับจากประชาชนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน คือ 1.สร้างแนวกำแพง (Barrier) ล้อมรอบพื้นที่กองเก็บดิน เพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินและการชะล้างพังทลายของดิน

    2.ติดตั้งรั้วทึบความสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 1.0 เมตร และฉีดพรมน้ำเป็นช่วงๆรอบบริเวณก่อสร้าง ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง 3.แจ้งตารางเวลาทำงานให้พื้นที่ได้รับทราบล่วงหน้า รวมทั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและวิธีการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด

    4.การเบี่ยงช่องจราจร และปิดกั้นการจราจรขณะเข้าและออกจากบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง จัดให้มีระยะเข้าออกอย่างเพียงพอ รวมถึงประชาสัมพันธ์เรื่องเส้นทางลัด ทางเลี่ยง วันและเวลาการปิดถนนในเวลากลางคืน การเพิ่มช่องจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน เป็นต้น และ 5 แจ้งการดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภคให้พื้นที่และผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบล่วงหน้า

    “หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รฟท.จะรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปศึกษาและขออนุมัติก่อสร้างโครงการ คาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการได้ในปี 2571 จากนั้นจะจัดทำร่าง TOR และราคากลาง พร้อมประกวดราคาในปี 2572 เริ่มก่อสร้างปี 2573 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี และเปิดให้บริการในปี 2578” นายอรรถพล กล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/958291&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KJ4_bvzZamwyvg4XpA6YI

  • คอลัมน์การเมือง – ตรงจุด แม่นยำ เข้มข้นพอ หรือไม่?  นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    คอลัมน์การเมือง – ตรงจุด แม่นยำ เข้มข้นพอ หรือไม่? นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    ปีนี้ โลกปั่นป่วนด้วยพิษภัยของสงครามในตะวันออกกลาง

    รายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and the Pacific: EAP) ของกลุ่มธนาคารโลกที่เผยแพร่ล่าสุด ระบุว่า การเติบโตในภูมิภาค EAPชะลอตัวลงในปี 2569 เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

    เศรษฐกิจในภูมิภาค คาดว่า จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.2 ในปี 2569

    จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2568

    โดยเป็นผลจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

    1. นายอาดิตยา แมตทู (Aaditya Mattoo) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กลุ่มวิจัยเพื่อการพัฒนา ธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2567 ทั้งในจีน และประเทศอื่นๆ โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกระแทกจากภายนอก

    ปัจจัยหลักฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

    “..ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตถึง $20 ต่อบาร์เรล กระทบต่อต้นทุนการผลิต อาหาร และปุ๋ยรวมถึงสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทาน

    ข้อจำกัดทางการค้า: การคงอยู่ของมาตรการกำแพงภาษี โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปี 2025 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ที่แท้จริงของประเทศผู้ส่งออก เช่น เวียดนาม

    ความไม่แน่นอนของนโยบาย: ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ส่งผลเสียต่อการลงทุน การจ้างงาน และทำให้เกิดการจ้างงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราวมากขึ้น” -นายอาดิตยา แมตทู กล่าว

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปี 2570 มีโอกาสฟื้นตัว หากปัจจัยลบ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย

    2. รัฐบาลอนุทิน 2 ออกมาตรการช่วยเหลือดูแลเฉพาะกลุ่ม และมีมาตรการหลายเรื่องเพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางโดยตรง

    แต่ถ้าส่องเข้าไปดูในนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ

    น่าคิดว่า มีแนวทางที่สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะนำพาเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นพายุใหญ่ในมหาสมุทรเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เพียงพอหรือไม่ อย่างไร?

    2.1 มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุน SME ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ที่น่าสนใจ

    “..สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดย 

    1.เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทยเพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ โดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เข้าถึงและเชื่อถือได้ในทุกประเภทของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์และสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทยและช่วยให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และดำเนินมาตรการเพื่อลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าพลังงาน รวมถึงเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์ คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2.สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้สม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจูงใจให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้ลูกจ้างหรือพนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อการยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ 

    3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจ และแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs อาทิ การให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand)ในการจัดซื้อจัดจ้างและบริการของภาครัฐ การจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจเพื่อขยายตลาดและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบประเมินภาระภาษีฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์(e-Receipt) ระบบการเงินธุรกิจ (PromptBiz) 

    4.ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียม รวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น
    ส่งเสริมการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีและงานวิจัยที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพที่มีค่าตอบแทนเหมาะสมและมีสวัสดิการที่มั่นคงในท้องถิ่น…”

    2.2 มีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเติม และเสริมบทบาทเอกชน

    “…ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ โดย 

    1.ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมียุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเศรษฐกิจที่ชัดเจน สนับสนุนให้คนไทยและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับผลิตภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุกๆ มิติ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม 

    2.ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ และสนับสนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ชิ้นส่วน วัตถุดิบ และแรงงานในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

    3.ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม และการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือการลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยี สู่ผู้สร้างและผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัย หรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ อาทิ เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์จากธรรมชาติ อุตสาหกรรมชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ อาทิ พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อมและกำลังคนสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต 

    4.เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยไม่เป็นภาระงบประมาณหรือภาระภาษีให้แก่ประชาชน 

    5.ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากลเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่หลากหลายให้กับภาคธุรกิจทุกขนาด ดึงดูด จูงใจผู้ประกอบการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการออมและการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทยทุกคนผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการผลักดันการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับกลไกการกำกับดูแล มีระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูล และการให้ความยินยอมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล…”

    …นโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ยังมีอีกส่วนที่สำคัญมาก

    นอกจากนโยบายภาพรวมแล้ว ยังต้องติดตามดูรายละเอียดมาตรการ และโครงการต่างๆ

    น่าสนใจว่า นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นเครื่องมือและโอกาสที่มืออาชีพในรัฐบาลจะได้ทำงานเต็มที่ ในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มีเสียงข้างมากในสภา (ต่างจากช่วงอนุทิน 1 เสียงข้างน้อย) จะเป็นอย่างไร

    นโยบายเศรษฐกิจอนุทิน 2 มีความเข้มข้น แม่นยำ เพียงพอรับมือกับวิกฤตโลกขณะนี้ หรือไม่?

    พรุ่งนี้ มาดูต่อ

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3woAv-bmBLlvaYBzIHOOzJ

  • อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 เม.ย. 69 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดที่มีโทษทางอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain 

    โดยมีพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพฯ ได้รับแจ้งความและจัดรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว

    สำหรับประเด็นที่แจ้งความ พบว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 69 และสถานที่เกิดเหตุ ผู้มอบอำนาจได้ตรวจพบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ได้เผยแพร่หัวข้อข่าว “สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” มีรายละเอียดข่าวโดยสรุปว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้

    แต่วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนนำไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการกล่าวอ้างถึงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไปและมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และทำให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย และบันทึกภาพและเสียงของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ตามลิงก์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781598/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vw7RSly1whKh1jk5yFWHg