Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คอลัมน์การเมือง – ตรงจุด แม่นยำ เข้มข้นพอ หรือไม่?  นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    คอลัมน์การเมือง – ตรงจุด แม่นยำ เข้มข้นพอ หรือไม่? นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

    ปีนี้ โลกปั่นป่วนด้วยพิษภัยของสงครามในตะวันออกกลาง

    รายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and the Pacific: EAP) ของกลุ่มธนาคารโลกที่เผยแพร่ล่าสุด ระบุว่า การเติบโตในภูมิภาค EAPชะลอตัวลงในปี 2569 เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

    เศรษฐกิจในภูมิภาค คาดว่า จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.2 ในปี 2569

    จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2568

    โดยเป็นผลจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

    1. นายอาดิตยา แมตทู (Aaditya Mattoo) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กลุ่มวิจัยเพื่อการพัฒนา ธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2567 ทั้งในจีน และประเทศอื่นๆ โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกระแทกจากภายนอก

    ปัจจัยหลักฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

    “..ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตถึง $20 ต่อบาร์เรล กระทบต่อต้นทุนการผลิต อาหาร และปุ๋ยรวมถึงสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทาน

    ข้อจำกัดทางการค้า: การคงอยู่ของมาตรการกำแพงภาษี โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปี 2025 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ที่แท้จริงของประเทศผู้ส่งออก เช่น เวียดนาม

    ความไม่แน่นอนของนโยบาย: ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ส่งผลเสียต่อการลงทุน การจ้างงาน และทำให้เกิดการจ้างงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราวมากขึ้น” -นายอาดิตยา แมตทู กล่าว

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปี 2570 มีโอกาสฟื้นตัว หากปัจจัยลบ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย

    2. รัฐบาลอนุทิน 2 ออกมาตรการช่วยเหลือดูแลเฉพาะกลุ่ม และมีมาตรการหลายเรื่องเพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางโดยตรง

    แต่ถ้าส่องเข้าไปดูในนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ

    น่าคิดว่า มีแนวทางที่สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะนำพาเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นพายุใหญ่ในมหาสมุทรเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เพียงพอหรือไม่ อย่างไร?

    2.1 มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุน SME ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ที่น่าสนใจ

    “..สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดย 

    1.เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทยเพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ โดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เข้าถึงและเชื่อถือได้ในทุกประเภทของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์และสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทยและช่วยให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และดำเนินมาตรการเพื่อลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าพลังงาน รวมถึงเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์ คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2.สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้สม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจูงใจให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้ลูกจ้างหรือพนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อการยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ 

    3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจ และแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs อาทิ การให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand)ในการจัดซื้อจัดจ้างและบริการของภาครัฐ การจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจเพื่อขยายตลาดและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบประเมินภาระภาษีฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์(e-Receipt) ระบบการเงินธุรกิจ (PromptBiz) 

    4.ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียม รวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น
    ส่งเสริมการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีและงานวิจัยที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพที่มีค่าตอบแทนเหมาะสมและมีสวัสดิการที่มั่นคงในท้องถิ่น…”

    2.2 มีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเติม และเสริมบทบาทเอกชน

    “…ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ โดย 

    1.ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมียุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเศรษฐกิจที่ชัดเจน สนับสนุนให้คนไทยและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับผลิตภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุกๆ มิติ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม 

    2.ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ และสนับสนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ชิ้นส่วน วัตถุดิบ และแรงงานในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

    3.ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม และการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือการลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยี สู่ผู้สร้างและผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัย หรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ อาทิ เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์จากธรรมชาติ อุตสาหกรรมชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ อาทิ พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อมและกำลังคนสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต 

    4.เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยไม่เป็นภาระงบประมาณหรือภาระภาษีให้แก่ประชาชน 

    5.ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากลเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่หลากหลายให้กับภาคธุรกิจทุกขนาด ดึงดูด จูงใจผู้ประกอบการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการออมและการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทยทุกคนผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการผลักดันการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับกลไกการกำกับดูแล มีระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูล และการให้ความยินยอมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล…”

    …นโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ยังมีอีกส่วนที่สำคัญมาก

    นอกจากนโยบายภาพรวมแล้ว ยังต้องติดตามดูรายละเอียดมาตรการ และโครงการต่างๆ

    น่าสนใจว่า นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นเครื่องมือและโอกาสที่มืออาชีพในรัฐบาลจะได้ทำงานเต็มที่ ในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มีเสียงข้างมากในสภา (ต่างจากช่วงอนุทิน 1 เสียงข้างน้อย) จะเป็นอย่างไร

    นโยบายเศรษฐกิจอนุทิน 2 มีความเข้มข้น แม่นยำ เพียงพอรับมือกับวิกฤตโลกขณะนี้ หรือไม่?

    พรุ่งนี้ มาดูต่อ

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3woAv-bmBLlvaYBzIHOOzJ

  • อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 เม.ย. 69 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดที่มีโทษทางอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain 

    โดยมีพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพฯ ได้รับแจ้งความและจัดรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว

    สำหรับประเด็นที่แจ้งความ พบว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 69 และสถานที่เกิดเหตุ ผู้มอบอำนาจได้ตรวจพบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ได้เผยแพร่หัวข้อข่าว “สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” มีรายละเอียดข่าวโดยสรุปว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้

    แต่วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนนำไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการกล่าวอ้างถึงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไปและมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และทำให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย และบันทึกภาพและเสียงของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ตามลิงก์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781598/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vw7RSly1whKh1jk5yFWHg

  • ตะลึงโลก! สแกน “พระพุทธรูปพันปี” พบโครงร่างมนุษย์นั่งสมาธิ และ “กระดาษ” ซ่อนอยู่ข้างใน

    ตะลึงโลก! สแกน “พระพุทธรูปพันปี” พบโครงร่างมนุษย์นั่งสมาธิ และ “กระดาษ” ซ่อนอยู่ข้างใน

    ไม่ใช่แค่รูปปั้น! นักวิทย์อึ้งพบร่าง “หลวงพ่อ” อายุ 1,000 ปี ซ่อนในพระพุทธรูป พร้อมเศษกระดาษอักขระโบราณ

    กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ เมื่อพระพุทธรูปโบราณจากประเทศจีนที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ถูกนำเข้าเครื่องสแกน CT Scan ก่อนจะเผยให้เห็น “ความลับ” ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณี แต่เป็นร่างของมนุษย์ที่อยู่ในท่าวิปัสสนา!

    ความลับที่ถูกเปิดเผยด้วยเทคโนโลยี CT Scan

    ย้อนกลับไปในปี 2014 นักสะสมส่วนตัวรายหนึ่งได้ส่งพระพุทธรูปทองคำโบราณไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อทำการตรวจสอบและบูรณะ แต่เมื่อคณะผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพตัดขวาง (CT Scan) เพื่อสำรวจโครงสร้างภายใน พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบ “โครงกระดูกมนุษย์” ในสภาพสมบูรณ์ที่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ภายในองค์พระ

    ภาพสแกนที่ได้เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าขนลุก ภายในช่องอกและช่องท้องไม่มีอวัยวะภายในเหลืออยู่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีตัวอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ซึ่งกลายเป็นปริศนาชิ้นสำคัญที่นักวิจัยพยายามถอดรหัสมาจนถึงปัจจุบัน

    เปิดตำนาน “พระอาจารย์หลิวฉวน” และพิธีกรรมสังขารอมตะ

    จากการศึกษามีการสันนิษฐานว่า ร่างที่อยู่ภายในคือ “พระอาจารย์หลิวฉวน” (Liuquan) พระนิกายเซนชาวจีนที่มีชีวิตอยู่ราวปี ค.ศ. 1100 ซึ่งการรักษาศพให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ เชื่อมโยงกับพิธีกรรม “Self-Mummification” หรือการทำมัมมี่ด้วยตนเองที่เคยปรากฏในเอเชีย

    พิธีกรรมสุดโต่งนี้กำหนดให้พระนักปฏิบัติภาวนาต้องควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด เพื่อรีดไขมันและความชื้นออกจากร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด รวมถึงการดื่มชาสมุนไพรที่มีพิษอ่อนๆ เพื่อป้องกันแมลงและแบคทีเรียมาทำลายร่างหลังมรณภาพ ก่อนจะเข้าไปนั่งสมาธิในที่แคบจนสิ้นลมหายใจ

    ปริศนาที่ยังไร้คำตอบชัดเจน

    แม้จะมีทฤษฎีเรื่องการทำมัมมี่ด้วยตัวเอง แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า ร่างของท่านอาจถูกบูชาแยกไว้ข้างนอกก่อนเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ก่อนจะถูกบรรจุลงในพระพุทธรูปในภายหลังเพื่อเป็นการคุ้มครองสังขาร ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสรุปได้แน่ชัดว่าร่างนี้ถูกรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมนับพันปีได้อย่างไร

    ท้ายที่สุด พระพุทธรูปพันปีที่มีร่างมนุษย์อยู่ภายในวงนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าในพุทธศาสนา แต่ยังท้าทายความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องการเน่าเปื่อยของร่างกายมนุษย์ แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี แต่ความลับของ “สังขารอมตะ” นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกต่อไป

    อ้างอิงข้อมูล: CNN, National Geographic และหน่วยงานโบราณคดีนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883686/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h_z9Z87RSAueBm_Q-3Xo2

  • ไม่ใช่เชียงใหม่! “จังหวัดใหญ่ที่สุดในไทย” ฉบับอัปเดต อึ้ง พื้นที่มากกว่าจังหวัดเล็กสุดถึง 49 เท่า

    ไม่ใช่เชียงใหม่! “จังหวัดใหญ่ที่สุดในไทย” ฉบับอัปเดต อึ้ง พื้นที่มากกว่าจังหวัดเล็กสุดถึง 49 เท่า

    เปิดอันดับจังหวัดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในไทย คือจังหวัดไหน? อัปเดต 2569 ใหญ่กว่าจังหวัดเล็กสุดถึง 49 เท่า หรือเทียบเท่ากับต้องรวมกันถึง 50 จังหวัด!

    หลายคนเถียงกันไม่จบว่า “เชียงใหม่” หรือ “โคราช” กันแน่ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพราะภาพจำของเชียงใหม่ดูทั้งกว้าง ทั้งภูเขาเยอะ จนหลายคนมั่นใจว่าอันดับ 1 ต้องเป็นที่นี่แน่นอน แต่ความจริงกลับมีคำตอบที่ทำให้หลายคน “อ้าว!” ได้เหมือนกัน

    จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในไทย คือ “นครราชสีมา”

    ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทยคือ “นครราชสีมา” หรือ “โคราช” โดยมีพื้นที่ประมาณ 20,494 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศทั้งด้านพื้นที่และความสำคัญทางเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ทำไมเชียงใหม่ถึงถูกเข้าใจว่าใหญ่ที่สุด

    สาเหตุที่หลายคนเข้าใจแบบนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ

    • เชียงใหม่มีพื้นที่ภูเขาและป่าจำนวนมาก ทำให้ “รู้สึก” ว่ากว้างใหญ่
    • แต่จริงแล้วมีพื้นที่ 20,107 ตารางกิโลเมตร จึงเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ  
    • มีภาพจำด้านธรรมชาติและพื้นที่กว้างจากการท่องเที่ยว
    • กระแสแชร์ในโซเชียลที่ไม่ได้อ้างอิงตัวเลขทางการ ปัจจุบันนครราชสีมายังเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 1 ของไทย
    • การปรับเขต ข่าวลือจากการได้พื้นที่คืนจากจังหวัดตาก 125 ตารางกิโลเมตร ทำให้มีข้อมูลสะพัดว่าเชียงใหม่ขึ้นแท่นจังหวัดใหญ่สุดในไทย แต่การได้พื้นที่คืนนั้น “ไม่ใช่การเพิ่มพื้นที่ใหม่แบบมหาศาล” ในระดับที่เปลี่ยนอันดับประเทศ
    • เชียงใหม่มีพื้นที่ใกล้เคียงโคราชอยู่แล้ว ทำให้คนเชื่อได้ง่าย

    จึงทำให้หลายคนเผลอคิดว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไปโดยอัตโนมัติ

    จังหวัดที่เล็กที่สุดในไทย คือ “สมุทรสงคราม”

    ขณะที่จังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศไทย คือ “สมุทรสงคราม” โดยมีพื้นที่ประมาณ 416 ตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่ก็มีเอกลักษณ์ด้านวิถีชีวิตและแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น

    ถ้าเอามาเทียบ ต้องใช้กี่จังหวัดถึงจะเท่ากัน?

    เมื่อนำพื้นที่ของทั้งสองจังหวัดมาเปรียบเทียบ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยหากนำพื้นที่ของสมุทรสงครามมา “รวมกัน” จะต้องใช้ประมาณ

    • ประมาณ 49 จังหวัด ของสมุทรสงคราม

    จึงจะมีพื้นที่ใกล้เคียงกับจังหวัดนครราชสีมาเพียงจังหวัดเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านขนาดพื้นที่อย่างมหาศาล

    ความต่างที่มากกว่าแค่ขนาดพื้นที่

    แม้พื้นที่จะต่างกันหลายเท่า แต่ทั้งสองจังหวัดต่างก็มีบทบาทสำคัญในแบบของตัวเอง จังหวัดขนาดใหญ่อย่างนครราชสีมามีความหลากหลายทั้งภูมิประเทศ เศรษฐกิจ และประชากร ขณะที่จังหวัดขนาดเล็กอย่างสมุทรสงครามมีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    ใหญ่สุด vs เล็กสุด ต่างกันเกือบ 50 เท่า

    ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ขนาดของจังหวัดในประเทศไทยมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยนครราชสีมามีพื้นที่มากกว่าสมุทรสงครามเกือบ 50 เท่า ซึ่งไม่เพียงเป็นเรื่องของตัวเลข แต่ยังสะท้อนถึงความหลากหลายของภูมิประเทศและการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจังหวัดจะใหญ่หรือเล็ก ต่างก็มีเอกลักษณ์และความสำคัญในแบบของตัวเอง ที่ร่วมกันสร้างความหลากหลายให้กับประเทศไทย

    แหล่งอ้างอิง

    1. กรมการปกครอง: ข้อมูลพื้นที่จังหวัดในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883694/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ky9F__nYIwoq9nBB7wq71

  • ทั่วโลกมีแค่ประเทศเดียว! ที่ผลิตอาหารได้ครบทุกหมวดหมู่ แล้วไทยอยู่ระดับไหน?

    ทั่วโลกมีแค่ประเทศเดียว! ที่ผลิตอาหารได้ครบทุกหมวดหมู่ แล้วไทยอยู่ระดับไหน?

    มีแค่ประเทศเดียวในโลก ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างเต็มที่ ผลิตอาหารครบทั้ง 7 หมวดหมู่อาหาร

    ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถเลี้ยงดูประชากรของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภายนอกถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

    ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Food เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า จากบรรดาประเทศทั่วโลก มีเพียง “กายอานา” (Guyana) เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถผลิตอาหารหลักได้ครบทั้ง 7 หมวดหมู่ตามความต้องการภายในประเทศ

    การวิเคราะห์นี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ปริมาณแคลอรีที่ผลิตได้ แต่เน้นไปที่ความหลากหลายของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ แป้ง (อาหารหลัก), ผลไม้, ผัก, ผลิตภัณฑ์นม, เนื้อสัตว์, ปลา และพืชตระกูลถั่ว ผลการวิจัยพบว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางการเกษตรอย่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ครบทุกหมวดหมู่และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในบางส่วน

    iStockphoto

    กายอานา: ต้นแบบความมั่นคงทางอาหารที่โลกต้องจับตามอง

    กายอานา ประเทศขนาดเล็กในอเมริกาใต้ กลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถตอบสนองความต้องการอาหารในประเทศได้ครบทั้ง 7 หมวดหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่มแป้งและผลไม้ที่สามารถผลิตได้เกินความต้องการจนเหลือใช้ ความสำเร็จนี้ทำให้กายอานากลายเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่นในแผนที่ความมั่นคงทางอาหารโลก

    ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างจีนและเวียดนาม ทำคะแนนได้ดีรองลงมา โดยสามารถผลิตอาหารได้เองถึง 6 จาก 7 หมวดหมู่ แต่ทั้งสองประเทศยังคงประสบปัญหาในการผลิต “ผลิตภัณฑ์นม” ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางโครงสร้างในบางภาคส่วนที่แม้แต่ประเทศเกษตรกรรมรายใหญ่ก็ยังก้าวข้ามได้ยาก

    ไทยอยู่ระดับกลาง ผลิตได้ 4 จาก 7 หมวด

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” ข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ระบุว่าไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ใน 4 จาก 7 หมวดหมู่หลัก แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวและผลไม้รายใหญ่ แต่ในหมวดหมู่สำคัญอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์นม หรือพืชตระกูลถั่วบางชนิด ยังคงต้องมีการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

    ความมั่นคงทางอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวย

    การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประเทศนั้นจะมีความมั่นคงทางอาหารเสมอไป ประเทศที่ร่ำรวยหลายแห่งยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารอย่างหนักเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่สภาพอากาศ หรือการเลือกปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้ามากกว่าการบริโภค

    ความท้าทายในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อแคลอรีที่ร่างกายต้องการ แต่คือการบริหารจัดการให้ประชากรเข้าถึงสารอาหารที่ครบถ้วนจากแหล่งผลิตภายในประเทศเอง

    แหล่งอ้างอิง

       

    1. Visual Capitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883662/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TXBFeXmYxUBRIbQX9eOpw

  • วิจารณ์ยับ! คำพูดแม่ทัพภาค 4 ‘ถ้าผมทำไม่รอด’ จ่อฟันผิด ‘น.อ.’ ปล่อยรถหลวงให้มือปืน | เดลินิวส์

    วิจารณ์ยับ! คำพูดแม่ทัพภาค 4 ‘ถ้าผมทำไม่รอด’ จ่อฟันผิด ‘น.อ.’ ปล่อยรถหลวงให้มือปืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ได้แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้รถยนต์ของ กอ.รมน.นราธิวาส และอาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์ของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่ค่ายสิรินธร กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา และกล่าวกับนักข่าวว่า “ถ้าผมทำรับรองไม่รอด” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเป็นเรื่องของ กอ.รมน. และทหารเป็นคนลงมือ รับรองว่า สส.กมลศักดิ์ ไม่มีชีวิตรอด

    ประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งในร้านน้ำชาที่เป็นสังคมของคนในพื้นที่และในโซเซียล ที่กลุ่มภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพจของปีกทางการเมือง บีอาร์เอ็น ได้นำเอาคำพูดของ พล.ท.นรธิป มาโจมตีว่าเป็นการพูดที่ทำลายบรรยากาศในพื้นที่ ให้เห็นว่าทหารยังใช้ความรุนแรงกับการแก้ไขสถานการณ์ของความไม่สงบ มีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ทบทวนคำพูดของ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีภารกิจในการสร้างสันติสุขในการดับไฟใต้

    ซึ่ง พล.ท.นรธิป ได้เปิดเผยว่า การพูดว่าถ้าตนเองเป็นคนทำ ไม่รอด พูดตามสภาพของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ถ้ามือปืนที่เป็นมืออาชีพ ต้องการที่จะปลิดชีพของ สส.กมลศักดิ์ ต้องไม่ใช่การยิงแบบนั้น ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหา เพราะจะได้ทราบข้อเท็จจริงและสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้

    ‘แยม-ฐปณีย์’ โพสต์เฟซฯ ถูก IO โจมตีกล่าวหานักข่าวโจร โฆษก BRN หลังสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4

    เช่นเดียวกับที่ตนกล่าวถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ว่าเคยเป็น เลขาธิการ ศอ.บต. เคยเป็นอธิบดีดีเอสไอ และเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทำไมจึงยังแก้ปัญหาของไฟใต้ไม่ได้ เป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริงถึงปัญหาของไฟใต้ว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ไม่สามารถที่จะทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับที่เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ ลงมาดูข้อเท็จจริงเรื่องการที่บีอาร์เอ็นใช้สถานศึกษา เช่น ปอเนาะ และตาดีกา เป็นที่บ่มเพาะเยาวชน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหา และที่ทำอยู่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อว่าใครทั้งสิ้น

    ในส่วนของการติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่อีก 1 คน คือ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน หน่วยซีคอน ซึ่งหนึ่งในสองของมือปืนร่วมกับ นายธนภัฒน์ วัฒนภิญโญ อดีต อส.นย. ที่ถูกจับกุมได้ล่าสุด โดยชุดสืบสวนและติดตามแกะรอยของ ศชต. หรือ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้เปิดเผยว่า มีการกดดันทั้งจาก กอ.รมน. และหน่วยนาวิกโยธิน ให้มีการมอบตัว ซึ่งขณะนี้ชุดติดตามแกะรอยมีเบาะแสว่าไปหลบซ่อนในพื้นที่ไหนและใครที่ให้ความช่วยเหลือ โดยจะพยายามที่จะติดตามจับกุมให้ได้ก่อนวันที่ 16 ซึ่งพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จะเดินทางมาประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. อ.เมือง จ.ยะลา รวมทั้งเป็นการเตรียมชี้แจงถึงผลของคดีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะมาเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และการให้นโยบายในการดับไฟใต้

    ชุดสืบสวนสอบสวนของ ศชต. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า คดีการยิงถล่มรถยนต์ของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หรือ ทนายแวยูแฮ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองในพื้นที่ที่ร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพล ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นนักการเมืองในพื้นที่ และมีนักการเมืองท้องถิ่นนอกพื้นที่รวมอยู่ด้วย ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหาที่จับมาได้ มีการโยงโยถึงนักการเมืองบางคนแต่ยังไม่ชัดเจน เพราะคนที่รับงานและยืมรถยนต์ของกอ.รมน. จ.นราธิวาส มาใช้คือ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี และชุดสืบสวนสอบสวนกำลังพิจารณาที่จะแจ้งความเอาผิดกับ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารบุคคล และส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จ.นราธิวาส ในฐานะที่เป็นผู้ให้ยืมรถยนต์ของราชการไปให้ก่อเหตุ ที่อาจจะมีส่วนรู้เห็นกับการก่อเหตุครั้งนี้ และขณะนี้ น.อ.มนตรี ถูกย้ายกลับไปต้นสังกัดเดิมที่ส่วนกลางแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781090/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iAnWfdsu8Lg6B0Sb7Asfn

  • เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย.รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันแพงทะลุเพดาน ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานและค่าครองชีพ ซึ่งในส่วนของ มทร.ธัญบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มีการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องรายจ่ายของมหาวิทยาลัย บุคลากร และนักศึกษา โดยในส่วนของนักศึกษาเรื่องของการลงทะเบียนเรียนนั้น มหาวิทยาลัยได้มีการประสานงานไปยังธนาคาร หากผู้ปกครองชำระด้วยบัตรเครดิต สามารถแบ่งจ่ายได้ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด หรือยื่นเรื่องกับมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อแบ่งจ่ายค่าเทอมได้เช่นกัน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังพิจารณาลดค่าเทอมเช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 ที่เคยดำเนินการมาแล้ว ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะมีความชัดเจนก่อนการเปิดเทอม 1/2569 โดยจะดูแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านอีก 2 เดือนทั้งนี้ในส่วนของนักศึกษาที่จ่ายค่าเทอมมาแล้วนั้น หากมหาวิทยาลัยมีการประกาศลดค่าเทอมลงก็จะมีการดำเนินการจ่ายคืนค่าส่วนต่างให้ภายหลังต่อไป

    อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายลดการใช้พลังงาน เช่น ปิดไฟทุกห้องเรียนเมื่อไม่มีการใช้ เปิดปิดแอร์ในระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา เชื่อว่าจะลดการใช้พลังงานได้เพิ่มขึ้นไปอีก สำหรับบุคลากรนั้น ได้สั่งการให้แต่ละคณะแบ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแบบเวิร์ก ฟอร์ม โฮม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากพอสมควร เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781986/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mVcr2mNMpdzOy7OIOssy3

  • ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (1) : ต้นทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สูงกว่าสังกัดสธ.

    ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (1) : ต้นทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สูงกว่าสังกัดสธ.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iowZ8NofMHBdCqGV0Eg8n

  • “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

    “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

    “เพ็ญภัค” สส.ลำปาง กล้าธรรม ชี้ ไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ-คนเปราะบาง จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ กระจายอำนาจถึงท้องถิ่น อุดช่องโหว่แก้ปมเหลื่อมล้ำ

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 14 เมษายน 2569 น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสังคมสูงวัยที่ขยายตัวรวดเร็ว เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างนโยบายสังคมอย่างจริงจัง

    น.ส.เพ็ญภัค กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุยังไม่พร้อมรองรับ ทั้งด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว และรายได้หลังเกษียณ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งวางระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลสุขภาพจิต การดูแลแบบประคับประคอง ไปจนถึงการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่นจากระบบจำนวนมาก ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ซึ่งสะท้อนว่า ระบบฐานข้อมูลภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งสร้างระบบข้อมูลกลางที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้จริง

    น.ส.เพ็ญภัค ระบุต่อว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบยังอยู่ในระดับน่าห่วง และส่งผลโดยตรงต่ออนาคตประเทศ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้กฎหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม

    “รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926620&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cK1CFsv0XeB3bHmSyVL-_

  • ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

    ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา และคณะ นำนักศึกษาผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมโครงการนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2569 โดยผลงานนักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงในการประกวด คว้า 4 รางวัล รางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล  และรองชนะเลิศ 2 รางวัล มีสถาบันเครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 9 สถาบัน เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในรูปแบบออนไลน์ และแบบ Onsite นำผลงานเข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 40 ผลงาน และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 26 ผลงาน  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา กล่าวว่า โครงการฯนับเป็นเวทีส่งเสริมให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงาน เสริมสร้างประสบการณ์และทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการในระดับเครือข่าย รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของนักศึกษา ตลอดจนเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำนักศึกษาเข้านำเสนอผลงาน และสามารถคว้ารางวัลดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ชนะเลิศ 2 รางวัล  และ รองชนะเลิศ 2 รางวัลดังนี้ ประเภทโปสเตอร์ : รางวัลชนะเลิศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่  น.ส.สาริกา วาโยบุตร  สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ผลงาน การลดปริมาณไนโตรรวม (TKN) ในน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลาง , รางวัลชนะเลิศ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มณฑาภู มูลสาร สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจในยุคดิจิทัล คณะศิลปะศาสตร์ ผลงาน แผนที่นำทางภายในโรงแรม (In-house Navigator)

    ประเภท Oral Presentation : รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มินตรา หงศรีเมือง ️สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผลงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวมข้อมูลจัดทำบัตรพนักงานด้วยระบบ Google Workspace: กรณีศึกษา Savan Park Office และบริษัทในเขต Zone C สปป.ลาว , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ด้านนานาชาติดีเด่น ได้แก่  น.ส.ญาณัจฉรา วิเชียรธวัชชัย สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลงาน  Co-ZIF-67 Decorated MXene Nanocomposite as a Catalyst for Peroxymonosulfate Activation in the Degradation of Methylene Blue

    นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษารูปแบบ CWIE ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง พร้อมพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อการทำงานในอนาคตอย่างมีคุณภาพ

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

    มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958116&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14-moWnMIBqMFH2et45HeJ