Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘อธิบดีปกครอง’ ลงดาบฟ้องหมิ่น ‘สมชัย-2กูรูไอที’

    ‘อธิบดีปกครอง’ ลงดาบฟ้องหมิ่น ‘สมชัย-2กูรูไอที’

    กกต.เชิญนักกฎหมายมหาชนเป็นพยานสู้คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด “อธิบดี ปค.” แจ้งความฟัน “สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที” บอกกรมการปกครองถูกแฮกเกอร์เจาะข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านชื่อรั่วไหล

    เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญคดีเลือกตั้ง ได้เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเป็นพยานบุคคลอีกปากหนึ่งเพื่อหักล้างฝ่ายผู้ร้อง (ผู้ตรวจการแผ่นดิน) ในการต่อสู้คดีปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ขยายระยะเวลายื่นคำคัดค้านครั้งที่ 1 ออกไป 15 วัน นับแต่ครบกำหนดที่ให้ยื่นคำคัดค้าน

    ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และความผิดที่มีโทษทางอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ ซีอีโอของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพฯ ได้รับแจ้งความและจัดรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว

    สำหรับประเด็นที่แจ้งความ พบว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 และสถานที่เกิดเหตุ ผู้มอบอำนาจได้ตรวจพบเว็บไซต์แห่งหนึ่งได้เผยแพร่หัวข้อข่าว “สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” มีรายละเอียดข่าวโดยสรุปว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนนำไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครองเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

    “มีการกล่าวอ้างถึงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไปและมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และทำให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย” คำแจ้งความระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/980152/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q42YPRs_kGZmGL_YVBevD

  • IMF เปิด ‘สามฉากทัศน์’ ผลกระทบ ขัดแย้ง ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ต่อเศรษฐกิจโลก

    IMF เปิด ‘สามฉากทัศน์’ ผลกระทบ ขัดแย้ง ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ต่อเศรษฐกิจโลก

    แม้จะมีการหยุดชะงักทางการค้าครั้งใหญ่และความไม่แน่นอนของนโยบาย แต่ปีที่แล้ว (2025) ก็จบลงด้วยสัญญาณที่ดี ภาคเอกชนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่มีปัจจัยชดเชยที่ทรงพลังมาจากการที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรก มีการสนับสนุนทางการคลังอยู่บ้าง และสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยประกอบกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่แข็งแกร่งและการบูมของเทคโนโลยี แม้จะมีความเสี่ยงด้านลบบางประการ แต่เดิมคาดว่าแรงส่งนี้จะส่งต่อไปยังปี 2026 ซึ่งช่วยยกระดับการพยากรณ์การเติบโตของโลกก่อนเกิดความขัดแย้งเป็น 3.4 เปอร์เซ็นต์

    สงครามในตะวันออกกลางได้ทำให้แรงส่งนี้หยุดชะงักลง การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางของการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลก ทำให้เกิดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

    IMF เปิด 'สามฉากทัศน์' ผลกระทบ ขัดแย้ง 'สหรัฐ-อิหร่าน' ต่อเศรษฐกิจโลก

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงคราม ขนาดของแรงกระแทกในท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขอบเขตของความขัดแย้ง และความเร็วที่การผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง โดย IMF ประเมินผลกระทบนี้จะส่งผ่าน 3 ช่องทางหลัก:

    1. ประการแรก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น คือแรงกระแทกด้านอุปทานเชิงลบตามทฤษฏีซึ่งจะเพิ่มต้นทุนสำหรับสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานเข้มข้น รบกวนห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งสูงขึ้น และกัดกร่อนกำลังซื้อ
    2. ประการที่สอง ผลกระทบเหล่านี้อาจขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทและคนงานพยายามชดเชยความสูญเสีย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดวงจรเงินเฟ้อจากค่าจ้างและราคาสินค้า (wage-price spirals) โดยเฉพาะในจุดที่ความคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้ยึดเหนี่ยวไว้อย่างดี
    3. ประการที่สาม ความเสี่ยงระดับมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น และโอกาสของนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับราคาในตลาดการเงินอย่างกะทันหัน ซึ่งจะนำไปสู่มูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงมาก เบี้ยความเสี่ยง (Premium Risk) ที่สูงขึ้น เงินทุนไหลออกมากขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้สภาวะทางการเงินตึงตัวและบั่นทอนอุปสงค์มวลรวม

    IMF เปิด 'สามฉากทัศน์' ผลกระทบ ขัดแย้ง 'สหรัฐ-อิหร่าน' ต่อเศรษฐกิจโลก

    ฉากทัศน์ของผลกระทบ:

    • ฉากทัศน์อ้างอิง (Reference forecast): สมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้นและราคาสินค้าพลังงานเพิ่มขึ้นปานกลางที่ 19 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 จะทำให้การเติบโตของโลกอยู่ที่ 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากแนวโน้มการลดลงของเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
    • ฉากทัศน์ที่เลวร้าย (Adverse scenario): หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนานขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเพิ่มเติม ราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นรุนแรง ความคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น และสภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น การเติบโตจะลดลงเหลือ 2.5% ในปีนี้ และเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.4%
    • ฉากทัศน์ที่รุนแรง (Severe scenario): หากการหยุดชะงักลากยาวไปถึงปีหน้า ความคาดการณ์เงินเฟ้อขาดเสถียรภาพ และสภาวะทางการเงินตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงเกิน 6%

    IMF เปิด 'สามฉากทัศน์' ผลกระทบ ขัดแย้ง 'สหรัฐ-อิหร่าน' ต่อเศรษฐกิจโลก

    แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ผู้นำเข้าพลังงานและประเทศที่มีรายได้น้อยซึ่งมีกันชนทางการเงินจำกัดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่ผู้ส่งออกพลังงานในอ่าวเบอร์เซียจะเผชิญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายและการหยุดชะงักของการผลิต

    บทเรียนจากวิกฤตปี 2022 

    แรงกระแทกในวันนี้สะท้อนถึงช่วงปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน แต่ปัจจุบันมีความแตกต่างกัน ในปี 2022 เงินเฟ้อสูงอยู่แล้วจากช่วงหลังโรคระบาด แต่ปัจจุบันตลาดแรงงานอ่อนตัวลงและงบดุลกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งก่อนได้ทิ้ง “รอยแผลเป็น” ไว้ ทำให้คนกังวลเรื่องค่าครองชีพมากขึ้น และเส้นอุปทานที่แบนราบลงในปัจจุบันอาจทำให้การควบคุมเงินเฟ้อมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิม

    IMF เปิด 'สามฉากทัศน์' ผลกระทบ ขัดแย้ง 'สหรัฐ-อิหร่าน' ต่อเศรษฐกิจโลก

    ข้อแนะนำด้านนโยบาย

    • ธนาคารกลาง: ควร “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานตราบใดที่ความคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงที่ แต่หากความคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มขยับสูงขึ้น การฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคาต้องมีความสำคัญเหนือกว่าการเติบโตระยะสั้น
    • นโยบายการคลัง: ควรหลีกเลี่ยงมาตรการแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย (เช่น การควบคุมราคาหรือการอุดหนุนแบบไม่เฉพาะเจาะจง) เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงและทำลายสัญญาณราคา ควรใช้การโอนเงินโดยตรงไปยังกลุ่มเปราะบางแทน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าและใช้ต้นทุนต่ำกว่า
    • ความยืดหยุ่น: หากสภาวะเศรษฐกิจเสื่อมถอยลงอย่างรุนแรง นโยบายการเงินและการคลังต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนทิศทางเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและปกป้องระบบการเงิน

    ความยืดหยุ่นท่ามกลางความท้าทายและการมองไปข้างหน้า สงครามตอกย้ำว่าระเบียบระหว่างประเทศกำลังถูกกดดันจากพันธมิตรที่แตกแยกและความกังวลด้านความมั่นคง ซึ่งส่งผลเสียต่อความร่วมมือและการเติบโต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากความก้าวหน้าของ ปัญญาประดิษฐ์ (โดยเฉพาะ Agentic AI) ที่อาจช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว และสงครามควรเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้ พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกในอนาคต

    IMF เปิด 'สามฉากทัศน์' ผลกระทบ ขัดแย้ง 'สหรัฐ-อิหร่าน' ต่อเศรษฐกิจโลก

    ท้ายที่สุด IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการทดสอบที่ยากลำบาก แต่หากมีความร่วมมือระดับโลกที่เข้มแข็ง นโยบายที่ถูกต้อง และการยุติการสู้รบอย่างรวดเร็ว ความเสียหายจะสามารถจำกัดอยู่ในวงแคบได้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ IMF ที่ถือกำเนิดหลังสงครามโลกแสดงให้เห็นว่าการร่วมมือกันเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่งคั่งของโลก

    อ้างอิง: IMF BLOG

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fv8oIfOzXwdMPhGifIcKL

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่ง อาจทำให้การเติบโตปี 2569 ต่ำกว่า 2% ใกล้ภาวะวิกฤต

    วันที่ 14 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ (World Economic Outlook) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังยืดเยื้อ และราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจลดลงต่ำกว่า 2% ซึ่งเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ล่าสุดคือช่วงการระบาดของโควิด-19

    โดย รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสงครามปะทุและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญได้ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็จบลงแบบไร้ข้อสรุป

    นายปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และบางประเทศเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เขายังเตือนว่า แม้สงครามจะยุติทันที ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอาจรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 แม้โลกปัจจุบันจะพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงก็ตาม

    ภายใต้สมมติฐานที่รุนแรง ราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มเป็น 125 ดอลลาร์ในปี 2570 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 6% ในปีหน้า และอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ และการผลิตพลังงานกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตที่ 3.1% แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

    ทั้งนี้ IMF ชี้ว่า ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และทางเลือกในการส่งออกพลังงาน.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2926726&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ckvq2zNDxJSTLx114n0MO

  • สีลมคึกคัก! “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทยเช็กอินสงกรานต์ รับฟังเสียงชาวบ้าน-หนุนโมเดลเศรษฐกิจสีลม

    สีลมคึกคัก! “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทยเช็กอินสงกรานต์ รับฟังเสียงชาวบ้าน-หนุนโมเดลเศรษฐกิจสีลม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/141513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZeLbfCzAsUTMODjHBmduN

  • เวียดนามปรับยุทธศาสตร์การส่งออก จากฐานวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รุกตลาดโลก

    เวียดนามปรับยุทธศาสตร์การส่งออก จากฐานวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รุกตลาดโลก

    เนื้อข่าว 

    ผู้ส่งออกของเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจากรูปแบบการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำไปสู่การดำเนินกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกและการพัฒนาแบรนด์เป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับการสร้างมูลค่าในตลาดโลก โดยเมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่าเวียดนามยังคงเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ และภาคเกษตรกรรม อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กาแฟ และผัก เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ แม้มูลค่าการส่งออกจะอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่โครงสร้างการส่งออกยังคงเน้นการจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการส่งออกฐานทรัพยากรมากกว่าการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าแบรนด์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถครอบครองส่วนเพิ่มมูลค่าในช่วงปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

    image.png

    อย่างไรก็ดี ในระยะปัจจุบันได้เกิดการปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หันมาใช้การส่งออกผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการครอบครองมูลค่าในตลาดต่างประเทศ ตัวอย่างเชิงประจักษ์ ได้แก่ บริษัท NEWBAM ซึ่งสะท้อนการยกระดับจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรไปสู่ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง สำหรับตลาดสากล โดยบริษัทได้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลตลาดของแพลตฟอร์ม Amazon เช่น Product Opportunity Explorer เพื่อวิเคราะห์อุปสงค์ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกา และระบุโอกาสในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่างเพื่อสุขภาพที่บริโภคได้ทันที (ready-to-eat healthy snack segment) ส่งผลให้มีการปรับตำแหน่งผลิตภัณฑ์จากสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) ไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว (fast-moving consumer goods: FMCG) ที่เน้นความสะดวกและการบริโภคเชิงสุขภาพผ่านบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก อาทิ 42 กรัม และ 54 กรัม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย

    ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของลูกค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างของสินค้าผ่านรสชาติที่หลากหลาย เช่น วาซาบิ ต้มยำ และ Sea Salt Caramel ควบคู่กับการปรับสูตรเพื่อลดโซเดียมให้สอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพ ขณะเดียวกัน การใช้ระบบ Fulfillment by Amazon (FBA) ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และลดระยะเวลาการจัดส่งซึ่งเป็นปัจจัยเชิงการแข่งขันในตลาดสินค้าเน่าเสียง่าย 

    ในอีกมิติหนึ่ง อุตสาหกรรมความงาม (beauty industry) ซึ่งมีลักษณะการแข่งขันสูงและถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการระดับโลกจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านการปรับข้อเสนอคุณค่า (value proposition redesign) ดังเช่นกรณีของ บริษัท Abera ซึ่งได้เปลี่ยนจากการจำหน่ายวัตถุดิบธรรมชาติไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงโซลูชัน (solution-based products) ในกลุ่มความงามอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะมีความได้เปรียบเชิงทรัพยากร ในด้านสมุนไพร เช่น ขมิ้น ขิง และว่านหางจระเข้ แต่การส่งออกในรูปวัตถุดิบหรือกึ่งแปรรูป ยังมีข้อจำกัดด้านมูลค่าเพิ่ม 

    ดังนั้น บริษัท Abera จึงประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data analytics) จากแพลตฟอร์ม Amazon เพื่อระบุช่องว่างของตลาด และกำหนดกลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น การรักษาแผลเป็นนูน สิวบริเวณแผ่นหลัง รอยคล้ำใต้ตา และการกำจัดคราบหินปูน แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการจำหน่ายสินค้าไปสู่การจำหน่ายผลลัพธ์ โดยใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างควบคู่กับการวางตำแหน่งแบรนด์ระดับพรีเมียมและการใช้เนื้อหาเชิงการตลาดขั้นสูง (A+ content marketing) ส่งผลให้สามารถสร้างรายได้ในระดับล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 1 ปี และมีระดับความพึงพอใจของลูกค้าสูงถึงร้อยละ 95

    ขณะเดียวกัน บริษัท Green Mekong ได้ดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาโซ่อุปทานต้นน้ำ โดยบูรณาการความร่วมมือกับเกษตรกรในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) เพื่อพัฒนาแหล่งวัตถุดิบไม้กระถิน (acacia wood) และไม้เสม็ด (melaleuca wood) และต่อยอดสู่การผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์ สำหรับตลาดผู้บริโภคระดับกลางถึงสูงในสหรัฐอเมริกา โดยผลิตภัณฑ์ เช่น แผ่นพื้นไม้ พรมกันลื่น โต๊ะชงชาแบบพกพา และตะกร้าหัตถกรรม (handcrafted baskets) ได้สะท้อนการสร้างมูลค่าเชิงนามธรรมผ่านการสื่อสารแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืนและอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม

    ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญของบริษัท Green Mekong อยู่ที่การบูรณาการระหว่างฐานการผลิตแบบดั้งเดิม กับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งสนับสนุนกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในรายการ “Amazon Most Wished For” และอันดับ 2 ในหมวดสินค้า Decking ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี

    การเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการเวียดนามดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามในการแก้ไข ความย้อนแย้งด้านมูลค่า (billion-dollar value paradox) ผ่านกระบวนการยกระดับในห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งมิได้จำกัดเพียงการขยายปริมาณการส่งออก แต่ครอบคลุมถึงการสร้างแบรนด์ การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และการใช้ข้อมูลข่าวกรองตลาด (market intelligence) อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ความท้าทายในระยะต่อไปอยู่ที่ความสามารถในการขยายผลเชิงขนาด และการรักษาความต่อเนื่องของการสร้างมูลค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดศักยภาพการแข่งขันของเวียดนามในเศรษฐกิจโลกในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การเร่งผลักดันการยกระดับภาคการส่งออกของเวียดนามสู่ยุคการสร้างแบรนด์และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง แนวทางดังกล่าวมิได้สะท้อนเพียงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าโลกในระยะยาว ทั้งนี้ แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเวียดนามจะสามารถรักษาการเติบโตของการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวมมากกว่า 930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการส่งออกมากกว่า 475,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่โครงสร้างการส่งออกยังคงพึ่งพาสินค้าในระดับต้นน้ำเป็นหลัก ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกิจกรรมปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างดังกล่าว การเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งขยายปริมาณการส่งออก ไปสู่การเพิ่มมูลค่าจึงกลายเป็นวาระสำคัญของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของเวียดนาม โดยเฉพาะการพัฒนาแบรนด์ของตนเอง และการประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (niche demand) 
    ได้อย่างแม่นยำ จากเดิมที่เน้นการผลิตแบบมาตรฐาน (mass production) ไปสู่การสร้างนวัตกรรมสินค้า และความแตกต่างเชิงคุณค่า นอกจากนี้ การขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนยังมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาตัวกลางในต่างประเทศ เพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้โดยตรง (direct-to-consumer: D2C)

    ในเชิงนโยบาย การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลเวียดนามในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการยกระดับมาตรฐานสินค้าเพื่อรองรับตลาดสากล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญภายใต้กรอบกฎหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนาม ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีผลเชิงบวกต่อการกระจายรายได้ในห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มผลิตภาพ และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข อาทิ ศักยภาพด้านเทคโนโลยีของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs capability) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และข้อกำหนดด้านมาตรฐานและกฎระเบียบทางการค้าในตลาดปลายทาง (non-tariff measures: NTMs)

    ในภาพรวม การขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยแบรนด์และข้อมูลจึงมิใช่เพียงทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ หากสามารถรักษาโมเมนตัมการปรับตัวและขยายผลในเชิงระบบได้อย่างต่อเนื่อง เวียดนามมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทสูงขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนของเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การบูรณาการนโยบาย การพัฒนาทุนมนุษย์ และการเร่งยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตและบริการให้สอดคล้องกับพลวัตของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การเปลี่ยนผ่านของเวียดนามสู่รูปแบบการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสร้างแบรนด์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในเชิงการแข่งขันและโครงสร้างตลาด โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการไทยที่ยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หรือการผลิตแบบรับจ้าง (OEM) อาจเผชิญแรงกดดันจากเวียดนามที่สามารถยกระดับไปสู่การครอบครองมูลค่าเพิ่มในช่วงปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ความงาม และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งเวียดนามเริ่มใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง และการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ การใช้ข้อมูลเชิงลึก และการสร้างนวัตกรรมสินค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางการค้าในตลาดปลายทาง (non-tariff measures: NTMs) นอกจากนี้ การขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนารูปแบบธุรกิจแบบตรงถึงผู้บริโภค (direct-to-consumer: D2C) จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาตัวกลาง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนามควรใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตของเวียดนามเพื่อเสริมประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน

                  ทั้งนี้ การยกระดับของเวียดนามเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือเชิงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างไทยและเวียดนาม โดยผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการบริหารช่องทางตลาด เพื่อเชื่อมโยงกับฐานการผลิตและทรัพยากรของเวียดนาม นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการขยายตลาดร่วมกันในประเทศที่สาม โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การลงทุนในเทคโนโลยีและทุนมนุษย์ ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและมูลค่าเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p2vza4zo2vwzmgrp6mep3pbk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MPgbQzM_qa-gWbiRNuGrj

  • วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแอฟริกา

    วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแอฟริกา

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแอฟริกา (The Impacts of the Middle East Impact on Africa) โดยระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ได้ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Shocks) ต่อทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแอฟริกาเหนือที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านความมั่นคง แต่ได้ลุกลามไปสู่ภาคการค้า พลังงาน และเสถียรภาพทางสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ราย

    รายละเอียดมีดังนี้

    ผลกระทบต่อประเทศอียิปต์ จุดเปราะบางทางเศรษฐกิจ

    อียิปต์ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างมากที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยสำคัญ ประการ คือ

    • การหยุดชะงักของการเดินเรือในทะเลแดงและการเปลี่ยนเส้นทางของสายการเดินเรือโลก ทำให้อียิปต์สูญเสียรายได้มหาศาลจากค่าธรรมเนียมการใช้คลองสุเอซ ซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศหลัก ส่งผลกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศและการชำระหนี้ต่างประเทศ

    • อียิปต์ต้องเผชิญกับราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นและการอ่อนค่าของสกุลเงินปอนด์อียิปต์ ส่งผลให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงความต้องการขั้นพื้นฐานได้ยากขึ้น

    วิกฤตการณ์ซ้อนทับในซูดาน (Sudan’s Compounded Crisis)

    บทวิเคราะห์เน้นย้ำว่าซูดานอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุดเนื่องจาก “ภัยซ้อนภัย” ได้แก่

    • สงครามภายในและภายนอก การสู้รบภายในประเทศที่ยังไม่ยุติ ถูกซ้ำเติมด้วยการขาดแคลนความช่วยเหลือจากภายนอกเนื่องจากทรัพยากรโลกถูกดึงไปใช้ในวิกฤตตะวันออกกลาง

    • ซูดานเผชิญกับภาวะอดอยากในวงกว้าง (Famine risk) เนื่องจากระบบการผลิตทางการเกษตรล่มสลาย และราคาธัญพืชในตลาดโลกที่ผันผวนจากความไม่สงบในภูมิภาคข้างเคียง

    การปรับตัวสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” เพื่อการเยียวยา (Digital Recovery Path)

    หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานของ UNDP คือข้อเสนอแนะให้รัฐบาลในแอฟริกาเหนือเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    • ระบบสวัสดิการแบบระบุเป้าหมายดิจิทัล (Digital Targeting Systems) UNDP เสนอให้ประเทศอย่างอียิปต์และตูนีเซีย ใช้ฐานข้อมูล Big Data เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ยากไร้โดยตรงผ่านระบบ Mobile Wallet เพื่อลดการรั่วไหลและลดภาระงบประมาณจากการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง

    • การส่งเสริม Digital Trade สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทนเส้นทางการค้าเดิมที่ถูกปิดกั้นจากความขัดแย้ง

    แนวโน้มและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

    UNDP สรุปแนวทางที่นานาชาติและรัฐบาลท้องถิ่นควรดำเนินการ ดังนี้

    1. การเร่งเจรจาทางการค้า เพื่อหาเส้นทางเดินเรือทางเลือกและลดกำแพงภาษีระหว่างประเทศในกลุ่มแอฟริกาด้วยกันเอง (AfCFTA)

    2. การสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน เร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ขัดแย้ง

    3. การปกป้องทางสังคม (Social Protection) รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณด้านตาข่ายรองรับทางสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้ชนชั้นกลางระดับล่างตกลงไปสู่เส้นความยากจน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

    1. การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ (Logistics Resilience) เนื่องจากรายได้และประสิทธิภาพของคลองสุเอซลดลงจากปัญหาความมั่นคงในทะเลแดง ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาและวางแผนสำรองสำหรับการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่ายผ่านเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป หรือพิจารณาการส่งออกไปยังท่าเรือในแอฟริกาตะวันตกเพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ตอนในของทวีป

    2. การเจาะตลาดสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป (Food Security Opportunity) ในสภาวะที่ซูดานและอียิปต์เผชิญวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ไทยควรเร่งผลักดันการส่งออกข้าว ผลไม้กระป๋อง และอาหารโปรตีนแปรรูปที่มีอายุการเก็บรักษานาน เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดที่ขาดแคลนสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตเดิมในภูมิภาค

    3. การเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk Management) โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากสกุลเงินในแอฟริกามีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกควรเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้า โดยเฉพาะในตลาดที่มีความเปราะบาง โดยแนะนำให้ใช้รูปแบบการชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น Letter of Credit (L/C) รวมถึงพิจารณาทำประกันการส่งออกด้วย

    —————————————-

    ที่มา https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2026-04/policy_brief-the_impacts_of_the_middle_east_conflict_on_africa-april_2026_.pdf

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w8td7dgkwf7d1kyqslfciya8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3quYHh6BwprIJkwnyBMccs

  • บนปากปล่องภูเขาไฟ: ถอดรหัสยุทธศาสตร์อาเซียนในวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน และเดิมพันทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

    บนปากปล่องภูเขาไฟ: ถอดรหัสยุทธศาสตร์อาเซียนในวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน และเดิมพันทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

    โลกเพิ่งได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในวันที่ 8 เมษายน 2026 สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่แล้วโลกก็ต้องกลับมากลั้นหายใจลุ้นระทึกอีกครั้ง เมื่อการเจรจา ‘ล้มเหลวลง’ และนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ ความตึงเครียดที่ไต่ระดับจนเกือบถึงขีดสุดจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซแบบ Double Blockages จากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ อาจจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในระดับภูมิภาค

    แม้ศูนย์กลางของพายุลูกนี้จะอยู่ในตะวันออกกลาง แต่แรงสั่นสะเทือนกลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมายังอีกซีกโลก โดยเฉพาะใน ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ภูมิภาคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจผูกติดอยู่กับเสถียรภาพของห่วงโซ่มูลค่าระดับนานาชาติอย่างแยกไม่ออก

    แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่จดหมายการทูตที่แสดงความห่วงใยตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่คือ ‘ภาพสะท้อน’ ถึงความเปราะบางทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และเป็นสัญญาณเตือนว่า อาเซียนไม่อาจเป็นเพียง ‘ผู้ชม’ ที่ยืนมองไฟไหม้บ้านเพื่อนได้อีกต่อไป เพราะสะเก็ดไฟนั้นกำลังปลิวมาตกบนหลังคาเศรษฐกิจของอาเซียนเอง

    บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปเจาะลึกและถอดรหัสแถลงการณ์ฉบับประวัติศาสตร์นี้ ผ่านเลนส์ของ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitics) และ ‘ภูมิเศรษฐศาสตร์’ (Geoeconomics) พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาหรือยังที่อาเซียนจะต้องพลิกบทบาทจาก ‘ผู้เฝ้ามองอย่างห่วงใย’ สู่ ‘ผู้เล่นเชิงรุก” บนกระดานหมากรุกโลก

    การไต่ลวดสลิงทางภูมิรัฐศาสตร์ (The Geopolitical Tightrope)

    เมื่อพิจารณาในมิติความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ แถลงการณ์ของอาเซียนฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการทูตแบบ ‘The ASEAN Way’ ที่พยายามรักษาสมดุลอย่างสุดความสามารถ ทว่าแฝงไว้ด้วยนัยสำคัญหลายประการ

    1. ‘ความเป็นกลาง’ ที่มีกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกราะกำบัง

    อาเซียนเลือกที่จะไม่ประณามหรือเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดยืนที่ชาญฉลาดในภาวะที่โลกกำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่อาเซียนหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนกลางของแถลงการณ์คือ ‘หลักนิติธรรมอันเป็นสากล’ โดยมีการอ้างอิงถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และที่สำคัญที่สุดคือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 1982 (UNCLOS) การยึดมั่นในกรอบกฎหมายเหล่านี้คือกลยุทธ์ในการรักษา ‘เอกราชทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคถูกดึงเข้าไปเป็นตัวแทน (Proxy) ของมหาอำนาจขั้วใด

    2. ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดตายของโลกและของอาเซียน

    การที่แถลงการณ์ระบุชื่อ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Strait of Hormuz) อย่างเจาะจง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในทางการทูต ช่องแคบแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุด Chokepoint ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก หากมีการปิดช่องแคบหรือการโจมตีเรือพาณิชย์ไม่ว่าจะโดยฝ่ายอิหร่าน หรือฝ่ายสหรัฐฯ อาเซียนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรจะได้รับผลกระทบโดยตรง การเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู ‘การเดินทางที่ปลอดภัยและต่อเนื่อง’ จึงเป็นการประกาศว่า ความมั่นคงในตะวันออกกลางคือ ‘ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกันของอาเซียน’ และเป็นเสมือนการส่งสัญญาณว่า ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังให้มากว่าสถานการณ์เดียวกันอาจได้มาเกิดขึ้นกับ ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นรอยต่อของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่จะมีผลสะเทือนเลื่อนลั่นมากกว่าทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นใน Chokepoint ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    3. การผงาดขึ้นของการทูตระดับกลาง (Middle Power Diplomacy)

    จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแถลงการณ์คือ การชื่นชมบทบาทของ ‘สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน’ ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยจนเกิดการหยุดยิง นัยทางภูมิรัฐศาสตร์ของเรื่องนี้คือ อาเซียนกำลังส่งสัญญาณยอมรับและส่งเสริมให้ ‘ประเทศอำนาจระดับกลาง’ (Middle Powers) เข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบโลกและสร้างสันติภาพ มากกว่าที่จะรอคอยการตัดสินใจจากอภิมหาอำนาจ (Superpowers) เพียงอย่างเดียว นี่คือการปูทางไปสู่โครงสร้างความมั่นคงโลกแบบพหุภาคีที่สมดุลมากขึ้น

    แรงสั่นสะเทือนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (The Geoeconomic Shockwaves)

    หากภูมิรัฐศาสตร์คือ ‘โครงร่าง’ ภูมิเศรษฐศาสตร์ก็คือ ‘เลือดเนื้อ’ ที่หล่อเลี้ยงภูมิภาค ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของแถลงการณ์นี้ คือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจระดับหายนะ’ ที่อาจเกิดขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    1. ฝันร้ายด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security Nightmare)

    อาเซียนเป็นภูมิภาคที่กระหายพลังงาน ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต อุตสาหกรรม และการส่งออก ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของปริมาณการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบและเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นถึง 2 ชั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งทะลุเพดาน สิ่งที่ตามมาคือ ‘ภาวะเงินเฟ้อนำเข้า’ (Imported Inflation) ที่จะบีบให้ธนาคารกลางในอาเซียนต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะไปเหยียบเบรกการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในทันที

    2. อัมพาตของห่วงโซ่อุปทานและการค้าทางทะเล (Supply Chain Paralysis)

    ความมั่งคั่งของอาเซียนผูกติดอยู่กับการค้าทางทะเล เมื่อภูมิภาคตะวันออกกลางกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย (War Risk Area) บริษัทเดินเรือจะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา ซึ่งจะเพิ่มระยะเวลาการเดินทาง ต้นทุนค่าระวางเรือ (Freight Rates) และค่าประกันภัยทางทะเลจะพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นนี้จะไปกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของอาเซียนในตลาดโลกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากมาเลเซีย ยานยนต์จากไทย หรือสิ่งทอจากเวียดนาม และสำคัญที่สุดคือ ต่อความมั่นคงทางอาหาร ที่อาเซียนควรจะเป็นหลักประกันให้กับทั้งโลก แต่อาจจะถูกลดศักยภาพลงหากเส้นทางลำเลียงวัตถุดิบและสินค้าขั้นสุดท้ายถูกทำให้ล่าช้าออกไป

    3. ผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Contagion)

    แถลงการณ์ได้ระบุถึง ‘ผลกระทบเชิงลบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก’ อย่างชัดเจน สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะสร้างสภาวะ Risk-off ในตลาดการเงินโลก นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและดึงเม็ดเงินกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Havens) เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำ สิ่งนี้จะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง กระทบต่อภาระหนี้ต่างประเทศ และทำให้การนำเข้าวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น นี่คือพายุสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) ทางเศรษฐกิจที่อาเซียนพยายามหลีกเลี่ยง

    ถึงเวลาอาเซียนขยับ: จาก ‘แถลงการณ์’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์เชิงรุก’

    จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะนักวิชาการด้านอาเซียนศึกษา การออกแถลงการณ์เรียกร้องสันติภาพเป็นก้าวแรกที่ถูกต้อง แต่ท่ามกลางโลกที่เปราะบางเช่นนี้ อาเซียนจะหยุดอยู่แค่นั้นไม่ได้ แม้อาเซียนจะไม่มีกองทัพหรืออำนาจทางการทหารที่จะไปบังคับใช้สันติภาพในตะวันออกกลาง แต่ภูมิภาคนี้มี ‘กัลยาณุภาพ’ (Soft Power พลานุภาพแห่งความเป็นมิตรที่ดี) และเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมาใช้ในเชิงรุกได้มากกว่านี้

    1. การรุกทางการทูต: ใช้จุดแข็งของ ‘เวทีคนกลาง’ (Diplomatic Proactivity)

    อาเซียนได้รับการยอมรับมายาวนานในฐานะ ‘ผู้ประสานผลประโยชน์’ (Honest Broker) อาเซียนควรใช้กลไกที่ตนเองเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) เช่น การประชุมอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงในภูมิภาค (ASEAN Regional Forum – ARF) หรือการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งมีทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และมหาอำนาจอื่นๆ ร่วมวงอยู่ด้วย การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเวทีเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบ (Track 1.5 หรือ Track 2 Diplomacy) ในพื้นที่เป็นกลางอย่าง กรุงเทพมหานคร (เนื่องจาก อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน อาจถูกพิจารณาว่ามีความใกล้ชิดมากกับโลกมุสลิม ในขณะที่สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก็ถูกพิจารณาว่าใกล้ชิดกับโลกตะวันตก) การประชุมที่กรุงเทพเพื่อขยายผลจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ให้กลายเป็นสันติภาพถาวร และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค หรือสงครามโลก (หากอุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่น เรือจีนผ่านการปิดกั้นของอิหร่าน และถูกยิงสกัดโดยการปิดกั้นของสหรัฐฯ ในช่องแคปฮอร์มุซ) การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือความจำเป็นที่อาเซียนต้องคิดและวางแผน

    2. การสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ (Internal Geoeconomic Resilience)

    ความตื่นตระหนกจากวิกฤตนี้ควรเป็น ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ ให้อาเซียนหันมาบูรณาการความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในอย่างจริงจัง

    • ปลุกชีพกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน: อาเซียนต้องนำข้อตกลงความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียน (APSA), สำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) และ กลไกอื่นๆ ของอาเซียน มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จัดตั้งกลไกการแบ่งปันคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉิน กลไกสำรองอาหารเพื่อหลักประกันด้านความมั่นคง เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ขาดแคลนในยามวิกฤต
    • เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด: การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากตะวันออกกลางคือความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ อาเซียนต้องใช้โอกาสนี้ผลักดันการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมทั้งตลาดพลังงานอาเซียน (ASEAN Energy Market Integration) เพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว

    3. การปกป้องทุนมนุษย์: แผนฉุกเฉินร่วมระดับภูมิภาค (Coordinated Contingency Planning)

    มิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ‘พลเมืองอาเซียน’ นับล้านคนที่ทำงานและอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งวิศวกร พยาบาล แรงงานภาคการก่อสร้าง และภาคการเกษตร (โดยเฉพาะจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย) เมื่อข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและสถานการณ์อาจลุกลามจนเกิดสงครามระดับภูมิภาค อาเซียนไม่ควรต่างคนต่างอพยพพลเมืองของตน แต่ควรมีการจัดทำ ‘แผนปฏิบัติการอพยพร่วมทางทหารและพลเรือนระดับอาเซียน’ แบ่งปันทรัพยากร ทั้งเครื่องบินลำเลียงและเรือรบ เพื่อช่วยเหลือพลเมืองของภูมิภาคให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย สิ่งนี้จะสร้างความเป็นปึกแผ่นและแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของอาเซียนในสายตาประชาชนอย่างแท้จริง

    หน้าต่างแห่งโอกาสที่กำลังนับถอยหลัง

    เมื่อความรุนแรงครั้งใหม่กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มีค่าสูงสุด แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำในภูมิภาคตระหนักดีถึงหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า

    ในยุคโลกาภิวัตน์ ระยะทางทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถเป็นเกราะป้องกันผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจได้อีกต่อไป อาเซียนในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพายุทธศาสตร์ ‘Wait and See’ ได้อีก อาเซียนต้องยกระดับตนเองจากการเป็นเพียง ‘ผู้ได้รับผลกระทบ’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของโลก’

    การเปลี่ยนแถลงการณ์บนหน้ากระดาษให้กลายเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จับต้องได้ ทั้งในการผลักดันการทูตเพื่อสันติภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจร่วมกัน และการปกป้องพลเรือน จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดว่า ‘ประชาคมอาเซียน’ มีความเข้มแข็งพอที่จะนำพาภูมิภาคให้รอดพ้นจากพายุความขัดแย้งของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่

    แฟ้มภาพ: GreenOak / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/asean-us-iran-crisis-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35LG8UkotxSGBlOVW3pBn3

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 15 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 15 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 15 เม.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 14 เม.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 15 เมษายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 15/4/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 15 เมษายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 15 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 15 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 15 เม.ย. 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 15 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949535/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gmMpOUG04OnW9U0dY_9L6

  • รองอธิบดีกรมเจ้าท่าลงพังงา ตรวจเข้มท่องเที่ยวทางน้ำ | TOPNEWS

    รองอธิบดีกรมเจ้าท่าลงพังงา ตรวจเข้มท่องเที่ยวทางน้ำ | TOPNEWS

    รองอธิบดีกรมเจ้าท่าลงพังงา ตรวจเข้มท่องเที่ยวทางน้ำ

    • เผยแพร่ : 14/04/2026 21:14

    วันที่ 14 เม.ย. 2569 ณ ท่าเทียบเรือสุระกุล ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา นายสุรศักดิ์ แจ้งจุล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพังงา พร้อมด้วยข้าราชการเจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ร่วมให้การต้อนรับ นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า และนายประเวศน์ สุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 เข้าตรวจเยี่ยมการกำกับดูแลความปลอดภัยทางน้ำในจังหวัดพังงา โดยมี นายศุภกิจ ไหมละเอียด กำนันตำบลกระโสม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวและติดตามการตรวจสารเสพติด และวัดปริมาณแอลกอฮอล์คนประจำเรือโดยสาร ในช่วงเทศกาล สงกรานต์ 2569

    ทั้งนี้ สำนักงานฯ ร่วมบูรณาการกับอำเภอตะกั่วทุ่ง สถานีตำรวจภูธรตะกั่วทุ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สุ่มตรวจสารเสพติดผู้ควบคุมเรือและคนใช้เครื่องจักรยนต์ ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยทางทะเล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยจะมีการสุ่มตรวจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางน้ำในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพังงา

    นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นอกจากจะมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการด้านความปลอดภัยทางน้ำ ทั้งในส่วนของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวทางทะเลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้สามารถท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดช่วงวันหยุดยาวนี้

    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พังงา

    7

    5

    เปิดงานสงกรานต์ “อยุธยามหาสงกรานต์ สนุก สุข ศักดิ์สิทธิ์” อย่างยิ่งใหญ่ ขบวนแห่สุดตระการตา

    รองอธิบดีกรมเจ้าท่าลงพังงา ตรวจเข้มท่องเที่ยวทางน้ำ

    พล.ต.อ.ธัชชัยฯ รอง ผบ.ตร. ลุยตรวจความเรียบร้อย “ข้าวสาร–สีลม” ยืนยันสงกรานต์ปลอดภัย เที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    บรรยากาศสงกรานต์หาดใหญ่คึกคัก! วัยรุ่นแห่เล่นน้ำแน่นเมือง คาดดึกยิ่งพีค

    กลุ่มออมทรัพย์บ้านหอมศีล บางพลีน้อย สมุทรปราการ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์

    ร้อนทะลุ 40 องศา! ชาวนครสวรรค์แห่ลงเล่นน้ำคลองโพธิ์ คลายร้อนวันครอบครัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1547468&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rWaxb16ifBSqOIhNxFnJ1

  • รอคิวยาว 3.5 กม.กลับจากเกาะช้าง กรมเจ้าท่าเผยรถขึ้นเกาะ 6 พันคัน

    รอคิวยาว 3.5 กม.กลับจากเกาะช้าง กรมเจ้าท่าเผยรถขึ้นเกาะ 6 พันคัน

    (14 เมงย. 69) ที่บริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่อ่าวสัปรด บ้านคลองสน ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด จำนวนรถยนต์ของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 10 -13 เม.ย. 69 ที่สำนักงานเจ้าท่าตราด รายงานยอดรถยนต์ที่ลงไปท่องเที่ยวในเกาะช้าง 4 วัน มีจำนวน 6,064 คัน นักท่องเที่ยวไปเกาะช้าง 53,376 คน และหากรวมเกาะกูด เกาะหมากด้วยจะมีรวม 85,565 คน ทำให้การเดินทางกลับวันนี้ มีรถยนต์จำนวนมากที่มารอลงเรือที่ท่าเรืออ่าวสัปรด จำนวนกว่า 500 คัน และต้องต่อแถวยาว 

    ซึ่งช่วง 12.30 น.คันสุดท้ายต่อยาวไปถึงศาลเจ้าพ่อซุ้มหมู ที่ห่างจากท่าเรือประมาณ 3.5 กม. ขฯะที่เวลา 14.00 น. ท้ายแถวอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง

    พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง เปิดเผยว่า วันนี้รถยนต์นักท่องเที่ยวจะเดินทางกลับมากที่สุด ซึ่งเมื่อวานนี้ มีรถยนต์เดินทางกลับไปแล้วกว่า 1,100 กว่าคัน และวันนี้น่าจะมีมากที่สุด เพราะในวันที่ 16 เม.ย. 69 จะเป็นวันหยุดอีก 1 วัน ก่อนเดินทางไปทำงาน ซึ่ง 1 ชม.จะสามารถระบายได้ 150-180 คัน

    ส่วนที่ท่าเรือแหลมศอก ต.อ่าวใหญ่ อ.เมืองตราด นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวที่เกาะหมากและเกาะกูดแล้วเช่นกัน มีข้อมูลว่านักท่องเที่ยวเดินทางกลับกว่า 2,500 คน – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/N8M7GG8bC&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NyQyNuFQONE0A-2olbg2k