Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘วันครอบครัว’ อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    ‘วันครอบครัว’ อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    สงกรานต์ 14 เม.ย. “วันครอบครัว” อุทยานแห่งชาติเปิดเข้าฟรีทั่วประเทศ! ด้านสำนักอุทยานแห่งชาติ เผยยอดเที่ยวสงกรานต์ 3 วันแรก พุ่งเฉียด 3 แสนคน

    สงกรานต์ 14 เม.ย. “วันครอบครัว” อัปเดต อุทยานแห่งชาติเปิดเข้าฟรีทั่วประเทศ ด้านสำนักอุทยานแห่งชาติ เผยยอดเที่ยวสงกรานต์ 3 วันแรก พุ่งเฉียด 3 แสนคน

    นางสายสุดใจ ชุนเชาวฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 ว่ามีประชาชนจำนวนมากใช้ช่วงเวลาวันหยุดยาวเดินทางเข้าท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศอย่างหนาแน่น

    รายงาน สรุปยอดนักท่องเที่ยว สะสมระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 299,666 คน โดยเฉพาะในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์เพียงวันเดียว มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 127,340 คน ส่งผลให้มียอดรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสะสมรวมกว่า 21.1 ล้านบาท 

    สะท้อนให้เห็นว่าแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ของประชาชนในการพักผ่อนหย่อนใจ

    'วันครอบครัว' อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    สำหรับวันนี้ (14 เมษายน) ซึ่งตรงกับ “วันครอบครัว” กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มอบของขวัญพิเศษด้วยการเปิดให้ชาวไทยเข้าฟรี

    • อุทยานแห่งชาติ
    • วนอุทยาน
    • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
    • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
    • สวนพฤกษศาสตร์
    • สวนรุกขชาติทั่วประเทศ

    เพื่อส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกันและสัมผัสความงามของทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดการณ์ว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวในวันนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ

    โดยทางสำนักอุทยานแห่งชาติได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านสถานที่ การจัดการขยะภายใต้โครงการขยะคืนถิ่น และมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น

    'วันครอบครัว' อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    ในด้านการดูแลความปลอดภัย นางสายสุดใจเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชุดเคลื่อนที่เร็วแสตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมยกระดับมาตรการเชิงรุกด้วยการสแกน “จุดเสี่ยง” โดยเฉพาะบริเวณน้ำตกที่มีกระแสน้ำเชี่ยวและจุดชมวิวที่สูงชัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุพลัดตกหรือจมน้ำ ซึ่งในช่วง 3 วันแรกได้รับรายงานอุบัติเหตุรวม 29 ครั้ง

    โดยเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน ณ อุทยานแห่งชาติเขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยอุทยานฯ ร่วมกับทีมแพทย์ได้เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงชาวต่างชาติที่จมน้ำบริเวณน้ำตกสุนันทา โดยทำการฟื้นคืนชีพ (CPR) จนชีพจรกลับมาและนำส่งโรงพยาบาลได้สำเร็จ

    'วันครอบครัว' อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    รวมถึงกรณีที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าปฐมพยาบาลนักท่องเที่ยวที่ลื่นล้มบริเวณแพพักและนำส่งโรงพยาบาลท่าปลาอย่างรวดเร็ว

    'วันครอบครัว' อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมอุทยานฯ มุ่งหวังให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยของทุกคน

    'วันครอบครัว' อุทยานฯเข้าฟรีทั่วไทย เที่ยวสงกรานต์ พุ่ง 3 แสนคน

    จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้วันครอบครัวในปีนี้เป็นวันแห่งความประทับใจท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1229620&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRxgCHdT0Jvt1A5CZz95K

  • สภ.เมืองเชียงใหม่ อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน

    สภ.เมืองเชียงใหม่ อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน

    สภ.เมืองเชียงใหม่ บูรณาการกำลังร่วมทุกฝ่าย รวมกว่า 200 นาย อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวบริเวณลานท่าแพและรอบคูเมืองเชียงใหม่

    วันที่ 14 เม.ย.69 เวลา 11.00 น.
    พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ให้นโยบายแก่ จนท.ตำรวจ ทุกนาย
    ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ให้กับพี่น้องประชาชน
    และนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เพื่อความปลอดภัย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเชียงใหม่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามของเมืองท่องเที่ยว

    พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา
    ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้จัดกำลัง จนท.ตำรวจทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบและบูรณาการกำลังร่วมกับ ฝ่ายปกครอง ตร.ท่องเที่ยว จนท.เทศกิจดูแลพี่น้องประชาชนรอบคูเมือง ให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่สามารถไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และได้ร่วมประชุมปล่อยแถวชี้แจงภารกิจและออกตรวจตรารอบบริเวณคูเมือง โดยมีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาเล่นน้ำคลายร้อนในห้วงเทศกาลสงกรานต์
    โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น โดยวันนี้มีกิจกรรม
    ขบวนแห่ไม้ค้ำสลีและขนทรายเข้าวัดตั้งแต่สะพานนวรัฐ และเคลื่อนตัว
    เข้าสู่ถนนท่าแพ จนถึงข่วงประตูท่าแพ

    ในการนี้ จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ให้เล่นน้ำอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ไม่คุมคามทางเพศผู้อื่นไม่เล่นเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้อื่นเพราะอาจเกิดอันตรายได้ และสุดท้ายดื่มไม่ขับ ขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3918115/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UdH2G1fQVBWBs5vgVAQBv

  • อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งความ สมชัย 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที หมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ปมข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วไหล

    อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งความ สมชัย 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที หมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ปมข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วไหล

    วันนี้ (14 เมษายน) นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ จีราวัฒน์ พรหมเหมา ผู้รับมอบอำนาจ เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

    การดำเนินคดีดังกล่าวมีเป้าหมายต่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว

    สำหรับเหตุแห่งการแจ้งความ เกิดขึ้นหลังเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 มีการเผยแพร่ข่าวในเว็บไซต์แห่งหนึ่งในหัวข้อ ‘สมชัย – 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉ ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด’ โดยเนื้อหาระบุว่าข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ถูกนำไปเผยแพร่และจำหน่ายในตลาดมืด

    ทั้งนี้ ยังมีการกล่าวอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลมาจากระบบตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นระยะเวลากว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่หน่วยงานจะดำเนินการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงมีการระบุถึงข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านรายชื่อที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง

    อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน จึงได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/dopa-sues-somchai-voter-data-leak/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jV_q2YfAuXpfejfnl3CZh

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อภาวะถดถอยหากสงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อภาวะถดถอยหากสงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

    วันนี้, 21:56น.

              กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เตือนว่า มีความเสี่ยงที่จะถดถอยหากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงต่ำกว่าร้อยละ 2 ในปีนี้ (2569) หมายความถึงการที่เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 โดยครั้งล่าสุดคือในช่วงการระบาดของโควิด-19

              ราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มสูงขึ้นมากนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (2569) จากนั้นอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว

              IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอีกครั้ง โดยครั้งนี้เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง สภาวะที่รุนแรงที่สุดที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ได้แก่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ และแตะระดับ 125 ดอลลาร์ในปีหน้า (2570) ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึงร้อยละ 6 ในปีหน้า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

              แต่หากความขัดแย้งคลี่คลายลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาคการผลิตและการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 3.1 ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 3.3 นอกจากนี้ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าไว้ที่ร้อยละ 3.2 เช่นเดิม

              ในบรรดาประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว IMF คาดการณ์ว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน จึงปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจจากเดิมที่คาดไว้ที่ร้อยละ 1.3 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.8 แต่คาดว่าสหราชอาณาจักรจะฟื้นตัวและเศรษฐกิจขยายตัวที่ร้อยละ 1.3 ในปีถัดไป

              คาดว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซียมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในปีนี้ โดยเศรษฐกิจของอิหร่านจะหดตัวลงร้อยละ 6.1 ในปีนี้ แต่จะฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 3.2 ในปีหน้า หากสงครามยุติลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

              แต่กาตาร์ ผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ ซึ่งโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างราสลาฟฟานถูกโจมตี ทำให้ต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุง IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกาตาร์จะหดตัวลงร้อยละ 8.6 ในปี 2569 และจะเริ่มฟื้นตัวในปีถัดไป

              IMF อธิบายว่า ความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และความพร้อมของเส้นทางการส่งออกทางเลือกอื่น ๆ คาดการณ์ว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางคาดว่าจะมีการฟื้นตัวในปีหน้า โดยอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ข้อสันนิษฐานนี้ อาจต้องมีการแก้ไข หากระยะเวลาของความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป และมีการประเมินระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่

              ขณะเดียวกันคาดว่ารัสเซียจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 1.1 ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 1 ตามลำดับ

    #เศรษฐกิจโลก

    #IMF

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WRCiDCggUZ2PlErrZ7e3g

  • คนละครึ่งไม่ช่วยเศรษฐกิจ แจกเงินเลยดีกว่า (14/04/69)

    คนละครึ่งไม่ช่วยเศรษฐกิจ แจกเงินเลยดีกว่า (14/04/69)

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/1OENsRqjH-Q&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_BCyAqLRkdl3GnpT-zx6K

  • เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย.รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันแพงทะลุเพดาน ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานและค่าครองชีพ ซึ่งในส่วนของ มทร.ธัญบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มีการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องรายจ่ายของมหาวิทยาลัย บุคลากร และนักศึกษา โดยในส่วนของนักศึกษาเรื่องของการลงทะเบียนเรียนนั้น มหาวิทยาลัยได้มีการประสานงานไปยังธนาคาร หากผู้ปกครองชำระด้วยบัตรเครดิต สามารถแบ่งจ่ายได้ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด หรือยื่นเรื่องกับมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อแบ่งจ่ายค่าเทอมได้เช่นกัน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังพิจารณาลดค่าเทอมเช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 ที่เคยดำเนินการมาแล้ว ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะมีความชัดเจนก่อนการเปิดเทอม 1/2569 โดยจะดูแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านอีก 2 เดือนทั้งนี้ในส่วนของนักศึกษาที่จ่ายค่าเทอมมาแล้วนั้น หากมหาวิทยาลัยมีการประกาศลดค่าเทอมลงก็จะมีการดำเนินการจ่ายคืนค่าส่วนต่างให้ภายหลังต่อไป

    อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายลดการใช้พลังงาน เช่น ปิดไฟทุกห้องเรียนเมื่อไม่มีการใช้ เปิดปิดแอร์ในระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา เชื่อว่าจะลดการใช้พลังงานได้เพิ่มขึ้นไปอีก สำหรับบุคลากรนั้น ได้สั่งการให้แต่ละคณะแบ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแบบเวิร์ก ฟอร์ม โฮม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากพอสมควร เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781986/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mVcr2mNMpdzOy7OIOssy3

  • 💥*IMF หั่นคาดการณ์ศก.โลกเหลือ 3.1% ปีนี้ และอาจแตะ 2% หากสงครามอิหร่านบานปลาย

    💥*IMF หั่นคาดการณ์ศก.โลกเหลือ 3.1% ปีนี้ และอาจแตะ 2% หากสงครามอิหร่านบานปลาย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 เม.ย. 69)

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ในวันนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.1% ในปี 2569 จากเดิมคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 3.3% โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

    สำหรับปี 2570 IMF ยังคงคาดการณ์การขยายตัวที่ระดับ 3.2%

    IMF ระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า สงครามอิหร่านจะมีระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตที่จำกัด และผลกระทบจะค่อย ๆ คลี่คลายลงภายในกลางปี 2569 ขณะที่ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นประมาณ 19% ในปีนี้

    อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2% ในปี 2569 และ 2570

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 แม้ว่ามาตรการกีดกันทางการค้าจะยังคงกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    ส่วนในกลุ่มยูโรโซน IMF คาดว่าการเติบโตจะลดลงจากระดับ 1.4% ในปี 2568 เหลือ 1.1% ในปี 2569 ก่อนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.2% ในปี 2570 โดยตัวเลขการขยายตัวของปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 1.3% และ 1.4% ตามลำดับ

    เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชียคาดว่าจะชะลอตัวจาก 5.5% ในปี 2568 เหลือ 4.9% ในปี 2569 และ 4.8% ในปี 2570

    อย่างไรก็ดี IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของจีนในปี 2569 สู่ระดับ 4.4% โดยได้รับอานิสงส์จากการลดลงของอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐเรียกเก็บต่อสินค้านำเข้าจากจีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวจาก 5.1% ในปี 2568 เหลือ 2.8% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.8% ในปี 2570

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFD0IQ49UM84NZI8F0AKF2SD5BLPUJT&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mu4CjIUMfzflZZyq9QB3W

  • สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ประกาศทำลายเรือรบที่เข้าใกล้

    สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ประกาศทำลายเรือรบที่เข้าใกล้

    สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ประกาศทำลายเรือรบที่เข้าใกล้

    สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ประกาศทำลายเรือรบที่เข้าใกล้

    สหรัฐฯ เผย เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน หากมีเรือรบอิหร่านเข้าใกล้จะถูกกำจัดทันที ผู้เชี่ยวชาญชี้นี่คือ ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    • สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือทั้งหมดของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ
    • ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเรือของอิหร่านลำใดก็ตามที่เข้าใกล้แนวปิดล้อมจะถูกกำจัดทันที
    • การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว และจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

    สหรัฐฯ เผย เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน หากมีเรือรบอิหร่านเข้าใกล้จะถูกกำจัดทันที ผู้เชี่ยวชาญชี้นี่คือ ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    กองทัพสหรัฐฯ เผยว่าได้เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการจราจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียแล้ว ภายใต้ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะบีบคั้นเศรษฐกิจของอิหร่านและกดดันเจ้าหน้าที่อิหร่านให้ยอมอ่อนข้อ หลังจากที่การเจรจาสันติภาพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสิ้นสุดลงโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ

    โดยทรัมป์ได้ประกาศว่า เรืออิหร่านลำใดก็ตามที่เข้าใกล้แนวปิดล้อมจะถูก ‘กำจัดทันที’ แต่เรือสัญชาติอื่นอาจได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออกได้

    สาเหตุของการปิดล้อมครั้งนี้เกิดจากการประกาศหยุดยิง เพื่อเจรจาสัญติภาพ ซึ่งมีเงื่อนไขที่อิหร่านจะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซในระหว่างการหยุดยิง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนน้อยมากที่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากอิหร่านไม่ได้เปิดช่องแคบอย่างสมบูรณ์ แต่ใช้วิธีเรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียม’ ในราคาแพง

    เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า นอกเหนือจากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์นแล้ว กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังมีเรือพิฆาต 11 ลำ เรือยกพลขึ้นบก 3 ลำ และเรือรบชายฝั่งอีก 1 ลำ ซึ่งทั้งหมดประจำการอยู่ในน่านน้ำตะวันออกกลาง

    ด้านผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า โดยทั่วไปแล้ว การปิดล้อมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยุติความขัดแย้งทางทหารได้ แต่เป็นวิธีหนึ่งในการกดดันเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้าม โดยการขัดขวางการไหลเวียนของสินค้าเข้าและออกจากประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลานาน และอาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจากฝ่ายที่ปิดล้อมด้วย นับว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายปัจจุบันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    ขณะที่การดำเนินการดังกล่าวจะขัดขวางไม่ให้น้ำมันอิหร่านประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเข้าสู่ตลาดโลก ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862973&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VRyzLPJ9d5JqdKo9i-Xxz

  • หนี้ครัวเรือนไทย พุ่งแตะ 86.7% ของ GDP ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและตลาดแรงงานเปราะบาง

    หนี้ครัวเรือนไทย พุ่งแตะ 86.7% ของ GDP ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและตลาดแรงงานเปราะบาง

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC เปิดเผยรายงานวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นปี 2568 พบสัญญาณความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยหนี้ครัวเรือนกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวต่อเนื่องมา 3 ไตรมาส

    ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย ล่าสุด ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มียอดคงค้างรวมอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.7 ต่อ GDP โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก “สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล” ที่เพิ่มขึ้นถึง 1.19 แสนล้านบาท สะท้อนว่าครัวเรือนยังคงต้องกู้ยืมเพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    ที่น่าสนใจคือ ประชาชนเริ่มหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้จาก “สหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำ” มากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามมาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดต่อเนื่อง

    SCB EIC ระบุว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของคนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก

    หนึ่ง คือ “ตลาดแรงงานที่เปราะบาง” อัตราการว่างงานในช่วงต้นปี 2569 เริ่มปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 0.9% โดยเฉพาะกลุ่มผู้จบใหม่และแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่จ้างงานลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

    สอง คือ “แรงกดดันเงินเฟ้อ” จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าครองชีพและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานให้ลดลง โดยคาดว่าจะมีแรงงานกว่า 2.6 ล้านคนในกลุ่มธุรกิจเสี่ยง ที่อาจถูกลดชั่วโมงทำงานหรือลดค่าจ้าง

    สำหรับการแก้ไขปัญหา SCB EIC เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างหนี้ในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องมุ่งเน้นการยกระดับรายได้ พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับตลาด และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/461042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hXn7Q42E7WK2l1jbXoill

  • ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัย ปี 2569 เพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่การพัฒนาประเทศ ชูโมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” แนวทางการดำเนินงานที่มุ่งปลดล็อกทุกข้อจำกัดของงานวิจัย เน้นลงมือทำจริง และเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ 

    พร้อมเปิดความก้าวหน้าของ 5 ไฮไลต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) การสร้างโรงงานยามีชีวิต (ATMU) การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) และการปฏิรูปการศึกษา(Next-Gen Education) 

    ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมามีศักยภาพในการสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ เสริมโอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    “ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองโดยในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ ‘Real World Impact’ ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น”

    ทั้งมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมา

    อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับการสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น

    ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ขณะที่การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก 

    โดยมุ่งพัฒนา “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย 

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก 

    มีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ 

    สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ด้านการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา 

    พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน เช่น เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness 

    ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    “การประกาศ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ถือเป็นการยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมสังคมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ A1 – Synergistic and Collaborative Innovations (สานภารกิจวิจัย): มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก 

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ A2 – Empowering Learners (เพิ่มอำนาจผู้เรียน): พัฒนาระบบการศึกษาแบบLifelong Learning และการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (CWIE) เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที A3 – Amplifying Operations (ขยายผลสัมฤทธิ์): ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ 

    ทั้งนี้เป้าหมายยุทธศาสตร์มุ่งเน้นที่การลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ 
    ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Engine of Growth) ของประเทศ 

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้ 5 เสาหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ WHA Group สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

    โดยภายในงาน “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทยถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/656579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01voxh0i5DmP2shTtV6ZJT